สู่วิถีอมตะ - บทที่ 645 เหมียวจิ่งรับศิษย์
“พวกผู้อาวุโสรีบร้อนไปไย ดู ๆ ไปก่อนสิ”
เหมียวเสียไม่รู้ว่าความแข็งแกร่งของเจียงผิงอันอยู่ในระดับไหน
แต่เขาไม่มีทางตกรอบไปง่าย ๆ แน่นอน
บนลานประลอง ชายสวมหมวกไม้ไผ่สานถูกไล่ต้อนล่าถอย
ต่อเนื่อง ฝ่ามือซึ่งถือกระบี่ถลอกฉีก
ชายสวมหมวกไม้ไผ่สานรู้ว่าตนปราชันกำลังกับเจียงผิงอันมิได้
มิอาจปะทะกับอีกฝ่ายตรง ๆ
เขาจึงใช้อำนาจเขตแดนกระตุ้น ‘พายุทรายกาฬทมิฬ’ ขึ้นมา
นี่เป็นวิชาพรางตาศัตรูซึ่งจะกระทบถึงสติรับรู้ของอีกฝ่าย
ขอเพียงผู้ฝึกตนเข้ามาในพายุทราย ระยะการมองเห็นรับรู้จะสั้น
ลง ส่งผลต่อการต่อสู้
การใช้วิชาเซียนสองครั้งก่อนเปลืองพลังมากเกินไป ไม่อาจ
ใช้วรยุทธ์เซียนออกมาได้อีก เขาจึงทำได้เพียงใช้อุบายนี้ลอบโจมตี
เมื่อ ‘พายุทรายกาฬทมิฬ’ ปรากฏ เม็ดทรายทั่วผืนดินก็ถูกหอบ
พัด บดบังท้องฟ้ามืดทมิฬทั่วทิศ
ร่างของชายสวมหมวกไม้ไผ่สานเลือนหายไป เร้นกายในความ
มืดอย่างรวดเร็ว
“ในเขตแดนของข้า ข้าไร้เทียมทาน!”
เสียงของชายสวมหมวกไม้ไผ่สานดังจากขวามือของเจียงผิงอัน
แต่เขายังคงย่องเข้าหาจากข้างหน้า ทิศของเสียงเป็นเพียงตัวหลอก
กระบี่ยาวเสือกแทงเข้าใส่เจียงผิงอัน
เปรี้ยง!
เจียงผิงอันโบยพลองใส่ร่างชายสวมหมวกไม้ไผ่สาน แล้วร่าง
ของชายสวมหมวกไม้ไผ่สานก็เกือบขาดกลางดุจแผ่นกระดาษ
อวัยวะภายในแหลกเละ โลหิตสาดกระเซ็นจากปาก ล้มตึงลงกองกับ
พื้น
ชายสวมหมวกไม้ไผ่สานใช้วิชาละลายทราย ย่อยตัวกลายเป็น
ดินทรายได้ทันกาล จึงเลี่ยงบาดเจ็บซ ้าซ้อนไปได้
ชายสวมหมวกไม้ไผ่สานกุมท้อง หัวใจเปี่ยมความตกใจระคนฉุก
ฉงน
“เขาเห็นข้าได้อย่างไร? ไม่น่าสิ ต้องบังเอิญแน่ ๆ!”
ชายสวมหมวกไม้ไผ่สานซ่อนตัวในความมืดอีกครั้ง หนนี้เขา
ย่องเข้าหาจากทางขวา
เปรี้ยง!
แล้วชายสวมหมวกไม้ไผ่สานก็ถูกพลองหวดกระเด็นไปอีกครั้ง
ซี่โครงของเขาหักแตก ดวงตาเจียนกระเด้งจากเบ้า
ชายสวมหมวกไม้ไผ่สานพยายามลอบโจมตีหลายต่อหลายครั้ง
แต่สุดท้ายก็ถูกพลองโบยไม่เว้นวาง เจ็บปวดสุดแสนเหลือรับ
“เป็นไปไม่ได้! เจ้าจะรู้ตำแหน่งของข้าได้อย่างไรกัน!”
อุบายเช่นนี้อาจใช้ได้กับผู้อื่น แต่สำหรับเจียงผิงอันผู้มีวิชาเนตร
พิเศษ มันช่างไร้ประโยชน์ เสียปราณเซียนเปล่าโดยแท้
ชายสวมหมวกไม้ไผ่สานตระหนักแล้วว่าลูกไม้นี้ใช้กับเจียงผิง
อันมิได้ จึงทำได้เพียงเลิกใช้วิชานี้ รักษาปราณเซียนไว้สู้กันซึ่งหน้า
“ข้าต้องยอมรับว่าเจ้าแข็งแกร่งมาก แต่หากคิดเอาชนะข้าละก็
ไม่มีทาง! ปริมาณปราณเซียนที่เรากักเก็บได้นั้นต่างกันมหาศาล
หากสู้กันเช่นนี้ต่อไป ผู้ชนะต้องเป็นข้าแน่นอน!”
ชายสวมหมวกไม้ไผ่สานพร้อมเผด็จศึกเจียงผิงอัน
หากอดีตศัตรูทั้งหลายของเจียงผิงอันได้ยินเข้า เกรงว่าคงได้
หัวเราะจนคืนชีพกันแน่ ๆ
เทียบปริมาณการเก็บปราณกับเจียงผิงอัน? เจ้ากล้าดีมาจาก
ไหน?
เจียงผิงอันมิได้ตอบ ใช้ ‘สิบสองกระบวนพลองมังกรทะยาน’ ไป
อย่างไร้วาจา
พลองอันดุร้ายอหังการกระหน ่าโบย ร่ายรำทิ้งเงาติดตาพร่าง
นภา
ชายสวมหมวกไม้ไผ่สานกัดฟันปัดป้อง รอจนกว่าปราณเซียน
ของอีกฝ่ายจะเหือดแห้ง
ทว่าเมื่อกาลผ่าน ปราณเซียนของชายสวมหมวกไม้ไผ่สานแผ่ว
จางลงทุกที แต่เจียงผิงอันก็ยังใช้วรยุทธ์เซียนไม่หยุดพัก ดูไร้ความ
เหนื่อยอ่อนผ่อนแรงใด ๆ
“เจ้ายังมีปราณเซียนอีกเพียงไหนเนี่ย!”
ชายสวมหมวกไม้ไผ่สานอดแผดเสียงถามมิได้
เจียงผิงอันไม่ตอบ กล้ามแขนของเขาพลันพองตัว อักขระลึกลับ
ทาบตัวบนพลอง ยามเหวี่ยงโบยลง เขตแดนพสุธาของชายสวม
หมวกไม้ไผ่สานก็สั่นกระเพื่อมรุนแรง
กระบวนพลองที่สี่ของ ‘สิบสองกระบวนพลองมังกรทะยาน’ ถูก
ใช้ได้สำเร็จ
เมื่อประจักษ์ฤทธามหาศาลนี้ ชายสวมหมวกไม้ไผ่สานก็ขวัญ
ผวาจนรีบตะโกนขึ้นว่า “ข้ายอมแพ้!”
เปรี้ยง!
พลองหวดเฉี่ยวชายสวมหมวกไม้ไผ่สานไปฟาดลงพื้น พสุธา
ระเบิดกัมปนาท ทิ้งรอยยุบลึกสองลี้ไว้บนพื้นด้านใต้
เม็ดเหงื่อย้อยลงบนหน้าผากของชายสวมหมวกไม้ไผ่สาน มอง
ชายตรงหน้าเขาอย่างขวัญเสีย
คนผู้นี้เป็นเยี่ยงเทพสงคราม ในมือถือพลองสีดำ เส้นผมดำปลิว
ไสว ทั่วกายให้บรรยากาศดุร้ายอหังการชวนขนลุก
“วิชาฝึกใจของเจ้าก็เป็นวรยุทธ์เซียน!”
ในสถานการณ์ทั่วไป ผู้ฝึกตนระดับเขตแดนซึ่งยังไม่บรรลุเขต
แดนคนใดก็ไม่อาจมีการเก็บกักปราณเซียนมหาศาลได้เพียงนี้
เป็นไปได้สูงมากว่าคนผู้นี้จะมีวิชาฝึกใจระดับเซียน เขาจึงทนได้
นานถึงเพียงนี้
เจียงผิงอันย่อมไม่อธิบาย พลองในมือสลายไป ขณะที่ตัวเขาเดิน
ออกจากอาคม
ผู้อาวุโสทั้งหลายเผยสีหน้าแตกต่างกันยามเห็นชัยชนะของเจียง
ผิงอัน
“ไม่เลวจริง ๆ รากฐานแน่นหนามาก แต่ระดับกฎเกณฑ์ยังต ่าไป
หน่อย”
“พลังต่อสู้เช่นนี้น่าจะไหวอยู่สักสองรอบกระมัง”
สามผู้อาวุโสซึ่งเข้าร่วมการเดิมพันไม่อยากให้เจียงผิงอันชนะ
หาไม่แล้ว พวกเขาจะเสียยอดสมบัติไปหนึ่งชิ้น
“เจียงผิงอัน มาที่หลังอัฒจันทร์หน่อย”
เหมียวจิ่งถ่ายทอดกระแสปราณหาเจียงผิงอัน แล้วเดินไปหลัง
อัฒจันทร์
เจียงผิงอันครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินตามไปหลังอัฒจันทร์
การประลองรอบแรกยังไม่จบ ผู้อื่นยังประมือกันอยู่ และสามวัน
ห้าวันก็อาจยังไม่จบ
การประลองทุกรอบน่าจะใช้เวลารวมกันขั้นต ่าหนึ่งเดือน
ที่ประตูหลังอัฒจันทร์ เหมียวเสียซึ่งถือไหสุราในมือมองเจียงผิง
อันด้วยดวงตาหรี่ปรือคล้ายจะปิดเต็มที “พรสวรรค์ไม่เลวยิ่ง ผ่านมา
สามเดือนก็คืบหน้าในวิชาเซียนนิดหน่อยแล้ว”
“เทียบกับศิษย์พี่หญิง ข้ายังห่างชั้นนัก” เจียงผิงอันตอบอย่าง
นอบน้อม
“ไม่ต้องมัวประจบแล้ว”
เหมียวเสียพาเจียงผิงอันเดินโซเซเข้าห้องห้องหนึ่งไป
เหมียวจิ่งผู้สง่างามนั่งอยู่ภายใน ในมือถือหนังสือเล่มหนึ่ง
เมื่อเจียงผิงอันเข้ามา เหมียวจิ่งก็วางหนังสือในมือลง “ข้าไม่ชอบ
พูดเฉไฉ เข้าเรื่องเลยนะ ข้าอยากรับเจ้าเป็นศิษย์ใกล้ชิด”
การรับศิษย์ของผู้อาวุโสมีทั้งสิ้นสองประเภท หนึ่งคือศิษย์ในนาม
สองคือศิษย์ใกล้ชิด
ศิษย์ในนามจะได้รับคำชี้แนะทั่วไป มีสถานะเป็นศิษย์อาจารย์กัน
เหมือนเช่นศิษย์อาจารย์ทั่วไป
ขณะที่ศิษย์ใกล้ชิดจะได้รับการฝึกฝนดูแลอย่างเต็มสามารถ
เหมือนเลี้ยงดูทายาทเสียมากกว่า ทั้งมอบทรัพยากรและสอนสั่งวิชา
ให้
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่เมตตาโปรดปราน ศิษย์จะมิทำให้ท่านต้อง
เสียหน้า”
เจียงผิงอันกุมกำปั้นคารวะ มิได้ถ่อมตนหรือถือตัว ท่าทีของเขา
สุขุมเรียบนิ่ง
ก่อนหน้านี้ เหมียวเสียบอกเขาว่าจะให้บิดานางรับเขาเป็นศิษย์
แต่เขาไม่ยอมรับเพราะหาแน่ใจไม่
แต่เมื่อผู้อาวุโสท่านนี้เอ่ยปากเอง เขาย่อมไม่มีทางปฏิเสธได้
การมีอาจารย์ก็เท่ากับมีผู้ค ้าจุน ลดปัญหาไปได้มากมาย และยัง
สามารถตั้งใจฝึกฝนไล่ตามหนทางบรรลุเซียนต่อไปได้ด้วย
เมื่อเห็นท่าทีสุขุมของเจียงผิงอัน เหมียวจิ่งก็ประหลาดใจยิ่ง
ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายไม่เหมือนที่เขาคาดเดาไว้
“ก่อนเจ้าจะกราบข้า มีบางเรื่องที่ต้องบอกเจ้าก่อน เส้นทางของ
ข้าพิเศษมาก คนทั่วไปมิอาจเดินได้ ข้าจะไม่สอนวรยุทธ์ของข้าแก่
เจ้า”
“ผู้ที่จะสอนเจ้าอย่างแท้จริงจะเป็นเสี่ยวเสียบุตรีข้า นางก็มีร่างศึก
เหมือนกับเจ้า”
“หากเจ้าเลือกผู้อาวุโสคนอื่น ผู้อาวุโสคนอื่นอาจฝึกฝนเจ้าได้
ดีกว่า เจ้ายังเต็มใจเป็นศิษย์ข้าอยู่อีกหรือไม่?”
อันที่จริง เหมียวจิ่งมิได้อยากรับศิษย์ นี่เป็นเพียงคำขอของบุตรี
เขาเท่านั้น
เหมียวจิ่งเดาไว้ว่า บุตรสาวของเขาถึงวัยที่จะคิดถึงบุรุษเพศแล้ว
จะให้ปริปากเองก็ไม่ง่าย เลยตัดสินใจช่วยนาง
เจียงผิงอันครุ่นคิดครู่หนึ่งก็คารวะเขาอีกครั้ง “เป็นเกียรติของ
ผู้น้อยที่ได้รับความโปรดปรานจากผู้อาวุโส ศิษย์จะตั้งใจฝึกฝนอย่าง
หนักเพื่อเชิดชูเกียรตินี้”
“เจ้ามีอุปนิสัยมั่นคงยิ่ง แท้จริงแล้วเหมาะสมกับเส้นทางของข้ายิ่ง
นัก”
เหมียวจิ่งมองท่าทีมิถ่อมตน แต่ก็ไม่ถือตัวของเจียงผิงอัน แล้ว
ดวงตาก็เรืองประกายชื่นชม
ยามเหมียวจิ่งซึ่งยืนข้างกันได้ยินเช่นนี้ นางก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
“ตาเฒ่า อย่าทำร้ายชาวบ้านเชียว! เจียงผิงอันมั่นคงเช่นนี้ จะเที่ยว
ฆ่าคนเรี่ยราดอย่างเจ้าได้อย่างไร พวกเจ้าสองคนมิได้อยู่ในเส้นทาง
สายเดียวกันเลย”
เหมียวจิ่งดูสง่างามยิ่ง ทว่าแท้จริงเขาโหดเหี้ยมอารมณ์ร้ายที่สุด
ในหมู่ผู้อาวุโสทั้งสำนัก
“เจ้าไม่เข้าใจหรอก มีเพียงผู้มีจิตใจมั่นคงเท่านั้นที่เหมาะสมกับ
การฆ่าฟัน เพราะพวกเขาจะไม่ถูกจิตสังหารครอบงำอย่างไรเล่า”
เหมียวจิ่งอยากสืบมรดกตนต่อไป แต่มิอาจหาผู้ที่ใช่ได้เสียที
“ไสหัวหลบไปเลย! อย่าทำร้ายชาวบ้านสิ เราร่างศึกแม้จะชอบ
การต่อสู้ แต่มิใช่การฆ่าฟัน เจียงผิงอันมิใช่พวกชอบฆ่าคนแน่ ๆ”
เหมียวเสียผู้หงุดหงิดใจไม่อยากให้บิดาตนทำร้ายเจียงผิงอัน
“นี่พูดกับพ่อเจ้าเช่นนี้หรือ? เพื่อผู้ชายคนเดียว เจ้าก็ไม่เห็นหัว
พ่อแล้วหรือไร?”
เหมียวจิ่งโมโหอยากตีคน แต่ก็ลังเลใจไม่อยากตีบุตรีตัวเอง
“เพื่อผู้ชายอะไรกัน? เจ้าเฒ่านี่คิดไปไหนต่อไหนแล้ว? ข้าแค่
ชอบพรสวรรค์ของเจียงผิงอันเท่านั้นย่ะ!”
เหมียวเสียกำน ้าเต้าสุราพร้อมฟาดหัวตนได้ตลอดเวลา ตาเฒ่า
นี่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียแล้ว
“ชอบพรสวรรค์ต่างอะไรกับชอบตัวเจียงผิงอันเอง? อย่าเสแสร้ง
ดีกว่า พ่อเจ้าอาบน ้าร้อนมาก่อน เจ้าอยู่ในช่วงวัยคะนึงหาบุรุษเพศ
แล้วชัด ๆ”
“เหลวไหล! ข้ามิได้คิดเช่นนั้นเลยเถอะ! ตาแก่ไม่ยอมตายนี่! ไส
หัวไปเลยนะ!”
เหมียวเสียเงื้อน ้าเต้าสุรา ไล่ฟาดบิดาสมองเพี้ยนผู้นี้ออกไป