เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 676 ความไม่สบายใจของอั้งเซียว
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 676 ความไม่สบายใจของอั้งเซียว
บทที่ 676 ความไม่สบายใจของอั้งเซียว
ยมโลก สถานที่ที่มิอาจเอ่ยถึง
ตำหนักใหญ่อันมืดมิดวังเวงหลังหนึ่งลอยอยู่อย่างเงียบสงบข้างสายธารแห่งดวงวิญญาณอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต แต่กลับไม่เผยให้เห็นพลังปราณใดๆ เลยแม้แต่น้อย ราวกับท่อนไม้ผุพังที่ดับสูญไปนานแล้ว
“หืม”
ฉับพลัน ภายใน ตำหนักใหญ่ เงาร่างที่ถูกหมอกควันห่อหุ้มทั่วสรรพางค์พลันสั่นสะเทือน หมอกควันแยกออก เผยให้เห็นดวงเนตรคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“หงยวิ๋น…ทำลายอุปสรรคแห่งญาณรู้ของข้าแล้วหรือ?”
“เขาทำได้อย่างไร?”
ความเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ ทำให้อั้งเซียวรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็มิได้ตระหนก ด้วยเพื่อมหาแผนการณ์อันยิ่งใหญ่ เขาได้ทิ้งกลวิธีสำรองไว้มากมายนับไม่ถ้วน จนบางครั้งถึงกับลืมเลือนเองด้วยซ้ำ
โดยแท้จริงแล้ว หงยวิ๋นมองทะลุอุปสรรคแห่งญาณรู้ ก็ยังอยู่ในขอบเขตการคาดคะเนของเขา มิหนำซ้ำ อดีตเจ้าแห่ง ตะเกียงดับแสง อย่างหงยวิ๋นกลับเพิ่งมองทะลุได้ในตอนนี้ต่างหาก นั่นแหละที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจมากกว่า ทว่าเมื่อถึงขั้นนี้ ก็หาใช่เรื่องใหญ่อันใด สูงสุดก็เพียงทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความฉงนเท่านั้น
แน่นอน ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่การให้ความสำคัญย่อมเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ดี
อั้งเซียวขมวดคิ้ว ล่วงลึกเข้าสู่ความคิด “ทุกสิ่งล้วนมีเหตุมีผล…การมองทะลุอุปสรรคแห่งญาณรู้กะทันหันเช่นนี้ ย่อมมีใครบางคนช่วยหงยวิ๋นอย่างแน่นอน”
แต่เป็นใครกันเล่า ที่จะช่วยหงยวิ๋นได้?
อั้งเซียวมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมใน อุปสรรคแห่งญาณรู้ ของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่สามารถปิดบังโลกหล้าได้เช่นนี้ หาใช่เพียงความอัศจรรย์ของตำแหน่งมรรคผลแต่เพียงอย่างเดียวไม่
เพื่อจะปกปิดเรื่องของดินธาตุเฉินให้มิดชิดที่สุด เขาได้ทุ่มทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่สั่งสมมา ลงไปในมหาพิธีกรรมครั้งหนึ่ง ประสานเข้ากับไม้มหาไพร กระทั่งยังบวกเข้ากับกลวิธีพิเศษบางประการของตนเอง จนในที่สุดจึงบรรลุผลเช่นทุกวันนี้ แม้แต่มหาเจินจวินก็ยังถูกปิดบังได้!
คิดถึงตรงนี้ อั้งเซียวก็อดไม่ได้ที่จะก่อความเคลือบแคลงในใจขึ้นมา
“หรือว่าจะเป็นเจ้านิกายกระบี่คนนั้น? เขาก็อยู่ในโอสถทองคำขั้นปลายแล้วมิใช่หรือ ทว่าด้วยความรู้ความสามารถเพียงเท่านั้น ยังเอาตัวเองแทบไม่รอด จะเอาเวลาที่ไหนมายุ่งกับข้าเล่า?”
แต่หากไม่ใช่กังสิงปู้เต้าเจินจวิน แล้วจะเป็นใครได้อีก?
ในเซียนซูทุกวันนี้ ยังมีเจินจวินโอสถทองคำขั้นปลายเหลืออยู่อีกหรือ?
หรือว่า…เป็นสตรีนางนั้น?
ความคิดของอั้งเซียวหมุนคว้าง โดยไม่รู้ตัวก็นึกถึงสตรีที่ได้เห็นแวบหนึ่งในนิกายศักดิ์สิทธิ์เมื่อห้าพันปีก่อน ระดับการบำเพ็ญเพียรของอีกฝ่ายน่าจะอยู่ที่โอสถทองคำขั้นปลายเช่นกัน
“ครั้งนั้นก็เพราะการปรากฏกายของสตรีนางนั้นเอง จึงก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์เทียม จึงได้มีเจ้าคนบ้าเฟยเสวี่ยนั่น… แต่ถึงอย่างไร นางก็หาใช่บุคคลที่กำเนิดเมื่อห้าพันปีก่อน หากแต่น่าจะมาจากยุคสมัยที่นานยิ่งกว่านั้นเสียอีก ลักษณะอันขรึมขลังของนางคล้ายจะประหนึ่งเป็นจ้าวยอดเขาปะสานฟ้าคนแรก แต่พอพิจารณาโดยละเอียดแล้ว กลับแลเห็นความแตกต่างอยู่หลายส่วน…”
อั้งเซียวย่อมรู้ตัวดีว่า ตนเองนับได้ว่าเป็นผู้เฒ่าแห่งยุคแล้ว
ภายใต้ผืนฟ้าในวันนี้ เว้นเสียจากสี่จ้าววิถี และจ้าวมังกรเฒ่าผู้เร้นกายในโพ้นทะเล เขาก็จัดว่าเป็นเจินจวินโอสถทองคำขั้นปลายที่เก่าแก่ที่สุดที่ ดำรงอยู่ในโลกนี้ยืดยาวนับหมื่นปี
ส่วนเจินจวินโอสถทองคำขั้นปลายอีกคนหนึ่งอย่างกังสิงปู้เต้าเจินจวินนั้น อายุขัยยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของเขาด้วยซ้ำ
ทว่าแม้แต่เขาเอง ก็ไม่เคยได้ประจักษ์พบหน้าสี่จ้าวยอดเขารุ่นแรกเลยแม้เพียงครั้งเดียว
เพราะทั้งสี่นั้นคือแขนขาหัวใจของบรรพจารย์นิกายศักดิ์สิทธิ์ในกาลก่อน อีกทั้งยังลึกลับถึงที่สุด แม้แต่ชื่อแซ่ยังแทบไม่เคยแพร่หลายในหมู่ผู้คน สิ่งเดียวที่แน่ชัดก็คือ พวกเขาล้วนแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวด
ความจริงข้อนี้สามารถมองเห็นเค้าลางได้จากวิชาบำเพ็ญสายตรงของสี่ยอดเขา
อย่างเช่นคัมภีร์ปะสานฟ้า
เคล็ดวิชานี้ถึงขั้นทำลายกฎเหล็กที่ว่า เมื่อเจินเหรินขั้นวางรากฐานปิดผนึกทะเลแห่งจิตสำนึกแล้ว ย่อมมิอาจถูกค้นวิญญาณได้ ทว่ากลับอาศัยวิถีบำเพ็ญคู่ เปิดหนทางอ้อมจนสามารถสืบค้นไปทั่วหล้าได้อย่างน่าอัศจรรย์
ส่วนอีกสามยอดเขาก็มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย
“อย่างตัวข้าเอง ข้าในตอนนั้นเป็นศิษย์ของยอดเขาตานติ่ง เคล็ดลับโอสถสมบูรณ์ของยอดเขาตานติ่งนั้น ก็นับได้ว่าเป็นเคล็ดวิชาปราณแท้ชั้นสามที่ยอดเยี่ยมที่สุดเช่นกัน”
นอกจากนี้ ยังมีจุดสำคัญอีกประการหนึ่ง
นั่นก็คือ แตกต่างจากเคล็ดวิชาปราณแท้ชั้นสามอื่น ๆ เคล็ดวิชาของสี่ยอดเขาฝ่ายใน ล้วนมีคุณสมบัติทั่วไปในทุกด้าน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกมันมิได้จำกัดตำแหน่งมรรคผลเพียงหนึ่งเดียว
ตัวอย่างเช่น คัมภีร์เก้าแปรมังกร ของลวี่หยาง เมื่อบ่มเพาะสำเร็จแล้ว รากฐานแห่งมรรคก็จำต้องเดินสู่ดินกำแพงเมืองเพียงหนทางเดียว หากเดินตามทางตำแหน่งมรรคผลอื่นก็จะทำได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ ไม่ประสบความสำเร็จ
แต่คัมภีร์ปะสานฟ้านั้นกลับแตกต่างออกไป
มันสามารถพาเดินสู่ไม้ทับทิมก็ได้ หรือแม้แต่ตำแหน่งมรรคผลอื่น ๆ ก็ล้วนไม่ถูกปิดกั้น คุณสมบัติแห่งความครอบคลุมเช่นนี้เอง จึงเป็นรากฐานทำให้มรดกของสี่ยอดเขาฝ่ายในสืบทอดต่อไปไม่ขาดสาย
คิดถึงตรงนี้ แววตาของอั้งเซียวก็ยิ่งจริงจังแน่วแน่ขึ้น
“เรื่องนี้สำคัญนัก มิอาจไม่ป้องกัน”
“หากเกี่ยวข้องกับจ้าวยอดเขารุ่นแรกจริง เช่นนั้นก็เป็นไปได้สูงว่าบรรพจารย์ได้มีการจัดการใหม่ แต่หากเป็นเช่นนั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำให้แผนการของข้าปั่นป่วน”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การที่หงยวิ๋นสามารถมองทะลุอุปสรรคแห่งญาณรู้ได้ครั้งนี้ ทำให้เขาเกิดความไม่สบายใจขึ้นมาไม่น้อย
แม้ว่าอั้งเซียวจะหลงเชื่อว่าตนคือศิษย์ที่บรรพจารย์โปรดปรานที่สุด แต่เมื่อเปรียบกับเหล่าจ้าวยอดเขารุ่นแรกผู้เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่บรรพจารย์ก่อร่างสร้างแผ่นดิน เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหวอยู่ลึก ๆ
คิดถึงตรงนี้ เขาก็ตัดสินใจขึ้นมาในทันทีว่า… เรื่องนี้ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้!
ยังดีที่ต่อเรื่องราวทำนองนี้ เขามีการวางแผนไว้แต่แรกแล้ว เพื่อให้มั่นใจได้ว่าหากถึงคราวจำเป็น เขาจะสามารถสถิตในยมโลก แต่ยังคงยื่นมือเข้าแทรกแซงโลกมนุษย์ได้ตลอดเวลา ดังนั้น “ไพ่ตาย” สำรองของเขาจึงมีอยู่มากมายมหาศาล
ความคิดแล่นผ่านถึงตรงนี้ อั้งเซียวก็รีบประสานมือทำมุทรา กดลงเป็นเคล็ดวิชาหนึ่งทันที
เจียงหนาน เมืองท่ากานถาง
ตระกูลหลี่แห่งกานไห่ เจินเหรินขั้นวางรากฐานเพียงคนเดียวของตระกูลเล็กๆ ในเจียงหนานแห่งนี้ “เซี่ยวไห่เจินเหริน” พลันสะดุ้งตื่นจากการปิดด่านขึ้นมาอย่างฉับพลัน ภายในใจมีความคิดประหลาดผุดขึ้นมาโดยไร้สาเหตุว่า…
“เอ๊ะ… ข้าควรจะไปสำรวจเส้นทางในเศษเสี้ยวถ้ำสวรรค์ที่ก้นทะเลกานถังนั่น!”
“ไม่ใช่สิ อาจจะมีอันตราย… ก็ไม่ใช่ ข้าตระกูลหลี่หยั่งรากในเมืองท่ากานถังมานานหลายปี จะมีอันตรายอะไรได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีอันตราย”
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น!”
เมื่อความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นมา ก็ราวกับพิษร้ายที่กระจายซึมไปทั่วจิตใจของเซี่ยวไห่เจินเหริน ทำให้เขาไม่อาจกดข่มลงได้ หลังจากลังเลอยู่นิดหน่อย ก็พลันไหลไปตามแรงชักนำโดยไม่รู้ตัว
ไม่นาน เขาก็เหาะเป็นแสงเร้นร่างลงสู่ก้นสมุทรแห่งกานถาง ขยับเคล็ดวิชาสองสามครั้ง ก่อนจะก้าวเข้าสู่เศษเสี้ยวถ้ำสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ใต้ท้องทะเลอย่างไร้สุ้มเสียง
ที่แท้ ที่นี่ก็คือเศษเสี้ยวถ้ำสวรรค์ ถ้ำสวรรค์แสงสมบัติฉางเหยา อันเป็นของหงยวิ๋นเมื่อครั้งอดีตกาล และก็คือเหยื่อล่อที่อั้งเซียวจงใจทิ้งไว้เพื่อล่อหงยวิ๋น
ทว่า… ณ ตอนนี้ มันกลับไร้ความหมายแล้ว
เพราะเมื่อหงยวิ๋นสามารถมองทะลุ อุปสรรคแห่งญาณรู้ ได้แล้ว นั่นย่อมหมายความว่าเขารู้แจ้งถึงพิรุธของเศษเสี้ยวถ้ำสวรรค์แห่งนี้ และระลึกได้ถึง “ไพ่ตาย” ที่ตนเคยจัดเตรียมไว้แล้วเช่นกัน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหยื่อล่อนี้ก็ไร้ประโยชน์อีกต่อไป
ไม่สู้จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นดีกว่า!
ครู่ต่อมา เซี่ยวไห่เจินเหรินก้าวออกจากถ้ำสวรรค์ ใบหน้าไม่มีร่องรอยความขัดแย้งดุจดั่งก่อนหน้านี้อีกแล้ว หากแต่กลับเพิ่มรอยยิ้มอันสงบนิ่งขึ้นมา
“ดี… ดีมาก”
เพียงพริบตาเดียว เขาก็พลันหมุนกาย ยกมือสะบัดเพียงคราหนึ่ง กวาดเอาเศษเสี้ยวถ้ำสวรรค์ทั้งมวลเข้าสู่ชายแขนเสื้อ จากนั้นกลั่นแปรกลายเป็นหยกก้อนหนึ่ง
แต่เมื่อเซี่ยวไห่เจินเหรินเปิดหยกชิ้นนั้นออก จึงได้เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมัน นั่นคือเหยือกหยกใบหนึ่ง ในขณะนี้ปากเหยือกอ้าออกมีรูปร่างเหมือนสัตว์ร้ายโลภตะกละ ดูดกลืนเอาน้ำทะเลแห่งเมืองท่ากานถางเข้าไปในพริบตา
เพียงชั่วครู่ ทั่วทั้งเมืองท่ากานถางก็ถูกสูบกลืนจนสิ้น จากมหาสมุทรกว้างใหญ่แปรเปลี่ยนเป็นหุบเหวลึกอันเวิ้งว้างในพริบตา!
ส่วนตระกูลหลี่แห่งกานไห่ซึ่งเคยตั้งอยู่ ณ ที่นี้ ก็ถูกกวาดล้างสิ้นสูญไปโดยธรรมชาติของเหตุการณ์
เพราะเมื่อมองโดยรอบแล้ว ในตระกูลหลี่แห่งกานไห่นั้น ก็มีเพียงเซี่ยวไห่เจินเหรินเท่านั้นที่พอจะนับว่าเป็น “คน” ที่เหลือทั้งหมดล้วนเป็นเพียงวัตถุสิ้นเปลือง และวัตถุสิ้นเปลืองย่อมต้องถูกนำมาใช้
และยามนี้ก็เป็นจังหวะเหมาะยิ่ง
“อาศัยถ้ำสวรรค์แสงสมบัติฉางเหยาเป็นรากฐาน ก่อนกลืนสายน้ำหนึ่งทะเลสาบ แล้วบูชายัญตระกูลหนึ่งตระกูล ในที่สุดก็พอจะกลั่นออกมาได้สิ่งที่พอมองแล้วไม่เสียสายตา”
“ต่อแต่นี้ไป เจ้าก็ชื่อว่า…เหยือกหมิงกวงกานไห่เถิด”
สิ้นคำ เซี่ยวไห่เจินเหริน หรือก็คืออั้งเซียวที่สวมร่างนี้อยู่ ก็หัวเราะก้อง ล้วงเก็บสมบัติลงในแขนเสื้อ ก่อนจะขับเคลื่อนลำแสงเหินจากไปไกล หายลับไปในพริบตา