สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 796 ธงบัญชาพิรุณ
ท่วงท่าสภาวะของหร่วนโหย่วเซียนแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน คน
ประหนึ่งขุนเขาสูงตระหง่าน ทั้งยิ่งใหญ่ไพศาลและไม่มีวันโยกคลอน
เขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตาทอประกายวูบ แน่นอนว่านางย่อมมองเห็น
ความเปลี่ยนแปลงของหร่วนโหย่วเซียน นานเท่าใดแล้วที่ไม่ได้พบพานคู่
ต่อสู้ที่น่าสนุกถึงเพียงนี้!
ในฐานะเผ่าปิศาจ เขิงเหลียนเอ๋อร์ย่อมชมชอบการต่อสู้ นี่เป็น
สัญชาตญาณที่ฝังอยู่ในสายเลือดของพวกมัน แต่ยามปกตินางมักสะกด
กลั้นแรงกระตุ้นนี้ไว้ ยากนักที่จะได้พบพานคู่มืออันกล้าแข็งเช่นนี้ ถึงกับ
จุดประกายจิตวิญญาณการต่อสู้ของนางขึ้นมา
ภูเขาแล้วจะเป็นไร!
เขิงเหลียนเอ๋อร์สองแขนแผ่กว้าง จันทร์เสี้ยวซึ่งใหญ่โตกว่าร่างของ
นางที่ด้านหลัง พลันหมุนวนมาอยู่ด้านหน้า แล้วหมุนคว้างอย่างปราด
เปรียวรอบกายนาง
“เยวี่ยเอ๋อร์เอย เยวี่ยเอ๋อร์ สะบั้น!”
สุ้มเสียงที่ทั้งสงบนิ่งและเย้ายวนอันเป็นเอกลักษณ์ของเขิงเหลียน
เอ๋อร์ ชำแรกผ่านเข้าไปในโสตประสาทของหร่วนโหย่วเซียน
จันทร์เสี้ยวฟาดฟันราวกับคมดาบ!
รังสีดาบคมกริบสุดยะเยียบสายหนึ่งจู่โจมถึงศีรษะของหร่วนโหย่
วเซียนในพริบตา หร่วนโหย่วเซียนไม่มีเวลามัวมาขบคิดอันใด ตวาดถ้อย
คาถา “ภูเขาที่เห็นไม่ใช่ภูเขา!”
พลังสภาวะอันยิ่งใหญ่ไพศาลพลันแปรเปลี่ยนเป็นลี้ลับเลื่อนลอย
ราวกับขุนเขาที่ปกคลุมด้วยม่านหมอก
จันทร์เสี้ยวฟาดฟันใส่หร่วนโหย่วเซียนอย่างถนัดถนี่
อืมม์!
เขิงเหลียนเอ๋อร์เลิกคิ้วเรียวงาม เห็นอยู่ชัดๆ ว่าจันทร์เสี้ยวฟาดฟัน
ถูกเป้าหมายอย่างแม่นยำ แต่นางกลับรู้สึกว่ากระบวนท่านี้จู่โจมถูกความ
ว่างเปล่า!
เคล็ดวิชาอันพิสดารนัก!
กระบวนท่าตอบโต้ของหร่วนโหย่วเซียนบรรลุถึงในบัดดล มือขวากาง
ออกเป็นกรงเล็บ ทำท่าคว้าจับใส่เขิงเหลียนเอ๋อร์แต่ไกล
เขิงเหลียนเอ๋อร์รู้สึกในสายพลันมืดวูบ ราวกับว่ามีขุนเขาใหญ่โตถล่ม
ทับลงมาที่นาง นางยังบังเกิดความรู้สึกว่าไม่อาจหลบหลีกรอดพ้น แต่นาง
ทลายความรู้สึกหลอนนี้ในชั่วพริบตา ภูเขาแล้วจะเป็นไร?
โฉมสะคราญชุดแดงแตะปลายดรรชนีกรีดไล้ไปตามวงโค้งด้านใน
ของจันทร์เสี้ยว ทันใดนั้นวงโค้งเสี้ยวพลันทอแสงเจิดจ้าที่เบื้องหน้านาง
นางโบกมือวูบ เส้นลำแสงเรียวบางสายหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ เสี้ยว
จันทร์กลับกลายเป็นคันธนู!
นางเหนี่ยวสายธนู พลันปรากฏเสี้ยวจันทร์ขนาดเท่าฝ่ามือมากมาย
ขึ้นบนสายธนู แต่ละเสี้ยวทอประกายเย็นเยียบเรืองรอง เปล่งเสียงสดใส
กังวานดุจระฆังลม
ติง ติง ติง… …
สุ้มเสียงระฆังไพเราะเสนาะหู ขับขานท่วงทำนองที่ชวนให้ผู้คนลุ่ม
หลงงมงาย
สายธนูดีดผึง จันทร์เสี้ยวเล็กๆ หลายสิบดวงกรีดวาดเป็นเส้นโค้งเย็น
เยียบลี้ลับ จู่โจมเข้าหาหร่วนโหย่วเซียนอย่างพิสดาร
หร่วนโหย่วเซียนสีหน้าเคร่งขรึมถึงที่สุด ชั่วพริบตาที่เขิงเหลียนเอ๋อร์
เหนี่ยวสายธนู คลื่นรังสีสังหารหลายสิบสายพลันตรึงแน่นอยู่บนร่างมัน
สังหรณ์อันตรายรุนแรงกรีดร้องระงม กรงเล็บที่ตะกุยเข้าหาเขิงเหลียน
เอ๋อร์พลันแปรเปลี่ยนเป็นฝ่ามือ ตบฟาดใส่เหล่าจันทร์เสี้ยวเล็กๆ ที่พุ่งดิ่ง
เข้าหามัน
ทว่าจันทร์เสี้ยวขนาดเท่าฝ่ามือเหล่านี้แปลกประหลาดนัก วิถีเหินบิน
ของพวกมันปราศจากกฏเกณฑ์อันใดทั้งสิ้น ลี้ลับพิสดารสุดจะหยั่ง
คำนวณ!
ฝ่ามือของหร่วนโหย่วเซียนกลับตบฟาดใส่อากาศธาตุ
อย่างไรก็ตาม ยอดยุทธ์จากเทียนหวนไหนเลยจะสิ้นท่าง่ายดายถึง
เพียงนี้ มันแค่นเสียงอย่างเย็นชา ฝ่ามือเปลี่ยนพลิกอีกครา กลับกลายเป็น
ยอดเขาสูงชันหน้าผาตระหง่านง้า ถล่มทับใส่เขิงเหลียนเอ๋อร์เป็นคำรบ
สอง
เขิงเหลียนกลับไม่แยแสสนใจ นางยกมือขึ้น สิบดรรชนีแผ่กางออก
จันทร์เสี้ยวมหึมาที่เบื้องหน้านางเริ่มหมุนคว้างราวกับพัดใหญ่ ยิ่ง
หมุนยิ่งรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเปลี่ยนเป็นม่านแสงปิดคลุมร่างงามของ
เขิงเหลียนเอ๋อร์อย่างมิดชิด
ม่านแสงดีดทะยานขึ้นต้านรับกระบวนท่าสังหารของหร่วนโหย่
วเซียนอย่างซึ่งหน้า
หร่วนโหย่วเซียนลอบปิติยินดี นี่เป็นโอกาสทอง! มันไม่สนใจอื่นใดอีก
เร่งเร้าพลังเทพภายในร่างไปถึงขีดสุด อักขระเทพบนแผ่นอกราวกับ
เถาวัลย์ที่เจริญงอกงาม แตกหน่อหยั่งราก ยืดขยายไปตามแขนของมัน
อย่างรวดเร็ว
ลำแสงเจิดจรัสแล่นไปตามลวดลายของอักขระเทพ แล้วผนึกรวมรั้ง
อยู่ในมือขวาของมันหมดสิ้น
รอยฝ่ามือมหึมาพวยพุ่งออกมา!
ฝ่ามือนี้ไม่รวดเร็วเท่าใด แต่พื้นที่รอบข้างกลับคล้ายเคลื่อนคล้อยไป
พร้อมกับฝ่ามือนี้ ไม่ว่าต่อต้านแข็งขืนอย่างไร ล้วนไม่อาจดิ้นหลุดเป็น
อิสระได้!
พื้นที่ว่างเปล่าถูกกระชากดึงตามติดไปกับฝ่ามือ มุ่งตรงเข้าหาเขิง
เหลียนเอ๋อร์ด้วยสภาวะกดดันซึ่งไม่อาจบ่งบอกบรรยาย!
นับตั้งแต่เปิดฉากลงมือจนถึงบัดนี้ พลังสภาวะของหร่วนโหย่วเซียน
ในที่สุดไต่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุด!
ในเวลานี้มันประดุจขุนเขาสูงตระหง่าน อาศัยพลังของมนุษย์ปุถุชน
ไม่มีวันโยกคลอนได้!
เขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตาทอประกายเจิดจ้าดั่งดวงดาว นางแทนที่จะล่า
ถอยกลับสะอึกเข้าหา ม่านแสงที่ปกคลุมกายแผดแสงแรงกล้า ร่างดีด
ทะยานเข้าปะทะอย่างเหี้ยมหาญ พุ่งผ่านนภาดุจดาวตก จันทร์เสี้ยวหมุน
เร็วรี่ ปรากฏเป็นม่านโล่แสงวงโค้งปกคลุมร่างนาง
เหล่าจันทร์เสี้ยวเล็ก ๆ ที่ล่องลอยอยู่กลางเวหาแผดเสียงกระหึ่ม
อย่างพร้อมเพรียง แต่ละเสี้ยววาดเป็นเส้นโค้งอันพิสดาร ราวกับถูกดึงดูด
เข้าหาเขิงเหลียนเอ๋อร์
มองจากที่ห่างไกล เห็นเขิงเหลียนเอ๋อร์ราวกับดาวหางอันเจิดจรัส
กรีดผ่านนภา ด้านหลังตามติดมาด้วยลำแสงหลายสิบสาย
ท่ามกลางเสียงตวาดสะท้านขวัญวิญญาณ เขิงเหลียนเอ๋อร์พุ่งดิ่งเข้า
ปะทะกับหร่วนโหย่วเซียนโดยไม่มีลวดลาย!
ทั้งสองกระแทกชนกันอย่างหักโหม!
บึม!
ลำแสงเจิดจ้าบาดตากวาดวาบออกจากตำแหน่งที่ทั้งสองปะทะกัน
กลืนกินพวกมันลงไปในบัดดล!
คลื่นกระแทกอันรุนแรงประดุจลูกธนูแหลมคมเหลือคนานับ ระเบิด
ออกไปทุกทิศทางโดยไม่อาจหยุดยั้งได้
… …
… …
จั่วม่อสามารถพิชิตทารกหมอกวิญญาณ ในใจรู้สึกภาคภูมิใจเป็น
อย่างยิ่ง
ลัญจกรตาหมอกยังเป็นสมบัติวิเศษอันเลิศล้า จั่วม่อเคยลิ้มรสพลัง
อันน่ากลัวของมันมาด้วยตนเอง หากมิใช่ว่ามีอากุ่ยคอยช่วยเหลืออยู่
ด้านข้าง ลำพังมันผู้เดียวย่อมไม่ใช่คู่มือของทารกหมอกวิญญาณกับ
ลัญจกรตาหมอก
อย่างไรก็ตาม ลัญจกรตาหมอกได้รับความเสียหายอย่างหนักด้วย
ฝีมือของจั่วม่อและอากุ่ย จำต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูพลังส่วนสำคัญที่
สูญเสียไป
ในฐานะที่ฝีมืออ่อนด้อยกว่า หาญต่อกรกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าถือ
เป็นเรื่องอันตรายยิ่ง แต่หากทำสำเร็จ ก็สามารถรับประทานได้จนกว่าจะ
อิ่มหนำสำราญ
ลัญจกรตาหมอกกลายเป็นหนึ่งในอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดในมือจั่วม่อ
ทันที แม้ว่ามันจะเสียหายในระดับหนึ่ง แต่ยังคงทรงพลานุภาพยิ่ง
หลังจากครอบครองลัญจกรตาหมอก ห้องโถงหมอกก็เป็นเช่นสวน
หลังบ้านของจั่วม่อ
ทหารยันต์ทองคำดำกับเจดีย์น้อยที่น่าสงสารยังคงมีอาการ
รับประทานมากเกินไป อย่างไรก็ตาม จากที่ทารกหมอกวิญญาณอธิบาย
หมอกที่จอมตะกละทั้งสองรับประทานเข้าไปนั้นไม่เป็นอันตรายต่อพวก
มัน ทั้งยังจะเป็นประโยชน์อีกด้วย
จั่วม่อในที่สุดค่อยวางใจอย่างสมบูรณ์
ในห้องโถงหมอกพวกมันไม่พบเจอผู้ใดอีก โชคดีถึงเพียงนี้ทีเดียว?
จั่วม่ออดปลาบปลื้มยินดีไม่ได้
“ถัดจากห้องโถงสายลม สายฝน สายฟ้า หิมะและหมอก จะเป็นสี่
ตำหนัก ใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว” ทารกหมอกวิญญาณ
แม้ไม่คุ้นเคยกับสถานที่อื่นนัก แต่มันจะอย่างไรใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มานานนับ
หมื่น ๆ ปี ย่อมล่วงรู้มากกว่าพวกจั่วม่อที่ไม่ต่างจากคนตาบอด
“เช่นนั้นเราไปกันเลยดีหรือไม่? ตำหนักใดผ่านได้ง่ายที่สุด?” จั่วม่อถู
มืออย่างกระเหี้ยนกระหือรือ
“ทุกตำหนักล้วนยากลำบากไม่ต่างกัน” ทารกหมอกวิญญาณสั่น
ศีรษะ “สี่ตำหนักหมายถึงสี่ฤดู ครั้งหนึ่งนักรบชนเผ่าเทพสุริยันที่เคย
เอาชนะข้าได้ กลับพ่ายแพ้ในตำหนักฤดูหนาว เดิมทีข้าเข้าใจว่ามันสมควร
ทำสำเร็จ นึกไม่ถึงว่าจะล้มเหลวในก้าวสุดท้าย มันเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด
เท่าที่ข้าเคยพบเห็นมา”
ทารกหมอกวิญญาณอดทอดถอนอย่างเศร้าเสียดายไม่ได้
จั่วม่อพอฟัง รอยยิ้มถึงกับหายวับไปจากใบหน้าทันที ชนเผ่าเทพ
สุริยันในอดีตกล้าแกร่งเกรียงไกรเพียงใด มันนับว่าล่วงรู้ดีที่สุด นักรบผู้นั้น
เมื่อสามารถเอาชัยทารกหมอกวิญญาณในการต่อสู้อย่างขาวสะอาด พลัง
ฝีมือของมันสมควรเลิศภพจบพสุธาอย่างแท้จริง ทว่าผู้ที่แข็งแกร่งถึง
ระดับนั้นกลับพ่ายแพ้ในสี่ตำหนัก เช่นนั้นสี่ตำหนักจะน่าหวาดหวั่นพรั่น
พรึงถึงเพียงไหน ย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
“ข้ามีสหายอื่น ๆ ที่มาพร้อมกัน เราสามารถติดตามหาพวกมัน
หรือไม่?” จั่วม่อนึกถึงเหล่าองครักษ์ของมัน อดห่วงกังวลไม่ได้
ทารกหมอกวิญญาณกล่าว “คิดค้นหาพวกมันไม่ใช่เรื่องยาก ข้าแม้
เฝ้าพิทักษ์ห้องโถงหมอก แต่ยังคงสามารถใช้พลังส่วนหนึ่งของสนาม
ประลองสัญลักษณ์ศึกได้ อย่างไรก็ตาม ค้นหาพวกมันพบไม่ได้หมายความ
ว่าจะสามารถไปหาพวกมันได้ ห้าห้องโถงแยกขาดจากกัน หาได้มีหนทาง
เชื่อมต่อถึงกันไม่ แต่หากพวกมันสามารถบุกผ่านออกมาจากห้าห้องโถง
ต้าเหรินอาจจะได้พบกับพวกมันก่อนที่จะเข้าสู่สี่ตำหนัก”
จั่วม่อห่วงกังวลไม่คลาย รีบบ่งบอกรูปร่างหน้าตาของทุกผู้คนอย่าง
ละเอียด
ทารกหมอกวิญญาณนับว่ามีฝีมืออยู่บ้างจริง ๆ เห็นมันโบกมือครา
หนึ่ง กระจกหมอกพลันปรากฏขึ้น ฉายภาพของทุกคนออกมา
จั่วม่อเห็นว่าทุกคนแม้กำลังต่อสู้กับศัตรู แต่ไม่มีผู้ใดตกอยู่ในอันตราย
ค่อยเบาใจลงไม่น้อย
หลังจากเพ่งมองอยู่ชั่วขณะ จั่วม่อพลันถามว่า “ไฉนในห้องโถงอื่นไม่
เห็นมีผู้พิทักษ์อยู่ด้วย?”
ทารกหมอกวิญญาณทอดถอนใจ “ผู้พิทักษ์ของอีกสี่ห้องโถงเคยดำรง
อยู่ก่อนหน้านี้ พวกมันล้วนเป็นผู้เข้มแข็งอันกล้าแกร่งเกรียงไกรในยุคนั้น
แต่ผู้ใดสามารถเอาชนะกาลเวลานับหมื่นปีได้เล่า? หากมิใช่ว่าข้า
กลายเป็นวิญญาณหยิน และมีลัญจกรตาหมอกซึ่งสร้างโลกของตัวเองอยู่
ภายใน ข้าเองก็คงดับสลายไปเช่นเดียวกันกับพวกมันตั้งแต่แรก”
จั่วม่อครุ่นคิดตาม ค่อยพบว่าเช่นนี้จึงถูกต้อง ผู้ที่สามารถรอดชีวิต
จากยุคบรรพกาลมาจนถึงยามนี้ล้วนไม่ใช่สิ่งปกติธรรมดา ทันใดนั้นมันนึก
ถึงคำถามสำคัญที่สุด “ฟังว่ามีตัวอ่อนยุทธภัณฑ์เทพอยู่ในสถานที่แห่งนี้
เจ้าล่วงรู้หรือไม่ว่าอยู่ที่ใด?”
ทารกหมอกวิญญาณงงงันวูบ จากนั้นพลันเข้าใจกระจ่าง “อ้อ ที่แท้จู่
เหรินมาเพื่อของสิ่งนั้น!”
จั่วม่อบังเกิดความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม “เจ้ารู้ว่ามันอยู่ที่ใดใช่
หรือไม่?”
ทารกหมอกวิญญาณพยักหน้า “มีของสิ่งนั้นอยู่จริง จู่เหรินคนก่อน
เก็บรวบรวมสมบัติของวิเศษจากทั่วสารทิศ ตั้งใจว่าจะหลอมสร้าง
ยุทธภัณฑ์เทพชิ้นหนึ่ง นี่เป็นสิ่งที่จู่เหรินคนก่อนตระเตรียมทิ้งไว้ให้แก่ใคร
บางคนในภายหลัง แต่ยังไม่ทันจะได้หลอมสร้าง จู่เหรินคนก่อนกลับหาย
ตัวไปอย่างลึกลับ จากนั้นสนามประลองสัญลักษณ์ศึกก็ปิดตาย”
“มันอยู่ที่ใด?” จั่วม่อพอฟังพลันดวงตาเป็นประกาย สิ่งของที่ยอดคน
ผู้กล้าแกร่งเช่นนี้ทิ้งไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง แน่นอนว่าต้องเป็นสมบัติที่ดี!
ทารกหมอกวิญญาณนิ่งครุ่นคิด “สมควรอยู่ในวังที่พำนักของจู่เหริน
คนก่อน เราจะต้องผ่านสี่ตำหนักเข้าไป”
จั่วม่อพอฟัง ก็ไม่เห็นว่ามีอันใดน่าประหลาด ของสำคัญเช่นนั้น
สมควรเก็บไว้ในที่พำนักของตนอยู่แล้ว มันเปลี่ยนเป็นถามว่า “เช่นนั้น
ตอนนี้พวกเราไปยังที่ใด?”
“เราจะไปดักรอเหล่าสหายของท่าน ที่ด้านนอกประตูเข้าสู่สี่ตำหนัก”
ทารกหมอกวิญญาณตอบโดยไม่ต้องคิด
ภายใต้การนำทางของเจ้าถิ่นเช่นทารกหมอกวิญญาณ ขบวนของ
จั่วม่อออกจากห้องโถงหมอกอย่างรวดเร็ว อาคมหวงห้ามชุดเดิมในร่าง
ของทารกหมอกวิญญาณสูญสลายไปตั้งแต่แรก ยามนี้ในร่างมันเพิ่มอาคม
หวงห้ามชุดใหม่ที่จั่วม่อจัดตั้งขึ้นด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น กลับเป็น
ประโยชน์ต่อมันไม่น้อย หมอกวิญญาณมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ผนวก
กับที่ว่ามันคุ้นเคยกับสนามประลองสัญลักษณ์ศึกเป็นอย่างดี ในไม่ช้า
ทารกหมอกวิญญาณก็นำพาขบวนของจั่วม่อมาถึงปากทางเข้าสู่สี่ตำหนัก
ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว
เห็นประตูสัมฤทธิ์สี่บานตั้งตระหง่าน แต่ละบานสลักไว้ด้วยลวดลายที่
บ่งชี้ถึงฤดูกาลทั้งสี่
“ตามตำนานเล่าขาน ว่ากันว่าห้าห้องโถงของสนามประลอง แต่ละ
แห่งล้วนมีความมหัศจรรย์ของตน!” เนี่ยเฉินกล่าวด้วยอารมณ์ความรู้สึก
“กระทั่งถูกปิดตายมานานกว่าหมื่นปี ยังคงโอ่อ่าสง่างามนัก ไม่ทราบว่า
เมื่อครั้งกระโน้นจะเป็นภาพอันตระการตาถึงเพียงไหน!”
เจินหลิงเมิ่งดวงตาทอหวั่นไหวคล้อยตามวูบหนึ่ง แต่กลับเป็นปกติ
อย่างรวดเร็ว “ตามบันทึกกล่าวไว้ว่า ห้องโถงทั้งห้าของสนามประลอง
สัญลักษณ์ศึกล้วนมีผู้พิทักษ์ แต่ตลอดทางที่เราผ่านมากลับไม่พบเห็นผู้
พิทักษ์แม้แต่เงา แสดงว่ามันต้องตกตายไปแล้ว”
“ศิษย์น้องหญิงคิดกล่าวอันใด?” เนี่ยเฉินถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ในเมื่อผู้พิทักษ์แห่งห้องโถงสายฝนดับสูญไปแต่แรก แต่พลังสภาวะ
ของห้องโถงหาได้ดับสลายไปด้วยไม่ สถานที่แห่งนี้สมควรต้องมีสมบัติ
วิเศษที่คอยค้ายันเอาไว้” เจินหลิงเมิ่งดวงตาทอประกายปัญญา
“ยังจะมัวมาพูดพล่ามหาอันใด ไปกันเสียทีเถอะ!” ถานซวีขัดขึ้น
อย่างอดรนทนไม่ได้ “ข้าหลงเข้าใจว่าเผ่าอสูรเมื่อครู่จะพอมีฝีมืออยู่บ้าง
ผู้ใดทราบว่าพวกมันอ่อนแอถึงเพียงนี้ จนถึงตอนนี้เรายังไม่เคยเผชิญการ
ต่อสู้อย่างยากลำบากสักครั้ง ข้าว่าสนามประลองสัญลักษณ์ศึกเพียงมี
ชื่อเสียงเกินจริงเท่านั้น”
ไม่นานมานี้ บุตรแห่งคุนหลุนทั้งสามเพิ่งจะพบพานสามยอดยุทธ์จาก
เผ่าอสูร แต่ความห่างชั้นของพลังฝีมือนั้นชัดแจ้งยิ่ง พวกมันสังหารฝ่าย
ตรงข้ามอย่างรวดเร็ว
เนี่ยเฉินไม่ได้กระหายการต่อสู้เช่นถานซวี มันสั่นศีรษะพลางกล่าว
“หยิบฉวยสมบัติกลับไปด้วยจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องกว่า สำหรับเรื่องฆ่าคน
นอกจากเทียนหวนและม่ออวิ๋นไห่ ผู้อื่นไม่มีความหมายอันใด”
ถานซวีดวงตาลุกวาว “ข้าสงสัยว่าเหวยเสิ้งของม่ออวิ๋นไห่มาด้วย
หรือไม่ ศิษย์พี่ใหญ่มักจะชื่นชมคนผู้นี้ เฮอะ หากข้าพบมัน ข้าจะต้องฆ่า
มันแน่”
“ไว้พบมันแล้วค่อยว่ากล่าวเถอะ” ครั้งนี้เนี่ยเฉินกลับไม่ปฏิเสธคำ
ของถานซวี หากให้พวกมันเลือกผู้ที่คุนหลุนไม่ชมชอบมากที่สุด แน่นอน
ว่าเหวยเสิ้งจัดอยู่ลำดับแรก คุนหลุนคือแดนศักดิ์สิทธิ์ของเซียนกระบี่ ศิษย์
คุนหลุนทุกรูปทุกนามล้วนภาคภูมิใจกับเรื่องนี้ ทว่าเหวยเสิ้งในยามนี้ กลับ
แสดงสัญญาณอย่างเลือนรางว่าจะก้าวพ้นจากสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศนี้
ไป เหล่าศิษย์คุนหลุนไหนเลยจะไม่คับข้องใจได้
“อยู่ที่นั่น!” ทันใดนั้นเจินหลิงเมิ่งชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
สองบุรุษรีบมองตามทันที เห็นซากศพซากหนึ่ง ถัดจากซากศพเป็น
ธงที่โบกสะบัดตามสายลมผืนหนึ่ง บนผืนธงเขียนไว้ด้วยอักขระโบราณ
‘พิรุณ’ ที่ดูแปลกตา
เจินหลิงเมิ่งรอบรู้กว้างขวาง สีหน้าทอแววปิติยินดีสุดระงับ “ธง
บัญชาพิรุณ!”