ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 581 ให้เกียรติกันหน่อย
ต้อเจียงยุคโบราณจ้องมองเงาร่างของฉงฉียุคโบราณผู้เป็น
เพื่อนเก่า ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
แม้จะเป็นเพียงการวางกลอุบาย เขาก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ฉงฉี
ยุคโบราณส่งมา
แต่เขาก็ไม่หวาดกลัว ในเมื่อต่างเป็นกึ่งเซียนเหมือนกัน ใครจะ
ด้อยกว่าใครได้อย่างไร แม้แต่ฉงฉียุคโบราณที่ยังมีชีวิตอยู่เขายังไม่
กลัว จะกลัวอะไรกับฉงฉียุคโบราณที่ตายไปแล้ว
“หากข้าไม่ให้เกียรติเล่า?”
โครม——
ฉงฉียุคโบราณไม่พูดพร ่าทำเพลง ตวัดอุ้งเท้าฟาดลงมา ราวกับ
ฟาดแตงโมให้แตกกระจาย ก่อให้เกิดลมหมุนน่าสะพรึงกลัว กวาดไป
ทั่วสุสานฉงฉี
“กล้าควบคุมตระกูลฉงฉีของข้า เจ้าคงเบื่อชีวิตเต็มทีแล้ว!”
เทพจักรพรรดิปีศาจในแผ่นป้ายต่างระเบิดสลายตนแล้วตนเล่า
ภายใต้อุ้งเท้าของฉงฉียุคโบราณ พวกมันเป็นเพียงร่องรอยพลังที่ทิ้ง
ไว้ในแผ่นป้าย จะต้านทานการโจมตีของฉงฉียุคโบราณได้อย่างไร
ต้อเจียงยุคโบราณไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย เขากระพือปีก ปะทะ
การโจมตีนี้โดยตรง
ฉงฉียุคโบราณนั้นตายไปนานแล้ว ส่วนต้อเจียงยุคโบราณอยู่
ไกลถึงด้านตะวันออกของเขตปีศาจ กึ่งเซียนทั้งสองต่อสู้กันข้าม
กาลเวลาและพื้นที่ ทั้งตระกูลฉงฉีต่างรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนครั้งนี้
นอกสุสานฉงฉี เหล่าฉงฉีร่างใหญ่โตดั่งภูเขาต่างรู้สึกได้ถึงเสียง
เรียกในสายเลือด พวกมันทรุดตัวลงราวกับเนินเขาถล่ม ก้มศีรษะ
คารวะไปทางสุสาน
ในสุสานฉงฉี ต้อเจียงยุคโบราณหัวเราะร่า ไม่โจมตีอีกต่อไป
“ท่านพี่จิ่นสือ พวกเราสองคนผูกพันดั่งพี่น้อง เมื่อข้าตื่นจาก
การหลับใหลก็นึกถึงท่านพี่เป็นอันดับแรก วันนี้ได้พบกันแล้ว ท่านพี่
จิ่นสือยังคงสง่างามไม่เปลี่ยนแปลง ข้าชื่นชมยิ่งนัก การส่งผู้สื่อสาร
มาตระกูลของท่านคราวนี้ ก็เพียงหวังจะได้เข้าเฝ้าท่านพี่จิ่นสือ
เท่านั้น บัดนี้จุดประสงค์บรรลุแล้ว ขอให้ท่านพี่จิ่นสือหลับให้สบาย
ข้าขอลา!”
การรวบรวมเขตปีศาจกำลังดำเนินไปอย่างเป็นระบบ ไม่
จำเป็นต้องปะทะกับศัตรูผู้แข็งแกร่งเช่นนี้โดยไม่มีเหตุผล จะได้
ตระกูลฉงฉีหรือไม่ได้ก็ไม่สำคัญนัก
การมาครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบฐานอำนาจของตระกูลฉงฉีก็พอ
แผ่นป้ายร่วงหล่นลงพื้น ก่อนจะแตกละเอียดเป็นผงธุลี
อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Nov่l Lucky
ฉงฉียุคโบราณจ้องมองคู่แข่งเก่าอย่างต้อเจียงยุคโบราณด้วย
แววตาเย็นชา แค่นเสียงฮึในอากาศ ก่อนจะจางหายไป
“เซียนน้อย นี่คือสิ่งที่ท่านเรียกว่า ‘ให้เกียรติกันหน่อย’ หรือ?”
ลู่หยางกลืนน ้าลายอึกใหญ่ คลายสงสัยว่าทำไมขนนกนี้จึง
สามารถทำให้ปีศาจใดก็ตามยอมทำตามได้หนึ่งอย่าง ที่แท้หากไม่
ยอมทำตาม ฉงฉียุคโบราณก็จะลงมือโดยตรง
“ถูกต้องนี่ ข้าบรรยายผิดตรงไหนหรือ?”
เซียนอมตะถามอย่างไม่เดือดร้อน เพียงแต่น ้าเสียงผิดไปนิด
ตอนที่ฉงฉีแก่พูดกับนางยังอ่อนโยนดีอยู่ แต่ไปพูดกับคนอื่นน ้าเสียง
โหดไปหน่อย
“…ไม่ผิด”
“จะไปคุยกับฉงฉียุคโบราณดูสักหน่อยไหม? ข้าเห็นเขาดู
เหมือนยังไม่ตายสนิท ลงมือไปก็เหมือนยังมีชีวิตอยู่เลย”
เซียนอมตะโบกมือ: “ตายสนิทแล้ว อย่างมากก็เหลือเพียงพลัง
จิตหนึ่งสาย หลังจากต่อสู้เมื่อครู่ พลังจิตและความทรงจำในขนนกก็
หมดเกลี้ยงแล้ว”
“แล้วถ้าต้อเจียงยุคโบราณกลับมาโจมตีอีกล่ะ?”
“โจมตีไม่ได้หรอก นี่คือจุดอ่อนของผลของการบำเพ็ญเป็นผู้
แข็งแกร่งรังแกผู้อ่อนแอ เมื่อต้อเจียงยอมถอยในการต่อสู้เมื่อครู่ ไม่
ครอบครองตำแหน่ง ‘แข็งแกร่ง’ อีกต่อไป เขาก็ไม่อาจควบคุมตระกูล
ฉงฉีได้อีก”
“เซียนน้อย ต้อเจียงยุคโบราณบอกว่าเขาตื่นจากการหลับใหล
หมายความว่านอนหลับมาตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงทุกวันนี้ เพื่อการ
เป็นเซียนหรือ?”
“เขาว่าอย่างไรก็อย่างนั้นแหละ คงใช้น ้าแข็งอะไรสักอย่างแช่
แข็งตัวเองเป็นก้อนน ้าแข็ง จนกระทั่งตอนนี้เพิ่งละลาย หรืออาจจะแช่
ตัวเองในอะไรสักอย่าง วิธีการมีหลากหลาย แต่แก่นแท้คือเลียนแบบ
การหยุดเวลานั่นแหละ”
ไม่นานมานี้ ลู่หยางเพิ่งพบกับกึ่งเซียนที่หลับใหลมาตั้งแต่
โบราณคนหนึ่ง – อาจารย์หลวงแห่งต้าอวี๋
“แต่ยิ่งวิทยายุทธ์สูงขึ้น วัตถุธรรมชาติอันลำ้้ค่าที่ต้องใช้ในการ
หลับใหลก็ยิ่งหายาก อาจพูดได้ว่าวัตถุธรรมชาติอันลำ้้ค่าที่กึ่ง
เซียนใช้นั้นมีค่ามากที่สุด และในช่วงหลับใหล เนื่องจากผลของการ
บำเพ็ญยังเป็นเพียงเค้าโครง พลังจึงค่อยๆ สูญหายไป เหลือเพียงร่าง
เปล่า เมื่อตื่นขึ้นมา จะมีช่วงฟื้นฟูยาวนานกว่าจะกลับสู่ช่วงรุ่งโรจน์”
เซียนมีอายุขัยไม่จำกัด จึงไม่จำเป็นต้องหลับใหล
“พวกเราจะไปตามหาต้อเจียงยุคโบราณหรือไม่?”
นี่เป็นบุคคลยุคโบราณคนที่สองที่ปรากฏชัดเจน ต่อจากเซียน
อมตะ เขาน่าจะรู้เรื่องราวไม่น้อย
เซียนอมตะแสดงสีหน้ารังเกียจ: “จุ๊ เจ้าแก่นั่นไม่ใช่คนดีหรอก
เจ้าเล่ห์แสนกล ซ่อนตัวลึกมาก หายากยิ่งนัก ให้เด็กอวี้มาพลิกเขต
ปีศาจทั้งหมด ก็คงจะหาเจอ”
ลู่หยาง: “……”
การต่อสู้ระหว่างกึ่งเซียนทั้งสองสงบลงแล้ว ท่านเจ้าเผ่าจิ่นจ้อง
มองผู้สื่อสารตระกูลต้อเจียงที่คุกเข่าอยู่บนพื้นกำลังตัวสั่นงันงกด้วย
แววตาเย็นชา
“ผู้สื่อสาร เจ้าจะเดินออกไปจากตระกูลฉงฉีของข้าเอง หรือให้
ข้าเรียกคนมาหามเจ้าออกไป?”
“ข้าไปเอง!”
ผู้สื่อสารตระกูลต้อเจียงไม่คาดคิดว่าตระกูลฉงฉีจะมีฐานอำนาจ
ลึกล ้าถึงเพียงนี้ แม้แต่บรรพบุรุษโบราณก็ยังต้องจากไปเอง คนอย่าง
เขาจะอยู่ที่นี่ทำไมอีก
คนในตระกูลต้อเจียงล้วนมีหกขา ในขณะนี้เขาแทบอยากจะงอก
ขาออกมาอีกหกขา วิ่งกระเซอะกระเซิงออกจากสุสานฉงฉี หนีออก
จากตระกูลฉงฉี
ศิษย์พี่คนที่สามฟังทุกอย่างมาตลอด ถ่ายทอดเหตุการณ์ต่อสู้
สั้นๆ ในสุสานหลักออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบราวกับศิลปะการ
เลียนเสียง
เมิ่งจิ่งโจวตาเบิกกว้าง พวกเขามาเพียงเพื่อสำรวจโบราณคดี
ทำไมถึงได้เจอเรื่องเช่นนี้ ทั้งต้อเจียงยุคโบราณตื่นจากการหลับใหล
ทั้งการรวบรวมเขตปีศาจ
ศิษย์พี่คนที่สามก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไร นางสำรวจสุสานมานับ
ไม่ถ้วน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เจอเรื่องเช่นนี้
การรวมเขตปีศาจเป็นเหตุการณ์ใหญ่ระดับโลก กลับไม่มีข่าว
คราวใดๆ รั่วออกมา เชื่อว่าต้อเจียงยุคโบราณใช้ผลของการบำเพ็ญ
เป็นเค้าผู้แข็งแกร่งรังแกผู้อ่อนแอควบคุมผู้นำตระกูลใหญ่ อำนาจ
ควบคุมนี้เด็ดขาดสิ้นเชิง รับประกันการรักษาความลับ เป็นเพราะ
ความบังเอิญหลายๆ อย่างมารวมกันในวันนี้ จึงทำให้พวกเขาได้
ล่วงรู้แผนการของตระกูลต้อเจียง
นางหยิบแผ่นกระดาษออกมาจากแผ่นหยกประจำตัว รายงาน
ความเปลี่ยนแปลงในเขตปีศาจให้ศิษย์พี่ใหญ่ ส่วนลู่หยางยืนฝน
หมึกอยู่ข้างๆ
ศิษย์พี่ใหญ่ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ให้น้องเล็กตอบว่า พลังต่อสู้ของต้อเจียงยุคโบราณเป็น
อย่างไร?”
ศิษย์พี่คนที่สามประหลาดใจมาก เรื่องเช่นนี้แม้แต่น้องเล็กก็รู้
หรือ?
ลู่หยางครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วตอบกลับไปหาศิษย์พี่ใหญ่
“รับต้านการระเบิดพลังจิตวิญญาณของกึ่งเซียนไม่ได้สิบครั้ง”
“งั้นก็ไม่ต้องสนใจ”
การสนทนาจบลง
เซียนอมตะเห็นว่าไม่มีธุระอะไรกับตนแล้ว จึงหาวด้วยความเบื่อ
หน่าย แล้วปีนขึ้นต้นไม้ กอดกิ่งไม้นอนหลับ
ก่อนหลับนางก็ยังแนะนำลู่หยางด้วยความหวังดี
“อ้อใช่ มีเรื่องเล็กๆ ที่เจ้าควรระวังด้วย”
“เรื่องอะไรหรือ?”
“หัวหน้าเผ่าตระกูลฉงฉีพบพวกเจ้าแล้ว”
ลู่หยางตกใจสุดขีด ยังไม่ทันเตือนเมิ่งจิ่งโจวและศิษย์พี่คนที่สาม
ประตูห้องกลไกก็ค่อยๆ เปิดออก ศีรษะเสือขนาดใหญ่ของท่านเจ้า
เผ่าจิ่นโผล่เข้ามา ดวงตาอันเย็นชาสะท้อนเงาของทั้งสามคน
“หากไม่ใช่เพราะบรรพบุรุษเตือน ข้าคงคิดไม่ถึงว่าที่นี่จะซ่อน
ขโมยน้อยอีกสามคน”
“ข้าดูหน่อย นางแห่งเสียงมาร ลู่หยาง…คนของสำนักเวิ่นเต๋า
และเจ้าก็คือเมิ่งจิ่งโจวจากตระกูลเมิ่ง เจ้ากำลังเรียนรู้จากบิดาของเจ้า
หรือ?”
เมิ่งจิ่งโจว: “……”
คำพูดนี้ฟังแล้วเหมือนกำลังด่าเขาอยู่
หลังจากยืนยันตัวตนของทั้งสามแล้ว สีหน้าของท่านเจ้าเผ่าจิ่นก็
อ่อนลง เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเป็นมิตร
“ทั้งสามคนอย่าอยู่ที่นี่เลย ตามข้าออกมาเถิด เพื่อไม่ให้มีข่าวลือ
ว่าตระกูลฉงฉีของข้าไม่มีน ้าใจต้อนรับแขก”
แม้ว่าทั้งสามคนนี้จะมีพฤติกรรมน่าสงสัยว่าลักลอบขโมยของใน
สุสาน นางเสียงมารมีศัตรูมากมายในเขตปีศาจ สำนักเวิ่นเต๋าก็มี
ชื่อเสียงไม่ดี ไม่มีสักคนที่เป็นคนดี
แต่พิจารณาว่าตระกูลฉงฉีช่วงนี้กำลังมีปัญหาการเงินคับขัน
จำเป็นต้องขอยืมเงินจากตระกูลเมิ่ง
คงต้องสุภาพกับทั้งสามคนนี้สักหน่อย