สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 884 รุดหน้า
“มุ่งหน้าต่อไป!”
“ทุกกอง มุ่งหน้าต่อไป!”
คำสั่งการยะเยียบเย็นชา กลับเป็นเสมือนเปลวไฟที่ร้อนแรงที่สุดใน
โลกแห่งหิมะอันหนาวเหน็บ บันดาลให้ทุกคนยินดีลุกไหม้ตาม จั่วม่อไม่
เหลือบแลซากศพที่สุมซ้อนอยู่ทั่วสนามรบ โถมทะยานไปเบื้องหน้าใน
บัดดล
หน้ากากสัมฤทธิ์อันกระด้างเย็นชาปิดซ่อนใบหน้าของมันเอาไว้
กลายเป็นใบหน้าที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก ผนวกกับคำสั่งการเย็นเยียบไร้
น้าใจ บันดาลให้ภาพลักษณ์ของมันยิ่งน่าประหวั่นพรั่นพรึงกว่าเดิม เสื้อ
คลุมดำโบกสะบัดกลางสายลม ราวกับเพลิงทมิฬกำลังเริงระบำ
เสียงเหล่าแม่ทัพนายกองตะโกนสั่งการไม่ขาดสาย แต่ละคนร่างชุ่ม
โชกไปด้วยเหงื่อ หยาดเหงื่อระเหยเป็นไอหมอก ลอยขึ้นเป็นสาย พวกมัน
โบกท่อนแขนทรงพลัง ถลึงตากลมกว้าง คอยปลุกเร้าหน่วยทัพของตนอยู่
ตลอดเวลา
“รักษารูปขบวนให้ดี!”
“มุ่งหน้าต่อไป อย่าได้ถูกทิ้งล้าหลัง!”
“ตามมา ตามมา! อย่าได้ชักช้า!”
เหล่าไพร่พลทหารกัดฟันแน่น กระตุ้นพาหนะปิศาจคู่ใจอย่างดุเดือด
สายตาของพวกมันตรึงแน่นอยู่บนเงาร่างที่อยู่ด้านหน้าสุดของขบวนทัพ
เต็มไปด้วยแววตาคลั่งไคล้ไม่มีที่สิ้นสุด
ทั้งกองทัพราวกับคลื่นเหล็กมหึมา ม้วนกวาดไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง
เร่งรุดผ่านท้องฟ้าด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
เมื่อมองดูสภาวะถาโถมอันน่าสะพรึงกลัวของพวกมัน ผู้คนบังเกิด
ความเชื่ออย่างแน่นแฟ้น ไม่ว่ากองทัพใดหากกล้าขวางทางพวกมัน มีแต่
จะถูกบดขยี้ราบคาบในชั่วพริบตา
รุดหน้า! รุดหน้า! รุดหน้า!
ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งเราได้!
จิตวิญญาณการต่อสู้ลุกโชนอยู่ในดวงตาของทุกคน สายลมพัดอู้อยู่
ในสองหูของพวกมัน เหล่ามือดีเผ่าปิศาจที่ห้าวหาญชาญศึกและกระหาย
การต่อสู้ควบขับพาหนะปิศาจคู่ใจ รักษารูปขบวนบุกจู่โจมอันสมบูรณ์
พร้อมอยู่ตลอดเวลา
ไกลออกไปที่ขอบฟ้า เห็นกองทัพใหญ่โตมโหฬารทัพหนึ่งผ่านเข้ามา
ในสายตาของพวกมัน กองทัพนี้มีจำนวนรี้พลไม่น้อยกว่าสามหมื่น เรียกได้
ว่าเป็นทัพใหญ่อย่างแท้จริง
ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายร่นใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ราชาที่นำอยู่
เบื้องหน้าไม่มีทีท่าว่าจะชะลอช้าลงแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น ในมือของราชาพลันปรากฏกระบี่ใหญ่เล่มหนึ่ง!
ขวัญกำลังใจของทั้งกองทัพพุ่งขึ้นไปถึงจุดสูงสุดโดยพลัน ทุกคน
ทราบดีว่าพฤติการณ์ของราชาหมายความว่าอย่างไร
นี่คือสัญญาณของการต่อสู้!
ราชาเร่งความเร็วขึ้นในบัดดล!
ทุกคนเร่งเร้าพาหนะปิศาจของตนอย่างไม่คิดชีวิต เพื่อไล่ตามให้ทัน
ความเร็วของราชา เสียงลมคำรามกึกก้องในสองหูของพวกมัน เส้นเลือด
โป่งพอง โลหิตในกายเดือดพล่าน พลังเทพในร่างพลุ่งพล่านแทบปะทุ
ออกมาได้ทุกเมื่อ
ฝ่ายศัตรูไหนเลยจะคาดคิด จั่วม่อกลับไม่แยแสสนใจจำนวนรี้พลอัน
มหาศาลของพวกมัน ยังคงพุ่งจู่โจมเข้ามาอย่างหักโหม!
สภาวะโถมทะยานของกองทัพราชา บรรลุถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้าน
โลก!
แม้จะมีเหล่าแม่ทัพนายกองคอยควบคุมบัญชาการ แต่เหล่าทหาร
ระดับรองลงไปยังคงแตกตื่นลนลานตามสัญชาตญาณ พวกมันไม่เคยพบ
เห็นการบุกทะลวงที่จดจ่อรวมรั้ง และเกรี้ยวกราดถึงเพียงนี้มาก่อน!
ทันใดนั้นจั่วม่อยกกระบี่ในมือขึ้นสูง เสียวตวาดเย็นชาและหนักแน่น
เปี่ยมพลังดังกึกก้องไปทั่วสนามรบ
“ฆ่า!”
ไพร่พลในกองทัพที่ด้านหลังมันชูศาสตรามารขึ้นอย่างพรักพร้อม
แผดเสียงตวาดด้วยโทสะ “ฆ่า!”
กระบี่ยักษ์ในมือจั่วม่อคล้ายสว่างวาบอย่างฉับพลัน ท่ามกลาง
ประกายแสงสีทองเจิดจ้าบาดตา จั่วม่อราวกับเทพสงครามจุติลงสู่โลก
หล้า!
กระบี่ในมือฟันลงอย่างหักโหม!
แสงสีทองเจิดจรัสกวาดวาบเข้าไปในแถวทัพของศัตรู แล้วพลันแตก
ระเบิดดังสนั่น!
ทะเลแสงสีทองกลืนกินศัตรูจำนวนมากลงไปในพริบตา หยดโลหะ
เหลวสีทองนับไม่ถ้วนทะลุทะลวงผ่านกองทัพศัตรู ทหารศัตรูในแถวทัพ
ร่วงผล็อยลงเป็นวงกว้าง
ในมือจั่วม่อปรากฏกระบี่สีทองอีกเล่มหนึ่ง
มันเงื้อกระบี่ขึ้นอีกครั้ง!
ชั่วพริบตานี้ เห็นแขนขา ชิ้นส่วนร่างกายปลิวเวียนว่อนไปทั่ว
ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดการโจมตีของจั่วม่อได้ จั่วม่อราวกับกระทิงคลั่ง
เข่นฆ่าอาละวาดอยู่ในแถวทัพของศัตรูโดยไร้ผู้ต้านติด ทุกครั้งที่กลุ่มแสง
ในมือฟาดฟันออกไป เบื้องหน้ามันจะกลับกลายเป็นพื้นที่ว่างแถบใหญ่
กระบี่ใหญ่ผลึกทองไม่อาจทนรับพลังเทพ เปลี่ยนเป็นของเหลวกลุ่ม
หนึ่งแทบจะในทันทีที่นำออกมา จั่วม่อก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว โลหะเหลว
กอรปด้วยพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัว มิหนำซ้ากระบี่ผลึกทองของ
มันยังมีจำนวนมากมายมหาศาล ดังนั้นพวกมันเป็นอาวุธที่เหมาะสมที่สุด
สำหรับทำศึกบุกฝ่าไปยังวังหมิงอ๋องครั้งนี้
จั่วม่อรู้สึกว่ารอบข้างมันรายล้อมไปด้วยศัตรูทั่วสี่ทิศแปดทาง มันก็ไม่
แยแสสนใจ เพียงตวัดซัดกลุ่มแสงสีทองออกไปอย่างถี่กระชั้นกว่าเดิม
กลุ่มโลหะเหลวสีทองขนาดเท่ากำมืออัดแน่นไปด้วยพลังเทพอัน
เกรี้ยวกราด ถักทอประสานเป็นร่างแหสังหารแน่นขนัดที่ไม่อาจหลีบหลีก
รอดพ้น
ทหารศัตรูราวกับต้นข้าวที่ถูกเก็บเกี่ยวอยู่ในนา ร่วงผล็อยลงไม่ขาด
สาย แต่จากนั้นพวกมันก็ถาโถมเข้ามาอีกจากทุกทิศทาง แล้วก็ถูกเกี่ยวล้ม
ระเนระนาดอีกครั้ง… …
จั่วม่อเข่นฆ่าจนสองตาแดงฉาน มือขวายิ่งโจมตียิ่งกระชั้นเร่งร้อน
มากขึ้นเรื่อย ๆ มันยังคงเผ่นโผนอย่างดุร้าย ทะลวงเข้าไปในกระบวนทัพ
ศัตรูดุจพยัคฆ์กลางฝูงแกะ
บุกทะลวง!
การบุกทะลวงที่ทั้งเกรี้ยวกราด ดุดัน และรวดเร็วสุดเปรียบปาน!
รวดเร็วเสียจนทัพศัตรูไม่อาจรวมกันติด ไม่มีปัญญาโต้กลับแม้แต่
น้อย แม้ว่าไพร่พลที่ห้าวหาญนับไม่ถ้วนพากันสละตัวเอง โถมเข้าจู่โจม
มองจากที่ห่างไกล กลุ่มแสงสีทองราวกับดวงอาทิตย์ที่พุ่งดิ่งลงมา
จากฟากฟ้า ตกลงกลางขบวนทัพที่ปั่นป่วนรวนเรของข้าศึก
ตูม!
ประกายแสงเจิดจ้าบาดตาสาดส่องทั่วฟ้าดิน!
คลื่นพลังอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงกวาดวาบออกไปทุกทิศทุกทาง
กระทั่งอันม่อกับพวกยังรู้สึกผิวหนังปวดแปลบอยู่บ้าง
“เป็นไร ยังไหวหรือไม่?”
เหลียงเวยหอบหายใจอย่างหนักหน่วง พยายามปรับลมหายใจให้สงบ
ลงอย่างสุดความสามารถ ลำคอของมันร้อนผ่าว สมองขาวว่างเปล่าอย่าง
สิ้นเชิง รอจนสักครู่ให้หลังค่อยมีสติแจ่มใสขึ้นมาบ้าง ฝืนเค้นรอยยิ้ม
ออกมา “ข้ายังไหว!”
ที่ด้านหลังมัน เหล่าแม่ทัพนายกองเผ่าอสูรพากันหอบหายใจราวกับ
ปลาขาดน้า สังขารร่างกายของเผ่าอสูรไม่แข็งแกร่งทนทานเท่ากับพวก
ปิศาจ ว่ากันตามจริงร่างกายเลือดเนื้อของพวกมันแทบจะอ่อนแอที่สุดใน
สามเผ่าพันธุ์ ยิ่งในการศึกที่ทั้งกระชั้นเร่งร้อนและต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้
จุดอ่อนข้อนี้ยิ่งเปิดเผยออกมาอย่างชัดเจน
รวดเร็วเกินไปแล้ว!
จัวหวะการบุกทะลวงนี้ แทบจะบ้าคลั่งเกินไปจริง ๆ!
เหลียงเวยไม่อาจเชื่อได้ลง กระทั่งเมื่อครั้งที่มันบุกตะลุยหมื่นลี้ ล่วง
ลึกเข้าไปในแดนซิวเจ่อ จังหวะการบุกทะลวงยังไม่กระชั้นเร่งร้อนและ
ดุเดือดรุนแรงจนแทบจะบ้าคลั่งถึงเพียงนี้ เรียกได้ว่าไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยว
ของจังหวะการบุกของราชาเสียด้วยซ้า
กองพันแตรศึกแห่งราชันเพียงรับผิดชอบดูแลปีกข้าง นับว่ารับภาระ
ที่เบากว่าทัพหลักมาก แต่มีหลายครั้งที่พวกมันต้องเค้นเรี่ยวแรงออกมา
อย่างสุดชีวิต เพียงเพื่อไล่ติดตามความเร็วของทัพหลักให้ทัน แต่ถึง
กระนั้นพวกมันเกือบทั้งหมดยังเหน็ดเหนื่อยแทบตาย
ทัพหลักที่นำโดยราชายังน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า สถิติสูงสุดของพวกมัน
คือบดขยี้ศัตรูรวดเดียวสิบสองกองทัพภายในหนึ่งวัน!
กองทัพราชาประดุจสายฟ้าสุดเกรี้ยวกราด ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งพวกมัน
ได้! กองทัพที่มีจำนวนหนึ่งพันแทบไม่อาจถ่วงรั้งพวกมันได้แม้แต่ชั่วอึดใจ
โดยทั่วไปแล้ว หลังจากเผชิญการบุกทะลวงซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังทำลาย
ล้าง กระบวนทัพศัตรูจะถูกบดขยี้เป็นผุยผงทันที
ต่อมา ราชากระทั่งการเก็บกวาดผู้เหลือรอด ยังไม่ยอมเสียเวลาไป
กระทำแล้ว
บุกทะลวง!
พวกมันกระทำเพียงแค่บุกทะลวงตรงไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง!
ความเร็วในการบุกทะลวงนี้ ไม่ว่าประวัติสาสตร์สงครามในยุคสมัยใด
ล้วนไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน
ไร้เหตุผล!
ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง!
แต่การบุกทะลวงอันไร้เหตุผลนี้เอง ไม่ว่ากองทัพใหญ่โตเพียงใดล้วน
ไม่อาจต้านติด เหลียงเวยทีแรกแตกตื่นตะลึงลาน ไม่อาจเชื่อได้ลง จากนั้น
ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นยอมรับนับถือจนหมดใจ
อย่างไรก็ตาม… …
เหลียงเวยหันเหสายตาไปยังราชาอย่างลืมตัว ราชายังคงนั่ง
ตระหง่านอยู่บนหลังราชาวิหคนรกานต์กระดูกทองแดงอย่างสง่าผ่าเผย
ราวกับว่าไม่เคยขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวมาก่อน
ราชาไม่เหน็ดเหนื่อยบ้างเลยหรือ?
พลังอำนาจของคนผู้หนึ่ง กลับสามารถบรรลุถึงระดับชั้นนี้ได้จริง ๆ?
เหลียงเวยความคิดจิตใจล่องลอยไปไกล
จั่วม่อกระโดดลงจากหลังราชาวิหคนรกานต์กระดูกทองแดง ตลอด
เจ็ดวันเจ็ดคืนที่ผ่านมา ไม่มีกองทัพใดขวางทางพวกมันได้แม้แต่ชั่วครู่ชั่ว
ยาม กองทัพราชาขวัญกำลังใจอยู่ในจุดสูงสุด แต่จั่วม่อทราบว่าร่างกาย
ของเหล่าไพร่พล ล้วนเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจนสุดจะทานทนแล้ว
กระทั่งอันม่อผู้เข้มแข็งที่สุดในหมู่พวกมัน สีหน้ายังเผยแววอ่อนล้า
อย่างไม่อาจปกปิดซ่อนเร้น
“วันนี้พักผ่อนเสียก่อน รุ่งเช้าเราจะออกเดินทางต่อ ไม่จำเป็นต้องจัด
เวรยาม” จั่วม่อออกคำสั่ง
ไม่มีผู้ใดกังขาในคำสั่งของมัน ทุกคนช่วงชิงเวลาทุกวินาที พยายาม
ฟื้นฟูพลังเทพของพวกมันอย่างสุดความสามารถ
ทั่วทั้งค่ายทัพกลายเป็นเงียบสงัด
แสงอาทิตย์ส่องผ่านร่างของทุกคนในแถวทัพ ประกายสีเขียวพร่าง
พรมลงมาเป็นครั้งคราว เมื่อประกายสีเขียวซึมซาบเข้าไปในร่างกายที่
ได้รับบาดเจ็บบอบช้าของพวกมัน บาดแผลบนร่างของทุกคนค่อย ๆ เลือน
หายไปทันที
จั่วม่อก็ไม่ได้อยู่ว่าง ในศึกเจ็ดวันเจ็ดคืนที่ผ่านมามันไม่ได้สิ้นเปลือง
เรี่ยวแรงเท่าใด ความสามารถในการฟื้นตัวของยอดฝีมือด่านเทพยุทธ์สุด
ที่ผู้อื่นจะจินตนาการได้ มันอาศัยช่วงเวลานี้ นำวัตถุดิบออกมาจากแหวน
เริ่มมุ่งความสนใจไปที่การหลอมสร้างยุทโธปกรณ์เทพ
พวกมันรีบถอดยุทโธปกรณ์เทพที่แตกหักเสียหายออกจากร่าง
หลังจากกรำศึกต่อเนื่องยาวนานเจ็ดวันเจ็ดคืน ยุทโธปกรณ์เทพของทุกคน
เต็มไปด้วยริ้วรอยเสียหายนับไม่ถ้วน
หลังจากที่ทุกคนผลัดเปลี่ยนยุทโธปกรณ์เทพชุดใหม่ ทั่วทั้งกองทัพก็
เปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง
เหล่ามือดีชาวเผ่าปิศาจลูบไล้ยุทโธปกรณ์เทพชุดใหม่ของพวกมัน
แย้มยิ้มอย่างโง่งม
ขวัญกำลังใจเต็มเปี่ยม ขบวนทัพอันกล้าแข็ง ไพร่พลทั้งหมดแผ่ซ่าน
ความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าออกมา เต็มไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้อันฮึก
หาญทะยานฟ้า
ในช่วงระยะเวลาเพียงเจ็ดวันสั้น ๆ ราชานำพวกมันทำศึกประสบชัย
นับครั้งไม่ถ้วน แทบจะกลายเป็นตำนานบทหนึ่ง เปลี่ยนแปลงกองทัพนี้
อย่างสมบูรณ์ พวกมันยามนี้เลือดระอุ คึกคักเข้มแข็ง ปราศจากความกลัว
ทุกคนมีความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น ไม่ว่าจะเป็นศัตรูแบบใดพวกมันก็
สามารถปราบพิชิตโดยราบคาบ ศรัทธาความเชื่ออันเข้มแข็งมั่นคงนี้เอง
เป็นหลักประกันว่าพวกมันจะไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา แม้ว่าจะต้อง
เผชิญกับสถานการณ์ที่สิ้นหวังที่สุดก็ตาม
ราชาจงเจริญ!
เฟ่ยเหลยจ้องมองยุทโธปกรณ์เทพใหม่ของกองทัพอันม่อด้วยสายตา
ร้อนผ่าว ผู้คนที่ข้างกายมันล้วนมีสายตาแบบเดียวกัน พวกอันม่อเมื่อสวม
ใส่ชุดเกราะยุทโธปกรณ์เทพที่ทั้งเรียบง่ายทั้งดิบเถื่อน พลันแผ่ซ่านกลิ่น
อายฆ่าฟันอันรุนแรงออกมา
ราวกับกองทัพที่ก้าวออกมาจากขุมนรกโลกันตร์!
ทุกคนมีภูมิรอบรู้ไม่น้อย สามารถมองเห็นได้ทันทีว่ายุทโธปกรณ์เทพ
เหล่านี้ไม่ธรรมดาสามัญ และที่ยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด ราชาลงมือหลอมสร้าง
ทั้งหมดด้วยตัวเอง! เพียงแค่ข้อนี้ก็มีคุณค่าความหมายเหนือกว่าทุกสิ่ง
พวกมันเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ!
หลักจากพักผ่อนฟื้นฟูพลังหนึ่งคืน เหลียงเวยดูดีขึ้นมาก มันเหลือบ
มองเฟ่ยเหลยแวบหนึ่ง กล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ไม่ต้องอิจฉาพวกมันแล้ว
หลังจากพวกเราสำแดงฝีมือสร้างผลงาน ราชาก็จะหลอมสร้าง
ยุทโธปกรณ์เทพให้แก่พวกเราเช่นกัน”
เฟ่ยเหลยรั้งสายตากลับมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก มันกำหมัดแน่น
กล่าวเสียงหนัก “ถูกของเจ้า! เราต้องทำศึกประสบชัยอย่างงดงาม! จึงจะ
ไม่ด้อยกว่าคนเหล่านี้!”
พวกมันแม้อิจฉาเลื่อมใส แต่ไม่มีความคิดว่าไม่เป็นธรรม หลายวันมา
นี้ความยากลำบากที่กองทัพหลักต้องเผชิญ พวกมันล้วนประจักษ์ชัดด้วย
สายตาตนเอง การสู้รบทางฝั่งพวกมันนับว่าเบาบางกว่ามาก
แต่เหลียงเวยไม่ได้ท้อแท้หดหู่ หลังจากมีเวลาให้พัก มันในที่สุดค่อย
ย่อยสลายความตื่นตะลึงในช่วงหลายวันมานี้ ปรับความคิดจิตใจเป็น
ผลสำเร็จ เหลียงเวยเริ่มเปล่งประกายด้วยรัศมีของตนเอง
“ศึกใหญ่ยังคงรอคอยอยู่เบื้องหน้า” เหลียงเวยหรี่ตาเย็นเยียบ “เจ้า
ไม่สังเกตบ้างรึ ศัตรูที่พวกเราพบเจอในช่วงไม่กี่วันมานี้ มีแต่จะยิ่งลด
จำนวนลงเรื่อย ๆ?”
“ถูกต้อง! พวกมันหวาดกลัวแล้ว! ผู้ใดคาดคิดว่าราชาจะกล้าแกร่ง
เกรียงไกรถึงเพียงนี้!” เฟ่ยเหลยคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม สีหน้าทอแววภาคภูมิ
ลำพอง ราวกับว่านี่เป็นเกียรติยศของมันด้วย
เหลียงเวยผงกศีรษะรับ “มิผิด! ราชาเกรี้ยวกราดดุดันยิ่ง ฝีมือบุก
ทะลวงของราชายังเหี้ยมหาญดุดันยิ่งกว่า ทั่วแผ่นดินไร้ผู้ต้านติด! หากข้า
เป็นฝ่ายศัตรู ข้าจะไม่เสียเวลาสร้างอุปสรรคสิ่งกีดขวางเล็ก ๆ น้อย ๆ
เช่นนี้อีก แต่จะพยายามรวบรวมกองทัพให้มากกว่านี้ รวมกำลังให้มาก
ที่สุดเท่าที่จะทำได้ และทุ่มกำลังทั้งหมด ทำศึกสุดท้ายกับราชาโดยเร็ว
ที่สุด”
เฟ่ยเหลยสั่นศีรษะ “ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งราชาได้!”
สุ้มเสียงของมันเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า ในช่วงหลาย
วันมานี้ มันเห็นกับตาว่าราชานำทัพบุกฝ่ากองทัพศัตรูอย่างไร บดขยี้ฝ่าย
ตรงข้ามอย่างไร มันจึงไม่เชื่อว่ามีผู้ใดสามารถต้านทานการบุกทะลวงสุด
เกรี้ยวกราดเช่นนี้ได้
? แล้วสองแสนเล่า
เหลียงเวยถาม
อย่างเคร่งขรึม
เฟ่ยเหลยกลั้นหายใจอย่างลืมตัว มันไม่เคยพบเห็นกองทัพหนึ่งแสน
หรือสองแสนคนมาก่อน แทบไม่อาจนึกภาพออก กองทัพที่คึกคักเข้มแข็ง
หนึ่งหมื่นคนก็เรียกได้ว่ามืดฟ้ามัวดินอยู่แล้ว หนึ่งแสนคน สองแสนคน นั่น
เป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงไหนกัน!
เพียงแค่ลองนึกดู มันถึงกับหนังศีรษะชาซ่าน
“วังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือเข้มแข็งถึงปานนั้น?”
แม้ว่าอันที่จริง ส่วนใหญ่เกิดจากมีคนลอบกระพือยุยงจากเงามืดก็ตาม แต่
การที่ราชาองค์ใหม่ไม่มีชื่อเสียง ยังคงเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
อย่างไรก็ตาม การบุกตะลุยอย่างบ้าคลั่งเจ็ดวันเจ็ดคืน บดขยี้กองทัพ
ที่ขวางทางนับไม่ถ้วน นับว่าเหนือความคาดหมายของผู้คนอย่างสิ้นเชิง
ลบล้างข่าวลือที่ว่าราชาองค์ใหม่อ่อนแออย่างหมดจดงดงาม
ราชาองค์ใหม่อ่อนแอ?
ทั่วแผ่นดินนี้ เกรงว่าไม่มีผู้ใดกล้าครุ่นคิดเช่นนั้นอีกแล้ว
พลังบุกทะลวงอันเกรี้ยวกราดดุดัน สะท้านทั่วดินแดนแห่งความมืด!
ฝีมือบุกทะลวงที่สามารถเรียกได้ว่าประดุจปาฏิหาริย์ สามารถเทียบได้กับ
ศึกรวมแผ่นดินแห่งความมืดของหมิงอ๋ององค์ก่อน!
ขุมกำลังฝ่ายตรงข้ามพังทลายอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะอย่างไร ราชา
องค์ใหม่ก็คือผู้สืบทอดที่ได้รับการแต่งตั้งจากหมิงอ๋องคนก่อน ความชอบ
ธรรมของมันไม่มีผู้ใดกังขา ขอเพียงราชาองค์ใหม่สำแดงพลังที่คู่ควรกับ
ศักดิ์ฐานะของมันออกมา ขุมกำลังต่าง ๆ ในดินแดนแห่งความมืดส่วนใหญ่
ย่อมไม่ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับมัน ทั้งยังจะเปลี่ยนเป็นสนับสนุนมัน
ด้วยเหตุนี้เอง วังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือมีแต่จะตกเป็นรองโดยไม่
อาจพลิกผันกลับกลาย
จั่วม่อใช้วิธีการอันตรงไปตรงมานี้ เพื่อพิสูจน์ยืนยันความแข็งแกร่ง
ของมัน ปกป้องศักดิ์ฐานะหมิงอ๋องของมันอย่างมั่นคง ไห่ซินปิงหากไม่มี
ปัญญาเปลี่ยนพลิกสภาพการณ์โดยเร็ว สถานการณ์ของฝ่ายนางมีแต่จะ
เลวร้ายลงเรื่อย ๆ
ถึงยามนั้นวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือจะกลับกลายเป็นฝ่ายกบฏ ซึ่ง
พยายามจะก้าวล่วงอำนาจอันชอบธรรมของราชา เพียงแค่ข้อนี้ก็จะทำให้
ผู้ที่ยืนอยู่ฝ่ายนาง รีบสลัดทิ้งพวกนางโดยเร็วที่สุด
หมิงอ๋องคนเก่าปกครองดินแดนแห่งความมืดสิบปีเต็ม อำนาจ
อิทธิพลมากล้นไพศาล หากมิใช่ข้อเท็จจริงที่ว่าราชาองค์ใหม่ไม่เป็นที่รู้จัก
ของผู้คน ถึงกับไม่เคยมีผู้ใดได้ยินเรื่องราวของมันมาก่อน หากว่าผู้สืบทอด
บัลลังก์เป็นอันม่อ เสียงคัดค้านคงไม่รุนแรงถึงเพียงนี้แล้ว
มีเพียงเอาชนะราชาองค์ใหม่เท่านั้น วังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือจึงจะ
สามารถพลิกสถานการณ์ได้อีกครั้ง
“สมควรกระตุ้นเตือนราชาหรือไม่?”
เฟ่ยเหลยตกตะลึงพรึงเพริด “นี่ไยมิใช่พาตัวเสี่ยงอันตรายเกินไป?”
“ราชาต้องการจบเรื่องทั้งหมดในศึกเดียว” เหลียงเวยกล่าวเสียงหนัก
“เสี่ยงอันตรายเกินไป!” เหลียงเวยยังคงสั่นศีรษะ “ข้าว่าขอเพียง
ศัตรูเป็นชนชั้นมือดีสักห้าหมื่นคน พวกเราจะประสบปัญหายุ่งยากมาก
แล้ว”
ข้อนี้เหลียงเวยไม่ได้โต้แย้ง การคาดคำนวณของเฟ่ยเหลยไม่
ผิดพลาด คนทั้งสองร่วมแรงร่วมใจมานานปี เป็นคู่หูที่รู้มือกันเป็นอย่างดี
เฟ่ยเหลยอาจไม่มีพรสวรรค์อันเด่นล้าในฐานะแม่ทัพบัญชาการศึก แต่กรำ
ปัญหาเดียวในยามนี้ที่ไม่มีผู้ใดบอกได้ ไห่ซินปิงจะสามารถรวบรวม
กำลังพลได้มากน้อยเท่าใด
ศึกชิงบัลลังก์แห่งความมืดดึงดูดทุกสายตาในดินแดนแห่งความมืด
เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพวกมันโดยตรง ภายใต้การ
ปกครองของหมิงอ๋องคนก่อน พวกมันรื่นรมย์กับความสุขสงบสิบกว่าปี อีก
ทั้งดินแดนแห่งความมืดยังทะยานขึ้นเป็นหนึ่งในขุมกำลังที่กล้าแข็งที่สุด
ในใต้หล้า
พวกมันรักใคร่หวงแหนชีวิตความเป็นอยู่ของพวกมันในปัจจุบัน
เนื่องเพราะเหตุนี้เอง เมื่อหมิงอ๋องรุ่นก่อนแต่งตั้งบุคคลที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก
ให้เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ แทบทุกคนย่อมเห็นค้านในทันที
ทว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วัน กระแสลมกลับเปลี่ยนทิศโดยไม่ทันได้รู้เนื้อ
รู้ตัว
เจ็ดวันเจ็ดคืน โดยไม่มีการหยุดชะงักรั้งรอแม้แต่ชั่วครู่ชั่วยาม ทัพ
ราชาบุกตะลุยรุดหน้ารวดเร็วดุจอัสนีบาตฟาดทลาย
ภายใต้กีบม้าเหล็กของราชาองค์ใหม่ กองทัพนับไม่ถ้วนกลายเป็น
วิญญาณคร่าครวญ ต่อสู้ดิ้นรน และถูกเหยียบย่าจมปฐพี!
พลังฝีมืออันสูงล้าสุดยอด ผนวกกับพฤติการณ์อันเหี้ยมหาญดุดันสุด
เปรียบปานของราชาองค์ใหม่ เพิ่มจำนวนผู้สนับสนุนราชาในทันที
กระทั่งหมิงอ๋องรุ่นก่อนในครั้งนั้นยังไม่แกร่งกล้าเกรียงไกรถึงเพียงนี้
ตำนานบทใหม่กำลังถือกำเนิดขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกมัน!
นี่คือการบุกทะลวงดุจสายฟ้าฟาดที่จะถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์
ซึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของเผ่าปิศาจไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน
ราชาองค์ใหม่แกร่งกล้าเกรียงไกรไร้ผู้เทียมทาน!
ชาวปิศาจในดินแดนแห่งความมืด ล้วนเทิดทูนบูชาผู้เข้มแข็งตาม
สัญชาตญาณ ผู้คนนับไม่ถ้วนยอมศิโรราบต่อพลังอันกล้าแข็งของราชา
องค์ใหม่โดยไร้เงื่อนไข ชาวปิศาจก็เรียบง่ายเพียงนี้เอง ขอเพียงหมัดของ
ท่านแข็งแกร่งพอ พวกมันจะครั่นคร้ามยำเกรงและยอมศิโรราบแต่โดยดี!
เสียงต่อต้านคล้ายจะเลือนหายไปในชั่วข้ามคืน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่
รอบคอบระมัดระวังยังคงรักษาความเป็นกลางเอาไว้
พวกมันรู้ว่าไห่ซินปิงกำลังถูกบีบคั้นให้จนตรอก จนตรอกอย่าง
แท้จริง!
นางไม่มีหนทางให้ถอยอีก
พลังอันน่าประหวั่นพรั่นกลัวของราชาองค์ใหม่ บันดาลให้ทุกผู้คน
ต้องสั่นสะท้าน แม้กระทั่งในวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือเอง คนจำนวนมาก
เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ความสิ้นหวังแพร่กระจายไม่หยุดยั้ง
ไห่ซินปิงเหลือเพียงโอกาสสุดท้ายเท่านั้น
หากนางไม่อาจหยุดยั้งราชา หลังจากราชาองค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์
สิ่งแรกที่มันจะกระทำ คือกวาดล้างวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือให้สิ้นซาก
เมื่อถึงเวลานั้น บัลลังก์ของราชาองค์ใหม่จะมั่นคง ไม่มีผู้ใดสั่นคลอนได้อีก
ทั่วทั้งดินแดนแห่งความมืดจะยินยอมศิโรราบ ไห่ซินปิงมีเพียงหนทางตาย
สถานเดียว
นางจำเป็นต้องพิสูจน์ว่านางแข็งแกร่งกว่าราชาองค์ใหม่ ก่อนที่ราชา
องค์ใหม่จะบรรลุถึงบัลลังก์ที่วังหมิงอ๋อง!
ผู้ใดจะคาดคิดไปถึง ราชาองค์ใหม่กลับแก้ไขสถานการณ์ด้วยวิธีการ
เช่นนี้!
รวบรัด! ดุดัน! ปราศจากลวดลายอันใด!
ไม่กี่วันก่อนพวกมันยังหัวเราะเยาะราชาองค์ใหม่ว่าโง่เขลา ไม่รู้จัก
ประมาณตน ถึงกับเอาศีรษะพุ่งชนภูเขาหินตรง ๆ แต่หลังจากผ่านไปสาม
วัน กลับไม่มีผู้ใดหัวร่อออกอีกแล้ว
พวกมันย่อมรู้แน่แก่ใจ บนเส้นทางสายนั้น พวกมันส่งกองทัพออกไป
มากมายเท่าใด
รอจนถึงวันที่เจ็ด ในหัวใจพวกมันหลงเหลือแต่ความหวาดกลัว ความ
หวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ!
คนผู้หนึ่งจะกล้าแกร่งเกรียงไกรถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!
จะเป็นไปได้อย่างไร!
ภาพมายาที่บันทึกการสู้รบที่แนวหน้า ถูกส่งกลับไปยังวังที่ราบ
น้าแข็งแดนเหนือไม่ขาดระยะ แต่เมื่อชมดูภาพเหล่านั้น ตัวตนอันเหนือ
มนุษย์ของคนผู้นั้น ทำให้แต่ละคนต้องสั่นสะท้านไปถึงดวงวิญญาณโดยไม่
รู้ตัว!
ไม่มีผู้ใดรับมือมันได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว!
อาศัยกำลังของตนเองเพียงลำพัง เข่นฆ่าสังหารผู้คนทั้งกองทัพอย่าง
ตรงไปตรงมา!
เบื้องหน้ามัน กองทัพที่มีไพร่พลเรือนหมื่นกลับเปราะบางไม่ต่างจาก
กระดาษ มันบุกผ่านกองทัพอย่างปลอดโปร่ง ราวกับเดินเล่นในสวนหลัง
บ้าน แล้วบดขยี้พวกมันทั้งหมดด้วยการโจมตีหนึ่งกระบวนท่า!
กระทั่งไห่ซินปิง เมื่อชมดูภาพเหล่านี้ยังถึงกับนิ่งเงียบงันไป ไม่มีผู้ใด
ทราบว่าสองมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของนางกำลังสั่นระริกอย่างไม่อาจ
ควบคุม
ความแตกตื่นของนางยังรุนแรงกว่าผู้ใดทั้งหมด นางเห็นอันม่อซึ่งจัด
อยู่ในระดับชั้นเดียวกับนาง ปรากฏอยู่ข้างกายราชาองค์ใหม่ ดูหม่นแสง
อับประกายเหลือเกิน แต่นางยังคงสังเกตเห็นพลังของอันม่อ ซึ่งเฉียบคม
ยิ่งกว่า และร้ายกาจกว่าที่นางล่วงรู้ ถึงกับร้ายกาจกว่าที่นางเคย
จินตนาการเอาไว้เสียอีก!
รอจนถึงวันนี้ นางค่อยทราบว่าอันม่อซุกงำพลังฝีมือที่แท้จริงของมัน
เอาไว้ตลอดมา
แต่ในยามนี้กลับไม่มีผู้ใดเหลือบตามองอันม่อ ไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าอันม่อมี
พลังฝีมือร้ายกาจ เนื่องเพราะสายตาของทุกผู้คนถูกดึงดูดไปรวมกันที่ร่าง
หนึ่ง
นั่นคือราชาองค์ใหม่ ผู้ซึ่งกอรปด้วยท่วงท่าสภาวะดุจเทพสงคราม
เสด็จลงสู่โลกมนุษย์!
เมื่อครั้งนั้น ไห่ซินปิงเคยได้ประจักษ์พลังฝีมือของหมิงอ๋องรุ่นก่อน
ด้วยตัวเอง ในสายตาของนาง หมิงอ๋องรุ่นก่อนลึกล้าสุดหยั่งคำนาณ ท่าน
ไม่มีทางล่วงรู้ว่าพลังที่มันเปิดเผยออกมาคือพลังทั้งหมดของมันแล้ว
หรือไม่
ทว่าสิ่งที่ราชาองค์ใหม่สำแดงให้เห็นในยามนี้ ผิดแผกแตกต่างจาก
สภาวะของหมิงอ๋องคนก่อนอย่างสิ้นเชิง
นี่คือความแกร่งกร้าวอหังการอันไร้ผู้ทัดเทียม!
มันประพฤติตนราวกับยักษ์ใหญ่มหึมา กวาดทำลายทุกสิ่งที่ขวาง
หน้าจนราบเป็นหน้ากลอง เมื่ออยู่ต่อหน้ามัน ท่านจะรู้สึกว่าตนเองช่างเล็ก
กระจ้อยร่อยไม่ต่างจากมดปลวก นี่เป็นความรู้สึกที่บังเกิดขึ้นโดยที่ท่านไม่
รู้ตัว สะกดข่มจนท่านไม่อาจปลุกปลอบความคิดต่อสู้อันใด
“เราจะระดมกองทัพทั้งหมด” จู้หนานเยวี่ยกล่าวอย่างสงบเยือกเย็น
ไห่ซินปิงพลันมีสติแจ่มใส ฟื้นคืนความสงบเยือกเย็นบางส่วน นาง
เหลือบมองขุนพลคู่ใจนางนี้ด้วยสายตายกย่องชื่นชม ในบรรดาคนทั้งหมด
นับจู้หนานเยวี่ยสงบเยือกเย็นที่สุด
“มีจำนวนเท่าใด
ไห่ซินปิงสุ้มเสียงกลายเป็นสงบราบเรียบ
“สองแสนห้าหมื่น!” จู้หนานเยวี่ยดวงตาคู่งามคล้ายกองเพลิงลุกโชน
นางไยมิใช่ตื่นตะลึงกับพลังอันเกรียงไกรของราชาองค์ใหม่เช่นกัน
แต่เมื่อนึกถึงการต่อสู้กับคู่มือร้ายกาจเช่นนี้ นางกลับไม่รู้สึกหวาดกลัว
เพียงแค่ลองนึกคิดดู โลหิตในกายก็ร้อนระอุราวกับจะเดือดพล่านขึ้นมา
เสียเดี๋ยวนั้น!
“สถานที่ทำศึกสุดท้ายสมควรเป็นที่ใด
ไห่ซินปิงสลัดความ
หวาดกลัวออกจากใจ นางจะอย่างไรไม่ใช่ชนชั้นธรรมดาสามัญ สุ้มเสียง
เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“แม่น้าหมิงอ๋อง!” จู้หนานเยวี่ยเน้นย้าทีละคำ
ไห่ซินปิงดวงตาทอประกายดุร้าย นางผุดลุกขึ้นอย่างฉับพลัน กล่าว
ด้วยสุ้มเสียงราวกับตัดตะปูเฉือนเหล็ก “แม่น้าหมิงอ๋อง! ประเสริฐ! เช่นนั้น
ก็ให้ศึกนี้กำหนดตัวหมิงอ๋องที่แท้จริงเถอะ!”
ทุกผู้คนผุดลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เค้าความลังเลและความ
หวาดกลัวในดวงตาของพวกมันเลือนหายไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือศรัทธา
ความเชื่อที่แม้ตายก็ไม่เปลี่ยนผัน!
ศึกสุดท้าย!