สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 471 รสชาติที่คุ้นเคย
ซือหม่าโยวเย่ว์อยู่ภายในเจดีย์วิญญาณครึ่งวัน หลังจากนั้นจึงพาซือหม่าโยวหลิน เป่ยกงถัง และโอวหยางเฟยออกไป ส่วนคนอื่นๆ ก็อยู่ฝึกยุทธ์ภายในเจดีย์วิญญาณต่อไป
พวกเขากลับมายังตระกูลเหลียน เมื่อคนในตระกูลเห็นพวกเขาที่ไปแล้วกลับมาได้จึงตกตะลึงอยู่บ้าง เมื่อได้รู้ว่าพวกเขามาหาเหลียนเจ๋อ พวกเขาจึงอธิบายว่าหลังจากพวกโยวเย่ว์จากไปได้ ไม่นาน เขาก็ออกจากตระกูลเหลียน กลับไปยังตำหนักว่านชิงแล้ว นอกจากนี้ยังมีโฉวเซี่ยวเทียนและเหลียนหงร่วมทางไปด้วย
โฉวเซี่ยวเทียนต้องการไปที่ตำหนักว่านชิงเพื่อใช้ค่ายกลนำส่งกลับไปยังแคว้นกลาง ส่วนเหลียนหงตามเหลียนเจ๋อไปยังตำหนักว่านชิงเพื่อฝึกยุทธ์ ไปเป็นศิษย์ของตำหนักว่านชิง
พวกเขาจึงได้แต่ไปที่จวนเจ้าเมืองด้วยความจนใจ แล้วใช้ค่ายกลนำส่งไปยังเมืองว่านชิง
เพราะเหลียนเจวี๋ยพาคนเข้าไปด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงไม่ต้องต่อแถว จัดการให้พวกโยวเย่ว์ทั้งสี่คนได้ใช้ค่ายกลนำส่งในทันที ก่อนจะแยกจากกันเหลียนเจวี๋ยยังแสดงความคาดหวังซ้ำแล้วซ้ำ ำเล่าว่าในภายหน้าหากพวกเขามาที่เมืองไท่ จะต้องไปเป็นแขกที่ตระกูลเหลียนให้ได้
ค่ายกลนำส่งถูกกระตุ้น จากนั้นทั้งสี่คนก็หายลับไปจากสายตาของทุกคนอย่างรวดเร็ว
หลังจากเจ้าเมืองได้รับข่าวแล้วจึงรีบมาที่นี่ แต่ได้เห็นเพียงแค่รัศมีค่ายกลที่กะพริบอยู่หลังจากพวกซือหม่าโยวเย่ว์จากไปแล้ว
“ท่านเหลียน ท่านมาส่งคนด้วยตนเอง นั่นคือใครกันหรือ” เจ้าเมืองถามอย่างใคร่รู้
“คนที่ช่วยตระกูลเหลียนของข้าให้ผ่านพ้นอันตรายในคราวนี้ไปได้น่ะสิ เป็นบุคคลที่ต่อจากนี้จะทำให้ทั้งดินแดนโบราณต้องสั่นสะเทือน!” เหลียนเจวี๋ยกล่าวชมพลางเดินออกไปข้านอก
“ต้องร้ายกาจถึงเพียงนั้นเลยหรือไม่! นี่ ท่านเหลียน ท่านเล่าให้ข้าฟัง…” เจ้าเมืองไท่พูดพลางไล่ตามออกไป
ตอนที่พวกโยวเย่ว์ไปถึงเมืองว่านชิง พวกเหลียนเจ๋อก็กลับไปยังตำหนักว่านชิงแล้ว พวกเขาจึงได้แต่หาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเข้าพัก
พวกเป่ยกงถังอาศัยจังหวะที่ซือหม่าโยวเย่ว์พักผ่อนออกไปสืบหาข่าวคราวข้างนอก ตอนที่กลับมาก็บอกเธอว่าตำหนักว่านชิงมีการคุ้มกันแน่นหนา การไปพบเหลียนเจ๋อนั้นต้องยุ่งยากเป็นอย่ างยิ่ง
แต่ผู้ดูแลค่ายกลนำส่งนั้นไม่ได้เข้มงวดมากนัก เพียงแค่มอบเงินให้และต่อแถวก็ไปได้แล้ว
พวกเป่ยกงถังไปจ่ายหนึ่งร้อยมณีผลึกขั้นกลางแล้วรับป้ายหมายเลขมาอันหนึ่ง วันที่ที่ระบุบนนั้นคืออีกยี่สิบวันให้หลัง
ดังนั้นตอนนี้พวกเขาจึงต้องอยู่ที่นี่ยี่สิบวัน
พวกเขาก็ไม่ได้รีบเร่งสักเท่าใดนัก ดังนั้นถึงต้องรอก็ไม่เป็นไร
หลังจากโยวเย่ว์หลับไปสองวันแล้วก็ลากพวกเขาสามคนไปเดินเล่นบนท้องถนน ได้ยินว่าที่นี่มีอาหารเลิศรส จึงอยากจะไปลิ้มลองดู จากนั้นจึงถามเส้นทางไป พวกเขาโชคดีที่ได้ห้องส่วนตัวห้อง สุดท้ายพอดี บอกว่าผู้อื่นจองเอาไว้แล้วไม่มา จึงเพิ่งว่างเมื่อครู่นี้เอง
“โยวเย่ว์ เจ้าดูสิ ที่นี่ก็มีหอเซวียนหยวนเช่นกัน ดูจากข้างนอกช่างมีรสนิยมยิ่งนัก” เป่ยกงถังเห็นร้านค้าที่ฝั่งตรงข้ามถนนจึงเอ่ยขึ้น
เสี่ยวเอ้อร์ยกน้ำชามาให้พวกเขาพอดี เมื่อได้ยินคำชมของนาง จึงพูดว่า “คนที่มาจากแดนศูนย์กลางเป็นผู้เปิดหอเซวียนหยวนแห่งนี้ ภูมิหลังหนาแน่นเลยทีเดียว! ต้องบอกว่าตำแหน่งสูง งกว่าตำหนักว่านชิงอยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าเขาค่อนข้างถ่อมตนเท่านั้น ที่นั่นมีข้าวของมากมายทีเดียวล่ะ ถ้าหากพวกท่านมีเวลาก็ไปเที่ยวชมดูได้ โดยเฉพาะงานประมูลนั้นช่างมีรสน นิยมนัก!”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเราไม่เคยไปมาก่อน” โยวเย่ว์ยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง น้ำชานี้รสชาติไม่เลวเลย
“พวกท่านทั้งหลายดูไม่คุ้นหน้า อีกทั้งยังชื่นชมหอเซวียนหยวนถึงเพียงนี้ พวกเรามิได้เพิ่งเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก มองเพียงปราดเดียวก็รู้แล้วขอรับว่าเป็นผู้มาใหม่ใ ในเมืองว่านชิง” เสี่ยวเอ้อร์กล่าว “น้ำชาของพวกท่านจัดวางเรียบร้อยแล้ว ขอเชิญทุกท่านค่อยๆ ดื่ม อีกประเดี๋ยวกับข้าวก็จะมา ถ้าหากไม่มีคำสั่งอันใดข้าก็ขอตัวก่อนนะขอรับ ถ้าหากพ พวกท่านต้องการสิ่งใด แค่ดึงกระดิ่งนี้ก็พอขอรับ”
เขาชี้ไปยังกระดิ่งที่อยู่หลังประตู จากนั้นจึงถอยออกไป
โยวเย่ว์มองคนที่เข้าๆ ออกๆ หอเซวียนหยวนต่อไป พลางเอ่ยว่า “มิน่าเล่าหอเซวียนหยวนที่โลกเบื้องล่างถึงได้ล้ำเลิศยิ่งกว่าราชวงศ์เสียอีก ที่แท้ก็มีเบื้องหลังเช่นนี้นี่เอง”
“ยังไม่รู้เลยว่าหอเซวียนหยวนที่โลกเบื้องบนและโลกเบื้องล่างมีความแตกต่างกันเช่นไร ถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่มีอะไรทำกันอยู่แล้ว มิสู้กินเสร็จแล้วไปดูกันสักหน่อยดีกว่า” เป่ยกงถัง งพูด
“ได้เลย” ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้า
“ไม่รู้ว่าบัตรใบนั้นของเจ้าจะใช้ที่โลกเบื้องบนได้หรือไม่” โอวหยางเฟยใคร่รู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง
“น่าจะใช้ไม่ได้กระมัง คนของโลกเบื้องล่างกับโลกเบื้องบนแตกต่างกันมากเกินไป มาตรฐานก็น่าจะแตกต่างกันด้วย” เป่ยกงถังเอ่ยคาดการณ์
“จะใช้ได้หรือไม่ แค่ไปก็รู้แล้วมิใช่หรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดด้วยรอยยิ้ม ไม่ได้ใคร่รู้ในเรื่องนี้แต่อย่างใด
เสียงเคาะประตูดังขึ้น เสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งพูดอยู่ข้างนอกว่ามาส่งอาหาร หลังจากได้เสียงตอบรับแล้วจึงเข้ามาพลางเอ่ยว่า “แขกทุกท่าน ยกอาหารมาให้พวกท่านแล้วขอรับ”
คนด้านหลังห้าหกคนยกถาดเข้ามาคนละใบ หลังจากจัดวางอาหารลงบนโต๊ะแล้วจึงถอยออกไปตามๆ กัน
“นายท่าน อาหารของพวกท่านจัดวางเรียบร้อยแล้ว เชิญรับประทานเลยขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์พูดจบแล้วออกไปก่อนจะปิดประตู
คนสี่คน อาหารเจ็ดจาน ในอดีตดูเหมือนจะไม่มากนัก แต่ในหอสุราที่ราคาสูงเสียดฟ้าเช่นนี้ก็มากเกินไปอย่างเห็นได้ชัด
เป่ยกงถังลองชิมดูแล้วพูดว่า “รสชาติไม่เลวเลย ก็คุ้มค่ากับราคาเช่นนี้แล้วล่ะ”
“วิธีการปรุงอาหารนี้ค่อนข้างพิเศษ ก่อนหน้านี้ไม่เคยกินของพรรค์นี้มาก่อนเลย” โอวหยางเฟยพูด
“จริงด้วย” ซือหม่าโยวหลินเห็นด้วยเช่นกัน
“โยวเย่ว์ เหตุใดเจ้าจึงไม่กินเล่า” เป่ยกงถังเห็นซือหม่าโยวเย่ว์นิ่งมองจานอาหาร จึงเอ่ยถามขึ้น
ซือหม่าโยวเย่ว์แย้มยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ไม่มีอะไรหรอก ในเมื่ออร่อย เช่นนั้นก็กินให้มากหน่อยแล้วกัน ในยามปกติไม่ค่อยได้กินของพวกนี้เลย”
พอพูดจบเธอก็ก้มหน้าลงแล้วคีบปีกไก่ทิพย์อันหนึ่งมาเริ่มต้นกัดกิน
รสชาติที่คุ้นเคย เคยมีคนพูดว่า “โยวเย่ว์ เจ้าชอบกินของอร่อยขนาดนี้ เช่นนั้นต่อจากนี้ข้าจะพัฒนาอาหารให้เจ้าสองจานเลย เป็นอย่างไรเล่า”
เนิ่นนานหลังจากนั้น คนผู้นั้นก็วิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้นพร้อมกับยกอาหารจานหนึ่งมา ปีกไก่น้ำผึ้ง ก่อนหน้านี้ตอนอยู่บนโลกเคยกินมาไม่น้อย แต่เพิ่งจะเคยกินเป็นครั้งแรกบนโลกใบน นี้
เมื่อครู่ตอนสั่งอาหาร พวกเขาบอกเพียงแค่ว่าอาหารจานเด็ดเจ็ดอย่าง คิดไม่ถึงว่าจะมีปีกไก่น้ำผึ้งนี้อยู่ด้วย
ผ่านไปหลายปีถึงเพียงนี้แล้ว คนผู้นั้นยังสบายดีอยู่หรือไม่ เมื่อได้รับข่าวว่าตนตายไปแล้วจะผ่านไปได้อย่างยากลำบากหรือไม่
เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต เธอก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกินอยู่นั้นคือปีกไก่หรือว่าความทรงจำในอดีตกันแน่
“เจ้าว่าอะไรนะ มีผู้อื่นมาใช้ห้องส่วนตัวของพวกเราไปแล้วอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงอาละวาดของสตรีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างนอกคล้ายกับมุ่งมาทางห้องของพวกโยวเย่ว์
“คุณหนูเซี่ย ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะขอรับ ก่อนหน้านี้พวกท่านส่งคนมาบอกว่ายกเลิกห้องส่วนตัวนี้ พวกเราจึงได้ให้แขกท่านอื่นใช้ไปแล้วน่ะขอรับ ตอนนี้แขกกำลังรับประทานอาหารกันอยู ในนั้น พวกเราจะเข้าไปรบกวนตามอำเภอใจมิได้หรอกนะขอรับ”
เสียงของเสี่ยวเอ้อร์ดูเหมือนจะนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง แต่ซือหม่าโยวเย่ว์กลับฟังความหวาดวิตกไม่ออกเลย
“พวกเราแค่คิดว่ามีธุระ จึงได้ส่งคนมาบอกยกเลิกห้องส่วนตัวนี่ แต่สุดท้ายพวกเราก็มิได้มีธุระ ก็ต้องใช้ห้องส่วนตัวนี่น่ะสิ!” หญิงสาวผู้นั้นกล่าว
“คุณหนูเซี่ย เช่นนี้แล้วกันนะขอรับ ข้าจะจัดห้องส่วนตัวให้พวกท่านอีกห้องหนึ่งเป็นอย่างไรเล่าขอรับ นี่คือห้องส่วนตัวของพวกเราที่เพิ่งว่าง…”
“ไม่ได้หรอก ข้าต้องการห้องนี้ เจ้าก็รู้ว่าข้าชอบแค่ห้องนี้เท่านั้น ห้องอื่นล้วนไม่ต้องการทั้งนั้น” หญิงสาวผู้นั้นพูด
“นั่นน่ะสิ เจ้ารู้ดีอยู่แล้วว่าศิษย์น้องหญิงเซี่ยต้องใช้ห้องส่วนตัวนี้ทุกครั้งที่มา แล้วยังจะจัดห้องอื่นให้อีกได้อย่างไรกัน” ชายหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยอย่างเห็นด้วย “วันนี้พวกเร ราจะกินอาหารในห้องส่วนตัวห้องนี้เท่านั้น เจ้าไปบอกให้คนเหล่านั้นออกมาเสียสิ”
“เกรง… เกรงว่านี่คงไม่ดีกระมังขอรับ”
“มีตรงไหนไม่ดีกัน หรือเจ้าคิดจะล่วงเกินพวกเราเล่า”
ซือหม่าโยวเย่ว์ขมวดคิ้วแล้ววางตะเกียบในมือลง ไอเย็นบนร่างแผ่ออกมาไม่หยุด