สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 899 เสียงแตรศึกกังวาน! เทพยุทธ์สำแดงเดช!
- Home
- สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation
- บทที่ 899 เสียงแตรศึกกังวาน! เทพยุทธ์สำแดงเดช!
นิ้วเรียวยาวของมันกำรอบแตรศึกราชัน
พลังเทพโคจรผ่านเข้าไป อักขระเทพสีโลหิตอันแน่นขนัดบนแตรศึก
ราชันส่องสว่างขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังสภาวะอันไพศาลแห่งจอมราชันสยบ
หล้า โดยยึดถือจั่วม่อเป็นจุดศูนย์กลาง พลันกวาดวาบออกมาในบัดดล
สิบแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองที่อยู่ด้านหน้าสะท้านขึ้นทั้งร่าง สี
หน้าเกือบแข็งทื่อ นี่มัน… …
จั่วม่อยกแตรศึกแห่งราชันจรดริมฝีปาก เป่าเบา ๆ คราหนึ่ง
หวู่!
กลิ่นอายสภาวะที่ไม่อาจมองเห็นได้ห้อมล้อมอยู่รอบกายทุกคนใน
สนามรบ ปิศาจทั้งมวลที่อยู่ในสนามรบ ไม่ว่าฝ่ายใด ล้วนบังเกิดความรู้สึก
ยอมศิโรราบตามสัญชาตญาณ ร่างกายของพวกมันหลุดออกจากการ
ควบคุมของตัวเอง จิตวิญญาณตกอยู่ในความสับสนงงงวย
เสียงแตรศึกเสียงเดียวกัน แต่ผลกระทบต่อทั้งสองฝ่ายกลับผิดแผก
แตกต่างเป็นตรงกันข้าม
สำหรับฝ่ายศัตรู ขอเพียงพวกมันเกิดความคิดต่อต้านแข็งขืนแม้เพียง
น้อยนิด พลังประหลาดที่ปะทุขึ้นจากสายเลือดของพวกมันจะสะกดข่ม
วิญญาณของพวกมัน พยายามควบคุมพวกมัน เป็นความรู้สึกอึดอัด
ขัดข้องสุดบรรยาย
แต่บรรดานักรบใต้ร่มธงของจั่วม่อ กลับรู้สึกราวกับว่ามีกองไฟลุก
โชนอยู่ภายในร่างของพวกมัน เปี่ยมไปด้วยกำลังวังชาอย่างไร้ที่สิ้นสุด
พวกมันไม่กลัวเกรงการสู้รบใด ๆ ทั้งสิ้น!
ราชาจงเจริญ!
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อเป่าแตรศึกราชันโดยไม่ออมรั้ง ถึงยามนี้ ใน
ที่สุดมันค่อยเข้าใจตำนานแห่งจอมราชันที่เล่าขานกันมา แท้จริงแล้วสิ่งที่
สลักเสลาอยู่ภายในแตรศึกราชัน ก็คือแก่นสารความรู้แจ้งทั้งมวล ในเรื่อง
พลังแห่งสายเลือดปิศาจของราชาปิศาจองค์แรกนั่นเอง
แตรศึกราชันสามารถกระตุ้นพลังต้นกำเนิดที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดของ
สายเลือดปิศาจ
ช่างเป็นพลังที่น่ากลัวนัก!
จั่วม่อในใจเต็มไปด้วยความนับถือเลื่อมใส ในสายตาของราชาปิศาจ
องค์แรกผู้เกรียงไกร พลังแห่งสายเลือดปิศาจไม่ใช่ความลี้ลับอีกต่อไป!
จั่วม่อกลับมาสนใจสถานการณ์เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว มันมองเห็น
เปลวไฟลุกโชนอยู่ในดวงตานักรบของมันทุกคน!
“ฆ่า!”
คำสั่งอันเย็นยะเยือกดังกังวานไปทั่วทุกซอกมุมของสนามรบ
จั่วม่อพลันปรากฏกายขึ้นที่ด้านหน้าสุดของกระบวนทัพ
ไม่ว่ามองไปยังด้านใด เหล่านักรบใต้ร่มธงของมันล้วนอยู่ในสภาพ
เหม่อลอยงุนงง ราวกับคนไร้วิญญาณก็มิปาน
ทันใดนั้นในใจมันประหวัดนึกถึงตำนานบทหนึ่ง
แตรศึกราชัน!
นั่นก็คือแตรศึกแห่งราชัน!
มันหันขวับโดยพลัน จ้องมองไปยังกองทัพฝ่ายศัตรู
ในเวลานี้เอง มันเห็นกระบวนทัพของศัตรูพลันแยกออกจากกัน เปิด
เป็นเส้นทางสายหนึ่งตรงกลาง กองทัพที่เพิ่งบุกโจมตีพวกมันแยกออกเป็น
สองฟากข้างเหมือนสายน้าไหล เผยให้เห็นกองทัพอันเป็นระเบียบ
สิบแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง ทั่วร่างเปล่งแสงที่หนาแน่นราวกับ
เปลวไฟ
แต่สิ่งที่เจิดจ้าบาดตาที่สุด ยังคงเป็นจั่วม่อที่ด้านหน้าสุด
พลังเทพสุดเกรี้ยวกราดพลุ่งพล่านอยู่ในบริเวณโดยรอบ พลังเทพซึ่ง
เปี่ยมล้นไปด้วยพลานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวไหลเวียนช้า ๆ อยู่รอบกาย
มัน อากาศธาตุบิดเบี้ยว ผู้คนไม่อาจมองเห็นเงาร่างของมันได้ชัดตา มี
เพียงพลังเทพอันบ้าคลั่งที่ยังคงทวีพลังมากขึ้นทุกขณะ ร่างนั้นประดุจ
จอมเทพปิศาจขนานแท้!
ทันใดนั้น จุดแสงจุดหนึ่งพุ่งลิ่วออกมาจากร่างนั้น
ซือกงจื้อม่านตาเบิกกว้างโดยพลัน ผิดท่าแล้ว!
ทว่านั่นเป็นระดับความเร็วที่ผู้คนไม่อาจจินตนาการถึง จุดแสงนั้น
พลันปรากฏขึ้นตรงหน้ามันราวกับล่องหน ชั่วพริบตานี้จุดแสงระเบิดวาบ
กลายเป็นกลุ่มแสงสีขาวเจิดจรัสบาดตา ปกคลุมทุกสิ่งที่มันมองเห็น
นี่ราวกับพระอาทิตย์ดวงหนึ่งถูกซัดเข้าใส่มัน!
พวกมันกระทั่งเวลาจะต่อสู้ดิ้นรนยังไม่มี ก่อนจะถูกกลืนหายไปใน
กลุ่มแสงขาวเจิดจ้าที่ขยายใหญ่ในชั่วพริบตา
ชัยภูมิสำคัญที่สุดของแนวป้องกันอาณาจักรเทียนมู่ ในระยะสามร้อย
ลี้ ล้วนถูกกลืนกินลงไปในกลุ่มแสงสีขาวอันร้อนแรง แสงสีขาวเจิดจรัส
เขมือบกลืนทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีสามร้อยลี้โดยไร้เสียง
เพียงชั่วหนึ่งลมหายใจหลังจากการขยายตัวของแสงสีขาว คลื่นเสียง
ดังสนั่นลั่นโลกค่อยม้วนกวาดออกไปทุกทิศทุกทาง!
กระแสพลังบ้าคลั่งอันน่าสะพรึงกลัว แม้แต่กองทัพดินแดนแห่งความ
มืดยังรู้สึกราวกับตกอยู่ท่ามกลางพายุโหมกระหน่า
การโจมตีครั้งนี้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่พวกมันอย่างที่สุด แม้ว่าจะ
เป็นการโจมตีที่ปลดปล่อยออกมาจากฝ่ายพวกมันเองก็ตาม
ก่อนหน้าวันนี้ ไม่เคยมีผู้ใดสามารถรวมพลังเทพของทัพแกร่งห้าหมื่น
คนมาก่อน!
ดังนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เมื่อรวมรั้งพลังของทัพแกร่งห้าหมื่นคนไว้ในการ
โจมตีครั้งเดียว จะบังเกิดผลเช่นไร
ทั้งยอดแม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดและกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในสหพันธ์
จอมปิศาจ ล้วนแหลกสลายไม่หลงเหลือแม้แต่เถ้าธุลี กองกำลังที่ยังเหลือ
รอดของสหพันธ์จอมปิศาจสูญเสียความกล้าที่จะต่อสู้อีก
กระทั่งจั่วม่อเองยังนึกไม่ถึง พลังเทพของห้าหมื่นคนเมื่อผนึกรวมเข้า
ด้วยกันจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ เมื่อปริมาณพลังเทพบรรลุถึงระดับ
ชั้นหนึ่ง กลับก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพเช่นนี้ พลังเทพของห้า
หมื่นคนที่รวมเข้าด้วยกัน เป็นคนละระดับชั้นกับพลังเทพของสองหมื่น
สามหมื่นคนอย่างสิ้นเชิง
แม้แต่มันเองยังแทบไม่อาจควบคุมได้
การโจมตีนี้สุ่มเสี่ยงอันตรายเกินไป มันแทบไม่กล้าใช้อีกเป็นหนที่
สอง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรียกได้ว่าน่าปลาบปลื้มประโลมใจสำหรับจั่วม่อ ก็
คือการโจมตีครั้งนี้ กลับช่วยวางรากฐานให้แก่ชัยชนะเหนือดินแดนร้อย
เถื่อนของพวกมัน!
ไม่มีผู้ใดจะหยุดยั้งฝีเท้ารุกคืบของพวกมันได้!
กวาดพิชิตไปโดยไร้ผู้ต้าน!
กองพันเสวียตงลอบปรากฏตัวอย่างเงียบเชียบที่แนวชายแดนของสี่
มหานิกายพุทธ
แต่ในไม่ช้า ร่องรอยของกองพันเสวียตงก็ถูกพบ
เสวียตงหาได้หวาดเกรงไม่ มันเร่งจู่โจมทำลายกองทัพสังกัดสี่
มหานิกายพุทธสองสามแห่งอย่างรวดเร็ว ทว่าในไม่ช้า มันพลันตระหนัก
ว่าเรื่องราวคล้ายมีปัญหาอยู่บ้าง หย่างหยวนฮ่าวกลับไม่ได้อยู่ที่สำนักใหญ่
ของสี่มหานิกายพุทธ!
เสวียตงตื่นตระหนกอยู่บ้าง
หย่างหยวนฮ่าวเมื่อไม่ได้อยู่ที่สำนักของสี่มหานิกายพุทธ เช่นนั้นมัน
ไปยังที่ใด?
ซึ่งความจริงความเร็วในการเดินทัพของเสวียตงนั้นไม่ได้ล่าช้าแม้แต่
น้อย มันเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืน รีบรุดมายังดินแดนสี่มหานิกายพุทธ เสวีย
ตงมาคราวนี้ คิดจู่โจมสังหารหย่างหย่วนฮ่าวชนิดที่ฟ้าร้องไม่ทันอุดหู หาก
เผชิญหน้ากันตัวต่อตัว เสวียตงมีความมั่นใจในการพิชิตชัยอย่างเปี่ยมล้น
ม่ออวิ๋นไห่มีข้อได้เปรียบในด้านจำนวนของยอดแม่ทัพ สำหรับคุน
หลุนแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องดี แม้ว่าหลายปีมานี้ คุนหลุนได้เพาะสร้างแม่ทัพ
บัญชาการศึกรุ่นหลังที่มีฝีมือขึ้นมาจำนวนหนึ่ง แต่ชนรุ่นหลังเหล่านั้นเมื่อ
เทียบกับยอดแม่ทัพรุ่นปัจจุบัน ยังคงห่างไกลกันอีกช่วงใหญ่
แผนการครั้งนี้คือชิงจู่โจมสังหารหย่างหยวนฮ่าวและกู่เหลียงเตาเป็น
อันดับแรก เพื่อสร้างข้อได้เปรียบให้แก่คุนหลุน ในศึกสุดท้ายที่ต้องเผชิญ
กับม่ออวิ๋นไห่
เสวียตงมุ่งเป้ามาที่หย่างหยวนฮ่าว ขณะเดียวกันหลินเชียนบุกเดี่ยว
ไปเพื่อปลิดปลงศีรษะของกู่เหลียงเตา
หากเหวยเสิ้งกับพวกไม่ได้กลับมา เป้าสังหารของหลินเชียนย่อมต้อง
เป็นกงซุนชา ทว่าด้วยการกลับมาของพวกเหวยเสิ้ง หลินเชียนยังคง
ระมัดระวังเหวยเสิ้งเป็นอย่างยิ่ง
แท้จริงแล้วคุนหลุนยังเป็นฝ่ายมีเปรียบอยู่หลายขุม พวกมันไม่
จำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายเช่นนั้น จึงเลือกกำหนดเป้าหมายรองลงมาแทน
กู่เหลียงเตามีเพียงซวงอวี่อยู่ข้างกาย ซึ่งเป็นเพียงกึ่งเทพยุทธ์เท่านั้น
อาศัยกึ่งเทพยุทธ์เพียงคนเดียว ยังไม่อาจเป็นภัยคุกคามต่อหลินเชียนได้
ก่อนอื่นให้หักเขี้ยวเล็บของพวกมันให้สิ้น จากนั้นค่อยสู้รบ นี่คือพิชัย
ยุทธ์ของคุนหลุน
อย่างไรก็ตาม เสวียตงเมื่อพบว่าหย่างหยวนฮ่าวไม่ได้อยู่ที่สำนักใหญ่
ของสี่มหานิกายพุทธ ต้องสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก นี่หมายความว่า
หย่างหยวนฮ่าวลอบเคลื่อนกำลังออกจากสำนักใหญ่ของสี่มหานิกายพุทธ
ไปตั้งแต่แรก กระทั่งบรรดาชนชั้นผู้นำของสี่มหานิกายพุทธก็ไม่มี
หลงเหลืออยู่แม้แต่คนเดียว สัญญาณทั้งหมดล้วนชี้ชัด คุนหลุนเมื่อเปิด
ฉากโจมตีเทียนหวนเหนือ ม่ออวิ๋นไห่ก็เริ่มก็ดำเนินการตอบโต้ใส่คุนหลุน
ทันที
ยอดแม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งคุนหลุนย่อมมิใช่ชนชั้นธรรมดา แทบจะใน
ทันทีทันใด เสวียตงพลันคาดเดาเป้าหมายของหย่างหยวนฮ่าวได้
คุนหลุน!
อย่างไรก็ตาม เมื่อคาดเดาจิตเจตนาของฝ่ายตรงข้ามออก เสวียตง
กลับไม่วิตกกังวลมากนัก
หย่างหยวนฮ่าวหากเข้าใจว่าแนวหลังของคุนหลุนกลายเป็นเปิดโล่ง
นั่นจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของมัน
ชนชั้นผู้นำของสี่มหานิกายพุทธเมื่อไม่อยู่ที่นี่ เสียเวลากวาดทำลายสี่
มหานิกายพุทธก็ไม่มีความหมายใด ในยามนี้ สิ่งที่มีค่ามากที่สุดก็คือเวลา!
เสวียตงผละจากสี่มหานิกายพุทธโดยไม่รีรอลังเล แต่ก่อนที่จะจากไป
มันยังสั่งการให้ห้ามหานิกายพุทธที่ยืนอยู่ฝ่ายคุนหลุนบุกโจมตีสี่มหานิกาย
พุทธ
อาหารสัตว์กระสุนปืนใหญ่ก็สมควรให้อาหารสัตว์กระสุนปืนใหญ่เป็น
ผู้ลงมือจัดการ สถานที่เช่นนี้ไม่มีคุณค่าพอให้กองทัพของมันต้องเสียเวลา
ลงมือ
ในเวลานี้เอง มันได้รับข่าวจากมู่เซวียน
กองพันมู่เซวียนประจันหน้ากับกองพันบาปเคราะห์ของเปี๋ยหาน!
เสวียตงดวงตาเป็นประกาย มันอยู่ไม่ห่างจากตำแหน่งของกองพันมู่
เซวียนมากนัก ขอเพียงมู่เซวียนลากถ่วงเปี๋ยหานสักหลายวัน มันจะเร่งรุด
ไปถึง เมื่อถึงเวลานั้น กองพันของมันจะผนึกกำลังกับมู่เซวียน สร้างวงล้อม
เปี๋ยหานอย่างสมบูรณ์ ต่อให้อีกฝ่ายติดปีกบินยังยากจะหนีรอดไปได้
ช่างนึกไม่ถึงจริง ๆ หย่างหยวนฮ่าวชิงหลบลี้หนีหน้า แต่เปี๋ยหานกลับ
เสนอตัวเข้ามาแทน
เสวียตงพลันตระหนักทันที นี่เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะกำจัดเปี๋ยหาน
และกองพันบาปเคราะห์!