เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 204 การสร้างวิถียุทธ์ใหม่ แต้มเซ่นไหว้ที่เพิ่มพรวดพราด
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 204 การสร้างวิถียุทธ์ใหม่ แต้มเซ่นไหว้ที่เพิ่มพรวดพราด
ตอนที่ 204 การสร้างวิถียุทธ์ใหม่ แต้มเซ่นไหว้ที่เพิ่มพรวดพราด
กลางผืนไพรหนุ่มสาวที่สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบกลุ่มหนึ่งกำลังก่อสร้างอาราม อารามหลังนี้ตั้งอยู่บนไหล่เขา หลังจากตัดต้นไม้รอบด้านออกแล้วจึงเผยหน้าตาของอารามทั้งหลังให้ยลโฉม แม้ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ดีแต่ก็สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม
ฉีหยวนผู้มีเส้นผมขาวโพลนไปแล้วครึ่งศีรษะกำลังนั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่ไม่ไกลนัก มือซ้ายของเขาถือม้วนตำราไม้ไผ่ ส่วนมือขวากำพู่กัน กาลเวลาหลายสิบปีผ่านพ้น องค์ชายแห่งต้าอีผู้อุดมการณ์แรงกล้าคนนั้นสุขุมขึ้นแล้ว ระหว่างที่เขาช่วยมรรคาจารย์สร้างอาราม เขาก็ค้นหาเป้าหมายของตนเองพบด้วย เพราะเหตุนี้เอง เขาจึงไม่หวนกลับไปที่อารามมังกรผงาดเพื่อเรียกร้องให้มรรคาจารย์ทำตามสัญญา แต่ออกเดินทางท่องใต้หล้าต่อ เพื่อสร้างอารามมรรคาจารย์ให้ทั่วทวีปชีพจรมังกร แล้วเขาก็ก่อตั้งลัทธิมรรคาจารย์ขึ้นมา รับศิษย์มาแล้วห้าพันคน
ไม่เพียงก่อตั้งลัทธิ เขายังเขียนงานประพันธ์ที่โด่งดังอีกไม่น้อย ทั้งหมดล้วนเป็นความคิดเห็นอันเกี่ยวข้องกับสงครามและสันติภาพ เวลาผ่านไป เขาก็ถูกเรียกขานนามว่านักปราชญ์ธี นามนี้มิใช่ได้มาเพราะเขามีความรู้สูงส่ง แต่เพราะเขารู้จักใช้ความรู้และการลงมือทำควบคู่กัน เขาเผยแผ่ความคิดไปด้วย แล้วก็ลงมือทำไปด้วย ความมุ่งมั่นแน่วแน่ของเขาเป็นที่เลื่องลือในต้าจิ่ง
ลัทธิมรรคาจารย์เดินทางทั่วหล้า เผยแพร่แนวคิดต่อต้านสงคราม ตั้งแต่บนจรดระดับอาณาจักร หรือล่างจรดระดับชาวบ้าน หากพวกเขาพบการต่อสู้แย่งชิงที่อยุติธรรม พวกเขาล้วนจะลงมือขัดขวาง ใช้เหตุผลโน้มน้าวคนก่อน หากโน้มน้าวไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นก็ใช้ตรรกะอันจริงแท้โน้มน้าวคน สิ่งใดคือตรรกะอันจริงแท้ สิ่งนั้นก็คือพลังยุทธ์ ไม่จำเป็นต้องทำร้ายอีกฝ่าย ฉีหยวนเพียงแสดงความแข็งแกร่งของตนเองออกมาก็พอแล้ว
แต่เดิมเขาก็เป็นอัจฉริยะ มิหนำซ้ำยังเคยได้รับถ่ายทอดวิชาจากมรรคาจารย์ผ่านความฝัน ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา เพียงเห็นวิชายุทธ์ของเขา คนเหล่านั้นก็หวาดกลัวจนขาอ่อน นี่ก็คือสาเหตุที่ฉีหยวนไม่ย้อนกลับไปที่อารามมังกรผงาด ในเมื่อมรรคาจารย์เข้าฝันได้ ในใจเขามรรคาจารย์จึงกลายเป็นเทพเซียนตัวจริงไปแล้ว เขาเพียงต้องตั้งใจทำงานของตัวเอง เดี๋ยวมรรคาจารย์ก็จะมองเห็นเอง
ลูกศิษย์เยาว์วัยหลายคนเดินเข้ามาหา พวกเขามารุมล้อมรอบกายฉีหยวนพยายามจะอ่านงานประพันธ์เล่มใหม่ของเขา
“วิถีปราชญ์แห่งโชคชะตา อาจารย์ เหตุใดข้ารู้สึกว่าสิ่งที่ท่านเขียนเป็นวิชาฝึกยุทธ์”
มีคนถามอย่างสงสัยใคร่รู้ ฉีหยวนกลับไม่หยุดพู่กัน เขาตอบอย่างนิ่งสงบว่า
“โลกใบนี้แต่เดิมก็ยึดวิถียุทธ์เป็นหลัก หากอยากให้ใต้หล้าเลิกทำสงครามย่อมต้องเข้าใจศาสตร์แห่งยุทธ์ อาจารย์ไม่ต้องการเอาแต่หยิบยืมวิชายุทธ์ทั่วไปมาใช้ แต่ต้องการใช้วิชายุทธ์เฉพาะตัวของตนจาริกไปทั่วใต้หล้า ทำเช่นนี้จึงจะบรรลุความหมายที่แท้จริงของลัทธิมรรคาจารย์ อาจารย์ตั้งใจจะสร้างศาสตร์แห่งยุทธ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน แน่นอนว่าเรื่องนี้ได้รับความช่วยเหลือจากมรรคาจารย์ เขามอบแรงบันดาลใจมากมายให้อาจารย์ผ่านความฝัน”
เมื่อได้ยินเขาเอ่ยถึงมรรคาจารย์ ศิษย์ทั้งหลายก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันใด พวกเขาถามว่าในฝันมรรคาจารย์เอ่ยสิ่งใดบ้าง ศิษย์เยาว์วัยส่วนใหญ่เข้ามารวมลัทธิมรรคาจารย์ก็เพราะเลื่อมใสในตัวมรรคาจารย์ ฉีหยวนเป็นเพียงคนเดียวที่อ้างนามมรรคาจารย์ทำสิ่งต่างๆ แล้วได้รับการสนับสนุนจากทางการของแต่ละเมือง ขณะที่สำนักอื่นเคยแอบอ้างนามของมรรคาจารย์กลับถูกองครักษ์ชุดขาวจัดการจนเกลี้ยง
ฉีหยวนหยุดพู่กันแล้วคลี่ยิ้ม เขากำลังจะเล่าสิ่งที่มรรคาจารย์สั่งสอนให้ฟัง ตอนนั้นเองเขาก็พลันเห็นบางสิ่งที่ทำให้สีหน้าเปลี่ยนไปในทันใด
“ดูนั่นเร็ว! มีมังกรด้วย!”
เสียงตะโกนตกใจของศิษย์คนอื่นๆ ดังมาจากใกล้ๆ ทุกคนต่างหันหน้าไปมอง จากนั้นพวกเขาก็เห็นมังกรขาวตัวหนึ่งกำลังเหาะอยู่เหนือทะเลเมฆ บางครั้งมันเหินขึ้นทะลุก้อนเมฆ บางครั้งมันก็ทิ้งตัวดิ่งลงมา อวดร่างกายอันยิ่งใหญ่และงดงามขนาดยาวร้อยจั้งของตนเอง ฉีหยวนกับศิษย์ทั้งหลายต่างตกตะลึง พวกเขาถึงขั้นไม่กล้าเชื่อสายตาตนเอง เพราะว่าบนโลกใบนี้หงส์ มังกรและเทพเซียนต่างเป็นเพียงเรื่องเล่าเพ้อเจ้อ เป็นสิ่งที่ผู้คนบนโลกจินตนาการออกมา ทันใดนั้นเองฉีหยวนก็มองเห็นเงาคนผู้หนึ่งยืนอยู่บนหัวของมังกร เขาตกใจจนลุกพรวด
ไป๋หลงเหาะมาอย่างรวดเร็ว ทุกคนตกใจกลัววิ่งหนีมาหาฉีหยวน เห็นชัดถึงความไว้วางใจที่พวกเขามีต่อฉีหยวน ไป๋หลงหยุดเหนือภูเขา ทุกคนต่างมองเห็นร่างที่อยู่บนหัวมังกรนั้นแล้ว เหนือศีรษะของเขามีดวงตะวันดวงน้อยประหนึ่งทวยเทพผู้สูงส่ง ทำให้คนเดินดินแหงนมองแล้วเกิดความหวาดกลัว
“มรร…มรรคาจารย์…”
ฉีหยวนเอ่ยเสียงสั่นแล้วรีบคุกเข่าคำนับเจียงฉางเชิง ได้ยินคำพูดของเขา ศิษย์คนอื่นๆ ก็พากันคุกเข่าตามอย่างตื่นเต้นด้วย ทุกคนในลัทธิมรรคาจารย์ล้วนเลื่อมใสมรรคาจารย์อย่างที่สุด
“ฉีหยวน ไม่ว่าการใดหากอยากทำสำเร็จย่อมต้องมีความมุ่งมั่นอันแรงกล้า เจ้าทำได้ดีมาก ศิษย์ทั้งหลายของเจ้าก็เช่นกัน ถึงอย่างนั้นหากต้องการเปลี่ยนความคิดของสรรพชีวิตในใต้หล้า เจ้ายังต้องพยายามต่อไป”
เจียงฉางเชิงเอ่ยเรียบๆ จบก็สะบัดมือขวา ถุงผ้าปักสามใบลอยออกมาจากแขนเสื้อแล้วลอยไปหาฉีหยวน ฉีหยวนรีบรับมา
“สิ่งนี้คือวิชาโปรยถั่วเสกทหารของข้า หากโปรยเมล็ดถั่วข้างในลงบนพื้น มันก็จะกลายเป็นพลทหารวิญญาณช่วยต่อสู้แทนพวกเจ้า ระหว่างเผยแผ่แนวคิดหยุดสงครามย่อมยากจะหลีกเลี่ยงการต่อสู้ ถุงผ้าปักเหล่านี้พวกเจ้าจงเก็บไว้ใช้ในยามอันตราย ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะใช้มันอย่างดี จงจำไว้ การส่งเสริมแนวคิดของตนเองเป็นสิ่งที่มีความหมายก็จริง แต่ใดๆ ในโลกล้วนดำเนินไปด้วยพลัง อย่าให้เจ้ากับลูกศิษย์ทั้งหลายของเจ้าต้องตกอยู่ในอันตรายเฉียดใกล้ความตาย”
สิ้นเสียง มังกรขาวก็หมุนตัวกลับ ร่างมังกรอันใหญ่โตบิดตัวเหาะกลับไปทางขอบฟ้า แล้วหายลับไปในพริบตา ลูกศิษย์ทั้งหลายมองเงาแผ่นหลังของเขาจากไปด้วยความตื่นเต้น
“มรรคาจารย์เป็นท่านเซียนจริงๆ ด้วย!”
“มาแล้วก็ขี่มังกรไป ไม่เสียทีเป็นคนที่พวกเราศรัทธา”
“มรรคาจารย์กล่าวได้ดี อยากเผยแผ่แนวคิดหยุดสงครามย่อมยากหลีกเลี่ยงการต่อสู้”
“โปรยถั่วเสกทหาร วิชาเซียนในตำนานที่ช่วยต้าจิ่งกอบกู้วิกฤตนี้ ที่แท้มันก็มีอยู่จริงๆ”
“อาจารย์ เปิดออกมาให้พวกเราดูหน่อยสิขอรับ!”
ศิษย์ทั้งหลายแห่เข้ามารุมล้อมฉีหยวน สายตาที่มองไปยังถุงผ้าปักสามใบนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง ฉีหยวนกลับมีใบหน้าเรียบเฉย แม้ในใจตื่นเต้นเช่นเดียวกันก็ตาม มรรคาจารย์ยอมมาปรากฏตัวเช่นนี้ย่อมเป็นการให้หน้าเขามากพอแล้ว เรื่องนี้ช่วยลดความกังวลของลูกศิษย์บางพวก พิสูจน์ว่าเขาเคยพบมรรคาจารย์จริงๆ มิหนำซ้ำยังได้รับความเมตตาจากมรรคาจารย์อีกด้วย
“สิ่งนี้อย่าเปิดเลยจะดีที่สุด ข้าหวังว่าจะไม่มีวันที่ต้องเปิดมันออกมา”
ฉีหยวนเอ่ยตอบอย่างนิ่งสงบ ลูกศิษย์ทั้งหลายได้ยินคำนี้ก็รู้สึกนับถือเขามากกว่าเดิม
ภายในเวลาหนึ่งเดือนหลังจากนั้นเจียงฉางเชิงขี่ไป๋หลงตระเวนไปครบทุกรัฐของต้าจิ่ง เขาเดินทางไปจนถึงทะเลสวรรค์และรัฐตงเพื่อให้คนในแต่ละเมืองได้เห็นสง่าราศีของไป๋หลงด้วย ผลลัพธ์น่าพอใจอย่างยิ่ง ตั้งแต่วันที่สองที่เขาออกเตร็ดเตร่ แต้มเซ่นไหว้ก็เริ่มเพิ่มขึ้นเร็วมากอีกครั้ง
ไป๋หลงเหาะว่องไวยิ่ง ความเร็วของมันเหนือกว่าขั้นกายาทองคำ ทำให้เจียงฉางเชิงได้ลองสัมผัสความสง่างามยามขี่มังกรล่องเมฆา พอย้อนกลับมาถึงเขามังกรผงาด ไป๋หลงก็หดร่างเล็กลง มันถูกเยี่ยสวินตี๋กับปีศาจทั้งสามมาล้อมวงมุงดูอีกครั้ง เจียงฉางเชิงเดินมาใต้ต้นวิญญาณปฐพีแล้วเริ่มฝึกวิชา ร่างแยกที่หลบอยู่ในห้องแอบมุดลงใต้ดินอย่างเงียบๆ แล้วแทรกเข้ามาในร่างของเขา รวมร่างรวมเป็นหนึ่งอย่างสมบูรณ์ หลังจากนี้ก็รอให้ผลกระทบแผ่กว้าง หลังจากนั้นแต้มเซ่นไหว้ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด!
เจียงฉางเชิงอารมณ์ดียิ่งนัก หลายวันหลังจากนั้นเจียงฉางเชิงก็พาไป๋หลงกลับเข้าไปในโลกมรรคา เพราะหลังจากไป๋หลงเล่นสนุกจนพอใจแล้วมันก็ตระหนักได้ว่าอยู่ฝึกวิชาในโลกมรรคาสะดวกกว่า แต่เดิมเจียงฉางเชิงอยากพาไท่วากับไท่ซือออกมาด้วย แต่พอเห็นปฏิกิริยาของปีศาจทั้งสามตัวในลานบ้านเขา เจียงฉางเชิงก็ตัดสินใจว่ารออีกหน่อยคงดีกว่า รอให้มนุษย์งูทั้งสองแข็งแกร่งขึ้นอีกนิด
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ จนมาถึงปีซุ่นเทียนที่ห้าสิบสอง ต้นเดือนสาม เจียงฉางเชิงเรียกแต้มเซ่นไหว้ของตนเองมาตรวจดู
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน 69,494,773]
ใกล้จะถึงเจ็ดสิบล้านแล้ว ไม่เลวเลยๆ! เจียงฉางเชิงรู้สึกว่าการเลื่อนขั้นหนหน้าคงไม่อเนจอนาถเช่นหนก่อน ยังเหลือเวลาอีกนานกว่าเขาจะเลื่อนขั้นครั้งต่อไป ถึงตอนนั้นคงมีเวลามากพอให้แต้มเซ่นไหว้เพิ่มทบทวี
อีกด้านหนึ่ง เรื่องราวที่มรรคาจารย์ขี่มังกรเล่าลือกระจายไปทั่วแดนสมุทรต่างๆ เป็นวงกว้าง แต่เดิมแค่พลังของมรรคาจารย์ก็ทำให้เขามีชื่อเสียงขจรขจายมากอยู่แล้ว พอเกิดเหตุการณ์ขี่มังกรอีก หนนี้ผู้คนทั้งหลายจึงเหมือนได้รู้จักเขาใหม่อีกครั้ง แขกผู้มาเยือนจากอาณาจักรอื่นเริ่มเดินทางมาเยี่ยมเยียนต้าจิ่งมากขึ้น เมืองหลวงครึกครื้นเป็นที่สุด ยุครุ่งเรืองที่หมื่นพรรคยอมสวามิภักดิ์หนึ่งราชสำนักกำลังจะมาถึงแล้ว
วันนี้ชิงเอ๋อร์เดินทางมาหาเพื่อมอบจดหมายให้ฉบับหนึ่ง ได้ยินมาว่าเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ลึกลับคนหนึ่งส่งมา บอกว่าต้องมอบให้มรรคาจารย์ นางจึงไม่กล้าแกะดู เจียงฉางเชิงดึงจดหมายออกมาอ่าน ที่แท้ก็เป็นลู่อัน พ่อค้าชาวเฟิ่งเทียนที่ถูกวิชาเนตรลวงตาแก้ไขความทรงจำในชีวิตคนนั้นนั่นเอง เขาส่งจดหมายมาหา ในจดหมายเล่าถึงสถานการณ์อันน่าตกใจในอาณาจักรเฟิ่งเทียน เพราะพบกับความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง ซ้ำร้ายยังมีราชอาณาจักรขนาดใหญ่สามแห่งรุมโจมตี โอรสสวรรค์ของเฟิ่งเทียนจึงฝึกวิชาจนธาตุไฟเข้าแทรก เมื่อสิ้นปีกลายสวรรคตแล้ว องค์รัชทายาทสืบทอดตำแหน่ง เขาตัดแบ่งแผ่นดินออกไปมากมายเพื่อแลกให้สามราชอาณาจักรใหญ่หยุดทำสงคราม ยามนี้เฟิ่งเทียนจึงรอดมาได้พร้อมกับลมหายใจรวยริน
เจียงฉางเชิงอ่านจบก็ทอดถอนใจ ศัตรูล้มลงอีกหนึ่งแล้ว ความเป็นความตายช่างไร้เมตตาจริงๆ แต่ในจดหมายยังบอกอีกว่าโอรสสวรรค์พระองค์ใหม่มีความสามารถเหนือผู้คน พรสวรรค์ด้านศาสตร์แห่งยุทธ์ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง เขาถึงกับคิดค้นวิชายุทธ์ที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน เรื่องนี้ทำให้เจียงฉางเชิงมีความหวังลุกโชน คู่ต่อสู้คนถัดไปลงสนามแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะนำรางวัลรอดชีวิตแบบใดมาให้เขา
พูดถึงวิชายุทธ์ใหม่ เจียงฉางเชิงก็นึกถึงฉีหยวนอย่างอดไม่ได้ เจ้าฉีหยวนคนนั้นคิดจะอาศัยพลังแห่งโชคชะตาสร้างวิชายุทธ์สำหรับเหล่าบัณฑิต อาศัยบทกวีและคีตศิลป์ชักนำห้วงอารมณ์ จากนั้นใช้พลังแห่งโชคชะตาเหนี่ยวนำปราณวิญญาณยุทธ์ก่อกำเนิดเป็นวิชายุทธ์ที่พึ่งพาฟ้าดิน หยิบยืมพลังแห่งฟ้าดินมาใช้วิชายุทธ์ หากทำสำเร็จละก็ เหล่าบัณฑิตทั้งหลายก็จะแข็งแกร่งอย่างยิ่ง พวกเขาอาจข้ามระดับขั้นต่อสู้ได้เลยทีเดียว
ความคิดนี้สร้างสรรค์อย่างยิ่ง เจียงฉางเชิงตั้งตารอดูผลงานของเขาอยู่พอสมควร ด้วยเหตุนี้เจียงฉางเชิงจึงไปเข้าฝันเขาเพื่อถ่ายทอดส่วนหนึ่งของคัมภีร์ซือจิงให้เขา ฉีหยวนตกตะลึงพรึงเพริดนึกว่าได้พานพบเทพยดา วิชายุทธ์เช่นนี้ไม่มีผลต่อเจียงฉางเชิงเพราะสิ่งที่เขาดูดซับคือปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน ไม่ใช่ปราณวิญญาณยุทธ์ ดังนั้นเขาจึงตั้งตาคอยมากกว่าว่าศาสตร์แห่งยุทธ์เช่นนี้จะนำความรุ่งโรจน์อย่างไรมาให้ต้าจิ่ง แค่ลองนึกภาพเหล่าแม่ทัพและนายทหารถือศาสตราวุธตบเท้าสู่สนามรบ ขณะที่บัณฑิตและกุนซือทั้งหลายด้านหลังใช้ศาสตร์แห่งยุทธ์สายนี้ช่วยทำสงคราม เท่านี้ก็ดูน่าสนใจมากแล้ว
แต่จะว่าก็ว่าเถอะ ฉีหยวนมีความคิดเช่นนี้ยังไม่เป็นไร แต่ตอนนี้โอรสสวรรค์องค์ใหม่ของเฟิ่งเทียนก็มีความคิดคล้ายๆ กันนี้ด้วยน่ะสิ
“เหตุใดจึงรู้สึกว่าหลังอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ล่มสลายลง ศาสตร์แห่งยุทธ์ของเผ่ามนุษย์กลับพัฒนาได้เร็วขึ้นกว่าเดิมกันนะ”
เจียงฉางเชิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ทวีปชีพจรมังกรเป็นเพียงมุมหนึ่งของใต้หล้า มีแต่ภูตผีที่รู้ว่าเผ่ามนุษย์ข้างนอกพัฒนากันไปถึงไหนแล้ว เขาโยนจดหมายลงไปในเตาหลอมโอสถแล้วเฝ้ามองมันมอดไหม้
เยี่ยสวินตี๋กับไป๋ฉีไม่สนใจ แม้พวกเขาจะติดตามอยู่ข้างกายมรรคาจารย์ทุกวัน แต่การกระทำของมรรคาจารย์ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะคาดเดาได้ ถึงมรรคาจารย์จะอยู่บนภูเขาตลอด แต่เขารู้เรื่องราวในใต้หล้าไม่น้อยกว่าคนที่ออกไปท่องเที่ยวข้างนอกสักนิด
ในตอนนั้นเองเจียงฉางเชิงก็พลันสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาหันขวับไปมองทางทะเลสวรรค์ ณ แดนสมุทรอีกแห่งหนึ่งทางใต้ของทะเลสวรรค์ มีกลิ่นอายของการต่อสู้ลอยมา!
แข็งแกร่งมาก!
เจียงฉางเชิงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองไปก็พบคนคุ้นเคยคนหนึ่ง หรือสมควรเรียกว่าพอจะคุ้นเคย นางก็คือจีอู๋จวินที่เขาได้รู้จักตอนไปปราบตนสิ้นภพก่อนหน้านี้ นางสวมเกราะทองคำทั่วร่าง ถือหอกสีเงินอยู่ในมือ ต่อสู้กับยอดฝีมือหลายสิบคนด้วยตัวคนเดียว ยอดฝีมือเหล่านี้ทุกคนล้วนเป็นขั้นถ้ำสวรรค์สอง คนที่เป็นหัวหน้ามีพลังถึงขั้นถ้ำสวรรค์หก
จีอู๋จวินเองก็เป็นขั้นถ้ำสวรรค์หก แม้จะเผชิญหน้ากับการรุมโจมตีจากขั้นถ้ำสวรรค์หกที่พากำลังคนขั้นถ้ำสวรรค์มาอีกหลายสิบคน นางก็ยังครองความเหนือกว่าอยู่ เจียงฉางเชิงกับจีอู๋จวินมีความสัมพันธ์กันเพียงผิวเผิน ลงมือช่วยไปก็คงไม่ได้รับรางวัลรอดชีวิต ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะลงมือ แต่เฝ้าดูการต่อสู้นี้อย่างนิ่งสงบ
จีอู๋จวินมีลมปราณมหาศาลเหนือกว่าขั้นถ้ำสวรรค์หกคนนั้น ทั้งยังครอบครองวิชายุทธ์อันแข็งแกร่ง นางฟันแสงสีขาวเส้นนั้นออกมาอีกหน เงาเลือนรางนับไม่ถ้วนเหาะออกมา พวกมันใชวิชายุทธ์สารพัดชนิด แต่ละวิชายุทธ์ล้วนไม่เหมือนกัน จากคนน้อยสู่คนมาก พลิกกลับเป็นคนมากสู่คนน้อยในบัดดล
[1] คัมภีร์ซือจิง: คัมภีร์สำคัญเล่มหนึ่งของวัฒนธรรมจีนโบราณ เป็นตำรารวมบทกวีที่เก่าแก่ที่สุด นับเป็นจุดเริ่มต้นของบทกวีจีนโบราณ ในนั้นบันทึกบทกวีตั้งแต่ต้นราชวงศ์โจวตะวันตกจนถึงสมัยกลางยุคชุนชิวเอาไว้