สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 836 เจ้าเพลิงน้อย
ผู้อาวุโสสูงสุดทอดถอนชมเชย “ม่ออวิ๋นไห่นับว่าชุมนุมมังกรพยัคฆ์
โดยแท้ เทียนหวนเรามีศิษย์นับแสน แต่เพียงให้กำเนิดชนชั้นหลีเซียนเอ๋อร์
ผู้เดียว นึกไม่ถึงว่าม่ออวิ๋นไห่กลับมีอยู่ถึงสามคน กระทั่งเราผู้เฒ่ายังต้อง
นึกอิจฉาเลื่อมใสแล้ว”
จั่วม่อหัวเราะร่า “ไยต้องอิจฉา ผู้อาวุโสสูงสุดท่านหากมายังม่ออวิ๋น
ไห่ อื่นใดไม่ต้องเอ่ยถึง รับประกันว่าท่านสามารถเลือกตำแหน่งได้ตามใจ
ชอบ ยิ่งไปกว่านั้น ศาสตร์วิชาอักขระเทพของผู้อาวุโสจะขจรขจายไปทั่ว
อย่างแน่นอน”
น้าเสียงของจั่วม่อแม้แฝงแววหยอกเย้า แต่ท่วงท่าสภาวะยังคงเยือก
เย็นทรงอำนาจ ให้ความรู้สึกแปลกแยกพิกลแก่ผู้คน
ผู้อาวุโสสูงสุดสั่นศีรษะพลางหัวร่อ “จั่วเซียนเซิงช่างสนุกสนาน
น่าสนใจนัก เพียงแต่หลังจากวันนี้ไป ม่ออวิ๋นไห่เกรงว่าไม่อาจอยู่รอด จาก
เจริญรุ่งเรืองจะกลายเป็นเสื่อมทรุดลง ไม่มีอนาคตอันสดใสเรืองรอง
เท่ากับเทียนหวน ซึ่งความจริงหากท่านยินดีเข้าร่วมกับเทียนหวน ข้าก็
ยินดีสละตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดให้โดยไม่บ่ายเบี่ยง”
จั่วม่อถอนใจเบา ๆ “อันที่จริงชนชั้นปรมาจารย์เช่นผู้อาวุโสสูงสุด
เป็นที่นับถือเลื่อมใสของข้ามาโดยตลอด นึกไม่ถึงว่าจะมีวันที่ต้อง
เผชิญหน้ากันบนสมรภูมิ นับว่าโชคชะตากลั่นแกล้งคนโดยแท้ ชวนให้
?”
ผู้อาวุโสสูงสุดหัวร่อเบา ๆ “จั่วเซียนเซิงกล่าวถูกต้อง การต่อสู้ในวันนี้
เป็นชะตากรรมของพวกเราทั้งคู่ หากผู้ตายเป็นข้า เทียนหวนคงไม่พ้นต้อง
เสื่อมทรุดลง แต่หากผู้ตายเป็นจั่วเซียนเซิงท่าน ม่ออวิ๋นไห่จะพ่ายแพ้โดย
ไม่ต้องสู้รบ จั่วเซียนเซิงนับว่าขวัญกล้าเทียมฟ้า ท่านไม่สมควรมาด้วย
ตัวเอง! เราผู้เฒ่าวันนี้ไม่คิดมีชีวิตรอดกลับไปตั้งแต่แรก จั่วเซียนเซิงจะไม่
มีความหวังแม้สักส่วนเสี้ยว!”
จั่วม่อแค่นเสียงเย้ยหยัน สีหน้าเย็นเยียบ “คำคุยโวเช่นนี้ผู้ใดก็
สามารถกล่าวได้ ที่ผ่านมาผู้ที่ต้องการชีวิตเหยียหากมิใช่หนึ่งพัน อย่าง
น้อยต้องมีแปดร้อย เหยียไยมิใช่ยังอยู่เป็นปกติสุข?
เหวยเสิ้งสายตาแหลมคมราวกับกระบี่ ในมือถือกระบี่โลหิตประหาร
เทพ ลายเส้นสีโลหิตปรากฏขึ้นบนตัวกระบี่ ในอากาศคล้ายอบอวลไปด้วย
กลิ่นคาวเลือด
จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ลุกโชนอยู่ในกาย พลังฝีมือของผู้อาวุโส
สูงสุดเหนือล้ากว่าผู้ใดที่มันเคยพบพานมาก่อน วันนี้หากมันสามารถรอด
ตายจากการต่อสู้ วิถีกระบี่ของมันจะต้องรุดหน้าไปอีกขั้นอย่างแน่นอน!
คราครั้งนี้ หลังจากดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่ในทะเลจิตสังหารของกระบี่
โลหิตประหารเทพเป็นเวลานาน มันได้บรรลุถึงชายขอบของการฝ่าด่าน
รุดหน้าตั้งแต่แรก
เหวยเสิ้งจู่ ๆ ก็พบว่าศึกใหญ่ที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า อาจเป็นโอกาสอัน
ดีที่จะหนุนส่งให้มันรุดหน้าก้าวไกลกว่าเดิม
โลหิตในกายมัน คล้ายประสานเป็นจังหวะเดียวกันกับลมหายใจอัน
เกรี้ยวกราดของกระบี่โลหิตประหารเทพ เหวยเสิ้งจิตใจสงบเยือกเย็นลง
เอ่ยปากอย่างกะทันหัน “ศิษย์น้อง ให้ข้าลองดู!”
จั่วม่อตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่พอมองเห็นดวงตาสุกใสกระจ่างของ
ศิษย์พี่ใหญ่ ค่อยเข้าใจจิตเจตนาของศิษย์พี่
ศิษย์พี่ใหญ่คิดใช้การต่อสู้ครั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ยืนยันวิถีกระบี่ของตน!
ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อรู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง ศิษย์พี่ใหญ่
ซื่อสัตย์มั่นคงต่อหัวใจตนเองเสมอมา ยึดติดอยู่กับการยืนหยัดบนวิถีกระบี่
ของตน ไม่เคยหวาดหวั่น ไม่เคยเกรงกลัวความยากลำบาก
“ศิษย์พี่ ระวังตัวด้วย!” จั่วม่อก็ไม่พิรี้พิไรมากความ มันแม้ทราบว่านี่
ออกจะเสี่ยงอันตรายเกินไป แต่เมื่อเห็นสายตาเด็ดเดี่ยวของศิษย์พี่ ก็หยั่ง
ซึ้งถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ไม่แปรผันของศิษย์พี่
นี่คือการอุทิศตนของบุรุษที่เคยเป็นเพียงข้ารับใช้กระบี่อันต่าต้อยผู้
หนึ่ง อุทิศตนให้แก่กระบี่!
ไม่มีการกราบกรานอย่างเปี่ยมศรัทธาจิต มีเพียงความดื้อรั้นยืนกราน
อันเงียบเชียบ ไม่ลุ่มหลงงมงายในความแข็งแกร่ง ไม่แสวงหาพลังอำนาจที่
เหนือล้ากว่าผู้อื่น ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงบัดนี้ มีเพียงความแน่วแน่มั่นคงใน
วิถีกระบี่ของตนเท่านั้น
เพื่อจุดสูงสุดแห่งวิถีกระบี่ เพื่อจุดสูงสุดของหัวใจตน!
นี่คืออุดมคติของมัน คือการไล่ล่าแสวงหาของมัน
มองดูศิษย์พี่ใหญ่ยืนตระหง่านอย่างองอาจ จั่วม่อจู่ๆ นึกถึงม้วนหยก
ที่ศิษย์พี่ใหญ่เคยมอบให้แก่มันเมื่อครั้งที่ยังอยู่บนเขาสุญตา
ถ้อยคำที่แข็งกร้าวประดุจเหล็กในม้วนบันทึกนั้น ไยมิใช่ศรัทธาความ
เชื่อที่ศิษย์พี่เหวยเสิ้งยึดมั่นมาโดยตลอด?
จั่วม่อเต็มไปด้วยความนับถือเลื่อมใสจากใจจริง ในยุคสมัยแห่งการ
ฆ่าฟันที่ผู้คนเพียงกล่าวถึงแต่ผลประโยชน์ คนเช่นศิษย์พี่ใหญ่ที่เพียงไล่
ตามศรัทธาความเชื่อในหัวใจตน เรียกได้ว่ามีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
เหวยเสิ้งวาดกระบี่โลหิตในมือขึ้นอย่างช้าๆ
ผู้อาวุโสสูงสุดสั่นศีรษะ “ทารกน้อย เจ้ามิใช่คู่มือของเราผู้เฒ่า”
“ข้ารู้” เหวยเสิ้งกล่าวเสียงขรึม “แต่หากไม่ทดลองดู จะมีบางสิ่งที่ข้า
ไม่มีทางล่วงรู้ไปตลอดกาล”
ผู้อาวุโสสูงสุดเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวว่า “เคราะห์ดีที่เจ้า
ไม่ใช่ศิษย์คุนหลุน”
เหวยเสิ้งก็ไม่ได้ถามว่าประโยคนี้มีความหมายอย่างไร พลังเทพใน
กายถูกเร่งเร้าไปถึงขอบเขตสูงสุด ดวงตาขรึมเคร่ง กระบี่โลหิตประหาร
เทพที่ยกขึ้น พลันแทงตรงเข้าหาผู้อาวุโสสูงสุดอย่างหักโหม!
กระบี่นี้ปราศจากความพิสดารอันใด ไม่มีท่วงท่าพลิกแพลง
เปลี่ยนแปลง เพียงแทงตรงอย่างเรียบง่ายอันเป็นท่วงท่าพื้นฐาน ประหนึ่ง
ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มฝึกกระบี่ก็มิปาน!
ทว่าท่ากระบี่ที่เรียบง่ายและธรรมดาสามัญที่สุดนี้ กลับหมดจด
งดงามสุดเปรียบปาน เต็มไปด้วยความสมบูรณ์พร้อมที่ไม่อาจบ่งบอก
บรรยายได้
ภายใต้ท่ากระบี่อันรวบรัดเรียบง่ายนี้ ราวกับว่าสีสันทั้งมวลในโลก
หล้าถูกกลืนหายไปหมดสิ้น
กระบี่โลหิตประหารเทพในมือเหวยเสิ้งเปล่งเสียงครางกระหึ่มอย่าง
ลิงโลดยินดี
เสียงคำรามอันพิเศษเฉพาะนี้คล้ายแทรกผ่านเข้าไปยังส่วนลึกใต้พื้น
ปฐพี ทั้งค่ายเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ
ผู้คนที่กำลังรบราฆ่าฟันกันอยู่ด้านล่าง ล้วนพากันมองดูเหวยเสิ้งบน
ฟากฟ้าด้วยสายตาตื่นตะลึง อย่าว่าแต่พื้นปฐพี ยามนี้กระทั่งท้องฟ้ายัง
คล้ายจะสั่นสะเทือนเล็กน้อยด้วยท่วงทำนองเดียวกัน
ทั่วบริเวณสั่นไหวเป็นระลอก
แรงสั่นสะเทือนนี้แปลกพิสดารยิ่ง สามารถแทรกผ่านเข้าไปใน
ร่างกายคนอย่างสะดวกดาย ผู้ที่พลังฝึกปรืออ่อนด้อยอยู่บ้างรู้สึกมึนงง
วิงเวียน ส่วนผู้ที่กล้าแข็งกว่าล้วนมีสีหน้าหวาดผวา
ปราณกระบี่สีแดงดุจโลหิตปราศจากประกายละลานตา อาศัย
ความเร็วที่ดูไปคล้ายเชื่องช้าอยู่บ้าง จู่โจมเข้าหาผู้อาวุโสสูงสุดอย่างซึ่ง
หน้า
ผู้อาวุโสสูงสุดดวงตาทอประกายวูบ อดโห่ร้องชมเชยไม่ได้ “กระบี่ที่
ดี! ปราศจากท่วงท่าฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยอันใด! เพียงมุ่งไปสู่แก่นแท้ของวิถี
กระบี่!”
มันเดิมทีคาดคำนวณพลังฝีมือของเหวยเสิ้งอย่างพร้อมสรรพ แต่นึก
ไม่ถึงว่าบุรุษที่ดูสามัญธรรมดานี้จะสร้างความตื่นตะลึงให้มันอย่างใหญ่
หลวง กระบี่นี้ของเหวยเสิ้งไม่ได้เจิดจ้าน่าดูเหมือนเช่นกระบวนท่าก่อน
หน้า แต่เห็นได้ชัดว่าอยู่ในระดับชั้นที่เหนือล้ากว่าอย่างสิ้นเชิง
เผชิญกับกระบี่ที่ฟ้าดินยังต้องสั่นสะเทือน ผู้อาวุโสสูงสุดไม่กล้า
ทระนงตนมากเกินไป มันสูดลมหายใจลึก ทุกการเปลี่ยนแปลงของกระบี่
ไม่ว่าเล็กน้อยเพียงใด ล้วนถูกส่งเข้ามาในใจมันผ่านทางอักขระเทพ พลัน
บังเกิดความรู้สึกที่ว่าทุกสิ่งใต้หล้าล้วนอยู่ในกำมือมัน
“เบิกฟ้า!”
เสียงตวาดเบาต่าดังแว่วออกมาจากเงาร่างที่ปกคลุมไปด้วยอักขระ
เทพ
จั่วม่อจู่ๆ คล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง รีบเงยหน้ามองท้องฟ้า จากนั้น
ม่านตาหดแคบลงทันควัน เห็นท้องฟ้ากระเพื่อมไหวอย่างแปลกประหลาด
ในไม่ช้าระลอกคลื่นยิ่งรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ แผ่นฟ้าคล้ายเดือดพล่าน
ขึ้นมา
นี่มัน… …
จั่วม่อตกตะลึงพรึงเพริด
ท้องฟ้าที่เดือดพล่านทันใดนั้นมืดลงอย่างฉับพลัน นภาดาวอันไพศาล
ปรากฏขึ้นเหนือค่าย
เปิดฟ้าย้ายดาว!
พลังอันยิ่งใหญ่ที่เคยมีอยู่แต่ในตำนานเล่าขาน ถึงกับปรากฏขึ้นเบื้อง
หน้ามันจริง ๆ ทั้งสองฝ่ายที่กำลังเข่นฆ่ากันอย่างเอาเป็นเอาตายที่ด้านล่าง
ล้วนหน้าเผือดสี พากันหยุดมืออย่างลืมตัว
ในเวลานี้เอง จุดแสงมากมายปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า
จุดแสงเหล่านี้มาเร็วยิ่ง แทบจะมาถึงเบื้องหน้าพวกมันในชั่วพริบตา
บึม!
บนฟากฟ้า เปลวไฟเจิดจ้านับไม่ถ้วนโหมซัดลงมาดุจห่าฝน
“เพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้าง!” ผูเยาอุทานดังออกมาจากทะเลแห่ง
จิตสำนึกของจั่วม่อ แต่ประโยคถัดไปของมันทำเอาจั่วม่อถึงกับชะงักกึก
“รีบด่วน ขว้างเจ้าเพลิงน้อยออกไปเร็ว!”
ขว้างเจ้าเพลิงน้อยออกไป… …
ถ้อยคำอันยุ่งเหยิงของผูเยา ทำเอาจั่วม่อเกือบจะงุนงงเป็นไก่ตาแตก
แต่มันปฏิกิริยารวดเร็ว ฟังจากน้าเสียงของผูเยาก็ทราบว่าผูกล่าวอย่างมั่น
อกมั่นใจ มันเองก็รู้จักเพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างเช่นกัน นี่เป็นเปลวไฟเทพ
ที่ทรงพลังยิ่งประเภทหนึ่ง เล่าลือกันว่าเปลวไฟชนิดนี้เพียงมีอยู่แต่ในส่วน
ลึกของความว่างเปล่าในห้วงจักรวาล ล่องลอยอยู่ในความเวิ้งว้าง ลุกไหม้
อย่างเงียบ ๆ นับหมื่นนับแสนปี
เป็นเปลวไฟในตำนานนี้จริงรึ
ยามนี้ย่อมไม่ใช่เวลาจะมัวมาขบคิดใคร่ครวญ เพียะ เจ้าเพลิงน้อย
ปรากฏอยู่ในมือจั่วม่อทันที
ในบรรดาเจ้าตัวเล็กทั้งหลาย เจ้าเพลิงน้อยและเจ้าดำน้อยเป็นพวกที่
ทราบกันดีว่าไม่มีขีดความสามารถในการต่อสู้ ความดีความชอบของเจ้า
ดำน้อยอยู่ที่ความสามารถในการหาสมบัติของวิเศษ ส่วนเจ้าเพลิงน้อย
จนถึงบัดนี้ ประโยชน์ใช้สอยเพียงหนึ่งเดียวของมัน คือการทำตัวเป็นลูกไฟ
ที่สามารถพ่นไฟได้ในยามที่เสี่ยวม่อเกออารมณ์ขุ่นมัว การเดินทางใน
ระยะนี้เปี่ยมภยันตรายนับไม่ถ้วน จั่วม่อเกรงว่าเจ้าเพลิงน้อยจะได้รับ
อันตราย จึงเก็บมันไว้ในแหวนมิติอันอบอุ่นปลอดภัยมาโดยตลอด
สุดท้ายเจ้าเพลิงน้อยลงเอยด้วยการนอนหลับสนิทอยู่ในแหวนมิติ
นอนจนร่างอ้วนๆ ของมันยิ่งกลมดิกกว่าเดิม
เมื่อเจ้าเพลิงน้อยปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของจั่วม่อ มันยังคงนอนหลับ
อย่างสุดแสนจะสุขใจอยู่เลย
จั่วม่อเหลือบมองแวบหนึ่ง พะ พะ พะ มันออกแรงบีบเค้น ร่างของ
เจ้าเพลิงน้อยเปลี่ยนรูปทรงไปตามแรงขยำ ต้องลืมตาสะลึมสะลืออย่าง
งุนงง พอเห็นจั่วม่อกำลังประทุษร้ายมันอีกครั้ง เจ้าเพลิงน้อยก็หลับตาลง
อีกรอบในทันที สีหน้าเกียจคร้านเฉยชา ทั้งยังดูสบายอกสบายใจไม่น้อย
ดูท่าว่าเจ้าเพลิงน้อยจะปล่อยให้จั่วม่อกระทำตามอำเภอใจ ราวกับว่า
สุดท้ายแล้วมันก็บรรลุยอดวิชา ต่อให้จั่วม่อรังแกมันอย่างไร มันก็ยัง
สามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจ
จั่วม่อมองดูอย่างขุ่นเคือง จากนั้นตวาดก้อง “บุตรอันประเสริฐ ตื่นได้
แล้ว ไป!”
กล่าวยังไม่ทันจะขาดเสียง มันก็ขว้างเจ้าเพลิงน้อยสุดแรงกำลัง ตรง
ดิ่งเข้าหาเพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างที่บนฟากฟ้า!
กระแสอากาศกรีดคำรามกระหึ่ม เป่าร่างอ้วนกลมและนุ่มนิ่มของเจ้า
เพลิงน้อยจนกระเพื่อมเป็นระลอก
น่ารำคาญเหลือเกิน! เจ้าหากคิดบีบเค้นก็บีบเค้นเถอะ ข้ากำลังนอน
หลับอย่างสุขสบาย ไยต้องมาทำให้ข้าเปลืองเรี่ยวแรงต่อสู้กับปิศาจแห่ง
การง่วงนอนด้วย ที่ผ่านมาก็นับว่าข้าไว้หน้าเจ้ามากแล้ว … …โอ๊ะ… …โอ้…
…นี่มัน… …อา อ้า อ๊า! นี่…นี่มันอะไรกัน
เจ้าเพลิงน้อยเบิกตามองอย่างตะลึงลาน
ไฉน… …ข้าเพียงงีบหลับไปชั่วครู่… …ไฉนโลกกลายเป็นน่า
สะพรึงกลัวถึงเพียงนี้… …
เจ้าเพลิงน้อยแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าขู่ขวัญ
มันจนแทบวิ่งแจ้นหลบลี้หนีหน้าในบัดดล
ทว่ามันยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาใด เพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างสายหนึ่ง
พลันบรรลุถึงตรงหน้า
เพียะ!
เพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างพุ่งหายเข้าไปในร่างอ้วนท้วนของเจ้าเพลิง
น้อยทันที ร่างอ้วน ๆ นั้นถึงกับแข็งทื่อไป
ความพึงพอใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนท่วมท้นขึ้นมาในร่างของมัน
ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่กระจายไปทั่วสรรพางค์กาย ความรู้สึกเป็นสุข
อย่างไร้ที่เปรียบ ประดุจกระยาหารเลิศรส ชวนให้ผู้คนลุ่มหลงตาย
เพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างซึ่งถูกเรียกมาจากความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด
ในห้วงจักรวาล ยามนี้ราวกับฝูงฉลามกระสากลิ่นเลือด พากันกระโจนเข้า
หาเจ้าเพลิงน้อยอย่างดุร้าย
เพียะเพียะเพียะ!
เพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างราวกับห่าฝนแน่นขนัด บุกผ่านเข้าไปในร่าง
อ้วนกลมของเจ้าเพลิงน้อยไม่ขาดสาย เจ้าเพลิงน้อยคล้ายถูกกระแทกทำ
ร้ายซ้าแล้วซ้าเล่า ร่างสั่นอย่างรุนแรงดุจลูกเต๋าถูกเขย่า
สีหน้ามึนเมาของมันถึงกับแข็งค้างอยู่บนใบหน้า ไม่ถูกต้อง ต้องบอก
ว่าบนร่างของมัน
ทุกครั้งที่เพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างบุกผ่านเข้าไปในร่างของเจ้าเพลิง
น้อยสายหนึ่ง เจ้าเพลิงน้อยก็จะตัวโตขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
เพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างที่ถูกผู้อาวุโสสูงสุดเรียกมามีจำนวนหลาย
ร้อยหลายพันสาย ภายในชั่วพริบตาเดียว ร่างอ้วนของเจ้าเพลิงน้อยถึงกับ
ขยายใหญ่กว่าเดิมเป็นสิบเท่าตัว ประดุจลูกโป่งที่พองตัว สีสันยิ่งมายิ่ง
สว่างไสว เป็นสีแดงฉานร้อนแรง น่ารักน่าเอ็นดูถึงที่สุด
เพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างหนึ่งสายจะกลายเป็นคลื่นความอบอุ่นหนึ่ง
ขุม คลื่นความอบอุ่นนับไม่ถ้วนแหวกว่ายกระจัดกระจายไปทั่วร่างของมัน
เปลวเพลิงสายแล้วสายเหล่าบุกผ่านเข้ามาอย่างเร่งร้อน เจ้าเพลิง
น้อยกระทั่งเวลาจะตอบสนองยังไม่มี
ช่างสุขสบายกระไรจะปานนี้… …
ไฉนโชควาสนามักมาเยือนอย่างกะทันหันเสมอ… …แต่ก็เต็มอิ่มยิ่ง…
…
เจ้าเพลิงน้อยเมื่อครู่พอลืมตาขึ้นมา ยังเข้าใจว่าโลกนี้กลับกลายเป็น
น่าสะพรึงกลัวไปเสียแล้ว ยามนี้กลับเคลิบเคลิ้มมึนเมาอย่างสมบูรณ์ด้วย
ห่าพิรุณเพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างที่มาจากฟากฟ้า
หากมันสามารถนอนหลับต่อไปพร้อมกับความรู้สึกเต็มอิ่มอันบรรเจิด
เลิศล้านี้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะสมบูรณ์พร้อมเลยทีเดียว… …
เจ้าเพลิงน้อยที่ยังคงเคลิบเคลิ้มมึนเมา ในใจครุ่นคิดเช่นนี้ ไม่ได้แยแส
สนใจสายตานับไม่ถ้วนที่แหงนมองอย่างตะลึงลานจากด้านล่างแม้แต่น้อย