สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 809 วิกฤติเยือนกราย
นี่เป็นแรงผลักดันใหม่ในชีวิตนาง
นางรักถนอมช่วงเวลานี้ หวงแหนโอกาสที่สวรรค์ประทานให้แก่นาง
เนื่องเพราะเหตุนี้เอง นางจึงทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลัง ทำหน้าที่ที่ได้รับ
มอบหมายอย่างสุดความสามารถ
นางไม่มีวันพ่ายแพ้ให้แก่คังหลิงเสวี่ยอย่างแน่นอน!
ภาระหน้าที่ของนางดำเนินไปอย่างราบรื่น ผู้ที่หนุนหลังนางนับว่า
เข้มแข็งอย่างเหลือเชื่อ ช่วยให้นางมีข้อได้เปรียบในท้องตลาดตั้งแต่
แรกเริ่ม สำหรับหงเซียวผู้ที่ค่อย ๆ สั่งสมความมั่งคั่งร่ารวยในโลกมืดอย่าง
ยากลำบาก ภาระหน้าที่ของนางในยามนี้อาจเรียกได้ว่าง่ายดายดุจพลิกฝ่า
มือ
แต่สำหรับผู้ที่มีชีวิตอยู่ในโลกมืดมาเป็นเวลานานเช่นนาง
สัญชาตญาณระวังภัยของนางเฉียบไวผิดปกติ
“นำรายงานราคาสินค้าของเดือนที่แล้วมาให้ข้า” นางกล่าวอย่างเย็น
ชา
เหล่าพ่อบ้านใต้บังคับบัญชารีบพลิกหาอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นาน
รายงานบัญชีของเดือนก่อนก็ปรากฏขึ้นบนภาพมายา
“ไม้บุปผาเขียว ทรายดาวนภา น้าค้างสีรุ้ง วัตถุดิบสามชนิดนี้ ผู้ใด
เป็นผู้จัดหาให้แก่เรา?”
“สมาคมการค้าหมิงตูขายราคาแพงกว่าสมาคมการค้าหลินฝูถึงสิบ
ห้าในร้อยส่วน” หงเซียวจ้องหน้าพ่อบ้านใต้สังกัดของนาง
พ่อบ้านผู้นั้นอธิบายอย่างคล่องแคล่ว “เดือนที่แล้วสมาคมการค้า
หลินฝูจู่ ๆ ก็หยุดค้าขายกับเรา ทั้งยังปฏิเสธการเจรจาหารือ เพื่อไม่ให้
กระบวนการจัดหาวัตถุดิบของเราเกิดความเสียหาย เราต้องเลือกสมาคม
การค้าหมิงตูเข้ามาแทนที่ แต่สมาคมการค้าหมิงตูอยู่ห่างไกลออกไป
ต้นทุนค่าขนส่งสูงกว่าเดิมมาก ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องเพราะเราสั่งซื้ออย่าง
กะทันหัน พวกมันไม่มีเวลาตระเตรียมล่วงหน้า ปริมาณสั่งซื้อของเรา
มากมายมหาศาล มิหนำซ้ากำหนดเวลายังรีบเร่งมาก ดังนั้นพวกมันได้แต่
ต้องเพิ่มราคาซื้อเพื่อให้ส่งสินค้าแก่เราได้ทันตามต้องการ”
“ไฉนสมาคมการค้าหลินฝูจู่ ๆ หยุดค้าขายกับพวกเรา
หงเซียวถาม
ทันที
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้” พ่อบ้านใต้สังกัดสั่นศีรษะ “ดูเหมือนว่าระยะนี้
ภายในของพวกมันคล้ายไม่มั่นคงอยู่บ้าง เรื่องเช่นนี้พวกเราไม่อาจสอดมือ
เข้าไปได้”
“ไปตรวจสอบดู… …” หงเซียวสั่งการทันควัน
“นี่… … เกรงว่าไม่ค่อยเหมาะนัก… …” พ่อบ้านผู้นั้นคัดค้าน การยื่น
มือเข้าแทรกแซงกิจการของผู้อื่น ในแวดวงการค้าถือเป็นข้อห้ามที่ไม่ได้
กล่าวออกจากปาก
“เอาเถอะ” หงเซียวไม่คิดบีบบังคับผู้ใต้บังคับบัญชาจนเกินไป “เจ้า
ไปได้แล้ว”
“ทราบแล้ว!” พ่อบ้านในสังกัดถอนหายใจโล่งอก รีบล่าถอยไปทันที
หงเซียวไม่ขยับออกจากที่นั่ง นางนิ่งครุ่นคิดอยู่เป็นนาน ก่อน
ตัดสินใจรายงานเรื่องนี้ขึ้นไปอย่างรีบด่วน รวมทั้งเพิ่มข้อสันนิษฐานและ
ข้อเสนอแนะของนางเข้าไปด้วย
แม้ยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัด แต่ในใจนางทราบกระจ่างดี
มีคนกำลังลอบเล่นงานพวกมันจากเงามืด!
“ไปตรวจสอบเรื่องนี้” นางจู่ ๆ กล่าวออกมาลอย ๆ
ในมุมมืดด้านหนึ่ง เงาเลือนรางที่แทบมองไม่เห็นสายหนึ่งพลันหาย
วับไป
เหล่าพ่อบ้านรองในสังกัดของนางใส่ใจกฏเกณฑ์มากเกินไป แต่
สำหรับมืออันช่าชองชำนาญที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกมืดมานานปีเช่นนาง นาง
เพียงใส่ใจผลลัพธ์เท่านั้น
วิธีการไม่ใช่เรื่องสำคัญ
นางเชื่อว่าเบื้องสูงเองก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน
คังหลิงเสวี่ยขมวดคิ้วเรียวงาม รับฟังรายงานจากพ่อบ้านรองในสังกัด
นางอย่างเคร่งเครียด
นางงามน้อยผู้นี้ก็ทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลังอย่างเต็มที่ ทำงานหนักไม่น้อย
ไปกว่าหงเซียว หลังจากถูกกำราบด้วยความหวาดกลัว นางก็ไม่กล้าเล่น
เล่ห์กลอุบายอีก ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากครั้งแรกที่หวาดกลัวแทบตายแล้ว
หลังจากนั้นนางค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ของนาง ในไม่ช้านางก็
พบว่าขุมกำลังที่อยู่เบื้องหลังนางช่างยิ่งใหญ่ทรงอำนาจอย่างเหลือเชื่อ
หลังจากนั้นอีกระยะหนึ่ง นางค่อยทราบว่านายใหม่ที่นางสวามิภักดิ์ด้วย
คือม่ออวิ๋นไห่
แน่นอนว่านางย่อมรู้จักม่ออวิ๋นไห่
ต่อให้เป็นคนหูหนวกตาบอด ยังไม่มีผู้ใดไม่รู้จักม่ออวิ๋นไห่ ในแดน
อสูร ทุกผู้คนล้วนทราบดีว่านามม่ออวิ๋นไห่มีความหมายอย่างไร นี่คือขุม
กำลังใหม่ที่กล้าแกร่งเกรียงไกรอย่างน่าตระหนก ผู้อื่นแม้ไม่ได้ครอบครอง
อาณาเขตใหญ่โต แต่แข็งแกร่งสุดจะหยั่งคำนวณ ทั้งยังเป็นผู้ผลิตรายใหญ่
ที่ค้าขายอาวุธวิเศษทุกประเภท
ในอดีตเผ่าอสูรไม่มีความเคยชินในการใช้อาวุธเวท พวกมันใช้แกน
อสูร แต่แกนอสูรหาได้ยากยิ่ง ทั้งราคาสูงลิ่ว จนอสูรธรรมดาไม่มีหวังจะ
อาจเอื้อม แต่เมื่อไม่นานมานี้เอง ในท้องตลาดกลับปรากฏแกนอสูรจำนวน
กระทั่งเทียนหวนผู้มีชื่อเสียงในเรื่องวิชาหลอมสร้าง ยังไม่มีขีด
ความสามารถในการผลิตอาวุธวิเศษสามชนิดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เช่นนี้
แต่ม่ออวิ๋นไห่กลับทำได้!
ช่างทรงพลังอำนาจนัก!
ยังมีคำร่าลือที่บอกว่ายุคสมัยแห่งพลังเทพเปิดฉากขึ้นด้วยน้ามือของ
ราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่ ยุทธภัณฑ์เทพเทียมชุดแรกในโลกยุคนี้ ก็เป็นฝีมือ
หลอมสร้างของราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่เช่นกัน
เมื่อทราบว่าผู้ที่นางยอมศิโรราบด้วยเป็นขุมกำลังยิ่งใหญ่ซึ่งมีนาม
ว่าม่ออวิ๋นไห่ ความไม่ยินยอมพร้อมใจส่วนเสี้ยวสุดท้ายในใจคังหลิงเสวี่ย
อันตรธานหายไปทันที ที่หลงเหลือในใจนางมีเพียงข้อกังขาเล็กน้อย ม่อ
อวิ๋นไห่ไฉนเลือกนาง? นางเชื่อว่านางมีพรสวรรค์อยู่บ้าง แต่สำหรับขุม
… …
ชิงเสี่ยวสนิทสนมกลมกลืนกับพวกจั่วม่ออย่างรวดเร็ว
ผ่านการสนทนาอย่างต่อเนื่อง จั่วม่อค่อยเข้าใจว่าเรื่องราวเป็นมา
อย่างไร ที่แท้จู่เหยินของสนามประลองสัญลักษณ์ศึกมีความสัมพันธ์อันดี
กับชนเผ่าเถาวัลย์เขียว เมื่อมันสร้างสนามประลองสัญลักษณ์ศึก ได้
ชักชวนสาขาหนึ่งของชนเผ่าเถาวัลย์เขียวเข้ามาลงหลักปักฐานในตำหนัก
ฤดูร้อน กลายเป็นผู้พิทักษ์ป่าให้แก่มัน นับตั้งแต่นั้นมาต้นตระกูลของชิง
เสี่ยวก็อาศัยอยู่ที่นี่
ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จู่เหรินของสนามประลองสัญลักษณ์ศึกจะช่วย
ขจัดพลังอธิษฐานที่อยู่ภายในร่างของพวกมัน
บางทีอาจเป็นเพราะมันเติบใหญ่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ตั้งแต่เล็กแต่
น้อย ชิงเสี่ยวมีความสามารถต้านทานพลังอธิษฐานได้ในระดับหนึ่ง แต่
หากพวกจั่วม่อไม่มาที่นี่ ภายในไม่เกินยี่สิบปี ชิงเสี่ยวเองก็ไม่อาจรอดพ้น
ชะตากรรมถูกพลังอธิษฐานกัดกินจนตายดังเช่นบรรพชนของมัน
เมื่อถึงยามนั้น ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์นี้ก็จะหายไปพร้อมกับความ
ตายของชิงเสี่ยว
จั่วม่ออดปลาบปลื้มประโลมใจไม่ได้ มันนับว่ามาทันเวลา
ชิงเสี่ยวร่าเริงเฉลียวฉลาด ทั้งบริสุทธ์ไร้เดียงสา ทุกผู้คนชมชอบมัน
ป่าโบราณที่ไม่เคยมีผู้ใดแตะต้องผืนนี้ยังเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการ
ฝึกฝีมือของมัน พลังเทพเถาวัลย์เขียวของชิงเสี่ยวบริสุทธิ์ยิ่ง นอกเสียจาก
ว่าปราศจากประสบการณ์ต่อสู้อย่างสิ้นเชิง พลังฝีมือของมันกลับทำให้ทุก
คนประหลาดใจไม่น้อย
เส้นชีพจรเขียวอยู่ในมือของมันยิ่งน่าสะพรึงกลัวเป็นพิเศษ มันคล้าย
ล่วงรู้วิธีใช้งานเส้นชีพจรเขียวตามธรรมชาติ เส้นชีพจรเขียวอันยาวเหยียด
กลับเชื่อฟังผิดปกติ อยู่ในมือชิงเสี่ยว ของวิเศษนี้ยิ่งลี้ลับพิสดารสุดจะหยั่ง
คำนวณ กระทั่งทารกหมอกวิญญาณยังตกตะลึงไม่น้อย
เมื่อมีชิงเสี่ยวอยู่ด้วย การท่องผ่านป่ากลายเป็นสะดวกดายยิ่ง ชิง
เสี่ยวคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ทุกตารางนิ้ว การนำพวกมันออกจากป่า
คล้ายลำบากเพียงยกมือเท่านั้น
ติดตามชิงเสี่ยว ในไม่ช้าขบวนของจั่วม่อก็บรรลุถึงชายป่าที่เฝ้าโหย
หามานาน
เบื้องหน้าพวกมันยามนี้เป็นมหาสมุทรกว้างไพศาลไร้ที่สิ้นสุด กับ
พายุสายฟ้าที่มองเห็นได้แต่ไกล
แนวป่าทึบสิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน เห็นเป็นเส้นแบ่งแยกที่ชัดเจนเส้น
หนึ่ง
ฟากหนึ่งของเส้นแบ่งเป็นป่าทึบแน่นขนัด ส่วนอีกฟากหนึ่งเป็น
มหาสมุทรอันไพศาล ฟากหนึ่งเป็นแสงตะวันเจิดจ้าและยามทิวาอันร้อน
ระอุ อีกฟากหนึ่งคือพายุมหึมาอันคลุ้มคลั่ง
มวลเมฆดำทะมึน ม่านพิรุณหนาหนักที่เต็มไปด้วยลูกเห็บ โหม
กระหน่าใส่ท้องทะเลอย่างไม่หยุดยั้ง น้าทะเลถูกลมพายุสุดเกรี้ยวกราดดึง
สูงขึ้นไปบนท้องฟ้าหลายสิบลี้ อัสนีบาตคำรามกระหึ่มก้อง สายฟ้าแลบลั่น
อยู่ในหมู่เมฆ ครอบคลุมพื้นที่ระหว่างหมู่เมฆากับห้วงวารีจนแทบไม่มี
พื้นที่ว่าง
ทว่านอกจากบุกฝ่าไปข้างหน้า พวกมันก็ไม่มีหนทางอื่นอีก
“ตั้งค่ายกล! ทุกคนให้ความสำคัญกับตำแหน่งของผู้ที่อยู่ข้าง ๆ” จั่ว
ม่อออกคำสั่ง จากนั้นคว้าตัวชิงเสี่ยวมาไว้ข้างกาย แล้วหันไปกล่าวกับจง
หยู “ดูว่าสามารถใช้ไม้เท้าวิเศษสามปรากฏดึงดูดสายฟ้าได้หรือไม่”
จงหยูพยักหน้ารับรู้ ทุกผู้คนล้วนฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เสร็จสิ้นการตั้ง
กระบวนทัพค่ายกลในชั่วพริบตา เหวยเสิ้ง เขิงเหลียนเอ๋อร์และเหล่ายอด
ยุทธ์คนอื่น ๆ เข้าประจำตำแหน่งแกนหลักของค่ายกล
ในม่ออวิ๋นไห่ ไม่ว่าท่านจะมีพลังฝีมือระดับใด ท่านก็ต้องฝึกฝน
กระบวนทัพค่ายกล กระทั่งเหวยเสิ้งก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ในความเห็นของ
จั่วม่อ ยอดยุทธ์ชั้นสูงที่สามารถผสานรวมเข้ากับกระบวนทัพค่ายกล คือผู้
ที่สามารถเปล่งอานุภาพของตนออกมาได้ถึงขีดสุดเมื่อทำการสู้รบใน
ระดับกองทัพใหญ่
นี่คือสิ่งที่มันลอกเลียนมาจากวิธีการต่อสู้ของเผ่าปิศาจ ในหมู่ปิศาจ
ทั้งมวล แม่ทัพบัญชาการศึกคือยอดยุทธ์ที่เข้มแข็งแกร่งกร้าวที่สุด พลัง
ทั้งหมดของกองทัพจะมารวมกันในร่างของแม่ทัพบัญชาการศึก เพื่อ
ระเบิดสุดยอดพลังทำลายล้างออกมา
ในระดับชั้นของเหวยเสิ้ง ความเข้าใจในกระบวนทัพค่ายกลของมัน
ยังเหนือล้ากว่าแม่ทัพบัญชาการศึกทั่วไปมาก เนื่องเพราะมันมีความรู้สึก
เฉียบไวต่อพลังงาน ทั้งยังมีความสามารถในการควบคุมพลังอันสูงล้า
มองดูกระบวนทัพค่ายกลซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกระดับสุดยอด
จั่วม่อความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกอักโข มันกล่าวอย่างฮึกหาญ “ไปกันเถอะ!”
ขบวนทัพมุ่งตรงไปยังพายุมหึมาที่ขวางอยู่เบื้องหน้า
แม้ว่าจะคาดเดาเอาไว้บ้างแล้ว แต่รอจนพวกมันบุกเข้าไปในพายุจริง
ๆ ยังคงเป็นความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง!
ทันทีที่ทั้งขบวนบุกทะลวงเข้าไปในพายุ พวกมันพลันรู้สึกเบื้องหน้า
มืดทะมึน สองหูกึกก้องกัมปนาทไปด้วยเสียงลมอันเกรี้ยวกราด ไม่อาจได้
ยินสิ่งอื่นใดแม้แต่น้อย กระแสลมรุนแรงดุจคมมีดนับหมื่นพัน เมื่อกระทบ
ถูกม่านพลังของกระบวนทัพค่ายกลจะบังเกิดประกายไฟแลบลั่นเป็นทาง
ยาว ห่าพิรุณและลูกเห็บโหมซัดไม่ลืมหูลืมตา สายฝนคล้ายแฝงไว้ด้วย
พลังกัดกร่อนทำลาย ส่วนลูกเห็บพอกระแทกใส่ม่านแสงของค่ายกล จะ
แผ่กระจายออกเป็นแผ่นน้าแข็งผืนหนึ่ง
พลังของพายุยิ่งใหญ่ไพศาลไม่มีที่สิ้นสุด ผู้คนในขบวนค่ายกลเล็กๆ
ไม่ต่างจากใบไม้ล่องลอยกลางกระแสลมแรง แทบไม่อาจยืนหยัดมั่น
ในหมู่เมฆเหนือศีรษะพวกมันพลันบังเกิดแสงส่องวาบ ทันใดนั้น
สายฟ้าหยาบหนาสายหนึ่งพุ่งดิ่งลงมาจากชั้นเมฆ ฟาดตรงเข้าหาขบวน
ค่ายกลอย่างเกรี้ยวกราด
จงหยูถอนหายใจอย่างโล่งอก ไม้เท้าวิเศษสามปรากฏทรงพลัง
อำนาจโดยแท้!
ในเวลานี้เอง ท้องนภาพลันสว่างวาบ จงหยูสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
มันยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาใด เปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยง สายฟ้าหยาบหนาสาม
สายระดมฟาดใส่ไม้เท้าวิเศษสามปรากฏอย่างพร้อมเพรียง
จงหยูรู้สึกคล้ายถูกค้อนหนักกระแทกใส่กลางอก ต้องแค่นเสียงหนัก
ๆ ออกมา
ไม้เท้าวิเศษสามปรากฏกลับไม่สะทกสะท้าน หลังจากกลืนกินสายฟ้า
เข้าไปสี่สาย ค้อนกำเนิดสายฟ้ายิ่งเปล่งแสงสีเงินสว่างไสวกว่าเดิม เห็น
ประจุสายฟ้าปะทุขึ้นล้อมรอบเป็นชั้นๆ
จั่วม่อสีหน้าท่าทีราวกับว่ากำลังเผชิญกับศัตรูร้ายกาจ ภายในสายฝน
แฝงเร้นไว้ด้วยพลังประหลาดขุมหนึ่ง กระหน่าจู่โจมใส่เกราะแสงของ
ขบวนค่ายกลอย่างไม่ขาดสาย
พลังทำลายล้างในหยาดฝนแต่ละเม็ดแม้เล็กน้อยยิ่ง แต่ภายนอกเป็น
พายุหฤโหดซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงชั่วกัปกัลป์ สายฝนนับไม่ถ้วนโหมซัด
ใส่โล่แสงของขบวนค่ายกลอยู่ตลอดเวลา พลังของทุกคนถูกใช้ไปอย่าง
ต่อเนื่อง
อย่าว่าแต่ยังมีห่าฝนลูกเห็บมหาประลัยอยู่ด้วย!
บัดซบ!
จั่วม่อแม้วิตกกังวล แต่ไม่แตกตื่นลนลาน
ไม้เท้าวิเศษสามปรากฏของจงหยูสามารถรับมือสายฟ้า เช่นนั้น
สมควรใช้สิ่งใดรับมือสายฝนกับลูกเห็บเล่า?
?”
พลังกัดกร่อนทำลายของสายฝนเป็นส่วนที่ยากจะทนทานมากที่สุดสำหรับ
พวกมัน ยามนี้เมื่อไม่ต้องแบกรับ พวกมันรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาก
“ไม่เลว! เจ้านับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง!” จั่วม่อชมเชยด้วยสีหน้าประหลาด
ใจ
ทารกหมอกวิญญาณยืดอกเต็มที่ สีหน้าทระนงภาคภูมิ อย่างไรก็ตาม
ด้วยรูปโฉมราวกับทารกน้อยผู้หนึ่ง สีหน้าท่าทีนี้ดูน่าหัวร่อยิ่ง แต่มันแม้
ท่าทีทระนง กลับกล่าวอย่างถ่อมตน “นี่เป็นเพราะธงบัญชาพิรุณใช้งานได้
ไม่ยากนัก”
จั่วม่อกล่าวอย่างใจกว้าง “อ้อ ไม่เลว ไม่เลว นับแต่นี้ไปธงบัญชาพิรุณ
เป็นของเจ้า อย่าได้ทำให้สมบัติวิเศษต้องสูญเปล่าเสียเล่า!”
ทารกหมอกวิญญาณตกตะลึงพรึงเพริด ประหนึ่งถูกขนมเปี๊ยะกิน
เปล่าที่หล่นลงมาจากฟ้าหวดฟาดใส่กลางศีรษะ มันพอตกอยู่ในสภาพ
งุนงงซึมเซา ห่าพิรุณก็เริ่มกระหน่าซัดใส่ม่านแสงอีกครั้ง
“ทำงานให้ดี!” จั่วม่อแค่นเสียงพลางถลึงตาใส่ “หากเจ้าไม่ตั้งใจ
ทำงาน ข้าจะริบของวิเศษคืน!”
“อา!” ทารกหมอกวิญญาณคล้ายสะดุ้งตื่นจากฝัน กอดธงบัญชา
พิรุณแน่นด้วยสีหน้าลนลาน รีบกล่าวอย่างไม่คิดชีวิต “ข้าจะทำงานให้ดี!
ข้าจะตั้งใจทำงานให้ดีอย่างแน่นอน!”
แรงกดดันบรรเทาเบาบางลงอีกครั้ง
จั่วม่อลอบถอนใจเบา ๆ คร้านจะสนใจเจ้าคนที่ขาดแคลนไหวพริบผู้
นี้ สายฟ้าและห่าพิรุณล้วนรับมือได้แล้ว ยังเหลือก็แต่เพียงลูกเห็บและ
?
?”
จั่วม่อผิดหวังเล็กน้อย มันขบกรามแน่น ในเมื่อไม่มีวิธีแก้ไข พวกมันก็
ได้แต่บุกตะลุยไปเบื้องหน้าเท่านั้น
หลังจากบินผ่านพายุหฤโหดยาวนานถึงสิบวัน ยังคงไม่มีวี่แววว่าพวก
มันจะหลุดพ้นออกจากพายุอันไร้ที่สิ้นสุดนี้ได้ พวกมันยังเคยทดลองพุ่ง
ตรงขึ้นหาหมู่เมฆ หากพวกมันสามารถขึ้นไปอยู่เหนือชั้นเมฆ จะไม่ต้อง
เผชิญกับพายุอีก แต่ทันทีที่พวกมันเข้าใกล้ชั้นเมฆ สายฟ้ามากมายเหลือค
นานับจะกระหน่าจู่โจมลงมาพร้อมกัน คล้ายเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันขึ้น
ไปเบื้องบนได้
ภาพนั้นขู่ขวัญผู้คนทั้งหมด พากันกลับลงมาอย่างไม่ลังเล ไม่มีผู้ใด
เคยพบเห็นสายฟ้าที่แน่นขนัดถึงเพียงนี้มาก่อน กระทั่งจงหยูผู้ถือครองไม้
เท้าวิเศษสามปรากฏ หากเผชิญกับพายุสายฟ้าอันบ้าคลั่งนี้โดยตรงเกรง
ว่ามีแต่จะกลายเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตา
อย่างอับจนหนทาง พวกมันได้แต่กัดฟันบุกผ่านพายุต่อไป
เมื่อเห็นสีหน้าอ่อนล้าอย่างปิดไม่มิดของทุกคน จั่วม่อทราบว่าไม่ว่า
อย่างไรพวกมันก็ต้องหยุดพัก
เส้นประสาทของพวกมันเขม็งตึงมาสิบวันเต็ม ทุกผู้คนล้วนเหน็ด
เหนื่อยอ่อนล้า ทันทีที่มีโอกาสได้พักหายใจ ก็ไม่มีใครปล่อยให้สูญเปล่า
แต่ละคนรีบทรุดกายลงนั่ง เริ่มโคจรพลังฟื้นฟูพลังเทพภายในกาย
พลังของจั่วม่อฟื้นคืนรวดเร็วที่สุด ภายในวังจักรพรรดิต้องห้าม มัน
สามารถฟื้นฟูเรี่ยวแรงกำลังได้รวดเร็วกว่าผู้อื่นมาก
โอกาสที่จะพักหายใจ ในยามนี้นับว่ามีคุณค่าสำหรับพวกมันอย่าง
แท้จริง
จั่วม่อนึกยินดีที่มันไม่ได้หลงลืมวังจักรพรรดิต้องห้าม
หลายปีมานี้ จั่วม่อใช้เวลามากมายค่อย ๆ ชำระสะสางความทรงจำ
ดั้งเดิมของมัน มันยังค้นพบเศษเสี้ยวความทรงจำบางส่วนอยู่ในส่วนลึก
ของจิตใจมัน ภาพเมืองที่มันเคยอาศัยอยู่เมื่อยังเยาว์วัยค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้น
ในใจมัน จั่วม่อเริ่มหลอมสร้างปรับปรุงวังจักรพรรดิต้องห้ามใหม่ ตาม
ต้นแบบในความทรงจำนั้น
ด้วยความเข้าใจอย่างลึกล้าในศาสตร์วิชาค่ายกลยันต์ รวมถึงวัตถุดิบ
ที่มากล้นสมบูรณ์ วังจักรพรรดิต้องห้ามซึ่งหลอมสร้างขึ้นใหม่มีความ
ปลอดภัยสูงกว่าเก่า ทั้งยังแข็งแกร่งทรงพลังกว่าเดิมมาก
จั่วม่อที่หลอมสร้างปรับปรุงวังจักรพรรดิต้องห้ามขึ้นใหม่ แท้ที่จริง
เพียงเพื่อเป็นที่ระลึกถึงความทรงจำอันพร่าเลือนของมันเท่านั้น เพราะ
แม้ว่าวังจักรพรรดิต้องห้ามจะหลอมสร้างใหม่แล้วเสร็จ แต่อาวุธวิเศษ
เช่นนี้ สำหรับมันแล้วไม่ได้มีส่วนช่วยโดยตรงเหมือนเช่นยุทธภัณฑ์เทพ
คิดไม่ถึงว่าของที่ระลึกจากความทรงจำในวัยเยาว์ของมัน วันนี้กลับ
ช่วยชีวิตพวกมันไว้
จั่วม่อฝืนยิ้มขมขื่น อารมณ์ความรู้สึกอันซับซ้อนประดังประเดขึ้นมา
มันกวาดตามองไปรอบๆ สถานที่ส่วนใหญ่ภายในเมืองคล้าย
เหมือนกับในความทรงจำของมันแทบไม่มีผิดเพี้ยน นับตั้งแต่หลอมสร้าง
วังจักรพรรดิต้องห้ามใหม่เสร็จสิ้น นี่เป็นครั้งแรกที่มันย่างเท้าเข้ามา
ภายใน
ความรู้สึกคล้ายคุ้นเคยคล้ายไม่คุ้นเคยนี้ นับว่าแปลกประหลาดจน
บอกไม่ถูก
มันสะบัดศีรษะแรง ๆ หัวร่อเย้ยหยันตนเอง มันถึงกับมีเวลาว่างมาก
พอที่จะคิดฟุ้งซ่านจนว้าวุ่นใจ
ในเวลานี้เอง มันค่อยสังเกตเห็นสีหน้าแปลก ๆ ของอากุ่ยที่อยู่ข้าง
กาย
อากุ่ยผุดลุกขึ้นอย่างกะทันหัน
“อากุ่ย มีเรื่องอันใด?”
จั่วม่อยิ่งห่วงกังวลกว่าเดิม
อากุ่ยดูเหมือนจะคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง นางก้าวเดิน
อย่างเงียบ ๆ สีหน้าของนางกลับเป็นแข็งทื่อดุจท่อนไม้อีกครั้ง
จั่วม่อคล้ายพอเข้าใจอยู่บ้าง ต้องเป็นเพราะว่าอากุ่ยยังคงมีเศษเสี้ยว
ความทรงจำบางส่วนหลงเหลืออยู่ สภาพแวดล้อมอันคุ้นเคยของวัง
จักรพรรดิต้องห้ามไปสะกิดถูกความทรงจำส่วนหนึ่งของนางจนตื่นขึ้นมา
อากุ่ยยิ่งมายิ่งดูเหมือนคุ้นเคยกับสถานที่นี้มาก นางบัดเดี๋ยวเลี้ยวไป
ทางโน้น บัดเดี๋ยวแยกไปทางนั้น ไม่ช้าก็มาถึงลานบ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
นางยกมือขึ้นทาบบานประตู นิ่งอยู่ชั่วอึดใจค่อยผลักเปิดออกช้า ๆ
จั่วม่อตะลึงงัน ลานบ้านน้อยแห่งนี้… …บ้านน้อยหลังนี้… …
ภาพอันพร่าเลือนฉากหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้ามัน
“กุ่ยกุ่ย ชื่อนี้ไม่น่าฟังเอาเสียเลย” เด็กชายตัวน้อยบ่นพึมพำ แต่สอง
มือไม่ได้เชื่องช้าแม้แต่น้อย
เด็กหญิงเอียงคออย่างน่ารัก “กุ่ยกุ่ยกลับคิดว่าชื่อนี้ดียิ่ง!”
“กับเรื่องยุ่งยากน่าเบื่อหน่ายอย่างเช่นการฝึกฝีมือ เจ้าไฉนต้อง
คร่าเคร่งเอาจริงเอาจังถึงเพียงนี้ด้วย?” เด็กชายตัวน้อยสีหน้างุนงงสงสัย
ขณะที่มันรักษาบาดแผลที่เท้าของเด็กหญิงอย่างระมัดระวัง
เด็กหญิงน้าตาไหลพรากด้วยความเจ็บปวด สุ้มเสียงยังเจือแววสะอื้น
อย่างไรก็ตาม สีหน้าท่าทีของนางกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวผิด
ธรรมดา “เนื่องเพราะมีแต่ต้องแข็งแกร่งขึ้น ข้าจึงสามารถปกป้องนาย
น้อยได้”
“ที่แห่งนี้ไม่มีอันตรายใด ข้าไม่ต้องให้เจ้าปกป้อง มิหนำซ้าข้าไม่ชอบ
ออกไปข้างนอก” เด็กชายตัวน้อยสั่นศีรษะระรัวดุจตีกลอง
“แต่หากวันนั้นมาถึงจริง ๆ เล่า?”
“นายน้อย… …”
สุ้มเสียงแข็งทื่อและแหบพร่าอยู่บ้างดังขึ้นในโสตประสาทของมัน
ยังคงเป็นคำเรียกหาเหมือนเมื่อครั้งที่ยังเยาว์วัย … …นี่มัน…นี่มัน… …มัน
ถึงกับได้ยินเสียงจากภาพหลอนในความทรงจำของตนเชียวรึ… …
จั่วม่อรู้สึกอึดอัดขัดข้องอย่างบอกไม่ถูก มันสะบัดหน้าแรง ๆ หมาย
จะขับไล่ความเศร้าหดหู่ที่อัดแน่นอยู่ในอกออกมา
จากนั้นมันเงยหน้าขึ้น พลันประสานสบตากับดวงตาสีม่วงซึ่งเอ่อท้น
ไปด้วยน้าตาคู่หนึ่ง
จั่วม่อยืนตะลึงลานอยู่กับที่ เนิ่นนานยังไม่อาจเอ่ยออกมาแม้สักครึ่ง
คำ