เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 229 สวรรค์กว้างใหญ่ เจ้าปีศาจรุกราน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 229 สวรรค์กว้างใหญ่ เจ้าปีศาจรุกราน
“จางอิง? นายท่านพูดถึงจางอิงคนใดหรือขอรับ”
เสี่ยวเอ้อร์ขยับเข้ามา เอ่ยด้วยรอยยิ้มแสนกระตือรือร้นบนใบหน้า
ผู้ที่มาเป็นชายชุดน้ำเงินผู้หนึ่ง แบกของที่เหมือนกระบองยาวด้ามหนึ่งไว้บนหลังซึ่งห่อเอาไว้ด้วยผ้าสีขาว ดูจากหน้าตาแล้วเขาน่าน่าจะอายุห้าสิบต้นๆ ดวงตาทั้งคู่เป็นเช่นดาบยามจรดสายตาลงบนตัวเสี่ยวเอ้อร์ ก็ทำเอาเสี่ยวเอ้อร์ใจสะท้านไปทีเดียว
ท่าจะเอาใจยาก!
เสี่ยวเอ้อร์ยังคงยิ้มค้างอยู่ด้วยท่าทางนอบน้อมอย่างมาก
ชายชุดน้ำเงินแค่นเสียงกล่าวว่า “อย่าเสแสร้ง ข้ารู้ว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นจางอิงหัวหน้าหอการค้าฉีหยวนเป็นคนออกเงินสร้าง ไปบอกจางอิงว่าข้ามีเรื่องต้องการพบเขาและไม่ทำให้เขาเสียเปรียบแน่”
เซียวปู้ขู่ที่อยู่ตรงมุมโรงเตี๊ยมได้ยินคำพูดนี้ก็อดเบิกตากว้างไม่ได้
แต่แววตาของเขาก็กลับหม่นหมองลงอย่างรวดเร็ว
เสี่ยวเอ้อร์เห็นว่าฝ่ายนั้นรู้จริงๆ หากว่าทำส่งเดชไปเกรงว่าเลือดจะสาดโรงเตี๊ยมเบาใจเขาจึงหุบยิ้มไปทันใดและกล่าวว่า “เช่นนั้นนายท่านก็ต้องรอระยะหนึ่ง ท่านจะยินยอมเข้าพักในโรงเตี๊ยมหรือไม่ขอรับ”
ชายชุดน้ำเงินล้วงเอาถุงเงินถุงหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อ ก่อนโยนไปบนโต๊ะเก็บเงิน จากนั้นยกมือขึ้นเป็นการบอกให้เสี่ยวเอ้อร์นำทางไป
พอเห็นเงินเสี่ยวเอ้อร์ก็หน้าชื่นตาบานขึ้นมา ก่อนพยักหน้าโค้งตัวนำทางทันใด
เมื่อเถ้าแก่เริ่มนับเงินที่อยู่ในถุงเงิน หัวคิ้วที่ขมวดแน่นก็คลายออกตามไปด้วย
ช่วงสิบวันที่สามของเดือนสองปีไท่เหอที่แปด
จางอิงมาถึงโรงเตี๊ยมเบาใจ เสี่ยวเอ้อร์เดินมาหาทันที และพาเขาขึ้นไปชั้นสองโดยไม่ได้ทำให้แขกคนอื่นๆ ตื่นตกใจ
เซียวปู้ขู่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ ถอนหายใจแล้วเช็ดต่อไป
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ภายในห้องพักห้องหนึ่ง
จางอิงมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาวางจอกสุราลงถามว่า “จริงหรือ”
ชายชุดน้ำเงินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขากล่าวว่า “อืม ข้าจะรอท่านอยู่ที่นี่ ท่านนำเงื่อนไขของข้าไปแจ้งต่อมรรคาจารย์ หากว่าไม่พอใจยังสามารถหารือกันได้อีก”
จางอิงมีสีหน้าลังเล
ชายชุดน้ำเงินพูดต่อว่า “มรรคาจารย์ยิงตะวันเรืองนามทั่วหล้า จะต้องไปล่วงเกินเผ่าปีศาจเป็นแน่ หากเขาต้องแบกรับสิ่งที่ต้องจ่ายเพียงลำพัง มิสู้เข้าร่วมกับฟ้าไพศาล และฟ้าไพศาลก็สามารถรับต้าจิ่งเอาไว้ได้ทีเดียวและยังคงรักษาการปกครองของฮ่องเต้ต้าจิ่งเอาไว้ เพียงต้าจิ่งส่งบรรณาการมาตามเวลาที่กำหนดเป็นพอ”
เขาหยุดพูดไปพักหนึ่ง แล้วบอกว่า “เทพสงครามแห่งราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้นำของฟ้าไพศาล เปิดรับผู้แข็งแกร่งจากทั่วใต้หล้าอย่างกว้างขวาง เป็นความหวังสุดท้ายของเผ่ามนุษย์เมื่อเผ่าปีศาจรุกราน ฟ้าไพศาลคือกลุ่มก้อนที่มีความรู้ความสามารถที่สุด”
“ตกลง ข้าจะไปสอบถามท่านมรรคาจารย์ดู”
จางอิงลุกขึ้น พลางเอ่ยเข้าประสานมือคำนับแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
ชายชุดน้ำเงินโล่งอก เขามองไปยังขอบฟ้าพึมพำว่า “มรรคาจารย์อย่าได้ทำให้ข้าผิดหวัง เผ่ามนุษย์ต้องการท่าน”
ฟ้าโปร่งอากาศสดชื่น ช่วงสิบวันที่สองเดือนสิบ
เจียงฉางเชิงขมวดคิ้ว
เขาเพิ่งพยากรณ์ดูอีกครั้ง พบว่ามูลค่าของผู้แข็งแกร่งที่สุดในแถบทะเลใกล้ๆ ทวีปชีพจรมังกรสูงถึงสิบสามล้าน และได้รู้แล้วว่าปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งอยู่ในขอบเขตที่รู้ได้ก็มีมูลค่าสูงถึงหนึ่งร้อยสิบล้าน
เมื่อเทียบกับหนึ่งปีก่อน มูลค่าของปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดเพิ่มขึ้นสิบล้านแต้ม และปีศาจที่มีมูลค่าร้อยล้านแต้มตนนั้นก็ยังคงอยู่
ซึ่งก็หมายความว่าสองปีมานี้ มีปีศาจน่าน่าหวาดกลัวซึ่งมีมูลค่ามากกว่าร้อยล้านแต้มเซ่นไหว้ปรากฏตัวขึ้นในขอบเขตที่รู้ได้ถึงสองตน
แม้ว่าขอบเขตการตรวจจับของระบบจะขยายออกเรื่อยมา แต่ก็มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังพุ่งเป้ามาที่เขา
ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย
มูลค่าแต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเชิงในเวลานี้ก็เพิ่มขึ้นจนถึงเก้าสิบล้าน เรื่องนี้ทำให้เขาเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งที่คล้ายได้กลับไปตอนเป็นหนุ่มที่เคยเผชิญหน้ากับหอมังกรมาหายาน
ช่างรู้สึกตึงเครียดนัก!
เวลานี้ เจียงฉางเชิงทำได้เพียงภาวนาให้พวกมันมาถึงให้ช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เรื่องยิงตะวันแม้จะนำมาซึ่งแต้มเซ่นไหว้ที่เพิ่มพูนขึ้นเหมือนกับระเบิด แต่ในเวลาเดียวกันก็ทำให้เขากลายเป็นเป้าล่อลูกธนูซึ่งนี่ก็คือผลลัพธ์ของการโดดเด่นเกินไป
แต่เจียงฉางเชิงกลับไม่ได้สำนึกเสียใจ เพราะสำนึกเสียใจก็ไร้ประโยชน์ มิสู้มองไปข้างหน้าดีกว่า
ในวันนี้ จางอิงมาหา
เขาคารวะทุกคนเหมือนเช่นปกติ จากนั้นก็แจ้งวัตถุประสงค์ในการมาแก่เจียงฉางเชิง
เมื่อได้ยินว่าเทพสงครามแห่งราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ก่อตั้งราชอาณาจักรโชคชะตาขึ้นมา ใช้นามว่าฟ้าไพศาล และเชิญผู้แข็งแกร่งทั่วใต้หล้าไปเข้าร่วมกับเขาเพื่อเป็นการรวบรวมเผ่ามนุษย์ให้เป็นปึกแผ่น เจียงฉางเชิงก็เลิกคิ้วไม่พอใจอยู่ในอก พูดเสียน่าฟัง มิใช่วาอยากตั้งตนเป็นใหญ่หรอกหรือ
หากว่าต้องการให้เผ่ามนุษย์สามัคคีกันจริงๆ เหตุใดไม่ก้าวออกเผชิญหน้ากับเผ่าอีกาสวรรค์เล่า
ขอเพียงฟ้าไพศาลทำลายเหล่าอีกาสวรรค์ลงได้ก็จะทำให้มีชื่อเสียงเพิ่มพูน ยังต้องกังวลว่าจะไม่มียอดฝีมือมาหาอีกหรือ
จืออู๋จวินขมวดคิ้วกล่าวว่า “ฟ้าไพศาล คิดไม่ถึงว่าที่สุดแล้วหลินหงเฉินก็อดไม่ไหวแล้ว”
เยี่ยสวินตี่ถามด้วยความสงสัยว่า “หลินหงเฉินก็คือเทพสงครามของราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นหรือ เป็นระดับขั้นใด”
จืออู๋จวินตอบว่า “เขาเป็นหนึ่งในสามเทพสวรรค์ที่มีฐานะสูงที่สุดในราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ เหนือกว่าขั้นถ้ำสวรรค์เก้า บรรลุระดับขั้นจอมราชายุทธ์ เขาเคยเผยมาก่อนว่าอยากก่อตั้งพรรคที่มีนามว่าฟ้าไพศาล คิดไม่ถึงว่าฟ้าไพศาลกลับกลายมาเป็นราชอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ หึ ไม่รู้จักละอายเสียเลย ทำให้ชื่อเสียงของเทพสงครามเสื่อมเสีย”
“ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์มีเทพสงครามหลายสิบคน แม้ว่าเทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสาม ไม่แน่ว่าจะแข็งแกร่งที่สุด แต่เป็นตัวแทนของความน่าเกรงขามของราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนเทพสงครามอีกสองคนนั้น คนนึงเขาทำสงครามจนตายและอีกคนหนึ่งสูญหาย มีเพียงหลินหงเฉินที่ไม่ไดออกศึกจวินบูรพา เวลานี้กลับกระโจนออกมาแสดงตัวว่าห้าวหาญทรงคุณธรรม ไม่ได้ความจริงๆ!”
นางยิ่งด่าทอก็ยิ่งเดือดดาล นางเพิ่งด่าเผ่าปีศาจแล้ว หลินหงเฉินก็เป็นคนแรกที่ทำให้นางเสียกริยาเช่นนี้
เจียงฉางเชิงแอบพยากรณ์อยู่ในใจว่าหลินหงเฉินแข็งแกร่งเพียงใด
หนึ่งร้อยยี่สิบล้าน!
ที่แท้ก็คือผู้แข็งแกร่งของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ที่พยากรณ์ย้อนไปก่อนหน้านี้นั่นเอง
แต่ว่าเหตุใดจืออู๋จวินจึงบอกว่า ไม่แน่ว่าเขาจะแข็งแกร่งที่สุด หรือว่ายังมีเทพสงครามจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ภายในขอบเขตตรวจจับของระบบ
เจียงฉางเชิงยิ่งคิดก็ไม่เข้าใจ จึงพยากรณ์ต่อไปว่าฟ้าไพศาลแข็งแกร่งเท่าใด
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 1,029,056,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
เจ้าตัวดีเอ๋ย!
หนึ่งพันล้านแต้มเซ่นไหว้ น่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียว?
เจียงฉางเชิงถึงกับตกใจ พริบตานั้นเขาเกิดความอยากเข้าร่วมกับฟ้าไพศาลขึ้นมาอย่างสาหัส
แต่พอคิดอีกครั้ง ฟ้าไพศาลจะต้องกลายเป็นหนามในตาของเผ่าปีศาจ จึงไม่อาจเข้าร่วมได้โดยง่าย ยิ่งไปกว่านั้น หลินหงเฉินต้องไม่มีทางดูแลเขาโดยเปล่าประโยชน์เป็นแน่ ให้ไปต่อสู้ทุกวันเขาไม่เอาด้วยหรอก
จางอิงสงสัยในฐานะของจืออู๋จวินมาโดยตลอด เวลานี้เมื่อได้ยินว่านางรู้จักฟ้าไพศาลอย่างดี จึงอดถามไปไม่ได้ว่า “ขอสอบถามผู้อาวุโส เหตุใดท่านจึงรู้จักอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ถึงเพียงนี้”
จืออู๋จวินสงบเพลิงโทสะลง แล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ เจ้าแค่ต้องรู้ไว้ข้อหนึ่งว่า หลินหงเฉินไม่มีทางเป็นเจ้าศักดิ์สิทธิ์โดยเด็ดขาด คนผู้นี้สามารถละทิ้งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้ย่อมต้องสามารถละทิ้งฟ้าไพศาลได้ด้วยเช่นกัน”
เจียงฉางเชิงเอ่ยปากถามว่า “แล้วหากว่าหลินหงเฉินไร้ยางอายเช่นนี้ เหตุใดจึงก่อตั้งฟ้าไพศาลขึ้นมา”
จืออู๋จวินกล่าวว่า “หลินหงเฉินมีนิสัยเจ้าชู้ สตรีของเขานับได้ไม่หวาดไม่ไหว ไม่ว่าไปที่ใดล้วนทิ้งทายาทเอาไว้จำนวนมาก เมื่อรวบรวมในหลายปีนี้ ทายาทของเขาก็มีจำนวนนับไม่ถ้วน กอปรกับเขามีคุณสมบัติร่างกายที่ไม่ธรรมดาทำให้ทายาทของเขามีพรสวรรค์ที่ไม่ต่ำต้อยด้วยเช่นกัน ในเวลาหลายร้อยปีจะต่องเติบโตขึ้นมา ข้ากำลังสงสัยว่าฟ้าไพศาลนั้นก่อตั้งจากการที่เขารวบรวมเหล่าทายาทของเขาขึ้นมาแน่นอน ว่าแม้เขาจะไร้ยางอายแต่ก็เชี่ยวชาญในการผูกมิตรอย่างยิ่ง เมื่อเขาดึงตัวสหายสนิทของตนเข้ามา ฟ้าไพศาลจะต้องไม่อ่อนด้อยเป็นแน่”
ไป๋ฉีกระเซ้าว่า “ที่เจ้าโมโหโกรธาเพียงนี้หรือว่า…”
จืออู๋จวินปรายสายตาเย็นเฉียบมองมันและกล่าวว่า “แม้หลินหงเฉินจะไร้ยางอาย แต่ก็ไม่กล้าแตะต้องข้า โชคชะตาของตระกูลจือ เขาจะหลบให้พ้นยังไม่ทันเลย ยิ่งไปกว่านั้น ข้าฝึกวิชามาช่วยชีวิตยังไม่เคยแปดเปื้อนจากบุรุษ ในเวลานี้ ยังไม่เคยมีบุรุษใดทำให้ข้าหวั่นไหวมาก่อน”
ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงปรายตาไปมองเจียงฉางเชิงโดยไม่รู้ตัว
เจียงฉางเชิงมองจางอิงแล้วกล่าวว่า “กลับไปปฏิเสธเขาเสียเถิด และจะเอาก็สามารถเล่นเล่ห์สักหน่อย บอกไปว่าข้าทำลายอีกาสวรรค์ไปแล้ว กลัวเผ่าปีศาจจะมาแก้แค้นจึงไม่กล้าไปจากต้าจิ่ง คิดว่าพวกเขาก็จะไม่กล้าขืนบังคับเช่นกัน”
จางอิงพยักหน้า แต่กล่าวอย่างลังเลว่า “ท่านมรรคาจารย์ข้ากลัวว่า…”
เจียงฉางเชิงยกมือขึ้นมีเกล็ดทองใบหยกบินจากข้างในแขนเสื้อไปตรงหน้าจางอิง แล้วกล่าวว่า “รับมันไว้มันสามารถช่วยชีวิตเจ้าได้”
จางอิงก็เป็นผู้ศรัทธาแต้มเซ่นไหว้เช่นกันแค่ยังไม่ถึงขั้นเป็นจิตวิญญาณของแต้มเซ่นไหว้ประกอบกับหลายปีมานี้หอการค้าฉีหยวนช่วยเหลือต้าจิ่งอย่างมากเขาจึงยินดีจะหนุนหลังจางอิง
จางอิงตื่นเต้นนักรีบเก็บเกล็ดทองใบหยกเอาไว้เป็นอย่างดี จากนั้นก็คารวะขอบคุณ
เมื่อเขากลับไปแล้วจืออู๋จวินก็เอ่ยชมว่า “จะอย่างไรมรรคาจารย์ท่านปราดเปรื่องหากจะไปร่วมสังฆกรรมกับหลินหงเฉินก็ไม่ต่างกับไปขอหนังกับพยัคฆ์อย่างไม่ต้องสงสัยไม่แน่ว่าวันใดอาจถูกเขาหักหลังก็เป็นได้”
เจียงฉางเชิงไม่ได้เอ่ยต่อหากหลับตาลงฝึกวิชาเพื่อเตรียมตัวรับกับผู้ที่มีมูลค่าแต้มเซ่นไหว้กว่าร้อยล้านทั้งสองคน
นอกจากสองคนนี้แล้วยังมีเจ็ดจอมปีศาจที่กำลังจะฟื้นคืนชีพอีกแม้ว่ายอดเก้าเทพมังกรน่าจะจำเขาไม่ได้แต่ก็หมายความจายุคแห่งความมืดมิดแห่งราชวงศ์ทั้งปวงแห่งมหาสมุทรกำลังจะมาถึงแล้ว
ข้างใต้จันทรา ราตรีชายชุดคลุมขาวนั่งอยู่ที่ริมหน้าผามองไปยังดวงจันทร์สว่างไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
จู่ๆ ชายสวมหน้ากากก็ปรากฏตัวขึ้นมาข้างหลังเขา คุกเข่าลงครึ่งหนึ่งกล่าวว่า “นายท่านผู้สูงส่ง ผู้ยิงตะวันเป็นมรรคาจารย์จริงๆ คนของบ่าวเพิ่งสืบมาได้อีกว่ามีปรมาจารย์ยักษ์สองตนกำลังเร่งรีบไปยังทวีปชีพจรมังกร นอกจากนี้ฟ้าไพศาลซึ่งเป็นราชวงศ์โชคชะตาที่เทพสงครามฟ้ากว้างก่อตั้งขึ้นก็ได้รับราชวงศ์โชคชะตาเอาไว้มากมาย มีอานุภาพเกรียงไกรนักขอรับ”
ได้ยินคำชายชุดคลุมขาวพลันขมวดคิ้วกล่าวว่า “ฟ้าไพศาล? ที่แท้เป็นดังนี้ช่างน่าขันเสียจริงรู้ที่ว่าสิ่งที่ฝ่าบาทคาดไว้จะเป็นความจริง หลินหงเฉินมีแผนการอยู่ในใจเอาไว้นานแล้วจะว่าไปครั้งนั้นที่ฝ่าบาทให้เขาไปทำลายรังของเผ่าปีศาจเพื่อตัดกำลังของพวกมันก็เป็นเจ้านี่ที่เล็ดรอดออกไปได้และปล่อยให้พวกปีศาจมีพลังเพิ่มพูนขึ้นหากมิใช่ว่าเขามีตำแหน่งสูงส่งทรงอำนาจ มีรากฐานที่กว้างขวางใหญ่โต ฝ่าบาทก็จะกำจัดเขาไปนานแล้ว น่าเสียดายก่อนที่จะล้มเขา จอมราชันแห่งเผ่าปีศาจได้ออกมาทั่วหล้าแล้ว”
ชายสวมหน้ากากนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่จึงกล่าวว่า “อัครมหาเสนาบดีแห่งฟ้าไพศาลต้องการดึงตัวมรรคาจารย์มา มรรคาจารย์สังหารอีกาสวรรค์ทุกคนจะต้องทำให้เกิดความยุ่งยากตามมาเป็นแน่เขาอาจจะเข้าร่วมกับฟ้าไพศาลเพื่อเสาะหาการปกป้อง”
ชายชุดคลุมขาวลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “หากว่าเป็นดังนี้ ข้าก็จะตัดสินมรรคาจารย์ใหม่อีกครั้งเพราะเขาอาจไม่ใช่จักรพรรดิยุทธ์”
ชายสวมหน้ากากเงยหน้าขึ้นถามว่า “นายท่านผู้สูงส่ง ฟ้าไพศาลไม่อาจเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์แห่งต่อไปหรอกหรือ”
เขาศึกษาฟ้าไพศาลมาแล้วและพบว่ามีอานุภาพน่าตื่นตะลึงเป็นที่สุด
“ฝ่าบาทคำนวณมาแล้วเจ้าเกาะจักรพรรดิยุทธ์ก็เคยคำนวณมาแล้ว จักรพรรดิยุทธ์ลิขิตสวรรค์จะผงาดขึ้นมาหลังจากด่านเคราะห์ใหญ่ของเผ่าปีศาจเริ่มขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าก่อนที่เขาจะผงาดขึ้นมาคนอื่นก็จะไม่ใช่จักรพรรดิยุทธ์ ไม่ว่าจะมีความสามารถหรือชื่อเสียงเช่นใด หลินหงเฉินก็มิใช่วาเพิ่งจะโดดเด่นขึ้นมาในหลายปีนี้สักหน่อย” ชายชุดคลุมขาวกล่าวอย่างสงบ
ชายสวมหน้ากากนิ่งเงียบ
ชายชุดคลุมขาวหันหลังไปและถามว่า “เขาเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”
ชายสวมหน้ากากตอบว่า “เข้าหาศพของจอมปีศาจได้ศพหนึ่งแล้ว คนของบ่าวไม่กล้าบุ่มบ่ามไปดู คล้ายว่าเขาไม่ต้องการให้พวกเรารู้ว่าเขากำลังทำสิ่งใดอยู่”
ชายชุดคลุมขาวขมวดคิ้วเขาลังเลอยู่พักใหญ่จึงกล่าวว่า “นอกจากเขาแล้วให้คอยจับตาดูมรรคาจารย์ต่อไป หากเขาปฏิเสธฟ้าไพศาลจงนำประตูสวรรค์อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ไปมอบแก่เขา”
ได้ยินคำชายสวมหน้ากาก็เงยหน้าขึ้นอย่างแรง มานตาขยายใหญ่พลางถามด้วยน้ำเสียงสั่นว่า “นายท่านผู้สูงส่ง นี่ท่านกำลังจะถือหางต้าจิ่ง? เรื่องนี้เกรงว่า…ต้าจิ่งหาใช่ราชวงศ์แห่งโชคชะตาของมรรคาจารย์ บ่าวเคยตรวจวัดมาแล้ว โชคชะตาของต้าจิ่งอ่อนแอนักไม่ได้อยู่แม้แต่ในร้อยอันดับแรกของราชวงศ์แห่งโชคชะตาบนทะเลด้วยซ้ำ แล้วจะกลายเป็นราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร!”
แววตาของชายชุดคลุมขาวเป็นประกายกล่าวว่า “ก็เป็นเพราะต้าจิ่งมีกำลังอ่อนด้อยจึงต้องช่วยผลักดันเขาสักหน่อย มิใช่วาอู๋จวินก็อยู่ที่ต้าจิ่งหรอกหรือซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่นางเลือกเอง”
“เอาละไม่ต้องพูดอีกแล้วไปทำตามที่ข้าสั่ง!” ชายชุดคลุมขาวสะบัดแขนเสื้อเผยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยินยอมให้โต้เถียงแต่อย่างใด
ชายสวมหน้ากากลังเลอยู่พักใหญ่แต่ก็ยังรับคำสั่งและจากไป
[1] สิบวันที่สาม คือ ช่วงวันที่ 21-30 ของเดือน
[2] ขอหนังกับพยัคฆ์ หมายถึง การร่วมมือกับผู้ที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันย่อมไม่สำเร็จ (อยากได้หนังเสือจึงไปหารือกับเสือ เสือย่อมไม่ยอม)