กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 10 :
ให้โชคชะตาตัดสินว่าข้าจะเป็นหรือตาย
ส่วนขั้นตอนนั้นคือการให้ผู้เข้าสอบบอกชื่อเต็มของ
ตนเอง และ เทพเซียนที่ตนสังกัดอยู่ จากนั้นผู้
ตรวจสอบจะเริ่มท าการตรวจข้อมูล การตรวจสอบ
คุณสมบัติของผู้เข้าสอบเรียกได้ว่าเป็นขั้นตอน
ค่อนข้างเรียบง่าย แค่ดูข้อมูลของผู้สมัครว่าถูกต้อง
หรือไม่ ในบันทึกได้ระบุไว้ว่า : เขามีนามว่า อู่ อวี้
อายุ 15 ปี เหตุผลที่เข้าร่วมการทดสอบในวันนี้ ก็
เพราะอยากมีส่วนร่วม
“เจ้าอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 6 และ สละร่างขั้น 6 ใช่
หรือไม่?” ผู้ตรวจสอบคุณสมบัติเงยหน้าขึ้นมอง อู่
อวี้ ไม่ใช่ว่าเขาจะมีเจตนาท าให้เรื่องมันยุ่งยาก หรือ
สร้างความล าบากใจแก่ผู้เข้าสอบ แต่เป็นเพราะว่าใน
สมุดบันทึก ไม่มีข้อมูลระดับการบ่มเพาะของผู้ลง
สมัครเลย (ไม่ว่าจะเป็นระดับพลัง หรือ ขั้นตอนการ
สละร่าง)
“ถูกต้องแล้ว. . .” อู่ อวี้ พยักหน้า
“งั้นเจ้า ก็แสดงให้ข้าดูหน่อยแล้วกัน.”
จวนจะพ้นยามเที่ยง ผู้รับใช้ที่ลงสมัครได้ผ่านการ
ตรวจสอบไปแล้วกว่า 300 คน
ก่อนการเข้าสอบ ผู้ลงสมัครจะต้องยืนยันสถานะ
และ ระดับพลังการบ่มเพาะของตนเอง
หลังจากผ่านขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ มีม้าพันธุ์ดี
ผ่านเข้าไปได้ประมาณ 100 คน พวกเขาต่างมีสีหน้า
จริงจังเคร่งเครียด ด้วยอารมณ์อันพลุ่งพล่าน พวก
เขาต่างร้องตะโกนออกมาด้วยเสียงดังลั่น ย๊ากกกก
~ ~ ~ ตู้ม ตู้ม ตู้ม!!! จากนั้นก็ปล่อยพลังทั้งหมดที่มี
อัดกระแทกเข้าใส่ศิลาสีเขียวก้อนใหญ่ยักษ์ อู่ อวี้
มั่นใจว่าศิลาก้อนนี้ต้องแตกในไม่ช้า หากพวกเขา
ยังคงโจมตีด้วยพลังวัตรอย่างต่อเนื่องเช่นนี้
ส่วน อู่ อวี้ โดนทดสอบเรื่องความแข็งแกร่ง ว่าตัว
เขานั้นมีพลังอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 6 จริงหรือไม่ ด้วย
การให้เขาจับเชือกจูงมัดม้าทั้งหมด เพื่อทดสอบดู
ความแข็งแกร่งว่าจะสามารถต่อสู้กับแรงม้าได้หรือไม่
การทดสอบนี้เรียกได้ว่าค่อนข้างเรียบง่าย ดังนั้นเขา
จะต้องผ่านการทดสอบนี้ไปได้อย่างฉลุย!
“มันเป็นใคร?”
“ข้าเองก็ไม่รู้!”
ผู้ชมบางส่วนไม่ได้ขึ้นไปบนยอดเขา ดังนั้นคนเหล่านี้
จึงได้เห็นการทดสอบของ อู่ อวี้ แต่เพราะว่าเขาไม่
เคยย่างกรายออกนอกเทือกเขาหยานหลี่เลย เขาจึง
ไม่เป็นที่รู้จักของผู้คนในนิกายสวรรค์นัก
“ปัง!”
เมื่อผู้ตรวจสอบตวัดแส้ลงบนม้า เงาของแส้ก็ปลิว
ว่อนอยู่บนอากาศให้เห็น เมื่อม้าถูกกระตุ้นอย่าง
รุนแรง และ สร้างความเจ็บปวดให้แก่พวกมัน ๆ จึง
คลุ้มคลั่งทันที ต่อมามันก็เริ่มวิ่งหนีไปกันคนละ
ทิศทาง ฮี่ ๆ ๆ ๆ ๆ ฮี้∼∼∼
“แข็งแกร่ง!”
ผู้ตรวจสอบที่ฟาดแส้ ชื่นชมในความแข็งแกร่งของ อู่
อวี้
ความตกใจ และ ความเจ็บปวดท าให้พวกม้า
พยายามดิ้นรน กระเสือกระสน มันฉุดกระชากเชือก
ด้วยสัญชาตญาณ พยายามใช้กีบเท้าตะเกียกตะกาย
ตะกุยดิน จนสร้างฝุ่นละอองคละคลุ้งไปทั่วทั้งอากาศ
ราวกับว่า อู่ อวี้ ก าลังยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบ!
“กลับมา!”
เขารู้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น เขาจึง
เตรียมพร้อมด้วยการก าเชือกไว้แน่น พร้อมทั้งงอเข่า
ลงเล็กน้อย จิกเท้าลงไปบนพื้น ไม่ว่าจะเป็น
กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก อวัยวะทุกส่วน ของเขา
ล้วนแข็งแกร่งราวอสูรยักษ์
“ปะ เป็นไปได้ยังไง!”
ม้าศึก 100 ตัวที่ก าลังคลุ้มคลั่งอย่างสุดขีด บัดนี้มัน
ถูกดึงกลับมาด้วยมือเปล่า!
“ผ่าน!!!”
เมื่อการทดสอบคุณสมบัติเสร็จสิ้น ผู้ทดสอบได้ยื่น
แผ่นศิลาสีแดงให้กลับเขาแล้วกล่าวว่า “ สิ่งนี้คือศิลา
เพลิงแดง เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตเจ้าตกอยู่ในอันตราย
หรือ เจ้าต้องการถอนตัวจากการสอบ หากเจ้า
ต้องการเปิดใช้งานมัน เจ้าจะต้องท าลายมันให้
แตกหัก จากนั้นจะมีแสงสีแดงปรากฎขึ้นมา แล้วมัน
จะห่อหุ้มร่างกายของเจ้าเอาไว้ ในไม่ช้าศิษย์ในนิกาย
จะเข้าไปช่วยเหลือเจ้า”
‘เป็นศิลาเวทย์จริง ๆ !’ เมื่อ อู่ อวี้ มองลงไปบนแผ่น
ศิลาสีแดง เขาจึงพยายามท าความเข้าใจ กับรูปแบบ
ของมันอย่างที่สุด แต่เพราะว่ามันมีรูปแบบซับซ้อน
มากเกินไป ในท้ายที่สุดแล้วเขาจึงต้องยอมแพ้ แต่
เขาก็สังเกตเห็นปราณสวรรค์จ านวนมาก ก าลัง
ไหลเวียนผ่านศิลาแผ่นนี้
ว่ากันว่ามีแต่ชาวสวรรค์เท่านั้น ถึงจะสร้างสิ่งเหล่านี้
ได้
เขาเก็บแผ่นศิลาไว้อย่างมิดชิด จากนั้นก็เดินลอดเข้า
ไปในถ้ าด้านล่างของหุบเขา ด้านบนหน้าประตู
ทางเข้ามีอักษรสลักไว้ 3 ตัวว่า – เส้นทางสู่แท่น
สวรรค์!
จุดเริ่มต้น, การทดสอบด่านแรก
……
“อู่ อวี้ ยังไม่กลับมาอีก!” เสิ่น อู๋เต้า มองซ้ายมอง
ขวาอย่างร้อนรน ด้านข้างของชายชรามีผู้รับใช้ร่าง
อ้วนนั่งอยู่ เวลานี้มันได้ขโมยที่นั่งของ อู่ อวี้ ไปเสีย
แล้ว
เวลาผ่านไปเร็วเพียงชั่วพริบตา ในตอนนี้ได้มาถึงยาม
เที่ยงวันแล้ว จากต าแหน่งของชายชรา จะสามารถ
เห็นภาพของผู้รับใช้ที่เข้าสอบได้อย่างชัดเจน ผู้รับใช้
คนแรกรีบพุ่งตัวออกมาเพื่อเข้าสู่เส้นทางแท่นสวรรค์
การต่อสู้บนเส้นทางสวรรค์ ก็เพื่อน าพาตนเองไปสู่
แท่นสวรรค์… ผู้ใดก็ตามที่สามารถฝ่าฟัน และ มีชีวิต
รอดออกมาจากทั้งสองด่านได้ ผู้นั้นจะสามารถเป็น
“เทพสววรค์” และ เป็นศิษย์ในนิกายอย่างแท้จริง!
ในสถานที่ของผู้เข้าชม มีผู้คนนับหมื่นก าลัง
เบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่ ในจ านวนคนทั้งหมดนี้มีทั้ง
ผู้รับใช้ และ เทพสวรรค์ พวกเทพสวรรค์รอชมด้วย
การนั่งบนล าคอ นกกระเรียนสวรรค์ของตนเอง ซึ่ง
หัวกับตัวของมันก็มักหมุนไปมาอยู่ตลอดเวลา และ
มันก็จะไปชนกระแทกเข้าร่างของผู้รับใช้อยู่เนือง ๆ
เรียกได้ว่าสร้างความล าบากใจ และ ความร าคาญ
ให้แก่พวกเขาไม่น้อย แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าปริปาก
ออกมา เนื่องจากเกรงกลัวพลังของเหล่าเทพสวรรค์
หากพวกเขาเกิดท าให้เทพสวรรค์โกรธเคือง ย่อม
ไม่ใช่เรื่องดีต่อพวกเขาแน่ ดังนั้นพวกเขาจึงเฝ้ารอชม
การสอบเริ่มต้นขึ้น อย่างสงบเสงี่ยมอดทน
ส่วนนกกระเรียนสวรรค์ที่โบยบินอยู่บนท้องนภา
พวกเขาล้วนเป็นศิษย์ในของนิกายสวรรค์อย่าง
แท้จริง พวกเขาจัดกลุ่มเป็นสองสามคน แล้วมองลง
มาจากด้านบนเพื่อรับชมการสอบคัดเลือกอันงดงาม
ที่ก าลังเกิดขึ้น
ผู้ที่ก าลังจับตาดูการสอบครั้งนี้ อย่างตั้งอกตั้งใจมาก
ที่สุดก็คือ ผู้ควบคุมการสอบในวันนี้ ซึ่งเป็นผู้สูงส่ง
หรือเรียกว่า ผู้พิทักษ์วิถีแห่งเต๋า!
ด้านบนของแท่นสวรรค์ ที่ก าลังลอยคว้างอยู่กลาง
อากาศ ถูกสร้างขึ้นจากหยกขาว ซึ่งส่งประกายแสง
ระยิบระยับนับไม่ถ้วน ประกายแสงที่อยู่ด้านล่าง ท า
ให้รู้สึกว่ามันลอยคว้างอยู่กลางอากาศได้เพราะ
กระแสลมพัดผ่าน
บนแท่นหยกขาวมีเก้าอี้หยกวางอยู่ 3 ตัว ตัวตรง
กลางเป็นตัวที่ใหญ่สุด เก้าอี้ตัวนั้นมีชายชราผมสีขาว
นั่งอยู่ เขาสวมใส่ชุดคลุมสีขาวใบหน้าดุดันเข้มงวด
แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความยิ่งใหญ่ และ น่าเกรงขาม
เขาเป็นผู้พิทักษย์วิถีแห่งเต๋า ผู้มีนามว่า “ท่านผู้
เฒ่ามู่เกอ”
ที่นั่งด้านซ้ายว่างเปล่า ส่วนที่นั่งด้านขวาถูก
ครอบครองโดยสตรีสวมใส่ชุดคลุมสีขาว แม่นางผู้นี้ก็
คือ ซู หยานหลี่! เมื่อสังเกตเห็นว่า ซู หยานหลี่ ก าลัง
นั่งอยู่บนแท่นลอยฟ้า ผู้รับใช้จ านวนมากที่อยู่ใน
เทือกเขาหยานหลี่ ต่างรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่
พวกเขามีเจ้านายสูงส่งเปี่ยมด้วยบุญบารมี และ เป็น
ต้นแบบอันยิ่งใหญ่!
“หลานสาวหยานหลี่ ได้ข่าวว่าการสอบในครั้งนี้
ผู้รับใช้ของเทือกเขาหยานหลี่ ลงสอบด้วยใช่หรือไม่”
ท่านผู้เฒ่ามู่เกอถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
เหตุเพราะเขารู้จักนิสัยใจคอของหยานหลี่เป็นอย่างดี
ตามปกติแล้วนางจะไม่ใส่ใจกับผู้รับใช้คนใด
“ใช่แล้วท่านผู้เฒ่า มีอยู่ผู้หนึ่ง เขามีนามว่า อู่ อวี้ ” ซู
หยานหลี่ตอบ
“โฮ่ะ ๆ ๆ เขามีความโดดเด่นเช่นไร ?” ท่านผู้เฒ่ามู่
เกอหัวเราะ ก่อนจะซักถามขึ้นมาอีกครั้งด้วยความ
สงสัย
“ข้าเองก็ไม่ทราบ สิ่งนั้นคือเหตุผลที่ท าให้ข้า ต้องมา
ดูการสอบด้วยตนเองในวันนี้”
“โอ้! โฮ่ะ ๆ ๆ ๆ น่าสนใจ น่าสนใจ ถ้าเช่นนั้น! เรา
คงต้องตั้งอกตั้งใจดูการทดสอบในวันนี้ อย่างใกล้ชิด
เสียแล้ว …” ท่านผู้เฒ่ามู่เกอหัวเราะออกมาอย่างร่า
เริง แม้แต่เสียงหัวเราะของเขา ก็ยังคงไว้ซึ่งความน่า
เกรงขาม ท าให้ผู้ได้ยินต่างรู้สึกเลื่อมใส นอกจากนี้
เขายังเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่มีพลังมหาศาลมากที่สุด
ในนิกายกระบี่สวรรค์
“ซู หยานหลี่ นางมาจริง ๆ ด้วย!”
มีนกกระเรียนสวรรค์หลายพันตัวอยู่ ณ สถานที่แห่ง
นี้ หนึ่งในนั้นมีชายสองหญิงหนึ่ง พวกมันก็คือกลุ่ม
ของ ซือตู๋จินพร้อมกับเหล่าสหาย พวกมันก็มาดูการ
สอบครั้งนี้ด้วยเช่นกัน และ ก าลังขี่อยู่บนหลังของ
กระเรียนสวรรค์ ต าแหน่งที่พวกมันอยู่นับว่าเป็น
ต าแหน่งดีที่สุดในการรับชม
“ซือตู๋ จิน หรือมีสิ่งใดน่าสนใจ เกี่ยวกับผู้รับใช้ที่เข้า
สอบหรือไม่? เราเริ่มต้นจากการเป็นศิษย์สายนอก
แบบโดยตรง ฉะนั้นพวกเราจึงมีความแข็งแกร่ง
มากกว่าผู้รับใช้เหล่านี้ นับสิบเท่า!” สตรีสวมชุดแดง
กล่าวขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง
“โฮ่ะ ๆ ๆ ฮั่วเฉียน ในเมื่อเวลานี้พวกเราก็ค่อนข้าง
ว่างอยู่แล้ว เหตุไฉนเราไม่มาดูพวกผู้รับใช้เหล่านี้
ต่อสู้แย่งชิงกันเยี่ยงกับสัตว์เดรัจฉาน เพื่อความ
รื่นรมณ์สักหน่อยเล่า” ซือตู๋จินหัวเราะ
สตรีชุดแดงนางมีนามว่า ฮั่วเฉียน และ สตรีอีกนางผู้
มีรูปร่างสูงระหงสวมชุดสีฟ้ามีนามว่า หลิว มู่เซ่ ส่วน
บุรุษร่างผอมสูงอีกผู้หนึ่งมีนามว่า หวัง ยี่หยาง
แรกเริ่มแล้วพวกเขาคือมนุษย์อยู่บนโลก แต่ละคน
ล้วนเป็นทายาทมาจากตระกูลยอดฝีมือ โดยเฉพาะ
ตระกูลของ ซือ ตู๋จิน เป็นตระกูลยอดฝีมือที่มีเหล่า
อัจฉริยะมากมาย อีกทั้งพวกเขายังมั่งคั่งอย่างยิ่ง พี่
น้องทั้งสามได้รับการคัดเลือกให้เข้าสู่นิกายกระบี่
สวรรค์ หากไล่ล าดับพี่ใหญ่มีนามว่า ซือตู๋ คัง คนรอง
มีนามว่า ซือตู๋ จิน น้องคนสุดท้องมีนามว่า ซือตู๋
หมิงหลาง ซึ่งมีฝีมือ และ มีความอัจริยะมากสุด
“ซือตู๋จิน ท่านอย่าทะนงตนมากนัก ข้าได้ยินมาว่ามี
ผู้รับใช้ 3 คนอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 7 ซึ่งสูงมากกว่า
พวกเรา 1 ขั้น”
‘ระดับชั้นฟ้าขั้น 7 … มันอยู่ในระดับเดียวกับพี่ชาย
ของข้า’ ซือตู๋จิน เกิดความริษยาขึ้นมาทันที
มีข่าวอีกว่าการต่อสู้ระดับครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ระดับ
ต านาน และ ก าลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
“มาพนันกันดีกว่าว่าผู้ใดจะเป็นคนแรก ที่ได้เข้าไปสู่
แท่นสวรรค์!”
……..
“เมื่อเข้าประตูนี้ไป ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาก าหนดว่า
จะอยู่ หรือ ตาย!”
อักษร 13 ค าที่อยู่บนศิลาด้านหน้าของ อู่ อวี้ ถูก
เขียนไว้ด้วยโลหิต เพียงแค่นี้มันก็ท าให้หัวใจสั่น
ระทึก เต้นไม่เป็นจังหวะราวกับว่าสวรรค์ก าลังกู่ก้อง
ร้องค ารามออกมา!
ศิลาอีกก้อน เขียนข้อความเอาไว้ว่า
“วิถีแห่งเต๋า เป็นเส้นทางของผู้ฝึกตน ซึ่งเต็มไปด้วย
ความโหดเหี้ยมอ ามหิต ผู้ใดเหยียบย่างเข้ามาใน
เส้นทางนี้ จะไม่มีวันได้หันหลังย้อนกลับ!”
มาถึงศิลาก้อนสุดท้าย ซึ่งเป็นก้อนที่ใหญ่สุด
“ผู้ฝึกตนก็คือ โจร ต้องแข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะรักษา
ความเป็นธรรมได้”
“ใช่แล้ว ผู้ฝึกตนคือโจรผู้แย่งชิงทั้งสวรรค์ และ ปฐพี
สิ่งเดียวที่จะท าให้เขารักษาความยุติธรรมได้ก็คือ เขา
จะต้องแข็งแกร่งเท่านั้น!” หลังจากผ่านเคราะห์
กรรมแสนยากล าบากมาได้ช่วงหนึ่ง อู่ อวี้ ก็สามารถ
เข้าใจประโยคนี้อย่างลึกซึ้ง
ณ ตอนนี้ผู้รับใช้กว่า 300 ชีวิต ก าลังอยู่ภายในหุบ
เขาที่ปกคลุมไปด้วยความมืด ที่นี่ไม่มีสหายมีแต่
คู่แข่ง ฉะนั้นพวกเขาจึงเว้นระยะห่างซึ่งกันและกัน
การแข็งขันก าลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า เสิ่น อู่เต้า และ
เหล่าเทพเซียน ก าลังรอชมภาพเหตุการณ์ของผู้
อยากเข้าสู่นิกายกระบี่สวรรค์ และในวันนี้มันจึงเป็น
วันส าคัญสุดในชีวิตของเขา!
ไม่มีทางที่เขาจะไม่รู้สึกตื่นเต้น!
“หากข้าผ่านการทดสอบนี้ไปได้ ข้าจะมีคุณสมบัติ
เพียงพอที่จะท้าทาย ฮ่าว เทียน ซ่างเซียน!”
เขาจะต้องกลับไปยังอาณาจักรบูรพา เย่วอู่ ให้จงได้
ทันใดนั้น ภายในถ้ าก็เกิดเสียงดังอื้ออึง
“คนผู้นั้นคือ เจ้า ตานหลง! เขาอยู่ระดับชั้นฟ้าขั้น 7
มีพลังวัตรเทียบเท่าอาชา 200 ตัว! ยิ่งไปกว่านั้นเขา
ยังมีวิชาประจ าตระกูลมีชื่อว่า ‘เพลงสามสิบกระบี่
ตระกูลเจ้า’! ด้วยวัยเพียง 14 ปี!”
เพียง อู่ อวี้ ฟังจากบทสนทนา เขาสามารถคาดเดา
ได้อย่างรวดเร็วว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ จะต้องเป็นคนถือตัว
และ หยิ่งทะนงยิ่งนัก
ในความจริงแล้วผู้รับใช้กว่า 300 คนนี้ล้วนเป็นเหล่า
อัจฉริยะ ผู้ซึ่งมาจากอาณาจักรมนุษย์แทบทั้งสิ้น ผู้มี
อายุ 15 ปีเช่นเขาถือว่าอายุมากสุดส าหรับที่นี่
ผู้เยาว์สุดมีอายุเพียงแค่ 11 ปีเท่านั้น!
“น่ะ นั่นมัน จื่อฮั้ว? เขาอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 7 มีค า
ล่ ารือว่าเขาก าเนิดในป่า และ ถูกเลี้ยงดูโดยพญาเสือ
โคร่งผู้เป็นเจ้าแห่งป่า เขาเป็นนักรบโดยก าเนิดอย่าง
แท้จริง ศิษย์น้อยใหญ่ล้วนชื่นชมชอบพอในตัวเขา
ครั้นเขายังมีวรยุทธอันล้ าลึก ไม่ว่าจะเป็นกระบวนท่า
‘แปดกระบวนท่าสังหารอสูร’ แถมยังมีกระบวนท่า
สุดพลิกแพลงอย่าง ‘อสรพิษก้าวมายา’ แล้วสิ่งที่ท า
ให้เขาเรื่องชื่อได้ถึงเพียงนี้เหตุก็เพราะว่า เขามีอายุ
เพียงแค่ 13 ปีเท่านั้น!”
ฝูงชนก าลังพูดคุยถึงเด็กหนุ่มที่สวมชุดคลุมขนสัตว์
เขาจ้องมองมายังฝูงชนด้วยแววตาราวกับสัตว์ป่า
มีผู้รับใช้ 3 คนที่อยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 7 ซึ่งฉะนั้น
แล้วก็ยังเหลืออยู่อีกหนึ่งคนด้วยกัน และคนคนนั้นก็
ยังเป็นเด็กสาวอีกด้วย นางมีนามว่า ชิงเหมิง เป็น
เด็กสาวผู้มีดวงตาสีฟ้าดุจมหาสมุทร และ เป็นผู้รับใช้
ของศิษย์หลัก แม่ของนางเป็นเพียงคนธรรมดา อีก
ทั้งยังมีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก นางเข้ามาอยู่ใน
นิกายตอนอายุ 7 ขวบปี
วรยุทธ์ของนางค่อนข้างมีรูปแบบเฉพาะตัว มันชื่อว่า
‘ กระบี่เงากู่ซาน’ กับ ‘ ก้าวพริบชิงเหมิง’
ตามล าดับ
แม้ว่าคนทั้งสามจะมีระดับฝีมือสูงมากเพียงใด แต่
ภารกิจของ อู่ อวี้ คือการเข้าสู่นิกาย หาใช่การเป็น
อันดับหนึ่งไม่ จึงไม่มีเหตุผลที่เขาจะเป็นศัตรูกับคน
เหล่านี้ ครั้นเขายังรู้สึกเลื่อมใสผู้เยาว์ทั้ง 3
โดยเฉพาะแม่นางชิงเหมิง ด้วยวัยเพียงแค่ 12 ปี นาง
สามารถมีพลังอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 7 แล้ว!
“เห็นได้ชัดว่ามีพลังเหนือกว่า ซือตู๋จิน มากนัก”
ขณะที่ อู่ อวี้ ก าลังครุ่นคิดอยู่นั้น ศิษย์นิกายสวรรค์
กว่า 20 คนก็ปรากฏตัวขึ้นอยู่ด้านหน้า ผู้น าคนนี้อยู่
ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ เขา สวมชุดคลุมสีด า มีเส้นผมด า
ขลับ ดวงตาของชายผู้นี้ดูลึกล้ าน่าเกรงกลัวยิ่งนัก ผู้ที่
สามารถแผ่แรงกดดันอันน่าเกรงขามได้เช่นนี้ คง
จะต้องเป็นศิษย์หลักเท่านั้น
“ผู้เข้าร่วมในการสอบคัดเลือกทั้งหลาย บัดนี้ใกล้ถึง
เวลาเส้นทางสู่แท่นสวรรค์จะเปิดแล้ว เมื่อพวกเจ้า
เข้าสู่เส้นทางแท่นสวรรค์ พวกเจ้าจะต้องเผชิญการ
โจมตี 3 ระลอกคลื่น ในระหว่างทางพวกเจ้าจะพบ
เจอกับบรรดาสัตว์อสูรที่ใกล้จะเป็นปีศาจ ซึ่ง
ทั้งหมดถือเป็นการทดสอบ ข้าอยากจะขอเตือนพวก
เจ้า ในระหว่างผ่านด่านการทดสอบ พวกเจ้าจะต้อง
พบเจอกับอันตรายมากมาย และ บางช่วงอาจจะ
อันตรายจนถึงแก่ชีวิต ความอันตราย และ ความ
ยากล าบากของมัน เรียกได้ว่าแม้แต่ศิษย์บางคนก็ยัง
มิอาจผ่านด่านไปได้ ฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่พวกเจ้า
รู้สึกว่าชีวิตก าลังตกอยู่ในอันตราย ให้พวกเจ้าหัก
แผ่นศิลาแดงเสีย เมื่อมันถูกทุบท าลายจนแตกหัก
แล้ว ผลของมันคือการตรวจสอบสถานการณ์ แล้ว
หลังจากนั้นพวกข้าจะเข้ามารับตัวเจ้า”
ค าพูดของศิษย์หลักที่กล่าวออกมา ได้สร้างความ
หวาดกลัวให้แก่หลายคน เมื่อพวกเขาได้ยินค ากล่าว
เหล่านั้นแล้ว สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นซีด
เผือดลงทันที
“ในบรรดาผู้ร่วมเข้าทดสอบทั้ง 300 คนนี้ จะมีเพียง
100 คนแรกเท่านั้นที่พุ่งออกจากเส้นทางสู่แท่น
สวรรค์ ถึงจะมีโอกาสทดสอบในด่านต่อไป นั่นก็คือ
บนแท่นสวรรค์ เรียกได้ว่าโอกาสมีแค่เพียง 1 ใน 3
เท่านั้น … ข้าหวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะท ามันออกมา
ให้ดีที่สุดเท่าที่พวกเจ้าจะท าได้ เพื่อคว้ามันเอาไว้”
“พวกเจ้าจงจ าไว้ให้ขึ้นใจว่า หากพวกเจ้าสามารถ
ผ่านการทดสอบครั้งนี้ไป พวกเจ้าจะสามารถก้าวเข้า
สู่เส้นทางของการเป็นชาวสวรรค์ หลังจากนั้นชีวิต
ของพวกเจ้าจะหฤหรรษ์ ไปกับการสังหารเหล่ามาร
ปีศาจ! หากในวันนี้เจ้ายังไม่สามารถ เผชิญหน้ากับ
อสูรแค่เพียงไม่กี่ตัว แล้วในภายภาคหน้า เจ้าจะ
สังหารมารปีศาจที่มีฤทธิ์เดชเก่งกาจได้เช่นไร?”
“สาวกของนิกายกระบี่สวรรค์ ล้วนเป็นวีรบุรุษที่กวัด
แกว่งกระบี่! เอาล่ะถึงเวลาเริ่มต้นการทดสอบ ข้าขอ
อวยพรให้พวกเจ้าทุกคนแล้วกัน พวกเจ้าจงสลักค า
ว่า ‘จบการฆ่า’ เอาไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ”
ขณะที่ศิษย์หลักจบประโยคค าพูดสุดท้าย ถ้ าก็เริ่ม
สั่นสะเทือนขึ้นทันที จากนั้นประตูศิลาก็ค่อย ๆ
เลื่อนออก เปิดให้เห็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยความมืด
มิด ในความมืดนั้นจะเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด และ
การฆ่าฟัน
“การต่อสู้ของเส้นทางสู่แท่นสวรรค์ ได้เริ่มต้นขึ้น
แล้ว!”
มีเพียง 100 คนเท่านั้นที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย
เส้นทางค่อนข้างกว้าง
ผู้รับใช้ 300 คนพุ่งเข้าสู่เส้นทางอย่างรวดเร็ว เพราะ
กลัวพลาดโอกาสที่จะเป็นหนึ่งในร้อยคนสุดท้าย อู่
อวี้ เข้ามาเป็นคนแรกจึงท าให้เขารู้สึกผ่อนคลายลง
บ้างเล็กน้อย จริงอยู่ว่าคนอยู่หน้าสุดมักต้องเผชิญ
การโจมตีอันน่าสยดสยอง
เขาเอาผ้าที่ห่อหุ้มกระบี่ออก ขณะก้าวอยู่กลาง
เส้นทางอย่างมั่นคง
ฟ่อ ฟ่อ!
คนส่วนใหญ่ที่ก้าวเข้าสู่ประตูแห่งความมืดเข้ามา
ต่างไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดก าลังรอคอยตนอยู่อีกฟาก แม้ใน
ความมืดมิดยังพอมีแสงสลัวส่องให้เห็นอยู่บ้าง พวก
เขาเริ่มสังเกตเห็นพืชผักที่ถูกปลูกไว้บนพื้นดิน
ผู้รับใช้ 300 คนที่เข้ามา เริ่มกระจายตัวออกจากกัน
ต่างกัดฟันเพื่อให้ตนรุดไปข้างหน้าได้เร็วที่สุด
“อสรพิษหงอนแดง!”
ขณะที่พวกเขาเดินเข้าสู่เส้นทางโล่งกว้าง ก็มีเสียง
กรีดร้องดังขึ้น
สิ่งที่ท าให้ผู้มีพลังอยู่ในระดับส่วนขั้น 6 ส่งเสียงกรีด
ร้องเช่นนี้ได้ ย่อมไม่ธรรมดา .. อสรพิษหงอนแดง
เป็นสัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
“งู?”
มันท าให้ อู่ อวี้ นึกถึงนางมารหว่านชิง
* ฟ่อ ฟ่อ! *
หัวอสรพิษที่โผล่ออกมาจากพื้นดิน มีขนาดใหญ่
เท่ากับอ่าง กลิ่นสาบของมันพวยพุ่งออกมาแตะจมูก
พวกเขาทันที อสรพิษตัวนี้มีล าตัวสีด า บนหัวรูปทรง
สามเหลี่ยมของมันมีหงอนสีแดงยื่นออกมา หงอน
ของมันคมกริบราวกับกระบี่ที่ถูกอาบยาพิษร้ายแรง
เอาไว้
ผู้รับใช้ต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น เมื่อพวกเขามองไป
รอบ ๆ ก็เห็นภาพของอสรพิษหงอนแดง หลายร้อย
ตัวแออัดยัดเยียดอยู่บนพื้น!
…………………………………..
ღゝ◡╹)ノ♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ