เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 208 วิหคทมิฬกินอีกาสวรรค์ เปลวธูปศรัทธาผลิบาน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 208 วิหคทมิฬกินอีกาสวรรค์ เปลวธูปศรัทธาผลิบาน
ตอนที่ 208 วิหคทมิฬกินอีกาสวรรค์ เปลวธูปศรัทธาผลิบาน
หวังหลงยิ่งคิดยิ่งขมขื่น เขายกไหสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นหยิบกระบี่บนโต๊ะ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป เมื่อออกมานอกโรงเตี๊ยม ถนนกลับร้างไร้ผู้คน บรรยากาศเหงาหงอย เขาหันกลับไปมองแสงเพลิงที่ขอบฟ้าด้วยแววตาแน่วแน่ คราวนี้ เขาไม่คิดจะหลีกหนีอีกแล้ว
“ไอ้สัตว์เดรัจฉาน หวังหลงคนนี้มาแล้ว!”
หวังหลงรีบรุดออกไป มุ่งหน้าสู่จุดหมาย ตั้งใจตายใต้เงื้อมเท้าอีกาสวรรค์ เขาใช้เวลาแปดวันในการเดินทาง แผ่นดินนี้ช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน โชคดีที่อีกาสวรรค์เลือกบินไปยังสถานที่ที่มีผู้คน เขาจึงไม่ต้องไล่ตามให้เหนื่อยจนเกินไป
เขายืนอยู่บนหน้าผาสูง พลางหอบหายใจหนัก จ้องมองเมืองใหญ่ที่กำลังมอดไหม้อยู่เบื้องล่าง ความโกรธพลุ่งพล่านในใจ เขาได้ยินเสียงร้องไห้ของชาวบ้านในเมือง และเห็นเหล่าผู้กล้าที่บุกเข้าไปสู้กับอีกาสวรรค์ทีละคน แม้จะถูกเพลิงเผาไหม้กายก็ยังไม่ยอมถอย อีกาสวรรค์บินวนอยู่เหนือเมือง ส่งเสียงร้องดังอย่างเบิกบาน หวังหลงสัมผัสได้ถึงความสุขจากเสียงร้องของมัน
“เจ้าสัตว์เดรัจฉานนี่!”
หวังหลงเดือดจัด เขากำลังจะกระโดดลงจากหน้าผา แต่ทันใดนั้นเขาก็เห็นบางสิ่ง เขาถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ เพียงเห็นทะเลเมฆเหนืออีกาสวรรค์พลันแยกออก เผยให้เห็นกรงเล็บขนาดมหึมาสองข้างพุ่งลงมาจับปีกอีกาสวรรค์ไว้ เมื่ออยู่ต่อหน้ากรงเล็บคู่นั้น อีกาสวรรค์ดูเล็กจ้อยราวกับลูกไก่ในอุ้งเล็บของนกอินทรี
ตูม!
เสียงลมกรรโชกอย่างรุนแรงดังขึ้น พัดกระจายเมฆดำบนท้องฟ้า แสงอาทิตย์สาดส่องลงมา หวังหลงยกแขนขึ้นบังหน้าผากหรี่ตามอง ภาพที่เขาเห็นนั้นกลายเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม นกดำขนาดมหึมา ขนปีกกว้างใหญ่เกินหมื่นจั้งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า วิหคตัวนี้มีลำคอเรียวยาว หัวคล้ายกับนกนางแอ่น ลำตัวเหมือนห่าน และหางที่คลี่ออกเป็นพัด มันมีกรงเล็บสีขาวยาวใหญ่ ร่างกายปกคลุมด้วยขนสีดำเป็นมัน สะท้อนแสงอาทิตย์แวววาว และแฝงไว้ด้วยแสงสีม่วงจางๆ
อีกาสวรรค์ส่งเสียงร้องกรีดก้อง ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่อาจสลัดให้หลุดจากกรงเล็บอันมหึมาของวิหคดำยักษ์ได้ ภาพนั้นดูราวกับเหยี่ยวจับนกเล็ก สร้างความตกตะลึงให้ชาวบ้านที่มีชีวิตในเมือง และเหล่านักยุทธ์ที่ลอยอยู่กลางอากาศต่างก็ประหลาดใจเช่นกัน พวกเขาลืมแม้แต่ความเจ็บปวดจากบาดแผลของตน ได้แต่จ้องมองเหตุการณ์อันน่าตื่นตระหนกบนฟากฟ้าอย่างโง่งม
อีกาสวรรค์แหงนหน้าพ่นเพลิงร้อนระอุราวกับสายน้ำไหลลงมายังนกดำยักษ์ ทว่ากลับไม่อาจสร้างความเสียหายใดๆ เลย
“นั่นคืออะไร”
“เป็นวิหคทมิฬ…เป็นสัตว์เทพวิหคทมิฬในตำนาน สวรรค์ส่งวิหคทมิฬมาช่วยพวกเราแล้ว!”
“พวกเรารอดแล้วหรือ”
“อย่าประมาทไป บางทีมันอาจแค่ล่าพวกสัตว์ปีศาจนั่น และไม่ได้คิดจะปล่อยพวกเราก็เป็นได้!”
“สวรรค์ นั่นมันอะไรกัน ทำไมโลกถึงมีปีศาจยักษ์เช่นนั้นได้?”
“มันไม่ใช่ปีศาจ มันมาช่วยพวกเรา!”
ทั้งเมืองเกิดความตื่นเต้น ไม่ว่าจะบาดเจ็บหรือไม่ หากยังมีสติสัมปชัญญะและสายตายังมองเห็น ก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับภาพอันยิ่งใหญ่บนท้องฟ้า ในยามสิ้นหวัง การปรากฏตัวของวิหคดำที่ปีกแผ่กว้างราวหมื่นจั้งได้นำพาความหวังอันยิ่งใหญ่สู่พวกเขา หวังหลงจึงพลอยตกตะลึงไปด้วย ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าราวกับภาพตำนานเทพของอสูรดุร้ายยักษ์ที่เข่นฆ่ากัน ให้ความรู้สึกเหมือนตกอยู่ในความฝัน
ในสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน วิหคดำยักษ์อ้าปากกว้าง กลืนกินอีกาสวรรค์เข้าไปทั้งตัว ร่างอีกาสวรรค์ค่อยๆ หดเล็กลงแล้วหายลับเข้าไปในปาก หากมองดูใกล้ๆ มิใช่ปากนกธรรมดา หากแต่เป็นดวงตาดวงใหญ่บนหน้าผากวิหคยักษ์ที่ดูดซับอีกาสวรรค์เข้าไปอย่างรวดเร็ว สายตาผู้คนแลเห็นราวกับอีกาสวรรค์ถูกกลืนกินไปทั้งเป็น
ฟ้าดินเงียบงันไปในบัดดล ครั้นอีกาสวรรค์ถูกกำราบจนสิ้น ผู้คนจ้องมองวิหคยักษ์ดังเทพเจ้าด้วยใจระทึก หวาดเกรงว่ามันอาจลงมือร้ายกาจต่อมนุษย์ แต่แล้ว วิหคยักษ์ก็เริ่มบินวนรอบ ปีกใหญ่อันทรงพลังกระพือขึ้นลงอย่างรวดเร็ว สายฟ้าแลบแปลบปลาบ เมฆครึ้มหนักมีการรวมตัว ฝนห่าใหญ่โปรยปรายลงมาชำระความร้อนระอุที่แผดเผาเมืองให้มลายสิ้น เมื่อสายฝนเริ่มลงเม็ด วิหคยักษ์ก็บินลับไปในที่สุด
“เป็นสัตว์เทพ! เป็นสัตว์เทพโดยแท้!”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าสวรรค์จะไม่ทอดทิ้งพวกเรา…”
“วิหคทมิฬนั้น เป็นสัตว์เทพในตำนานบรรพกาลที่คอยปกปักษ์ป้องมนุษย์ ตำนานล้วนเป็นเรื่องจริง…”
“ฮึก…มนุษย์จะไม่สูญสิ้น จะไม่สูญสิ้น…”
“สวรรค์คุ้มครองพวกเรา สวรรค์คุ้มครองเราแล้ว!”
ทั่วทั้งเมือง ทั้งประชาชนและนักยุทธ์ต่างโห่ร้องด้วยความยินดี เสียงคร่ำครวญปนเสียงโห่ร้องที่เต็มไปด้วยความปีติ ดังกึกก้องจนแม้สายฝนก็ไม่อาจปิดบังไว้ได้ หวังหลงตัวเปียกชุ่มโชก แต่ยังคงมองไปทางที่วิหคดำจากไปโดยไม่ขยับตา เขานึกถึงคำของเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้เลี้ยงดูเขาขึ้นมา
“เสี่ยวหลง ชีวิตมนุษย์ไม่เคยไร้ความหวัง โชคดีหรือโชคร้ายล้วนหมุนเวียนไป เพียงแต่ลำดับที่มาถึงไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง โชคดีของเจ้า ย่อมมาถึงในวันหนึ่ง”
ในขณะนั้นเอง หวังหลงก็รู้สึกได้ว่าเขาได้พลิกโชคชะตาแล้ว เมื่อเขาคิดจะสละชีวิต สุดท้ายกลับเกิดสิ่งที่เหลือเชื่อขึ้น นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนโชคชะตาแล้วจะเป็นสิ่งใดกัน
อีกฟากหนึ่ง วิหคดำขนาดมหึมาได้มาถึงอีกเมืองแล้ว มันโปรยฝนให้ตกลงมาระงับไฟที่ปกคลุมทั้งภูเขาและตัวเมือง คนจำนวนมากที่พบเห็นต่างประหลาดใจและหวาดหวั่นในความใหญ่โตของมัน วิหคดำตนนี้คือร่างแปลงของเจียงฉางเชิง นี่คือการบรรลุขั้นที่เก้าของเก้าสวรรค์จำแลง จำแลงเป็นวิหคทมิฬ และเมื่อผนวกกับเทียบฟ้าเทียมพสุธา จึงเกิดเป็นภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจที่ทำให้ผู้คนพากันหวั่นเกรง
เก้าสวรรค์จำแลงเป็นวิชาจำแลงในปีไคหยวนที่ยี่สิบเอ็ด ซึ่งก็คือเขาได้มาครอบครองตอนอายุยี่สิบเอ็ดปี โดยปกติมากสุดก็แค่จำแลงเป็นนกกระจอกเล็กๆ นี่เป็นวิธีเดียวที่เขาคิดได้ในตอนนี้ แม้เผ่าอีกาสวรรค์จะยกพลมาค้นหา ก็มีแต่จะตามหาวิหคทมิฬ ไมอาจตามหาตัวเขาได้ ใครเล่าจะคิดว่าผู้บำเพ็ญธรรมเช่นเขาจะสามารถแปลงกายเป็นวิหคทมิฬยักษ์ได้เช่นนี้
เจียงฉางเชิงกลับมายังป่าไม้แล้วแปรเปลี่ยนกลับเป็นรูปลักษณ์เดิม เขาหายใจออกมาอย่างโล่งใจ หลังจากใช้อภินิหารถึงสามชนิดพร้อมกัน และยังต้องเรียกลมฝนเป็นเวลานาน มันทำให้พลังวิญญาณของเขาลดลงไปอย่างมาก เขาเดินกลับมายังลานบ้าน
[ซุ่นเทียนปีที่หกสิบ อีกาสวรรค์อาละวาดในดินแดนมนุษย์ หวังเผาทำลายเผ่ามนุษย์จนหมดสิ้น เจ้าสามารถขัดขวางได้ และอยู่รอดจากการโจมตีของอีกาสวรรค์ ผ่านพ้นมหันตภัยนี้ไปได้สำเร็จ ได้รับรางวัลแห่งการอยู่รอด…วัตถุวิญญาณ “อีกาทองจิตโลหิตสามขา”]
จิตโลหิตคืออะไร ชื่ออีกาทองสามขาฟังดูเจ๋งมาก ในตำนานของจีน นี่คือสัตว์เทพที่เป็นตัวแทนดวงอาทิตย์! เจียงฉางเชิงเดินกลับเข้าลานบ้าน ทุกคนมองไปทางเขา ไป๋ฉีเอ่ยถาม
“เร็วขนาดนี้เชียว”
เจียงฉางเชิงขมวดคิ้วแล้วถามว่า
“อะไรเร็วขนาดนี้”
ไป๋ฉีลังเลแต่ไม่ได้พูดออกมา เจียงฉางเชิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ข้าแค่ไปสงบใจในป่าไผ่มาเท่านั้น อย่าคิดมาก”
กล่าวจบเขาเดินเข้าไปในห้องของตน ไป๋ฉีคิดในใจอย่างแน่ชัด มันคาดการณ์ว่าเจียงฉางเชิงคงไปจัดการอีกาสวรรค์แล้ว มันมองไปทางเยี่ยสวินตี๋พลางกล่าว
“พนันกันไหม ข้าพนันว่าอีกาสวรรค์หมดสิ้นแล้ว”
จีอู๋จวินลืมตาขึ้นด้วยความแปลกใจ นางมองไปที่ไป๋ฉี หมายความว่าเมื่อครู่นี้มรรคาจารย์ออกไปจัดการอีกาสวรรค์อย่างนั้นหรือ นานแค่ไหนกันเชียว เยี่ยสวินตี๋พูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่พนัน ข้าจะพนันอะไรกับเจ้า ก็แค่พยายามหาประโยชน์จากข้า ข้าไม่ได้โง่เหมือนเทพกระบี่เสียหน่อย”
ไป๋ฉีหมดหนทาง เจ้าคนโง่นี่ไม่น่าเชื่อถืออีกแล้ว เจียงเจี้ยนจ้องไปที่ประตูห้องของเจียงฉางเชิงคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
อีกด้านหนึ่ง เจียงฉางเชิงเริ่มสืบทอดอีกาทองจิตโลหิต จิตโลหิตนี้สามารถทำให้สัตว์ปีศาจกลายร่างเป็นอีกาทองสามขา และยังเปลี่ยนวิญญาณให้เป็นวิญญาณอีกาทองคำได้ด้วย ในระหว่างขั้นตอนนี้ เจียงฉางเชิงเพียงแค่หยดเลือดของเขาลงในจิตโลหิตนั้น ก็จะสามารถควบคุมความเป็นความตายของทองคำโลกันตร์ได้ ทำให้มันไม่สามารถขัดขืนต่อเขาได้เลย นี่ก็เป็นของดี มังกรแท้ล้วนมี เลี้ยงอีกาทองก็ไม่เลว
เจียงฉางเชิงหยิบอีกาทองจิตโลหิตสามขาออกมา มันคือหยกโลหิตขนาดใหญ่ที่ลุกเป็นไฟ เขารีบหยดเลือดตัวเองลงไปในหยกโลหิตทันที ขั้นตอนนี้ง่ายดายมาก และไม่นานก็รวมตัวกันสำเร็จ เขารู้สึกได้ถึงสายสัมพันธ์กับจิตโลหิตนี้ เพียงแค่คิด มันก็จะสลายไปกลายเป็นผุยผง ในความหมายหนึ่ง หลังจากจิตโลหิตนี้รวมตัวสำเร็จ ก็มีสายเลือดของเขาปะปนอยู่ด้วย เปรียบเหมือนบุตรหลาน
เจียงฉางเชิงเก็บจิตโลหิตเข้าแหวนมหาวิญญาณ จากนั้นออกจากเรือน ทั้งยังแสร้งหยิบสมุนไพรชุดหนึ่งเดินไปตรงหน้าเตาหลอมโอสถแล้วเริ่มหลอมโอสถ
“หลอมโอสถเฉยๆ ไม่ได้ผลเก็บเกี่ยวเพิ่มหรือ”
ไป๋ฉีขมวดคิ้วคิดเงียบๆ
เจียงฉางเชิงตั้งใจไม่เปลี่ยนไป๋ฉีเป็นอีกาทอง ให้เจ้านี่เปลี่ยนเป็นบุตรเขา ช่างอึดอัดเหลือเกิน แถมอีกาทองจิตโลหิตสามขาเหมาะกับสัตว์ปีกมากกว่า สัตว์ปีกเปลี่ยนเป็นอีกาทองแล้วคุณสมบัติจะยิ่งสูงขึ้น สำหรับหวงเทียนและเฮยเทียนนั้น เดิมทีพวกมันมีพรสวรรค์สูงอยู่แล้ว ถ้าใช้กับพวกมันก็จะกลายเป็นการสิ้นเปลือง จิตโลหิตนี้สามารถทำให้เขามีผู้ช่วยที่มีพลังการต่อสู้สูง แต่ต้องหาไก่ป่าหรือนกปีกอีกสักตัวเป็นหน่วยต่อสู้ของเขาบนยอดเขามังกรผงาด ตอนนี้เขายังไม่รีบร้อน เพราะการเลี้ยงดูต้องใช้เวลา รอจนกระทั่งอีกาทองสามขาก้าวขึ้นมาได้สำเร็จ เขาคงได้ก้าวสู่มรรควิถีธรรมชาติชั้นเก้าแล้ว
คนอื่นเห็นเขากำลังหลอมโอสถอยู่ จึงวางใจไม่คิดอะไรมาก มุ่งมั่นฝึกวิชาของตัวเองต่อไป อีกด้านหนึ่ง ในโลกมรรคา อีกาสวรรค์ที่โดนเหล่าสัตว์ประหลาดล้อมรอบเพราะโดนคัมภีร์ภูผาสมุทรดูดกลืนวิญญาณไปครึ่งหนึ่ง ตอนนี้มันหวาดกลัวอย่างหนัก ไม่มีความเกรี้ยวกราดของระดับแปดถ้ำสวรรค์หลงเหลืออยู่ เกรงว่าจะโดนสิ่งลึกลับฆ่าทิ้ง
วันเวลาผ่านไปทีละวัน ไม่ถึงห้าวัน เจียงฉางเชิงก็พบว่าแต้มเซ่นไหว้ของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เมื่อเขาลองสัมผัสดู ก็พบว่าทวีปที่เขาเคยไปก่อนหน้านั้นมีผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้นอย่างล้นหลาม ประหนึ่งดวงดาวนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในความมืดมิด แถมยังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เขากลับสามารถเก็บแต้มเซ่นไหว้มหาศาลในฐานะวิหคทมิฬ!
เมื่อลองคิดดู ก็ไม่แปลกอะไร เพราะหลินเฮาเทียนเองก็ไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา ตราบใดที่จิตใจของคนเหล่านั้นนึกถึงเขา ก็สามารถมอบแต้มเซ่นไหว้ให้เขาได้ เจียงฉางเชิงรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก แต่เขาปกปิดไว้ได้ดี ไม่แสดงอาการใดๆ ต่อหน้าผู้อื่น
เรื่อยมาจนถึงเดือนสิบเอ็ด เจียงเชอมาเยี่ยมเจียงฉางเชิงและพูดถึงเรื่องอีกาสวรรค์
“ทางใต้ของเทียนไห บนทวีปอันห่างไกลถูกอีกาสวรรค์จลาจล มันกวาดล้างมนุษย์จนเกือบทำให้ทวีปนั้นล่มสลาย ทว่าท่ามกลางวิกฤติ วิหคทมิฬก็ปรากฏตัวขึ้น ว่ากันว่ามันใหญ่กว่าอีกาสวรรค์ถึงสิบเท่า แค่กางปีกก็สามารถบดบังฟ้าดินได้อย่างน่าเหลือเชื่อ มันแค่กลืนอีกาสวรรค์เข้าไปคำเดียวจนตาย ในต่างแดนต่างเล่าขานว่านี่คือการที่ฟ้าสงเคราะห์มนุษย์ แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้แพร่หลายเข้ามาในต้าจิ่ง ผมทราบมาจากองครักษ์ชุดขาว”
เจียงเชอพูดด้วยความตื่นเต้น ต้าจิ่งได้สร้างค่ายกลส่งตัวในพื้นที่อันห่างไกลที่สุดในเทียนไหราวกับป้องกันเผ่าปีศาจโจมตีเทียนไห ดังนั้นเขาจึงเอ่ยถึงข่าวที่ได้ยินมา
“อีกาสวรรค์ตายแล้วหรือ”
ไป๋ฉีเบิกตาโต มองเจียงฉางเชิงอย่างไม่ตั้งใจ จีอู๋จวินสีหน้าเปลี่ยน เอ่ยพึมพำ
“วิหคทมิฬ…”
เจียงฉางเชิงพูดอย่างสงบ
“มองข้าทำไม ข้าไม่ใช่วิหคทมิฬ”
ไป๋ฉีจำได้ว่าเจียงฉางเชิงสามารถแปลงร่างเป็นนกกระจอกได้ แต่ก็ฉลาดพอที่จะไม่พูดออกมา เยี่ยสวินตี๋กลับรู้สึกตื่นเต้น
“นั่นหมายความว่ามนุษย์เราไม่ได้โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งเสียทีเดียว ยังมีสัตว์ในโลกที่ไม่ได้เป็นสัตว์ปีศาจใช่หรือไม่”
เจียงเชอยิ้มกล่าว
“ใช่แล้ว การปรากฏตัวของวิหคทมิฬช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าราชวงศ์ต่างๆ อย่างมาก ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นในการเผชิญหน้ากับเผ่าปีศาจ”
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก เขาเองก็ตกใจ ไม่อยากเชื่อว่ามีสัตว์เทพคอยปกป้องมนุษย์จริงๆ