เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 523 กระแสนิยมการฝึกร่างกาย การจู่โจมของ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 523 กระแสนิยมการฝึกร่างกาย การจู่โจมของ
มหันตภัยแห่งการคืนชีพ
“นั่นมันคือสิ่งใด”
“ข้าก็ไม่รู้ หรือว่าศัตรูจะบุกมาโจมตีอีกแล้ว”
“ยามมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์มาเยือน ทุกหนทุกแห่งล้วน
เกิดเภทภัย ถือกำเนิดมาในยุคสมัยเช่นนี้ช่างน่าเศร้าดีแท้”
“พวกเจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่า”
“เอ๋ มีเสียงหอบหายใจอยู่นี่ ดังออกมาจากด้านในไอ
สีดำนั่น”
สิ่งมีชีวิตทั้งหลายทยอยกันได้ยินเสียงหอบหายใจลึกลับ
บนเส้นทางสีทองเริ่มเต็มไปด้วยบรรยากาศของ
ความวิตกกังวล
เจียงเจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียนยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน
พวกเขามองทุกสิ่งอย่างนิ่งสงบ พวกเขาติดตามจอมเทพ
ปี้หลิ่วมานานมากแล้ว เคยพบเจอคลื่นลมมามากมาย จึงไม่
ถูกสิ่งปริศนาทำให้หวาดผวา
“เทพแห่งมหันตภัยถือกำเนิดขึ้นมาอีกองค์แล้ว
ช่างบังเอิญเสียจริงที่มาขวางหน้าข้าพอดี”
น้ำเสียงเฉยชาของจอมเทพปี้หลิ่วดังขึ้น แต่ความเฉยชา
นี่เองที่ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนเส้นทางสีทองสงบใจลงได้
ราวกับไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งปานใด จอมเทพ
ก็จัดการได้
ร่างกายอันใหญ่โตของจอมเทพปี้หลิ่วปรากฏตัวออกมา
ด้านหลังเส้นทางสีทอง ลำแสงแห่งกฎทั้งสี่สายดูเหมือน
บัญญัติสวรรค์ ศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขาม
ระหว่างที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายจับจ้องมองนางนั่นเอง จอม
เทพปี้หลิ่วก็ขว้างลำแสงแห่งกฎสายหนึ่งออกไปอย่างฉับพลัน
ลำแสงวาดผ่านเหนือเส้นทางสีทองพุ่งโจมตีวังน้ำวนสีดำ
วังน้ำวนสีดำหดตัวในทันใด มันกำลังถูกลำแสงแห่งกฎ
ดูดกลืนเข้าไป ไอสีดำขนาดมโหฬารยิ่งกว่ามหาพิภพหดเล็ก
ลงอย่างเร็วรี่ ทว่าในตอนที่มันใกล้จะถูกลำแสงแห่งกฎสูบกลืน
จนหมดสิ้นนั่นเอง วังน้ำวนสีดำกลับระเบิดตัวเอง เป่าลำแสง
แห่งกฎจนหายไป
สายลมรุนแรงอย่างที่จินตนาการไม่ออกพัดมาทาง
เส้นทางสีทอง สิ่งมีชีวิตด้านหน้าถูกสังหารไล่มาตามลำดับ
เหลือเพียงพวกที่พลังแข็งแกร่งจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ฝืนต้านไว้
ได้
เจียงเจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียนอยู่ตรงกลางๆ ถึงกระนั้น
พวกเขาก็ยังได้รับผลกระทบ ต้องใช้พลังอาคมของตนเอง
ป้องกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะก่อเกิดกายเนื้อแล้ว ที่แท้เจ้าจงใจ
มารอข้าอยู่ที่นี่สินะ!”
จอมเทพปี้หลิ่วเอ่ยเสียงเย็นชา ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยจิต
สังหาร
ลำแสงแห่งกฎที่นางขว้างออกไปเมื่อครู่เริ่มก่อตัวรวมกัน
ใหม่อีกครั้ง นางระเบิดคลื่นพลังออกมา เป้าหมายก็คือไอสีดำ
กลุ่มนั้น
จิตสังหารอันพลุ่งพล่านอัดแน่นไปทั่วห้วงมิติบริเวณนี้
มันไล่ต้อนวังน้ำวนไอดำให้เริ่มเปลี่ยนรูปร่าง ไอสีดำค่อยๆ
ก่อตัวรวมกันกลายเป็นร่างมหึมาอันน่ากลัวร่างหนึ่ง
ร่างนั้นมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ทว่ามีหกแขนและไร้ศีรษะ
ผิวนอกของกายเนื้อปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำคล้ายศิลาแผ่นแล้ว
แผ่นเล่า ข้อต่อเป็นเปลวเพลิงสีขาวที่กำลังลุกไหม้ ส่วน
ด้านหลังมีบางสิ่งกลมโค้งขนาดมหึมาลอยอยู่ มันดูราวกับ
จันทร์ครึ่งดวงสีดำเข้มที่กำลังหมุนไม่หยุด
ทันทีที่เขาปรากฏกาย ไอชั่วร้ายมหาศาลก็แผ่พุ่ง ไอ
ชั่วร้ายสายนี้เย็นยะเยือกยิ่งกว่าไอสังหารของจอมเทพปี้หลิ่ว
มันช่างชวนให้คนหวาดหวั่นสั่นกลัว
“เจ้าหมอนั่น…”
ดวงตาของหลินเฮ่าเทียนเต็มไปด้วยแววตาหวาดกลัว
เขาพลัดหลงเข้ามาในมหาสมุทรเชื่อมอนธการเนิ่นนาน
ถึงเพียงนี้ ก็เพิ่งเคยสัมผัสไอชั่วร้ายระดับนี้เป็นหนแรก แม้ว่า
จะสัมผัสจากระยะทางไกลขนาดนี้ เขาก็ยังพรั่นพรึงจนเหมือน
ดวงวิญญาณถูกแช่แข็ง
เจียงเจี่ยนหวาดกลัวยิ่งกว่า เขาเผลอเปิดดวงเนตรมหา
มรรคาขึ้นมา
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ให้ข้าได้ยลความร้ายกาจของเทพ
แห่งมหันตภัยยุคนี้หน่อยแล้วกัน!”
เสียงของจอมเทพปี้หลิ่วดังขึ้น ขณะที่เอ่ยจบ แสงสีทองก็
สว่างไสวปกคลุมไปทั่วห้วงมิติ
เทพแห่งมหันตภัยลึกลับทะยานร่างขึ้นด้านบน แขนทั้ง
หกข้างกางออก พลังอันน่ากลัวไหลตามเส้นสายกล้ามเนื้อ
ไปอาบทั่วร่าง ยามเขาพุ่งทะยานผ่านแม้กระทั่งห้วงมิติก็
บิดเบี้ยว
จอมเทพปี้หลิ่วหันหน้าประจันกับเทพแห่งมหันตภัยแล้ว
ยกแขนข้างหนึ่งขึ้น จากนั้นเสียงของนางก็ดังตามมา
“นับแต่พ่ายแพ้หนนั้น ข้าผ่านศึกนับหมื่นมิเคยปราชัย
ข้าจะไม่แพ้อีกแล้ว ส่วนเจ้า จะเป็นศึกประเดิมการหวนคืนห้วง
อนันต์สุญญตาของข้า! เจ้าโชคร้ายยิ่งนัก แต่ก็เป็นเกียรติ
ยิ่งนักเช่นกัน!”
…
หนึ่งร้อยปีแรกหลังจากเจียงฉางเซิงปิดด่าน กายทอง
คงกระพันกลายเป็นวิชาฝึกกายาภาคบังคับของศิษย์สำนัก
บำเพ็ญเซียนและขุมอำนาจต่างๆ นั่นก็เพราะว่าสำนักใดฟูม
ฟักอัครเซียนยุทธ์ออกมาได้ สำนักนั้นย่อมกลายเป็นลัทธิ
มรรคาแห่งถัดไป เผลอๆ อาจกลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่แดน
สวรรค์มิกล้าดูแคลนก็เป็นได้ ด้วยความเป็นมาเช่นนี้เอง โลก
บำเพ็ญเซียนจึงหันมาส่งเสริมเคล็ดวิชาฝึกกายา
ผู้บำเพ็ญเซียนที่มีพรสวรรค์และฉลาดเฉลียว
จำนวนมากอาศัยวิชากายทองคงกระพันอ้างอิง แล้วสร้าง
เคล็ดวิชาฝึกกายาออกมามากมาย เช่นวิชากายทองอมตะ
วิชาร่างศักดิ์สิทธิ์ไร้อาสัญ วิชากายทองนิรันดร์เป็นต้น วิชา
เหล่านี้ผุดออกมาไม่หยุดประหนึ่งหน่อไม้หลังฝน แม้พวกมัน
จะเทียบวิชากายทองคงกระพันไม่ได้ แต่มันก็ช่วยผลักดันให้
วิถีเซียนพัฒนา
ความนิยมนี้ดำรงอยู่นับพันปี เมื่อผู้บำเพ็ญเซียนค้นพบ
ว่าวิชากายทองคงกระพันฝึกให้บรรลุยากยิ่งกว่าเหยียบขึ้นฟ้า
กระแสนิยมนี้ก็เริ่มเสื่อมถอย แต่ก็ยังมีผู้บำเพ็ญเซียนไม่น้อยที่
ใจมุ่งมาดปรารถนา ดึงดันฝึกอย่างมิเกียจคร้าน
แม้กายทองคงกระพันจะฝึกฝนจนบรรลุยาก แต่ทุกคนที่
เคยฝึกมันล้วนได้ผลลัพธ์เป็นกายเนื้อที่แข็งแกร่งขึ้นในระดับ
ต่างๆ กันไป พวกเขาล้วนขอบคุณมรรคาจารย์ที่ประทานสิ่งนี้
มาให้
หนึ่งพันปีหลังเทศนา ผู้ฝึกยุทธ์ในสามพันโลกกับโลก
สวรรค์เริ่มค้นพบว่า กายเนื้อของผู้บำเพ็ญเซียนแข็งแกร่งขึ้น
ทุกที ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเริ่มเสาะหาวิชากายทองคงกระพัน
บ้าง
สรรพสิ่งในโลกีย์โลกย่อมมีเปลี่ยนผัน วิถีเซียนเองก็
เช่นกัน ดังนั้นข่าวการย้ายตำแหน่งของโลกคุนหลุนจึง
ไม่ทำให้เกิดผลกระทบมากเท่าใดนัก ไม่ว่าอย่างไรโลกสวรรค์
ก็ยังเชื่อมต่อกับโลกคุนหลุนผ่านค่ายกลอาคมเคลื่อนย้ายอยู่
ส่วนโลกคุนหลุนก็ไม่ปิดกั้น ยังอนุญาตให้ผู้ฝึกบำเพ็ญจาก
มหามรรคาสายอื่นเข้าไปเยือนได้ตามเดิม
แม้วิถีเซียนจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่
การดำรงอยู่ของพวกเขาก็ยังไม่ค่อยเป็นที่สนใจในช่วง
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์นี่อยู่ดี นั่นก็เพราะว่าขุมอำนาจทั้งหลาย
ล้วนหวั่นกลัวมรรคาจารย์ ดังนั้นพวกเขาย่อมไม่กล้าเข้าไป
หาเรื่อง
ในช่วงมหันตภัย สรรพชีวิตทั้งหลายจะได้รับผลกระทบ
จากพลังแห่งบาปกรรม แต่เป้าหมายในการเข่นฆ่าของ
พวกเขาไม่ใช่เพื่อเข่นฆ่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังฆ่าเพื่อ
ผลประโยชน์ด้วย ทว่าวิถีเซียนในปัจจุบันไม่มีสิ่งใดควรค่าให้
ขุมอำนาจทั้งหลายเข้ามาแย่งชิง ส่วนเคล็ดวิชาบำเพ็ญ
ทั้งหลายของวิถีเซียน คนก็รู้กันทั่วแล้วว่าพวกมันฝึกได้เมื่ออยู่
ในโลกคุนหลุนกับโลกสวรรค์เท่านั้น
ผู้บำเพ็ญเซียนที่ฝึกบำเพ็ญอยู่ในสามพันโลกพวกนั้นพอ
ก้าวออกจากโลกคุนหลุนหรือโลกสวรรค์ก็ฝึกบำเพ็ญต่อไม่ได้
ยามใดพลังอาคมกับโอสถหมด พวกเขาก็ต้องย้อนกลับไปที่
โลกสวรรค์กับโลกคุนหลุนซ้ำอีก ช่างวุ่นวายยิ่งนัก
เรื่องนี้ทำให้วิถีเซียนกลายเป็นสิ่งน่าขันในสายตาของขุม
อำนาจใหญ่มากมาย
สิ่งที่น่าประหลาดก็คือ แม้เป็นเช่นนี้ แต่จำนวนผู้บำเพ็ญ
เซียนในวิถีเซียนกลับไม่ลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้น ทว่าถึงขุม
อำนาจทั้งหลายจะแปลกใจ แต่พวกเขากำลังยุ่งอยู่กับศัตรู
และความแค้นของแต่ละกลุ่มอยู่จึงไม่มีเวลามาขบคิดเกี่ยวกับ
วิถีเซียน จะให้เข้าไปหาเรื่องมรรคาจารย์เพียงเพราะความ
สงสัยก็มิได้ใช่หรือไม่ พวกเขาต่างคิดว่ากว่าวิถีเซียนจะพัฒนา
จนแข็งแกร่งย่อมต้องใช้เวลา แล้วต่อให้วิถีเซียนแข็งแกร่งขึ้น
มาแล้ว ผู้ที่จะไปต่อกรกับมันก็ไม่ใช่พวกเขาอยู่ดี
พูดไปพูดมาสรุปก็คือสามพันโลกกำลังโกลาหล ไม่มีขุม
อำนาจใดครองอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ ดังนั้นพวกเขา
จึงสนใจเพียงกองกำลังของตนเองเท่านั้น พวกเขา
ไม่มีคุณสมบัติพอจะมองวิถีเซียนจากมุมที่วิถียุทธ์เคยมอง
กาลเวลาปีแล้วปีเล่าผันผ่าน
เภทภัยในสามพันโลกรุนแรงขึ้นทุกวัน มีขุมอำนาจใหญ่
ถูกทำลายไม่ขาดสาย แต่ก็มีขุมอำนาจใหม่ผงาดขึ้นมาไม่เว้น
ช่วง ไอโลหิตเริ่มปกคลุมไปทั่วห้วงอนันต์สุญญตา
มรรคาจารย์ปิดด่านฝึกบำเพ็ญมาเนิ่นนานจนขุมอำนาจ
แต่ละแห่งเริ่มลืมเลือนเขาแล้ว แดนสวรรค์เองก็เคลื่อนไหวได้
อย่างจำกัด ท่ามกลางมหันตภัย ตัวตนของวิถีเซียนจึงจืดจาง
ลงเรื่อยๆ
วันนี้เอง
ในตำหนักเหนือสรรพสิ่งของวิถีเหนือสรรพสิ่ง
ไท่ซั่งคุนหลุนนั่งอยู่บนตำแหน่งประธานเบื้องบน เขา
กำลังก้มมองผู้คนทั้งหลายที่อยู่ในโถงตำหนัก คนเหล่านี้ล้วน
เป็นผู้แข็งแกร่งที่สวามิภักดิ์ต่อเขา
“อสุรกายมหันตภัยอย่างนั้นรึ ครานี้เป็นเทพแห่ง
มหันตภัยแบบไหนเล่า” ไท่ซั่งคุนหลุนถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมื่อหนึ่งพันปีก่อน เทพแห่งมหันตภัยองค์หนึ่งเข้ามา
ก่อความวุ่นวายในมหาพิภพนิลเหลือง เปิดฉากสร้างกลียุคให้
สามพันโลกอย่างเป็นทางการ แต่เพราะไท่ซั่งคุนหลุนเคยพบ
อริยเทวะโลกามาแล้ว ตอนนี้เขาจึงค่อนข้างดูแคลนเทพแห่ง
มหันตภัยทั้งหลาย
เทพแห่งมหันตภัยที่ถูกสรรพชีวิตมองว่าเป็นเทพมาร
เหล่านั้น แท้จริงเป็นได้เพียงเหยื่อในสายตาของมรรคาอริยะ
เท่านั้น
“นายท่าน ได้ยินมาว่าพลังของเขาเกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพ
ขอรับ ระยะนี้ไม่ว่าจะในสำนัก เผ่าตระกูลหรือราชวงศ์แห่ง
โชคชะตาของพวกเราแต่ละคนต่างมีคนตายฟื้นขึ้นมาจาก
สุสานแล้วสร้างเภทภัยมากมาย” ผู้เฒ่าคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำ
เสียงเคร่งเครียด
คำพูดของเขาจุดชนวนให้ผู้แข็งแกร่งคนอื่นพากันเอ่ย
ตามบ้าง
“นับแต่โบราณมีคนที่ตายแล้วแต่กายเนื้อมิสิ้นสลายตั้ง
มากมาย หากพวกเขาทุกคนฟื้นคืนชีพกลับมากันหมดจริงๆ
จะลุกฮือขึ้นมาคว่ำทั้งสามพันโลกก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้”
“พลังแห่งการคืนชีพแต่เดิมก็ลึกลับอยู่แล้ว คิดไม่ถึงเลย
ว่าจะมาเกี่ยวพันกับเทพแห่งมหันตภัย”
“ก่อนหน้านี้เทพแห่งหยินหยางยังสร้างร่างเลียนแบบ
ของพวกเราออกมาได้ ตอนนี้จะมีเทพแห่งมหันตภัยที่คืนชีพ
คนตายได้โผล่มาก็ไม่น่าเหลือเชื่อเท่าไรนักหรอก”
“ปัญหาก็คือภัยร้ายหนนี้ส่งผลกระทบมาถึงวิถีเหนือ
สรรพสิ่งแล้ว พวกเราควรจัดการเช่นไร จะให้คิดหาวิธีทำลาย
ศพของเหล่าผู้อาวุโสก็คงมิได้กระมัง”
“อยู่ในช่วงมหันตภัยยังจะมาเคารพผู้อาวุโสอันใดอีก
มีชีวิตรอดต่อไปได้ก็ไม่เลวแล้ว ข้าสนับสนุนให้ทำลายกายเนื้อ
ของคนที่ตายแล้วเสีย!”
ผู้คนภายในตำหนักแบ่งออกเป็นสองฝ่าย โต้เถียงกัน
ไม่เลิกรา
บางคนต้องการทำลายศพของผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่ง
ทั้งหลายเพื่อปกป้องตนเองให้ปลอดภัย แต่บางคนก็รู้สึก
ว่าการทำเช่นนี้ไร้คุณธรรมเกินไป เรื่องราวยังไม่ร้ายแรงถึงขั้น
นั้น
ไท่ซั่งคุนหลุนขมวดคิ้ว ในฐานะที่เขาเคยเป็นยอด
อัจฉริยะอันดับหนึ่งของโลกเทพยุทธ์ เขารู้ว่ามีศพของอัครเทพ
ยุทธ์จำนวนไม่น้อยถูกเก็บรักษาอยู่ แม้ตัวเขาจะบรรลุขั้นเทวะ
หกตัณหาแล้ว ทว่านับแต่อดีตกาลโลกเทพยุทธ์มีขั้นเบิกเนตร
อัครยุทธ์ที่เหลือกายเนื้อครบสมบูรณ์ทิ้งไว้หลังสิ้นใจตั้งเท่าไร
ต่อให้เขาแข็งแกร่งอีกเท่าใด จะต่อสู้กับขั้นเบิกเนตรอัคร
ยุทธ์นับหมื่นด้วยตัวคนเดียวได้หรือ
ซ้ำร้ายยังมีพวกขั้นเทวะอยู่อีกด้วย!
ขั้นเทวะมิใช่เป็นอมตะอยู่ยงคงกระพัน ขั้นเทวะบางคนที่
สิ้นชีวา กายเนื้อก็ถูกกราบไหว้บูชาอยู่ในโลกเทพยุทธ์
ไท่ซั่งคุนหลุนยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว วิถีเหนือสรรพสิ่งตั้งอยู่ที่
ศูนย์กลางของสามพันโลก ทำให้เรื่องยุ่งยากวิ่งเข้ามาไม่หยุด
จนเขาไม่มีเวลาว่างฝึกบำเพ็ญ
ทว่าตอนนี้ภัยร้ายส่งผลกระทบมาถึงวิถีเหนือสรรพสิ่ง
แล้ว เขาจะไม่จัดการก็ไม่ได้
“แทนที่จะทำลายศพของบรรพชนทั้งหลาย มิสู้ตามหา
ตัวเทพแห่งมหันตภัยองค์นั้นดีกว่าหรือ! ต่อให้พวกเจ้าทำลาย
ศพของผู้ที่ตายไปจนหมดสิ้น แต่สรรพชีวิตก็ล้มตายเพิ่มอยู่
ทุกเมื่อเชื่อวัน ต่อให้ทำลายก็ทำลายไม่หมดไม่สิ้น” ไท่ซั่งคุน
หลุนเอ่ยเสียงเย็นชา
คนไม่น้อยเห็นด้วยกับคำพูดของเขา
สตรีนางหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า “นายท่าน เรื่องนี้ต้องติดต่อ
กับขุมอำนาจใหญ่แห่งอื่นนะเจ้าคะ นี่เป็นหายนะที่ทั้งสามพัน
โลกประสบร่วมกัน หากร่วมมือกันจึงจะตามหาเทพแห่ง
มหันตภัยได้ง่ายขึ้น”
ไท่ซั่งคุนหลุนเริ่มออกคำสั่งทันที เขาสั่งให้คนในสังกัด
ออกเดินทางไปเยือนขุมอำนาจใหญ่แห่งต่างๆ
ในเวลาเดียวกัน เผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจ ราชวงศ์แห่ง
โชคชะตากับสำนักที่แข็งแกร่งทั้งหลายก็กำลังอภิปรายเรื่องนี้
อยู่เช่นกัน
พลังแห่งการคืนชีพโผล่ออกมาอย่างกะทันหันนัก มัน
ส่งผลกระทบกว้างขวางอย่างรวดเร็วประหนึ่งโรคระบาดลง
ซ้ำร้ายยังเป็นโรคระบาดใหญ่ที่ระบาดไปทั่วทั้งสามพันโลก
อีกด้วย
วิถีเซียนเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะในวิถีเซียน
เองก็มีศพของผู้ฝึกยุทธ์อยู่เป็นจำนวนมาก ผู้ฝึกยุทธ์คนใดที่
ก้าวถึงขั้นจักรพรรดิยุทธ์ หลังจากสิ้นใจ กายเนื้อจะยังคงอยู่
ต่อไป หากไม่ถูกพลังที่เหนือกว่าระดับขั้นของผู้ตายทำลาย
ในตำหนักเหนือเมฆาของแดนสวรรค์บนโลกสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์เท้ามือข้างหนึ่งไว้กับแก้ม เขา
ถามอย่างเอื่อยเฉื่อย “ข้าจำได้ว่าในอดีตเหมือนจะมีเผ่าอะไร
สักเผ่าที่ชื่อว่าเผ่าเกิดใหม่”
เทพเซียนทั้งหลายในห้องโถงหันขวับไปมองเยี่ยจ้าน
อย่างพร้อมเพรียงกัน
เผ่าเกิดใหม่ก็คือเผ่าที่ถูกจักรพรรดิยุทธ์ของเผ่ามนุษย์
กลุ่มหนึ่งก่อตั้งขึ้น ต่อมาพวกเขาหันมาสวามิภักดิ์กับเยี่ยจ้าน
สร้างผลงานในการรบใต้บัญชาของเยี่ยจ้านจนเป็นที่เลื่องลือ
เยี่ยจ้านขมวดคิ้วเคร่งเครียดเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้พบ
พวกเขามาสองพันปีแล้ว ก่อนหน้านี้พวกเขาเสนอว่า
จะเดินทางไปที่สามพันโลกเพื่อคืนชีพผู้ฝึกยุทธ์มาเป็นกำลังให้
แดนสวรรค์ให้มากกว่าเก่า ข้าจึงอนุญาต…”
หลี่ว์เสินโจวหัวเราะหยัน “เจ้าไม่กลัวพวกเขาหลอก
เจ้าหรือไร”
เยี่ยจ้านแค่นเสียงดังเหอะ “ดีเลวอย่างไรพวกเขาก็เคย
สร้างความดีความชอบไว้มากมาย จะให้ข้ากักบริเวณพวกเขา
มิได้กระมัง ก็เหมือนอย่างแดนสวรรค์ ผู้ใดจะแน่ใจได้ว่าเทพ
เซียนทั้งหลายจะไม่มีวันทรยศ จะไม่ยอมให้เทพเซียนทั้งหลาย
ออกไปไหนเพราะระแวงสงสัยก็มิได้ใช่หรือไม่”
เฉินหลี่ส่ายหัว เจ้าหมอนี่ยังชอบพูดจาขวานผ่าซากอยู่
เหมือนเดิม ไม่ดูตาม้าตาเรือเสียบ้าง
แต่ก็นะ เยี่ยจ้านเป็นหนึ่งในเทพเซียนแดนสวรรค์
จำนวนนับนิ้วได้ที่เคยประมือกับมรรคาจารย์มาก่อน
เกียรติประวัติจากการต่อสู้หนนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่มอบ
ความมั่นใจให้เขา ต่อให้คนที่เขาเผชิญหน้าด้วยคือจักรพรรดิ
สวรรค์ เขาก็ไม่เคยทำตัวนอบน้อมถ่อมตน
………………………………………………..