สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 856 เหมือง
จั่วม่อผงกศีรษะ จากนั้นชี้ไปยังข้ารับใช้สองคนซึ่งถูกทำร้ายที่หน้า
ประตู กล่าวกับชิงเสี่ยวว่า “เจ้าเลือกวิชาเทพที่ไม่ยากนักสักวิชาหนึ่ง สอน
ให้แก่พวกมันเถอะ”
ข้ารับใช้ที่เหลือมีสีหน้าอิจฉาเลื่อมใส ถูกทุบตีจนสิ้นสติคราหนึ่ง แลก
กับเทพวิชาแขนงหนึ่ง ไยมิใช่เป็นกำไรก้อนโต! พวกมันตกลงใจว่าต่อไป
หากเผชิญหน้าศัตรู พวกมันจะไม่ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว
จั่วม่อจับตามองการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของข้ารับใช้เหล่านั้น มัน
ในฐานะผู้นำขุมกำลังที่มีขีดความสามารถช่วงชิงแผ่นดินแห่งหนึ่ง ย่อม
เชี่ยวชาญในการควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชา ด้วยกุศโลบายลงโทษและปูน
บำเหน็จอย่างเที่ยงธรรมให้เป็นเยี่ยงอย่าง มันแม้ไม่คิดเปลืองแรงกับข้ารับ
ใช้เหล่านี้มากนัก แต่หลังจากปกครองและเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของม่
ออวิ๋นไห่มานานปี สิ่งเหล่านี้กลายเป็นความเคยชินที่ฝังลึกอยู่ในตัวมัน
จั่วม่อหันกลับมากล่าวกับเจ้าเมืองหวูเกอ “ค่อย ๆ เล่ามาให้ละเอียด
เจ้าต้องไม่ข้ามสิ่งใดไป ทั้งอย่าได้ปิดซ่อนสิ่งใดไว้”
“โชคชะตาของตาเฒ่าหวูฉิน พลิกผันจากร้ายกลายเป็นดีเสียแล้ว”
บุรุษกลางคนผู้หนึ่งทอดถอนใจ
“ตาเฒ่าผู้นี้ช่างมีโชควาสนานัก!” บุรุษที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของ
อิสตรีอยู่บ้าง หลังจากตะลึงงันไปนานอดทอดถอนชมเชยไม่ได้ สีหน้าทอ
แววแปลกพิกล
ทั้งสองเดิมทีเข้าใจว่าตระกูลหวูต้องไม่อาจรอดพ้นเคราะห์ร้ายครั้งนี้
ไปได้ นึกไม่ถึงว่าอยู่ดีๆ กลับปรากฏยอดยุทธ์ที่ร้ายกาจอย่างน่ากลัวผู้หนึ่ง
แล้วภายในชั่วพริบตาเดียว สถานการณ์ก็พลิกผันกลับกลายหมดสิ้น
“สืบทราบต้นกำเนิดของชายหนุ่มผมขาวผู้นั้นหรือไม่?”
? หรือว่ามัน
เป็นปิศาจนักหลอมสร้างซากอสุภะ ออกมาจากบึงหานหมิง… …”
เห็นได้ชัดว่ามันหวาดกลัวจากใจจริง เมืองเสี่ยวโยวอยู่ไม่ไกลจาก
เมืองหวูเกอมากนัก บึงหานหมิงเป็นสถานที่เยี่ยงไร ไม่มีผู้ใดรู้ดีไปกว่าพวก
? ไก้เยวียนต้าเหรินมีพลังฝีมือลึกล้าสุดหยั่ง ในช่วงหลายปีมานี้
มันเป็นหนึ่งในผู้ที่สร้างชื่ออันเกริกไกรให้แก่ผู้พิทักษ์สุสานหยิน! คนผม
ขาวไม่ว่าเก่งกาจสักเพียงใด ก็ไม่อาจยกขึ้นเทียบเคียงกับไก้เยวียนต้าเหริน
ได้”
“จะอย่างไรสมควรทบทวนแผนการของเราอีกครั้ง” บุรุษกลางคน
ไม่ได้โต้แย้ง เพียงกระตุ้นเตือนเบา ๆ “บ่อน้าในที่นี้ลึกเกินไปแล้ว หากพวก
เราประมาทพลาดพลั้ง เกรงว่าจะฉุดลากทั้งตระกูลจมลงไปด้วย”
บุรุษที่คล้ายสตรีนิ่งงันไปนาน มันทราบว่าอีกฝ่ายกล่าวไม่ผิด พวกมัน
เดิมทีเข้าใจว่าตาเฒ่าหวูฉินคราครั้งนี้ต้องจบสิ้นลงแน่ ๆ นึกไม่ถึงว่าจะ
ปรากฏยอดยุทธ์อันร้ายกาจผู้หนึ่งมาทำเสียเรื่อง สถานการณ์ยามนี้
กลายเป็นสับสนวุ่นวายอีกครั้ง
“รอดูท่าทีอีกสักเล็กน้อยดีหรือไม่?”
จั่วม่อเองก็นึกไม่ถึง ว่ามันจะถูกลากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับข้อขัดแย้ง
ภายในของดินแดนแห่งความมืด
นับตั้งแต่ที่หมิงอ๋องรวมดินแดนแห่งความมืดเป็นปึกแผ่น ก็ไม่ค่อย
ปรากฏตัวต่อสาธารณะชนเท่าใดนัก ครั้งสุดท้ายที่มันปรากฏตัวเป็นเรื่อง
เมื่อห้าปีก่อน ในช่วงห้าปีมานี้ไม่มีผู้ใดได้พบเห็นหมิงอ๋องอีกเลย แม้แต่สี่
จ้าวรัตติกาลก็ไม่ได้พบหน้าหมิงอ๋องเป็นเวลาหลายปีแล้ว
แต่แล้วไม่นานมานี้ หมิงอ๋องพลันปรากฏตัวต่อหน้าสายตาผู้คนอีก
ครั้ง เรื่องที่กล่าวออกมายังน่าตื่นตะลึงยิ่งกว่า มันจู่ ๆ ก็เอ่ยถึงเรื่องการ
คัดเลือกผู้สืบทอดบัลลังก์ของมัน
ก่อนอื่นควรทราบว่าหมิงอ๋องไม่มีบุตรหลาน จนกระทั่งถึงบัดนี้ ความ
เป็นมาของหมิงอ๋องท่านนี้ยังคงลึกลับดุจม่านรัตติกาล ไม่มีผู้ใดทราบ
เบาะแสแม้แต่น้อยนิด ราวกับว่าหมิงอ๋องอยู่ดี ๆ ก็ผุดขึ้นมาจากอากาศ
ดินแดนแห่งความมืดตกสู่ความปั่นป่วนวุ่นวายทันที เหตุที่ดินแดน
แห่งความมืดต้องปิดลง ก็สืบเนื่องจากเหตุนี้เอง
เดิมทีเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ ย่อมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับเมืองเล็ก ๆ เช่น
เมืองหวูเกอ จนใจที่คลื่นความขัดแย้งยังคงกวาดซัดมาถึงอาณาจักรนี้ด้วย
เบื้องบนเมื่อประลองกำลังกัน หมายความว่าเบื้องล่างย่อมต้องเริ่ม
กระทบกระทั่งกันไปด้วย โดยเฉพาะเรื่องเช่นนี้ ที่พวกมันจำเป็นต้องเลือก
ข้างอย่างชัดเจน
เมืองหวูเกอแม้ไม่ใหญ่โต แต่มีผลผลิตพิเศษเฉพาะชนิดหนึ่ง เรียกว่า
เหล็กดำรัตติกาล เหล็กดำรัตติกาลเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักที่ใช้หลอมสร้าง
ชุดเกราะรัตติกาล แม้ว่าไม่ได้ใช้เป็นจำนวนมาก แต่เป็นสิ่งสำคัญมาก
สำหรับเมืองหวูเกออันเล็กกระจ้อยร่อย การครอบครองสมบัติเช่นนี้
ยามปกติอาจไม่มีเรื่องราวใด แต่ในเวลานี้เช่นนี้ กลับยิ่งทำให้สภาพการณ์
ของพวกมันเลวร้ายลง
ผู้พิทักษ์สุสานหยินมีฐานกำลังอยู่ใกล้เคียงกับเมืองหวูเกอมากที่สุด
ดังนั้นพวกมันมาเป็นคนแรก เรียกร้องให้เมืองหวูเกอส่งมอบเหมืองเหล็ก
ดำรัตติกาลให้แก่พวกมัน แน่นอนว่าเมืองหวูเกอย่อมปฏิเสธ ทั้งสองฝ่าย
หาได้มีไมตรีต่อกันไม่ หลังจากนั้นมีขุมกำลังอื่น ๆ ทยอยเดินทางเข้ามา
หารือกับเมืองหวูเกอ สร้างความไม่ขุ่นเคืองใจให้แก่ผู้พิทักษ์สุสานหยิน
เป็นอันมาก ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
รับฟังถึงตอนนี้ จั่วม่องุนงงเล็กน้อย “ผู้พิทักษ์สุสานหยินไม่มีข้อกริ่ง
เกรงอันใดเลยรึ
เจ้าเมืองหวูเกอฝืนยิ้มขมขื่น “ผู้อาวุโสอาจยังไม่ทราบ ผู้พิทักษ์
สุสานหยินแม้ไม่ทรงพลังอำนาจเท่ากับจ้าวรัตติกาลผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่ แต่พวก
มันมีศักดิ์ฐานะพิเศษ กองกำลังผู้พิทักษ์สุสานหยินเป็นหนึ่งในกองทัพยุค
แรกของราชา ได้รับความไว้วางใจจากองค์ราชา ให้เฝ้าพิทักษ์หมื่นสุสาน
แห่งโลกมืด”
“หมื่นสุสานแห่งโลกมืด?”
?”
จั่วม่ออดถามไม่ได้
เจ้าเมืองหวูเกอฝืนยิ้มขมขื่นเป็นหนที่สอง “ผู้น้อยทีแรกก็คิดเช่นนั้น
จนใจที่ท่านจ้าวรัตติกาลไห่ซินปิงสั่งให้เราส่งมอบแร่เหล็กดำรัตติกาลสาม
หมื่นจินภายในสามเดือน มิเช่นนั้น… …”
“มิเช่นนั้น?”
“มิเช่นนั้นทุกคนในตระกูลข้าต้องถูกสังหารสิ้น!” เจ้าเมืองหวูเกอคิด
ร่าไห้ยังไร้น้าตา “ผู้น้อยก็ต้องการละทิ้งเหมือง แต่ไห่ซินปิงต้าเหรินกระทำ
ตามที่ลั่นวาจาเสมอ หากเราไม่จัดส่งแร่เหล็กดำสามหมื่นจินในเวลาที่
กำหนด เกรงว่า… … อีกทั้งฝ่ายผู้พิทักษ์สุสานหยินก็เพียงต้องการแต่
เหมืองเท่านั้น… …”
จั่วม่อมีสีหน้าเห็นอกเห็นใจ แต่ในใจลอบครุ่นคิด ไห่ซินปิงอะไรนั่น
เห็นได้ชัดว่าต้องการฮุบกลืนเหมืองแห่งนี้เช่นกัน ผู้พิทักษ์สุสานหยินก็ไม่
ยินดีช่วยเจ้าเมืองหวูเกอแข็งข้อกับไห่ซินปิง เจ้าเมืองหวูเกอที่น่าสงสารถูก
ขนาบอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองฝ่าย ย่อมตกอยู่ในสภาพน่าเอนจอนาถ
ที่สุด
ผู้พิทักษ์สุสานหยินและไห่ซินปิงเห็นได้ชัดว่าอยู่ในขั้นหยั่งเชิงซึ่งกัน
และกัน โศกนาฏกรรมก็คือเมืองหวูเกอกลับเป็นเป้าหมายที่พวกมันทั้งสอง
ฝ่ายเลือกใช้เป็นสนามประลองกำลังกัน ทั้งสองฝ่ายต่างใช้เมืองหวูเกอเพื่อ
ทดสอบความเชื่อมั่นและเส้นแบ่งของอีกฝ่าย
“เจ้าต้องการให้ข้าช่วยเหลืออย่างไร?”
เจ้าเมืองหวูเกอกระแทกคุกเข่าลงกับพื้น “ผู้น้อยจะยกเหมืองให้แก่ผู้
อาวุโส เพียงหวังว่าผู้อาวุโสสามารถคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่
ครอบครัวของผู้น้อยได้”
“ข้าจะเอาเหมืองของเจ้าไปทำอะไร!” จั่วม่อหัวร่อไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
แต่แล้วทันใดนั้นพลันฉุกใจคิด จมลงในภวังค์ความคิดอยู่ชั่วขณะ
ในเวลานี้เอง ผู้นำหน่วยทัพของผู้พิทักษ์สุสานหยินที่ถูกหักแขนหัก
ขา ฟื้นตื่นขึ้นมาได้ยินเข้าพอดี อารมณ์บันดาลโทสะเหนือกว่าความ
เจ็บปวด มันคำรามอย่างโกรธแค้น “ตาเฒ่าหวูฉิน เจ้าช่างขวัญกล้าเทียม
ฟ้านัก! ถึงกับกล้าสมรู้ร่วมคิดกับผู้ที่ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เรา… …”
จั่วม่อโบกมือวูบ ปัง ผู้นำหน่วยทัพปลิวลิ่วไปดุจว่าวสายป่านขาด ร่วง
ฟาดพื้นอย่างหนักหน่วง สิ้นสติไปเป็นคำรบสอง
“ประเสริฐ เช่นนั้นข้าจะยอมรับเหมืองของเจ้า” จั่วม่อเงยหน้าขึ้น
กล่าวกับเจ้าเมืองหวูเกอ “ในเรื่องความปลอดภัยของตระกูลเจ้า เจ้ามี
ทางเลือกสองทาง หนึ่งคือติดตามข้า อีกหนึ่งคือข้าจะเจรจากับพวกมัน
ไม่ให้มารังควานหาเรื่องเจ้าอีก”
“ตระกูลของเราทั้งหมดล้วนยินดีติดตามต้าเหริน!” เจ้าเมืองหวูเกอ
กล่าวโดยไม่ลังเลแม้แต่ชั่ววูบ
มันเห็นซึ้งกระจ่างดี ตัวมันเองเป็นเพียงชิ้นเนื้อที่ถูกขว้างออกไปล่อ
สุนัข ท้ายที่สุดแล้วย่อมมีคนเขมือบมันลงไป มันไม่อาลัยอาวรณ์กับเหมือง
แร่เหล็กดำรัตติกาลอีกต่อไป เพียงหวังว่าสามารถปกป้องคุ้มครองตระกูล
เมื่อได้ยินวาจาอันสงบเยือกเย็นของจั่วม่อ ไม่ทราบเพราะเหตุใด ตา
เฒ่าหวูรู้สึกความหวาดหวั่นพรั่นพรึงพลันสลายคลาย มันน้อมกายคารวะ
รับคำ
“สืบทราบความเป็นมาของมันหรือไม่?”
“ความเป็นมาของมันไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด สิ่งที่เราพอจะสืบทราบ
จนถึงตอนนี้ มีเพียงเรื่องที่ว่ามันเดินออกมาจากบึงหานหมิง เมื่อมาถึง
เมืองเสี่ยวโยว มันลากโลงศพห้าใบมาด้วย หลังจากนั้นมันเดินทางโดยใช้
รถศึกที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าแล่นผ่านไปยังที่ใด ล้วนบังเกิดพายุ
สายฟ้าคำรน” เครือข่ายข่าวสารของตำหนักที่ราบน้าแข็งแดนเหนือนับว่า
กว้างขวางและลึกล้า เพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ก็สืบค้นรายละเอียดทุก
อย่างได้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง “คนผู้นี้แม้ผมเผ้าขาวโพลนทั้งศีรษะ แต่
ใบหน้าอ่อนเยาว์ไม่น้อย ยากจะคาดคะเนอายุแท้จริงของมัน ข้างกายมัน
ยังมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง อายุราวยี่สิบกว่าปี พลังฝีมือสูงล้าสุดยอด ว่ากัน
ว่าทวอปาหมิ่นแห่งผู้พิทักษ์สุสานหยินพ่ายแพ้ใต้เงื้อมมือมันในกระบวน
ท่าเดียว มิหนำซ้านักรบอีกสองร้อยกว่าคนที่ติดตามมาพร้อมกับทวอปา
หมิ่น ล้วนถูกปราบพิชิตโดยราบคาบในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ”
?” กู่เยี่ยนขมวดคิ้ว ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูอยู่บ้าง แต่นึกไม่ออก
ว่าเคยได้ยินจากที่ใด
ผู้ใต้บังคับบัญชารีบกล่าวว่า “มันเป็นน้องชายของทวอปาอวี้ แต่พลัง
ฝีมือไม่แข็งแกร่งเท่าทวอปาผู้พี่ คนผู้นี้มีตำแหน่งเป็นเสี้ยวเว่ย (นายกอง)
อยู่ในกองกำลังผู้พิทักษ์สุสานหยิน”
กู่เยี่ยนพยักหน้า “อา ที่แท้เป็นน้องชายของทวอปาอวี้ผู้นั้น”
มันย่อมรู้จักทวอปาอวี้ คนผู้นี้เป็นยอดฝีมือนามกระเดื่องท่ามกลาง
เหล่าผู้พิทักษ์สุสานหยิน วิชา ‘กระบี่เทพสามสันโดษ’ ซึ่งคิดค้นขึ้นเอง
นับว่าพิเศษเฉพาะยิ่ง ในดินแดนแห่งความมืด ปิศาจที่ฝึกปรือเพลงกระบี่มี
จำนวนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ทวอปาอวี้ผู้นี้ไม่เพียงมีพรสวรรค์เด่นล้า มันยัง
ลุ่มหลงงมงายในวิชากระบี่ หลังจากคิดค้นวิชา ‘กระบี่เทพสามสันโดษ’
ชื่อเสียงของมันก็ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นที่ต้องตาของกองกำลังผู้
พิทักษ์สุสานหยิน หลายปีมานี้นับว่ามีความสำเร็จอย่างสูง
พอนึกถึงคำเล่าลือเกี่ยวกับทวอปาอวี้ กู่เยี่ยนต้องหัวร่อออกมา “ทวอ
ปาอวี้ต้องไม่ยอมกล้ากลืนฝืนทนกับเรื่องนี้ เราเพียงแค่รอชมดูความ
ในบ่อน้าสีดำดุจหมึก เห็นน้าโอสถเคลื่อนที่ไปมาราวกับมีชีวิต สนาม
พลังประหลาดครอบคลุมบ่อน้าทั้งบ่อ ไม่ปล่อยให้กลิ่นอายของบ่อน้าสีดำ
เล็ดลอดออกมาภายนอก
นกโง่นอนอยู่ข้างบ่อน้า ดวงตาหรี่ปรือราวกับกำลังเคลิ้มหลับ มีเจดีย์
น้อย เจ้าดำน้อยและเจ้าเพลิงน้อยหยอกเย้ากันอย่างสุขสำราญอยู่ไม่ห่าง
ออกไปนัก
เจ้าตัวเล็กทั้งสามรูปลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนแปลงไปมาก ดวงตา
มัจฉาหยินหยางของเจดีย์น้อยหายไปแล้ว ยามนี้ทั้งร่างของมันเป็นสีขาว
ดุจหิมะ ส่วนชายคาสีดำสนิท ยังคงอ้วนท้วนสมบูรณ์ดุจเดิม บนยอดเจดีย์
ปรากฏไข่มุกกระจ่างใสลูกหนึ่ง มีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ในเม็ดไข่มุกคล้าย
เต็มไปด้วยกลุ่มหมอกดำหมุนวนอยู่ภายใน
เจ้าเพลิงน้อยมิทราบว่าสวาปามเพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างในห้วง
ความว่างเปล่าไร้ขอบเขตเข้าไปมากมายเท่าใด ก่อนหน้านี้ฉุนอวี๋เฉิงเคยให้
เจ้าเพลิงน้อยฝึกปรือ ‘ศาสตร์ชำระกระดูกหัวใจเพลิง’ หลังจากกลืนกิน
เพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างเข้าไปเป็นปริมาณเหลือคนานับ ‘ศาสตร์ชำระ
กระดูกหัวใจเพลิง’ ของเจ้าเพลิงน้อยก็ฝึกปรือถึงขั้นลึกล้ายิ่ง อย่างไรก็
ในห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขต เหล่าเจ้าตัวเล็กต้องผลัดเปลี่ยนกัน
คอยคุ้มครองจั่วม่อ บรรดาวัตถุดิบในความว่างเปล่าไร้ขอบเขตล้วน
แล้วแต่เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศสำหรับพวกมัน พวกมันต้องใช้เวลาไม่น้อยใน
การดูดซับวัตถุดิบแต่ละชิ้น
ทันใดนั้นเอง นกโง่ลืมตาขึ้น จ้องมองไปยังบ่อโอสถ
บ่อโอสถสีดำพลันพลุ่งพล่านปั่นป่วน ร่างหนึ่งค่อย ๆ ลอยขึ้นจากผิว
น้า
อักขระเทพสุริยันเคลื่อนกลับเข้าไปในร่างของจั่วม่อ มันสูดลมหายใจ
ช้าๆ จากนั้นเปิดตาขึ้น เผยให้เห็นสีหน้าพึงพอใจ การใช้บ่อโอสถเพื่อ
ซ่อมแซมร่างกายของมัน ได้ผลดีกว่าการดูดซับพลังเทพและพลังอื่น ๆ
มาก วัตถุดิบชั้นสูงในคลังของเมืองหวูเกอแทบจะถูกมันผลาญจนหมดสิ้น
สำหรับจั่วม่อในปัจจุบัน มีเพียงวัตถุดิบระดับสูงเหล่านี้ที่พอจะใช้การ
ได้บ้าง ไม้แกร่งวิญญาณหยินรัตติกาลซึ่งผู้เฒ่าหวูกำนัลให้แก่มันนั้นเป็น
ส่วนสำคัญยิ่ง ของสิ่งนี้มีคุณภาพเหนือธรรมดา เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังความ
มืดอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับมีฤทธิ์ในการบำรุงกำลังฟื้นฟูร่างกาย นับว่า
เหนือความคาดหมายของจั่วม่อนัก
พลังความมืดคือพลังแห่งความตาย อย่างไรก็ตาม อาศัยพลังแห่ง
ความตายที่หนาแน่นเข้มข้นถึงเพียงนี้ เศษเสี้ยวพลังชีวิตที่กำเนิดขึ้นจาก
พลังแห่งความตายนั้นย่อมบริสุทธิ์อย่างยิ่งยวด
เศษเสี้ยวพลังชีวิตที่บริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่งนี้ มีส่วนช่วยต่อร่างกายที่
เสียหายของจั่วม่ออย่างใหญ่หลวง เพื่อที่จะใช้งานไม้แกร่งวิญญาณหยิน
รัตติกาลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จั่วม่อจึงสร้างบ่อโอสถขึ้น
พลังชีวิตขุมนี้เทียบเท่ากับผลลัพธ์ของค่ายกลอักขระเทพหนึ่งเดือน
จั่วม่อไหนเลยจะไม่ประหลาดใจได้
จั่วม่อลอยขึ้นจากบ่อโอสถ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
เหล่าเจ้าตัวเล็กที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน พอเห็นจั่วม่อออกมาก็
พากันโถมเข้ามาทันที พวกมันวิ่งวนรอบกายจั่วม่อ รบเร้าพัวพันอยู่ครู่
ใหญ่ ก่อนจะพากันยกขบวนออกจากห้อง
ที่ลานกว้างของตำหนักเจ้าเมือง ชิงเสี่ยวกำลังสอนวิชาให้แก่คนหนุ่ม
สาวทั้งสิบของตระกูลหวู
“ต้าเหริน!” ผู้เฒ่าหวูพอเห็นจั่วม่อเดินออกมา รีบตรงเข้ารับหน้า
จั่วม่อโบกมือห้ามปราม ทำท่าบอกใบ้ว่ามันคิดชมดูด้วยตัวเอง
ลูกหลานตระกูลหวูทั้งสิบมองดูชิงเสี่ยวอย่างครั่นคร้ามยำเกรง ข่าว
การสำแดงฝีมือของชิงเสี่ยวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหวูเกอตั้งแต่แรก ไม่มี
ผู้ใดไม่ทราบเรื่อง
จั่วม่อทางหนึ่งสำแดงกระบวนท่าเคล็ดวิชา ทางหนึ่งอรรถาธิบายไป
ด้วย
ศิษย์ตระกูลหวูทั้งสิบใจจดใจจ่ออย่างเต็มที่ ด้วยเกรงว่าจะพลาดคำ
ใดไป พวกมันพบว่า ‘เคล็ดวิชาเทพหวูเกอ’ ซึ่งต้าเหรินกำลังเอ่ยถึง ไม่
เหมือนกับสิ่งที่พวกมันฝึกปรือมาชั่วชีวิต
หรือว่าต้าเหรินเคยฝึกปรือ ‘เคล็ดวิชาเทพหวูเกอ’ มาก่อน?
ผู้เฒ่าหวูกลับยืนตะลึงลานอยู่กับที่ ในตระกูลหวูเวลานี้ ไม่มีผู้ใด
ฝึกปรือ ‘เคล็ดวิชาเทพหวูเกอ’ ยาวนานไปกว่ามัน นับตั้งแต่ประมุขตระกูล
หวูซึ่งเป็นผู้คิดค้น ‘เคล็ดวิชาเทพหวูเกอ’ ล่วงลับไป ผู้เฒ่าหวูนับเป็นผู้ที่
แตกฉาน ‘เคล็ดวิชาเทพหวูเกอ’ มากที่สุดในตระกูล
คำอธิบายของต้าเหรินดังก้องอยู่ในสองหู คล้ายเปิดโลกใบใหม่ให้แก่
มัน หลายแห่งที่เคยงุนงงสงสัยพลันกระจ่างชัดขึ้นมา มันลิงโลดยินดีแทบ
คลุ้มคลั่ง แต่ไม่กล้าละความสนใจแม้แต่น้อย คอยเงี่ยหูฟังทุกถ้อยคำอย่าง
ระมัดระวัง
จั่วม่ออรรถาธิบาย ‘เคล็ดวิชาเทพหวูเกอ’ กว่าหนึ่งชั่วยามเต็ม
อธิบายตั้งแต่ต้นจนจบอย่างปรุโปร่ง ทั้งยังแก้ไขปรับเปลี่ยนหลายตำแหน่ง
‘เคล็ดวิชาเทพหวูเกอใหม่’ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ทั้ง
ประสิทธิภาพในการฝึกปรือและระดับพลังเพิ่มสูงขึ้นเป็นทบทวี ผู้เฒ่าหวู
หมกมุ่นอยู่กับเคล็ดวิชาประจำตระกูลมานานปี ย่อมตระหนักได้ทันที
‘เคล็ดวิชาเทพหวูเกอใหม่’ สามารถกลายเป็นยอดวิชาแขนงหนึ่งในบรรดา
เคล็ดวิชาพลังเทพของดินแดนแห่งความมืด!
อาศัย ‘เคล็ดวิชาเทพหวูเกอใหม่’ ที่ผ่านการชุบสร้างใหม่อย่าง
สมบูรณ์ อนาคตของตระกูลหวูจะรุ่งโรจน์เรืองรองอย่างแน่นอน!
ผู้เฒ่าหวูใบหน้าอาบไปด้วยน้าตา ยามนี้ความฝันนานปีของมันใน
ที่สุดก็กลับกลายเป็นจริง อดหลั่งน้าตาแห่งความยินดีไม่ได้
รอจนจั่วม่ออธิบายเสร็จสิ้น ผู้เฒ่าหวูก็หมอบราบกราบกรานกับพื้น
สุ้มเสียงสะอึกสะอื้น “พระคุณชุบสร้างเคล็ดวิชาใหม่ของต้าเหริน ตระกูล
หวูขอสาบาน จะติดตามต้าเหรินจนกว่าชีวิตจะหาไม่!”
จั่วม่อสะดุ้งสุดตัว รีบประคองอีกฝ่ายลุกขึ้น “เพียงเรื่องเล็กน้อย
เท่านั้น ไยต้องกล่าวหนักถึงเพียงนี้”
ซึ่งความจริงผู้คิดค้น ‘เคล็ดวิชาเทพหวูเกอ’
ผู้เฒ่าหวูพอทราบความก็สั่นศีรษะ พลางกล่าว “ตระกูลหวูเราไม่ใช่
ตระกูลใหญ่ หากถือครองยอดวิชาที่ร้ายกาจเกินไป มิเพียงไม่นำความ
รุ่งเรืองมาสู่ตระกูล กลับจะชักนำภัยพิบัติถึงขั้นสิ้นตระกูลมาแทน ‘เคล็ด
วิชาเทพหวูเกอ’ ซึ่งต้าเหรินปรับปรุงแก้ไขใหม่เป็นเคล็ดวิชาเทพที่ดีที่สุด
สำหรับตระกูลหวูแล้ว”
จั่วม่อต้องมองผู้เฒ่าหวูใหม่อีกครั้ง เจ้าเมืองหวูเกอผู้นี้แม้พลังฝีมือไม่
กล้าแข็ง แต่สายตาแหลมคม เห็นเรื่องราวอย่างถ่องแท้ ทั้งรู้จักหนักเบา
นับเป็นผู้มีความรู้ความสามารถผู้หนึ่ง
จั่วม่อเป็นบุคคลที่รักถนอมผู้มีความรู้ความสามารถผู้หนึ่ง
“คิดได้เช่นนี้ก็ประเสริฐ” จั่วม่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม จากนั้นนึกถึง
ปัญหาอื่น “ข้าจะหาซื้อไม้แกร่งวิญญาณหยินรัตติกาลได้จากที่ใด?”
หากมีวัตถุดิบมากกว่านี้ ปัญหาการฟื้นฟูร่างกายของจั่วม่อจะ
คลี่คลายลงในระยะเวลาอันสั้น
ผู้เฒ่าหวูสั่นศีรษะ “ไม้แกร่งวิญญาณหยินรัตติกาลท่อนนี้ บริวาร
เพียงบังเอิญได้มาด้วยโชควาสนา ในท้องตลาดทั่วไปยากจะหาซื้อวัตถุดิบ
เช่นนี้ได้ หากผู้ใดครอบครองของวิเศษนี้ มีแต่จะเก็บซุกซ่อนเอาไว้อย่าง
ดี”
“เช่นนั้นมีตลาดซื้อขายวัตถุดิบชั้นสูงหรือไม่?” จั่วม่อถามสืบต่อ
มันมีของมีค่าติดตัวอยู่เป็นจำนวนมาก แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มี
คุณประโยชน์ในการฟื้นฟูร่างกายของมัน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องใช้งานใน
เร็วๆ นี้ หากสามารถนำของมีค่าเหล่านี้มาแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่สามารถใช้
“นี่คือเมืองหวูเกอกระมัง?”
ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก แต่บรรดาทหารองครักษ์ดวงตาเปลี่ยนเป็นแดงฉาน
ทอแววกระหายเลือดออกมาทันที ทวอปาต้าเหรินเมื่อสั่งให้ฆ่าล้างตระกูล
หมายความว่าพวกมันจะได้เข่นฆ่าอย่างสมใจ
ทวอปาอวี้กระตุ้นสัตว์ร้ายเขาเหล็กสามตาภายใต้ร่างของมันเบาๆ
ทันใดนั้นสัตว์ร้ายเขาเหล็กสามตาก้มตัวลงต่า พุ่งทะยานออกไปด้วยแรง
กำลัง
แทบจะในเวลาเดียวกัน พาหนะปิศาจอีกห้าร้อยตัวบุกตะลุยไป
ข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง
สัตว์ร้ายเขาเหล็กสามตาร่างใหญ่โตมโหฬาร หนักหน่วงดุจภูเขาลูก
ย่อมๆ เมื่อมันควบตะบึง สุ้มเสียงยิ่งหนักหน่วงรุนแรงจนชวนขวัญผวา
ส่วนพาหนะปิศาจอีกห้าร้อยตัวล้วนเป็นม้ารัตติกาลเพลิงฝันร้าย พวกมันมี
ช่วงขาแข็งแกร่งและกีบเท้าเหล็ก ฝีเท้าถี่กระชั้นของม้าทั้งห้าร้อยตัว
กระแทกพื้นพร้อมกัน บังเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวดุจพายุสายฟ้าคะนอง
พื้นปฐพีสั่นสะเทือน
เสียงกระหึ่มก้องคล้ายดังออกมาจากพื้น หนักหน่วงทุ้มลึก เต็มไป
ด้วยพลังสะท้านขวัญวิญญาณผู้คน
ภายในเมืองหวูเกอ บังเกิดเสียงสัญญาณเตือนแหลมสูง ราวกับจะฉีก
ทะลวงท้องนภา
พาหนะปิศาจทั้งห้าร้อยประหนึ่งคลื่นเหล็กที่ไร้ผู้ต้าน พวกมันรวดเร็ว
สุดเปรียบปาน เสียงฝีเท้าม้าถี่กระชั้นราวกับกระหน่าย่าใส่หัวใจผู้คน
กดดันจนแทบหายใจไม่ออก!
แม่ทัพบัญชาการศึกที่ด้านหน้า พลันชูกระบี่หนักสีดำขึ้นสุดล้า
พลังฆ่าฟันอันยิ่งใหญ่ไพศาลไหลบ่าเข้าไปรวมกันบนกระบี่หนักสีดำ
ที่ยกชูขึ้น ทันใดนั้นปรากฏพลังสีเทาชั้นหนึ่งห่อหุ้มกระบี่หนักสีดำ กลิ่น
อายฆ่าฟันพลันหายวับไป แต่บังเกิดความเงียบงันอย่างประหลาดเข้ามา
แทนที่ เป็นความเงียบสงบก่อนที่มหาพายุจะโหมพัด
กระบี่หนักสีดำฟันลงอย่างหักโหม!
วู้ม!
ปราณกระบี่สีเทาพุ่งวาบด้วยระดับความเร็วที่ยากจะมองเห็นได้ด้วย
ตาเปล่า ฟาดฟันเข้าใส่ทหารรักษาเมืองอย่างดุดัน สะท้อนประกายเย็น
เยียบบนใบหน้าตื่นตระหนกของทหารรักษาเมือง
ตูม!
ทั้งประตูเมืองและกำแพงเมืองหวูเกอ ถูกทำลายย่อยยับด้วยกระบี่
เดียว!
เห็นรอยแตกมหึมากว้างกว่ายี่สิบจั้งปรากฏขึ้นในบัดดล
ขบวนทัพพาหนะปิศาจพุ่งโถมเข้าไปด้วยพลังสภาวะที่ไร้ผู้ต้านติด
พาหนะปิศาจพอบุกเข้าเมือง ก็หาได้ลดความเร็วลงไม่ ขบวนทัพ
ประดุจกระบี่คมกล้าสุดเปรียบปานเล่มหนึ่ง เจาะทะลวงไปข้างหน้าด้วย
สภาวะปานผ่ากระบอกไม้ไผ่ สัตว์ร้ายเขาเหล็กสามตาและม้ารัตติกาล
เห็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนขวางอยู่หน้าประตูตำหนักเจ้าเมือง รอบกาย
บุรุษหนุ่มมีแต่ความว่างเปล่า มันยืนอยู่เพียงลำพังผู้เดียว
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ทวอปาอวี้ในใจบังเกิดสังหรณ์อันตรายอย่าง
แรงกล้า สัญชาตญาณของมันเพาะสร้างขึ้นจากการต่อสู้เดิมพันชีวิตนับ
ครั้งไม่ถ้วน บันดาลให้มันยกกระบี่หนักสีดำขึ้นอย่างลืมตัว
“ฆ่า!”
พวกมันส่วนใหญ่จะมากจะน้อยล้วนเคยได้ยินชื่อของทวอปาอวี้มา
บ้าง วันนี้เมื่อได้ประจักษ์ด้วยสายตาตนเองค่อยพบว่าคนยังร้ายกาจกว่า
คำเล่าลือไม่รู้ว่ากี่เท่าตัว!
บุรุษวัยกลางคนกับบุรุษที่มีกลิ่นอายสตรีใบหน้าซีดขาวราวคนตาย
คนทั้งสองเป็นผู้นำของตระกูลทรงอำนาจสองตระกูลในเมืองหวูเกอ พวก
มันเดิมทีคิดอ่านวางแผน แต่รอจนได้เห็นท่ากระบี่อันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
ของทวอปาอวี้ ค่อยพบว่าต่อหน้าพลังอำนาจอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเช่นนี้
ความคิดของพวกมันทั้งไร้เดียงสาและน่าขบขันถึงเพียงไหน!
ผู้พิทักษ์สุสานหยินกล้าแกร่งเกรียงไกรเกินไป!
ลำพังทวอปาอวี้กับทหารองครักษ์ห้าร้อยคน ก็เพียงพอจะบดขยี้
เมืองหวูเกอจนราบเป็นหน้ากลอง
ท่ามกลางความแตกตื่นตะลึงลานของผู้คนทั้งหมด ทันใดนั้นแสงสี
เขียวกลุ่มหนึ่งสว่างวาบขึ้นในสายตาของทุกคน
ชิงเสี่ยวดวงตาทอประกายตื่นเต้นเร้าใจ มันจ้องมองขบวนทัพที่กำลัง
เข่นฆ่าเข้ามาราวกับคลื่นยักษ์โหมซัด หาได้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อยไม่
ตรงกันข้าม มันกลับรู้สึกโลหิตในกายแทบจะเดือดพล่าน จิตวิญญาณการ
ต่อสู้พลุ่งพล่านทะยานฟ้า!
เมื่อครั้งกระโน้น ชิงเสี่ยวได้เป็นประจักษ์พยานในการต่อสู้ระหว่าง
พวกพี่ใหญ่ กับผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเทียนหวนด้วยสายตาตัวเอง
ศึกครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหมื่นปี ส่งผล
กระทบต่อชิงเสี่ยวอย่างรุนแรง และคาดว่าจะตราตรึงอยู่ในใจมันจนกว่า
ชีวิตจะหาไม่ หลังจากนั้นมันต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดเคียงข้าง
จั่วม่อ อยู่ในห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขต พลังฝีมือของชิงเสี่ยวรุดหน้าดุจ
ก้าวกระโดด ทั้งการสั่งสอนโดยไม่ปิดบังซ่อนเร้นของจั่วม่อ รวมไปถึง
สภาพแวดล้อมอันโหดร้ายของความว่างเปล่าไร้ขอบเขต กลายเป็น
เงื่อนไขที่ดีที่สุดในการเคี่ยวกรำมัน
อย่างไรก็ตาม ในห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขต ชิงเสี่ยวไม่มีผู้ใดที่
เรียกได้ว่าเป็นคู่มือที่ทัดเทียมหรือคู่แข่งที่พอฟัดพอเหวี่ยงกัน ชิงเสี่ยวอยู่
ในวัยเลือดระอุ ผนวกกับที่ข้างกายมันยังมีทหารยันต์ทองคำดำและทารก
หมอกวิญญาณที่ปากมาก พวกมันมักจะบอกเล่าถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
ของจั่วม่อและเหวยเสิ้งในอดีต ทำเอาชิงเสี่ยวเฝ้าปรารถนา โหยหาถึง
วิถีทางของวีรบุรษผู้กล้าเช่นนั้นเป็นเวลานานแล้ว
อันว่าลูกวัวแรกเกิดไม่เกรงกลัวพยัคฆ์ ชิงเสี่ยวไม่ต้องสงสัยเลยว่า
เป็นลูกวัวแรกเกิดที่ห้าวหาญเป็นพิเศษ ไม่เคยหวาดกลัวสิ่งใดแม้แต่น้อย
ผู้เฒ่าหวูกล่าวว่าทวอปาอวี้เป็นยอดฝีมือนามกระเดื่องผู้หนึ่ง
ชิงเสี่ยวอยากเป็นเหมือนพี่ใหญ่และเหวยซือ ซึ่งเป็นแบบอย่างในใจ
มัน
ความคิดของชิงเสี่ยวทั้งรวบรัดและเรียบง่ายยิ่ง
จัดการกับทวอปาอวี้!
เส้นชีพจรเขียวยืดเหยียดอย่างอิสระกลางอากาศ ชิงเสี่ยวสีหน้าเคร่ง
ขรึมจริงจัง สายตามุ่งมั่นจดจ่อ มันจับจ้องมองดูคลื่นพาหนะปิศาจที่กำลัง
โถมทะลักเข้าหามันราวกับคลุ้มคลั่ง สีหน้ากระด้างเย็นชาดุจแผ่นศิลา
ชั่วพริบตาที่ทวอปาอวี้ฟาดฟันกระบี่ซึ่งรวมรั้งพลังสภาวะของนักรบ
ทั้งห้าร้อยคน ชิงเสี่ยวดวงตาพลันสาดประกายเจิดจ้า
มันก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า บิดเอวงอขาดุจคันศร สองฝ่ามือกด
ประทับไปเบื้องหน้าอย่างแช่มช้า
“เถาวัลย์เขียว เถาวัลย์เขียว หมื่นหัวใจเรียงร้อยรวมกัน ปกป้องชน
เผ่าของข้า”
ท่ามกลางเสียงกระซิบพึมพำ ลำนำขับขานแห่งเผ่าเถาวัลย์เขียว
คล้ายกลับมามีชีวิต ย่างเท้าออกมาจากยุคบรรพกาล ชื่นชมกับยุคสมัย
ใหญ่อันเรืองรอง
เส้นชีพจรเขียวบนฟากฟ้าคล้ายสดับคำเรียกขาน ลอยเข้ามาอยู่ใน
มือชิงเสี่ยวอย่างรวดเร็ว เส้นชีพจรเขียวอันบางเบาเท่าเส้นผม พลันถักทอ
ประสานกลายเป็นกำแพงเถาวัลย์ชั้นหนึ่ง
ลำแสงสีเขียวไหลหลั่งจากมือของชิงเสี่ยว แล่นไปตามแนวกำแพง
เถาวัลย์อย่างเร็วรี่ หลังจากปกคลุมกำแพงเถาวัลย์อย่างสมบูรณ์ ประกาย
แสงสีเขียวไม่ได้หยุดยั้งลง ยังคงไหลหลั่งออกมาไม่ขาดสาย กำแพง
เถาวัลย์คล้ายได้รับการหล่อเลี้ยงบำรุง แตกหน่องอกเงยตาไม้ หน่ออ่อนตา
ไม้เติบโตอย่างรวดเร็ว แผ่ขยายออกไปไม่หยุดยั้ง
ในชั่วพริบตา กำแพงเถาวัลย์สีเขียวชอุ่มอันหนาแน่นก็ก่อตัวตั้ง
ตระหง่าน
ปราณกระบี่มหึมาที่อัดแน่นไปด้วยพลังทำลายล้าง ฟันใส่กำแพง
เถาวัลย์อย่างหักโหม
ทันใดนั้นปราณกระบี่แตกระเบิดกระจัดกระจาย
บึม!
เปลวไฟลุกโชติช่วง ปกคลุมทั่วกำแพงเถาวัลย์ในบัดดล
หนึ่งกระบี่ที่ผนึกรวมกำลังของผู้คนห้าร้อยคน ไหนเลยจะหยุดยั้งได้
อย่างง่ายดายดั่งใจนึก?
ลำแสงเจิดจ้าเจาะทะลวงผ่านรอยแตกของกำแพงเถาวัลย์ ชิงเสี่ยว
รู้สึกสองมือหนักอึ้งกว่าเดิม กำแพงสีเขียวชอุ่มคล้ายสามารถพังทลายลง
ได้ทุกเมื่อ
มันสูดลมหายใจลึก ดวงตาสาดประกายสีเขียวเจิดจ้า พลังเทพภายใน
ร่างทะลักทลายไปยังกำแพงเถาวัลย์ในชั่วพริบตา!
ในห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขต ไม่มีการต่อสู้ครั้งใดที่ไม่ยากลำบาก
ถึงที่สุด ลำพังพลังฝึกปรือของชิงเสี่ยวต้องไม่อาจเอาชีวิตรอดอยู่ในห้วง
ความว่างเปล่าไร้ขอบเขตได้ หากมิใช่ว่ามีจั่วม่อหรือนกโง่คอยปกป้อง
คุ้มครอง มันไม่ทราบว่าตกตายไปแล้วกี่ครั้ง ผ่านไปสิบปี แม้ว่ามันยังคงไม่
อาจอยู่รอดตามลำพังในห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขต แต่ก็ช่วยให้มัน
สามารถยืนหยัดในศึกหฤโหดอันดุร้ายรุนแรงทุกรูปแบบ
สัตว์ร้ายทั้งหมดที่พวกมันพบเจอในห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขต ไม่
มีตนใดไม่แข็งแกร่งกว่ามัน นี่หมายความว่าทุกครั้งที่ชิงเสี่ยวต่อสู้ ล้วนตก
เป็นเบี้ยล่างทั้งสิ้น มิหนำซ้าสภาพเช่นนี้ยังไม่ใช่แค่มันผู้เดียว แต่เหล่าเจ้า
ตัวเล็กทั้งหมดล้วนอยู่ในสภาพเดียวกัน เว้นก็เสียแต่นกโง่ที่นานทีปีหนจะ
ตกเป็นรองศัตรูสักครั้งหนึ่ง และในการต่อสู้ในสภาพตกเป็นรองอยู่เสมอ
เช่นนี้ ทั้งชิงเสี่ยวและเหล่าเจ้าตัวเล็กทั้งหลาย ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรน
เพื่อหาทางเอาชนะให้จงได้ การต่อสู้ยืดเยื้อที่หนักหน่วงรุนแรงเหล่านี้เอง
ช่วยให้ขีดความสามารถในการอดทน และความทรหดของมันบรรลุถึงขั้น
น่าตระหนก
ในเวลานี้ แม้มันต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาล แต่แรงกดดันเพียง
เท่านี้ไม่อาจเทียบได้กับการต่อสู้ที่มันเคยพบเจอมาในห้วงความว่างเปล่า
ไร้ขอบเขต
ชิงเสี่ยวสองตาสาดประกายสีเขียวดุจสายฟ้า ไม่ออมรั้งพลังเทพของ
มันอีกต่อไป
คราครั้งนี้มันเตะถูกแผ่นเหล็กเข้าแล้ว!
ผู้ที่สามารถหยุดยั้งเพลงกระบี่ที่หลอมรวมพลังของห้าร้อยคนด้วยตัว
คนเดียว นับตั้งแต่ถือกำเนิดเกิดมา มันยังไม่เคยพบเคยเห็นจากที่ใดมา
ก่อน!
ทั้งยังไม่เคยพบเห็นกำแพงเถาวัลย์ที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้มาก่อน!
ยอดฝีมือระดับนี้ ไฉนมาอยู่ในเมืองเล็ก ๆ เช่นเมืองหวูเกอได้?
เงามืดมหึมาปิดฟ้าบังตะวัน มันอยู่ดี ๆ พลันรู้สึกว่าเงามืดที่ปกคลุม
อยู่เหนือศีรษะดูราวกับปากใหญ่โตไร้ก้นบึ้งที่กำลังจะกลืนกินพวกมันลงไป
ในคำเดียว
แทบจะเป็นไปตามจิตใต้สำนึกสั่งการ มันพลันพบว่าผิดท่าในทันที
แต่แล้วในเวลานี้เอง เสียงตวาดดังมาจากทางด้านหน้า “ไป!”
กำแพงสูงชันที่ใหญ่โตอย่างน่ากลัวเริ่มโถมทับ เงามืดลดต่าลงมา
อย่างรวดเร็ว ปกคลุมพวกมันไว้อย่างสมบูรณ์ ชั่วเสี้ยววินาทีเป็นตาย
พวกทวอปาอวี้ทั้งกองทัพพลันพบว่าพวกมันกลับขยับตัวไม่ได้ ราวกับว่า
ถูกเถาวัลย์นับไม่ถ้วนรัดพันเอาไว้ พวกมันได้แต่เบิกตามองดูกำแพง
เถาวัลย์ที่คล้ายสูงเสียดฟ้าโถมทับลงมาใกล้ทุกขณะ
กับดัก!
นี่เป็นหลุมพรางกับดักไม่ผิดแน่!
นี่เป็นความคิดสุดท้ายในใจของทวอปาอวี้ ก่อนที่มันจะถูกความมืด
มิดกลืนกินลงไป