เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 191 คัมภีร์สังสารวัฏไร้พ่าย มุกชุมปีศาจอีกเม็ด
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 191 คัมภีร์สังสารวัฏไร้พ่าย มุกชุมปีศาจอีกเม็ด
ตอนที่ 191 คัมภีร์สังสารวัฏไร้พ่าย มุกชุมปีศาจอีกเม็ด
“ยามนี้แดนสมุทรแต่ละแห่งกำลังเตรียมตัวออกปราบปีศาจ ก็ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่” อวี้เหยียนอี้เอ่ยอย่างกังวล
เจียงฉางเซิงตอบอย่างนิ่งสงบ “มันจะสำเร็จ อย่างไรแดนสมุทรก็มีเผ่ามนุษย์เป็นหลัก แม้มหันตภัยเผ่าปีศาจกำลังจะมาถึง แต่นั่นก็เป็นเรื่องหลังจากนี้”
ไปฉีเย้า “เจ้าคงไม่ได้คิดจะให้นายท่านลงมือกระมัง”
อวี้เหยียนอี้ส่ายหน้า “ย่อมมิใช่ ข้าเพียงมาบอกมรรคาจารย์ว่ามีเรื่องนี้เกิดขึ้นเท่านั้น เพื่อไม่ให้ราชาปีศาจตนนั้นบุกมาที่ทวีปชีพจรมังกรทั้งที่เขายังไม่รู้”
เจียงฉางเซิงย่อมไม่ลงมือเพราะระยะทางไกลเกินไป ต่อให้เขาช่วยคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งตอนนี้ก็ไม่ได้รางวัลรอดชีวิตอยู่ดี
มีค่าหกล้านแต้มเซ่นไหว้เท่ากับขั้นถ้ำสวรรค์แปด ในใจเขารู้สึกคาดหวังขึ้นมาแล้ว
ส่วนเรื่องก่อนเขาลงมือจะมีคนตายไปมากเท่าไรนั้นเขาคงไปยุ่งไม่ได้ จะให้เขาไปแก้ไขโศกนาฏกรรมทั่วทั้งใต้หล้าก็มิได้กระมัง เขาใช่นักบุญเสียหน่อย ต้าจิ่งกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อยู่พอดี การลดทอนขุมกำลังของอาณาจักรรอบด้านย่อมเป็นสิ่งที่ต้องทำ
เพราะฉะนั้น… นั่งรอปีศาจยักษ์ตนนั้นหันมาเพ่งเล็งทวีปชีพจรมังกรก็แล้วกัน!
เจียงฉางเซิงใช้ฟังก์ชันพยากรณ์ในใจต่อ ‘ปีศาจยักษ์ตนนั้นแข็งแกร่งที่สุดระดับใด’
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 10,000,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
สิบล้านแต้มเซ่นไหว้ ขั้นถ้ำสวรรค์เก้า!
น่ากลัวนักเชียว!
แต่เจ้าตนที่มีแต้มเซ่นไหว้เท่ากับสิบล้านแต้มตนนี้น่าจะอยู่ห่างจากปีศาจยักษ์ตนนี้อย่างยิ่ง ต่อให้สังหารปีศาจยักษ์ไป ผู้แข็งแกร่งระดับสิบล้านแต้มตนนั้นก็น่าจะยังมาไม่ถึงในเวลาอันใกล้
ก็ไม่รู้ว่าปีศาจยักษ์ตนนี้ปรากฏตัวขึ้นมาได้อย่างไร จะบอกว่ามันเพิ่งเติบใหญ่ขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีนี้หรือ เจียงฉางเซิงตัดสินใจว่าจะพยากรณ์เกี่ยวกับมันต่อ
อวี้เหยียนอี้เล่าสภาพโดยละเอียดของปีศาจยักษ์ตนนั้นให้ฟังอีกหน่อย เจียงฉางเซิงฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น อวี้เหยียนอี้ก็จากไป
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน “ไปฉี เจ้ายังขยันไม่มากพอนะ กำลังภายในของแม่นางอวี้เพิ่มขึ้นเร็วมาก หลังจากนี้จะก้าวเข้าสู่ขั้นกายาทองคำน่าจะไม่ใช่เรื่องยากแล้ว”
ไปฉีตะลึงงัน มันเถียงอย่างน้อยใจ “นายท่าน บ่าวก็ลดเวลานอนไปฝึกตั้งมากแล้วนะ”
เจียงฉางเซิงไม่เอ่ยตอบ เพียงหลับตาฝึกวิชาต่อ
ณ ชายฝั่งทะเลทางตะวันตกของรัฐตง ทหารกับแรงงานนับล้านกำลังบูรณะท่าเรือและเมือง เรือเดินทะเลจำนวนมากจอดนิ่งอยู่ที่นี่
เยี่ยสวินตี๋กับเทพกระบี่นั่งสมาธิอยู่บนดาดฟ้าเรือ หันหน้าไปยังมหาสมุทรเบื้องหน้า
เทพกระบี่ลูบกระบี่ล้ำค่าในมือแล้วถามว่า “สัมผัสได้หรือไม่”
เยี่ยสวินตี๋หลับตาตอบว่า “สัมผัสได้แล้ว แอบมาสอดส่องพวกเราอยู่เจ็ดหนเห็นจะได้ อีกฝ่ายแข็งแกร่งมาก เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเหนือกว่าขั้นถ้ำสวรรค์สาม”
“ขั้นถ้ำสวรรค์สี่หรือ แล้วเจ้าต้านไว้ไหวหรือไม่”
“ต่อให้เป็นขั้นถ้ำสวรรค์ห้า ข้าก็สู้ได้ แม้แต่มรรคาจารย์ข้ายยังกล้าท้าสู้ ไหนเลยจะรู้จักคำว่ากลัว”
“ฮ่าๆ นั่นเพราะเจ้าไม่รู้ว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใดต่างหาก เหมือนข้าสมัยก่อนไม่มีผิด”
“ข้าไม่เหมือนเจ้า ข้าชอบท้าสู้ข้ามระดับขั้น สู้กับผู้แข็งแกร่งจึงแข็งแกร่ง นี่ก็คือวิถียุทธ์ของข้า”
เทพกระบี่กลอกตา หวนนึกถึงครั้งแรกที่พบเยี่ยสวินตี๋ เขาไม่ได้เป็นคนเช่นนี้เสียหน่อย เหตุไฉนยามนี้จึงขี้คุยนัก เขาสงสัยว่าเยี่ยสวินตี๋จะเรียนรู้มาจากมรรคาจารย์
ทว่ามรรคาจารย์ไร้คู่ต่อกรจริงๆ ส่วนเยี่ยสวินตี๋ยังมิเก่งกาจถึงขั้นนั้น แต่นี่เขากลับหยิ่งผยองไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาไปล่วงหน้าเสียแล้ว
เยี่ยสวินตี๋เสริมอีกหนึ่งประโยคว่า “วางใจเถิด ต่อให้พวกเราสู้ไม่ได้จริงๆ เดี๋ยวมรรคาจารย์ก็ลงมือเอง”
เทพกระบี่รู้สึกว่าคำพูดนี้มีเหตุผล เขาติดตามมรรคาจารย์มานานย่อมจับทางนิสัยของมรรคาจารย์ได้แล้ว มรรคาจารย์ดูเหมือนเฉยชา แต่กับคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเขา เขาจะลงมือปกป้อง ทั้งสองคนอยู่ข้างมรรคาจารย์ช่วงเวลาหนึ่งแล้ว นับว่าได้สร้างสายสัมพันธ์ที่ดีมาในระดับหนึ่ง แล้วมองจากอีกแง่หนึ่ง ต่อให้มรรคาจารย์ไม่ช่วยพวกเขาก็ต้องช่วยเจียงเจี่ยนกับผิงอันอยู่ดี
พอคิดถึงพวกเจียงเจี่ยน เทพกระบี่ก็ถอนหายใจ “เจียงเจี่ยนกับผิงอันใกล้จะก้าวไปถึงขั้นจักรวาลแล้วกระมัง เจียงเจี่ยนเริ่มมีภาพจำลองฟ้าดินก่อตัวขึ้นมาแล้ว ส่วนผิงอันคนนั้นแม้โง่เง่าแต่พรสวรรค์กลับน่ากลัวจริงๆ ภายในจุดตันเถียนเริ่มก่อตัวเป็นฟ้าดินผืนน้อยอยู่เลือนรางแล้ว”
เยี่ยสวินตี๋ลืมตาขึ้น น้ำเสียงแฝงอารมณ์อันซับซ้อน “แต่เดิมคิดว่าร่างศักดิ์สิทธิ์วิถียุทธ์ของหยางโจวเป็นเอกอุในใต้หล้าแล้ว คิดไม่ถึงว่าเจียงเจี่ยนกับผิงอันจะยอดเยี่ยมพอฟัดพอเหวี่ยงกับเขา ดวงตาที่สามของเจียงเจี่ยนดูดซับพลังแห่งโชคชะตาได้ เขาฝึกปรือกายาได้ตลอดเวลา ส่วนคุณสมบัติร่างกายของผิงอันก็น่าเหลือเชื่อ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นคุณสมบัติร่างกายประเภทใด”
เทพกระบี่หัวเราะฮ่าๆ เอ่ยว่า “เรื่องพรสวรรค์ในการฝึกวรยุทธ์ สองคนนี้ยังสู้หยางโจวมิได้ แต่พวกเขาเกิดมารักการต่อสู้ในสันดาน การเข่นฆ่าระหว่างทำสงครามทำให้ต้องท้าทายขีดจำกัดของตนเองอย่างไม่หยุดหย่อน พูดถึงความสำเร็จสูงสุดในตอนสุดท้าย หยางโจวอาจจะแซงพวกเขาไม่ได้ โลกแห่งยุทธ์กว้างใหญ่ไพศาลนัก อัจฉริยะมีมากมายนับไม่ถ้วนดุจมัจฉาใต้ผืนธารา สุดยอดผู้แข็งแกร่งที่บุกตะลุยทั่วใต้หล้าเริ่มแรกอาจไม่ใช่อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน บางครั้งโชควาสนากับชะตาชีวิตก็สำคัญยิ่งกว่าพรสวรรค์”
ทั้งสองคนพูดคุยสัพเพเหระกันเช่นนี้
ไกลออกไปหมื่นลี้ เหนือผืนทะเลกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตามีเงาร่างหนึ่งผุดขึ้นลงพร้อมกับเกลียวคลื่น ใต้ฝ่าเท้าของเขาคือไม้ไผ่เรียวยาวท่อนหนึ่ง ร่างกายตั้งตรงแน่วไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
คนผู้นี้สวมเสื้อฟางกับหมวกฟาง ใต้หมวกคือเรือนผมยาวพลิ้วไสว เผยให้เห็นใบหน้าซีกหนึ่งที่ดูผ่านกาลเวลามาอย่างหนักหน่วงยิ่ง สองมือของเขาไพล่อยู่หลังบั้นเอว เดินทางมาข้างหน้าอย่างไม่นับว่าเร็วนัก
ตูม!
ผิวทะเลด้านข้างแตกกระจาย งูทะเลขนาดมหึมาตัวหนึ่งดีดตัวขึ้นมาบนท้องฟ้า เส้นผ่านศูนย์กลางลำตัวของเจ้าปีศาจอย่างน้อยก็ยาวหนึ่งจั้ง หัวงูของมันมีเขาสีเงินงอกออกมาข้างหนึ่งสะท้อนกับแสงตะวันเป็นประกายระยับจับตา จากนั้นผิวทะเลด้านข้างบุรุษชุดฟางอีกด้านหนึ่งก็แตกกระจายบ้าง งูทะเลอีกตัวหนึ่งชูคอขึ้นมา งูทะเลตัวนี้ขนาดร่างกายใหญ่โตมหึมาเช่นเดียวกัน เพียงแต่บนหัวของมันไม่มีเขา มีเพียงตุ่มเล็กๆ ตุ่มหนึ่ง
งูทะเลโผล่ออกมาจากทะเลมากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันค่อยๆ รุมล้อมเข้ามาหาบุรุษชุดฟาง สิบตน สามสิบตน! หนึ่งร้อยตน! ห้าร้อยตน!
เมื่อเวลาผ่านไป อาณาบริเวณร้อยลี้ก็มีงูทะเลไร้พิษกับงูทะเลมีพิษนานาชนิด ขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันเต็มไปหมด พวกมันมีเกล็ดงูหลากสีสัน ภาพยามฝูงงูเคลื่อนตัวช่างดูอลังการและน่าพรั่นพรึง สัตว์ปีศาจที่ถูกพบระหว่างทางต่างถูกพวกมันแย่งกันกินเป็นอาหาร โลหิตแดงฉานย้อมมหาสมุทร เพิ่มสีสันอันน่าพรั่นพรึงแก่โลก
เดือนเก้า ปรากฏการณ์ประหลาดของพลังแห่งโชคชะตาเกิดขึ้นอีกหน ทวีปชีพจรมังกรถือกำเนิดขั้นจักรวาลขึ้นมาอีกหนึ่งคน เจียงฉางเซิงมองทะเลเมฆบนท้องฟ้าที่กำลังปั่นป่วนกับแสงอัสดงที่อาบไล้ทั่วท้องฟ้าแล้วพึมพำว่า “ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ”
โอกาสถือกำเนิดขั้นกายาทองคำเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกเดือนต้องมีขั้นกายาทองคำเกิดขึ้นมาสักหนึ่งคน ทั้งที่เมื่อร้อยปีก่อน ขั้นกายาทองคำยังเป็นเพียงตำนานบทหนึ่งอยู่เลยแท้ๆ
สิ่งนี้มากพอจะแสดงให้เห็นแล้วว่าพลังโชคชะตาของทวีปชีพจรมังกรกำลังเพิ่มพูน เมื่อต้าจิ่งกับต้าฉียกทัพไปตีโพ้นทะเลสำเร็จ พลังโชคชะตาของดินแดนโพ้นทะเลที่ถูกยึดมาก็จะไหลมารวมกันที่ทวีปชีพจรมังกร ทำให้พลังโชคชะตาของทวีปชีพจรมังกรยิ่งท่วมท้น นอกจากปราณวิญญาณสำหรับฝึกยุทธ์จะเพิ่มมากขึ้นแล้ว โอกาสแตกฉานวิชาของผู้ฝึกยุทธ์ในอาณาเขตราชวงศ์แห่งโชคชะตาทั้งสองก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย
พวกเขาจะแตกฉานวิชาอย่างน่าอัศจรรย์โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว สิ่งนี้ก็คือความสำคัญของพลังแห่งโชคชะตา ไปฉีเผ่นแน่บไปหาหวงเทียนกับเฮยเทียนทันทีเพราะกลัวว่าเจียงฉางเซิงจะพูดอะไรแทงใจดำมันอีก
เจียงฉางเซิงทอดสายตาไปท่าเรือรัฐตง รัฐตงกำลังบูรณะซ่อมแซม เฟิ่งเทียนเหมือนยอมแพ้ไปแล้วเสียอย่างนั้น พวกเขาชักช้าไม่บุกโจมตีรัฐตงเสียที แม่ทัพและนายทหารของต้าจิ่งล้วนกำลังพักเอาแรง กลับกันทางฝั่งต้าฉีกลับคึกคักยิ่งนัก เมื่อแย่งรัฐตงไม่ได้ ต้าฉีจึงต้องหอบผ้าผ่อนไปพักทางเหนือของรัฐตงอย่างช่วยไม่ได้ พวกเขากระหายอยากจะหาทวีปที่เหมือนรัฐตงสักแห่งยิ่งนัก
เจียงฉางเซิงเห็นรัฐตงไม่เป็นอะไรจึงเปลี่ยนไปมองหลินเฮาเทียนต่อ หลินเฮาเทียนเดินทางมาได้หนึ่งในห้าส่วนของเส้นทางระหว่างทวีปเทพโบราณกับต้าจิ่งแล้ว เขาเดินทางได้เร็วมากทีเดียว สาเหตุสำคัญก็เป็นเพราะพาหนะของเขารวดเร็วอย่างยิ่ง หลังจากมีเรื่องกับสำนักคลื่นจม หลินเฮาเทียนก็ไม่ผูกมิตรกับผู้ใดอีก แม้แต่คนที่เคยผูกมิตรกันแล้วเขาก็เมินเฉย นับตั้งแต่นั้นเขาก็ไม่พบปัญหายุ่งยากใหญ่โตอันใดอีกเลย
แต่สองสามวันนี้หลินเฮาเทียนกลับหยุดเดินทาง เขาเข้าไปในเกาะลึกลับเกาะหนึ่งในทะเล สายตาของเจียงฉางเซิงมิอาจมองทะลุเข้าไปด้านในได้ นี่เป็นหนแรกที่เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตถูกกั้นขวาง เขาสัมผัสได้ว่าภายในเกาะแห่งนี้มีพลังอันแข็งแกร่งและลึกลับห้อมล้อมอยู่ทั่วทั้งเกาะ ยังดีที่เขายังฟังเสียงในใจของหลินเฮาเทียนได้อยู่
“สามอัครจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคโบราณ จักรพรรดิยุทธ์แห่งเผ่ามนุษย์ จอมราชันแห่งเผ่าปีศาจและกษัตริย์อสูรแห่งเผ่าอสูรร้าย…”
“โอ้ เสี่ยวอิง ดูเหมือนพวกเราจะพบโชควาสนาครั้งใหญ่เข้าแล้ว” “ดูป้ายศิลานี้เร็วเข้า!” “คัมภีร์สังสารวัฏไร้พ่าย? มันคือวิชายุทธ์หรือ” “ยอดเยี่ยม!”
จากนั้นเสียงในใจของหลินเฮาเทียนก็เงียบหายไป รอยประทับสังสารวัฏไม่เคลื่อนไหว สัมผัสจากผู้ศรัทธาที่เซ่นไหว้เขาก็ยังอยู่ บ่งบอกว่าหลินเฮาเทียนยังไม่ตาย
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว เจ้าหนูนี่ได้โชควาสนาก้อนใหญ่มาจริงๆ อย่างนั้นหรือ เจียงฉางเซิงคาดหวังกับหลินเฮาเทียนมาก เขาจดจำเกาะแห่งนี้เอาไว้ในใจ หากหลินเฮาเทียนผ่านมาได้อย่างปลอดภัย หลังจากนี้จะได้ลองให้มู่หลิงลั่วเดินทางไปแวะดูสักหน่อย
สายตาของเขาเปลี่ยนไปมองมู่หลิงลั่วต่อ หลังจากลาวถัว ตระกูลมู่ก็ไม่พบสัตว์ปีศาจขั้นถ้ำสวรรค์มาขวางทางอีก แม้จะพบ ขอเพียงอ้อมทาง สัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งเหล่านั้นก็ไม่ไล่ตาม ส่วนสัตว์ปีศาจขั้นต่ำกว่าถ้ำสวรรค์ พวกเขาจะลองพยายามล่ากันเองเพื่อฝึกปรือทักษะการต่อสู้
เจียงฉางเซิงลองพยากรณ์ดูแล้ว พบว่าพลังโดยรวมของตระกูลมู่แข็งแกร่งขึ้นจริงๆ แม้จะมีคนตายเพิ่มอยู่เรื่อยๆ แต่ก็มีคนตระกูลมู่ถือกำเนิดเช่นเดียวกัน ระหว่างทางพวกเขายังรับผู้ฝึกยุทธ์พเนจรคนอื่นมารวมขบวนด้วย ดังนั้นจำนวนคนจึงยังคงมากมายเช่นเดิม ตอนนี้ตระกูลมู่ล่องเรืออยู่ในมหาสมุทรแล้ว กองเรือของพวกเขาไม่นับว่าแล่นช้า แม้จะยังไล่ตามหลินเฮาเทียนไม่ทัน แต่ก็ออกมาไกลจากทวีปเทพโบราณแล้ว
เจียงฉางเซิงวางใจก็รั้งสายตากลับมา ตอนนี้เองหวงเทียนก็กระโดดมาตรงหน้าเขาแล้วบอกว่า “นายท่าน ข้าสัมผัสได้ถึงเจ้าสิ่งนั้น… มุกชุมปีศาจที่ท่านเคยได้มาก่อนหน้านี้นะ”
เจียงฉางเซิงถามว่า “ทำไมหรือ”
หวงเทียนเบิกดวงตาแมวของมันจนกลมโต แล้วบอกว่า “ก็มีมุกชุมปีศาจอีกเม็ดหนึ่งนะซี”
อีกเม็ดหนึ่งหรือ เจียงฉางเซิงขมวดคิ้วถามว่า “อยู่ทิศใด”
หวงเทียนหมุนตัว มันลังเลครูหนึ่งก็ยกอุ้งเท้าแมวชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้!
เจียงฉางเซิงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองไปทันที ดวงตาของเขามองผ่านรัฐแต่ละแห่งของต้าจิ่ง จนมาถึงเหนือมหาสมุทร เขาค้นหาอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็พบปีศาจงูจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังแหวกว่าย ไม่ก็กระโจนอยู่เหนือผิวมหาสมุทร ท่ามกลางฝูงปีศาจขนาดมหึมานั้นมีเงาคนผู้หนึ่งยืนอยู่ เห็นชัดว่าเขากำลังควบคุมงูปปีศาจฝูงใหญ่นี้
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว อีกฝ่ายมีมุกชุมปีศาจอยู่ในมืออย่างนั้นหรือ มุกชุมปีศาจเป็นสิ่งที่จักรพรรดิปีศาจแห่งยุคโบราณทิ้งเอาไว้ เหตุไฉนจึงมีสองเม็ดไปได้ หรือว่าจักรพรรดิปีศาจในยุคโบราณจะทิ้งมุกชุมปีศาจไว้เป็นจำนวนมาก หรือว่าจักรพรรดิปีศาจจะไม่ได้มีเพียงตนเดียว
เจียงฉางเซิงเพ่งมองอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายผ่านทางมาหรือมีจุดประสงค์อื่นใด คลื่นลมปราณของอีกฝ่ายค่อนข้างอ่อนจางจนเกือบจะหลบพ้นประสาทการรับรู้ของเขาไปแล้ว เห็นชัดว่าอีกฝ่ายมีวิชาพิเศษหรือไม่มีสมบัติพิสดารพันลึกสักอย่างอยู่กับตัว
เจียงฉางเซิงลองพยากรณ์ดู ผู้แข็งแกร่งที่สุดแถวทวีปชีพจรมังกรยังคงมีค่าเท่ากับสามล้านแต้มเซ่นไหว้ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นคนผู้นี้ หากกล้าขึ้นฝั่งมา ก็รอพบความตายเสียเถิด!
เฮยเทียนกับไปฉีกลับมาแล้ว เฮยเทียนมีวรยุทธ์น้อยกว่าหวงเทียน แต่ก็ห่างชั้นกันไม่มากนัก หลังจากไปฉีรู้ทิศทางที่อีกฝ่ายอยู่ก็พลันเอ่ยขึ้นว่า “เขาจะมุ่งหน้าไปหาปีศาจยักษ์ที่น่าตกตะลึงตนนั้นหรือไม่ ถึงได้ต้องผ่านทวีปชีพจรมังกร”
หวงเทียนแยกเขี้ยว “นายท่าน แย่งมุกชุมปีศาจของเขามาให้ข้าได้หรือไม่”
เจียงฉางเซิงถามโดยไม่ละสายตาจากไปไหน “เจ้าจะเอามุกชุมปีศาจไปทำอันใด”
“ข้าอยากรวบรวมเผ่าปีศาจเป็นหนึ่งเดียว ทำความปรารถนาของท่านให้เป็นจริง ต้าจิ่งปกครองเผ่ามนุษย์ ข้าปกครองเผ่าปีศาจ ใต้หล้าสันติสุข ท่านเป็นเทพเซียนผู้อยู่สูงสุด ปกปักษ์สรรพชีวิตในใต้หล้า” หวงเทียนหัวเราะหึๆ ด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ รู้สึกว่าแผนการของตนเองสมบูรณ์แบบมาก
เฮยเทียนตะโกนแทรก “ข้าก็จะปกครองเผ่าปีศาจเหมือนกัน”
“ข้าเป็นจักรพรรดิปีศาจ เจ้าเป็นจักรพรรดิปีศาจอันดับสอง”
“จักรพรรดิปีศาจอันดับสองรึ ก็ได้กระมัง”
ไปฉีฟังหวงเทียนกับเฮยเทียนคุยโม้สักพักก็หัวเราะฮ่าๆ แล้วถามว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าเป็นอะไรล่ะ”
หวงเทียนเหลตามองมันแล้วว่า “เจ้าก็ต้องคอยรับใช้นายท่านสิ คิดอะไรกันเล่า เจ้าคิดจะทรยศความตั้งใจแรกเริ่มของตนเองอย่างนั้นรึ”