กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1001: กายาจักรพรรดิเซียนเก้าแปรเปลี่ยน
” เวลาในนี้มากกว่าข้างนอกถึงห้าเท่า ช่างน่าเสียดายที่
หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี ไม่สามารถเข้ามาฝึกฝน
ในนี้ได้ ”
นอกเหนือจากมรดกของฉีเทียนต้าเซิ่นที่ อู่ อวี้ ได้รับสืบ
ทอดมาแล้ว ก็ยังมีเจดีย์ล่องกำเนิดอีกชิ้น ที่เป็นสมบัติ
ล้ำค่ามหาศาล
ส่วนร่างกลืนสวรรค์ก็ล้ำค่าไม่แพ้กัน
ทางด้าน หนานซาน หวางเยว่ ก็มีสมบัติล้ำค่าที่
นอกเหนือจากมรดกเซียนอมตะเช่นกัน สิ่งนั้นก็คือเนตร
ปีศาจมายา
สำหรับเย่ซีซีนอกจากมรดกเซียนยังมีแมวหมื่นผสาน ซึ่ง
มีความสามารถในการผสานร่างเป็นหนึ่งกับแมว ช่วยให้
ความแข็งแกร่งและอาณาจักรฝึกตนของนางยกระดับ
ขึ้นไปอีก 1 ขั้น นับเป็นความสามารถอันน่าอัศจรรย์ยิ่ง
ตอนนี้ หนานซาน หวางเยว่ เห็นว่าใกล้ถึงนครเทวะแล้ว
เขาจึงไม่รีบร้อน
อู่ อวี้ อยู่ภายในเจดีย์ล่องกำเนิดมาเกือบเดือนแล้ว แต่
สำหรับด้านนอกผ่านไปเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
ดังนั้นขณะที่ร่างกายฟื้นตัวแล้ว เขาก็ไม่ลืมที่จะยกระดับ
ความสามารถอื่น ๆ โดยเฉพาะมหาพลังอิทธิฤทธิ์สี่วิถี
มหาพลังอิทธิฤทธิ์สี่วิถี หนึ่งในนั้นก็คือร่างอวตารนอกวิถี
ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 10,000 ตน ยิ่งจำนวนของมันมากขึ้น
พลังความสามารถและคุณประโยชน์ของมันก็มากขึ้น
ตามลำดับ ทว่าตอนนี้ทรัพยากรที่ใช้ยกระดับของ อู่ อวี้
ร่อยหรอลดน้อยเสียเหลือเกิน ด้วยการดูดซับที่ฟุ่มเฟือย
ทำให้เขาไม่สามารถยกระดับพลังอิทธิฤทธิ์นี้ได้เต็มที่
ถึงแม้มันจะทรงพลังมากที่สุดก็ตาม
ส่วนเนตรเพลิง อู่ อวี้ ฝึกฝนจนบรรลุเข้าสู่ขั้นที่ 5 นั่นก็
คือเขตแดนอัคคีตัดสวรรค์ ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมากแล้ว
มีเพียงเฉพาะเทียมฟ้าจรดดินกับเมฆาตลบฟ้าของเขา ที่
ยังอยู่ในขั้นที่ 2
ท่ามกลางพลังอิทธิฤทธิ์ 4 วิถีที่ อู่ อวี้ หยิบใช้อยู่
บ่อยครั้ง ก็คงหนีไม่พ้นเทียมฟ้าจรดดินกับเมฆาตลบฟ้า
ซึ่งมันช่วยทำให้เขามีความชำนาญเชี่ยวชาญความเข้าใจ
ในการใช้มากขึ้น แล้วตอนนี้เขาก็ต้องการยกระดับมัน
ขึ้นสู่ขั้นที่ 3
เทียมฟ้าจรดดินขั้นแรก ทำให้กายามีความแข็งแกร่งเพิ่ม
จากเดิมสองเท่า ความสูงและความใหญ่โตก็เพิ่มขึ้นเป็น
สองเท่าจากก่อนหน้านี้ แน่นอนว่าเขาสามารถลดระดับ
ความสูงให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งก็ยังได้
เทียมฟ้าจรดดินขั้นที่สอง ทำให้กายามีความแข็งแกร่ง
เพิ่มจากเดิมสามเท่า ความสูงและความใหญ่โตก็เพิ่มขึ้น
เป็นสี่เท่าจากก่อนหน้านี้ ส่วนขนาดก็ย่อเล็กลงได้หนึ่ง
ในสี่ส่วน
ในแต่ละขั้นความแข็งแกร่งทางกายเนื้อจะเพิ่มขึ้น 2
หรือ 3 เท่า
ส่วนความสูงก็เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้สองเท่า
แน่นอนว่าด้วยความรู้ความเข้าใจในปัจจุบันของ อู่ อวี้
สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นที่ 3 ได้
ตอนนี้เขากำลังเพิ่มขยายร่างไปสู่ระดับสูงสุดประมาณ 3
จั้ง ซึ่งความสูงระดับนี้มันทำให้เขาเกือบจะทะลุหลังคา
หลังจากนั้นก็ลดขนาดตัวให้เล็กที่สุด ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1
ฉือ ซึ่งความสูงระดับนี้จะทำให้เขากระทำการได้อย่างไร้
ร่องรอย
ด้วยสถานการณ์ค่อนข้างจวนเจียน อู่ อวี้ จึงทุ่มพลังกาย
พลังใจทั้งหมดไปกับการยกระดับเทียมฟ้าจรดดินขึ้นสู่
ขั้นที่ 3 ซึ่งในขั้นที่ 3 นี้ หมิงซวงจดจำสัจจะคาถาได้
อย่างชัดเจน จึงไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับพลองสม
ปรารถนา
อันที่จริงเขาใช้งานเทียมฟ้าจรดดินแล้วหลายครั้ง จึงทำ
ให้เขามีประสบการณ์ค่อนข้างมาก ส่วนเรื่องการ
ยกระดับให้ขึ้นสู่ขั้นที่ 3 นั้นล้วนขึ้นอยู่กับเวลา
ซึ่งเทียมฟ้าจรดดิน คือพลังอิทธิฤทธิ์ที่เขาใช้บ่อยมากสุด
มากยิ่งกว่า ร่างอวตารนอกวิถี เนตรเพลิง หรือเมฆา
ตลบฟ้าเสียอีก
เนื่องจากทุกครั้งที่ต่อสู้ เขาจำเป็นต้องพึ่งพาความ
แข็งแกร่งทางกายภาพเป็นอย่างมาก ด้วยความ
แข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เป็นเสมือนดั่งการ
รับประกันว่าเขาจะสามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้ถึง 8 ระดับ
หากไม่มีพลังดังกล่าว ด้วยพื้นฐานความแข็งแกร่งกาย
เนื้อปกติของเขา คงต่อสู้ข้ามขั้นได้เพียง 3 ระดับเท่านั้น
ถึงแม้การขยายร่างจะทำให้ความเร็วของเขาช้าลง แต่
เพราะ อู่ อวี้ ก็มีความคล่องแคล่วรวดเร็วเป็นทุนเดิมอยู่
แล้ว นอกจากนี้เขายังมีก้าวเทวะ ซึ่งมันทำให้เขารวดเร็ว
ขึ้นมาก ดังนั้นการลดความเร็ว จึงมีผลกระทบเพียง
เล็กน้อย
” หากข้าเข้าสู่ขั้นที่ 3 ได้ กายเนื้อของข้าจะแข็งแกร่งขึ้น
กว่าเดิม 4 เท่า นอกจากนี้ร่างกายของเราจะขยาย
ใหญ่โตเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าจากเดิม ซึ่งความสูงก็จะอยู่ราว
ๆ 6 จั้ง ระดับความใหญ่โตนี้เรียกว่าพอ ๆ กับสัตว์
ประหลาดเลยก็ว่าได้ ”
แม้ว่าความแข็งแกร่งทางกายเนื้อจะไม่ใช่พลังโจมตีอัน
เบ็ดเสร็จสมบูรณ์แบบ เนื่องจากในท้ายสุดแล้วมันขึ้นอยู่
กับพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง แต่ความแข็งแกร่งทาง
กายภาพที่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 4 เท่า ทำให้เขาสามารถ
ปรับปรุงพลังการโจมตีให้สูงมากยิ่งขึ้นตามลำดับไปอีก
ด้วย โดยเฉพาะในกรณีต่อสู้ระยะประชิด
แน่นอนว่าวิถีเทวะเชื่อมสวรรค์ของฉีเทียนต้าเซิ่น น่า
อัศจรรย์เหลือเชื่อเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะ อู่ อวี้
คุ้นเคยและมีประสบการณ์ใช้งานเทียมฟ้าจรดดินนับ
ครั้งไม่ถ้วนแล้ว ครั้งแรกที่เขาท่องสัจจคาถาของขั้นที่ 3
คงจะไม่ราบรื่นถึงเพียงนี้
เสมือนดั่งคำกล่าวที่ว่า การฝึกฝนเป็นบ่อเกิดแห่งความ
ชำนาญ กล่าวได้ว่าด้วยความเชี่ยวชาญของ อู่ อวี้
ในตอนนี้ มากพอที่เขาจะเริ่มบ่มเพาะพลังเทียมฟ้าจรด
ดินเข้าสู่ขั้นที่ 3 แล้ว
เมื่อพลังเทียมฟ้าจรดดินถูกยกระดับขึ้นเป็นขั้นที่ 3 มันก็
เหมือนกับพลังพื้นฐานอื่น ๆ ถูกยกระดับเพิ่มขึ้นไปด้วย
ทำให้พลังความสามารถดั้งเดิมของเขาทั้งหมด
เปลี่ยนแปลงยกระดับขึ้นมาอีก 1 ขั้น
ตอนนี้ อู่ อวี้ แข็งแกร่งขึ้นมาก แต่เขาจะต้องขบคิด
ไตร่ตรองว่าจะใช้พลังในขั้นที่ 3 นี้ไปในแนวทางใด
สำหรับเรื่องนี้คงต้องใช้เวลาพอสมควร แล้วดูเหมือนว่า
สิ่งที่เขาขาดในตอนนี้ก็คือเวลาเช่นกัน แต่เป็นเพราะ
เวลาภายในเจดีย์ล่องกำเนิดเพิ่มสูงขึ้นถึง 5 เท่า เขาจึง
ไม่ได้รีบร้อนอันใดนักหนา ต่อให้เขาไตร่ตรองจนเสร็จ
สิ้นคาดว่านาวาก็ยังแล่นไม่ถึงนครเทวะอยู่ดี แล้วก็รู้สึก
ว่าก่อนจะถึงเทศกาลจาริกศักดิ์สิทธิ์หมื่นทวีป เขายังมี
เวลามากพอที่จะไตร่ตรองเรื่องขั้นที่สามนี้
ในเวลาเดียวกันเขายังสามารถยกระดับเมฆาตลบฟ้าขึ้น
สู่ขั้นที่ 3 ได้ด้วย น่าเสียดายที่หมิงซวงได้ฝึกฝนถึงขั้นที่
2 เท่านั้น เลยทำให้นางไม่รู้อะไรมาก อู่ อวี้ คิดว่าเมื่อถึง
เวลาเขาคงต้องสื่อสารกับพลองสมปรารถนาถึงวิธี
ยกระดับขึ้นสู่ขั้นที่ 3
อย่างไรก็ตามการยกระดับเมฆาตลบฟ้าขึ้นสู่ขั้นที่ 3 นั้น
สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับเขา ภายในหัวใจของเขาเต็ม
ไปด้วยความคาดหวัง นอกจากนี้หมิงซวงยังเคยบอกอีก
ว่าในบรรดามหาพลังอิทธิฤทธิ์สี่วิถี เมฆาตลบฟ้าถือว่า
แข็งแกร่งมากที่สุด ทั้งยังเป็นพลังอิทธิฤทธิ์ที่ลึกลับ
พิสดารมากที่สุดด้วยเช่นกัน ดังนั้นการยกระดับมันถึงได้
ยากเย็นกว่าสามวิถีแรก
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่าการฝึกฝนเทียมฟ้าจรดดินขั้นที่ 3 จะ
ราบรื่นกว่าที่คิด ภายในเดือนนี้ก่อนจะกลับไปยังนครเท
วะ อู่ อวี้ สามารถทำความเข้าใจรายละเอียดการ
เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ และแก้ไขปัญหาได้มากมาย จนใน
ที่สุดพลังอิทธิฤทธิ์วิถีนี้ก็เลื่อนเข้าสู่ระดับใหม่
เทียมฟ้าจรดดินขั้นที่สาม
หลังจากนี้เขาสามารถระเบิดความแข็งแกร่งทาง
กายภาพ เพิ่มขึ้นได้ถึง 4 เท่า!
ในเวลาเดียวกันนั้นร่างกายของเขาก็สูงกว่าคนธรรมดา
ถึงแปดเท่า อันที่จริงแล้วหลังจากการเปลี่ยนแปลง เขา
จะสูงถึง 6 จั้ง ซึ่งเทียบเคียงได้กับสิบเท่า
เพราะอย่างไรเสียจะกี่เท่านั้นคงไม่อาจระบุได้อย่าง
ชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นบางช่วงเวลาที่ อู่ อวี้ ฝึกฝนบ่ม
เพาะได้อย่างราบรื่น ดังนั้นเขาย่อมแข็งแกร่งขึ้นเป็น
ธรรมดา แต่ถ้าระเบิดพลังกายเนื้อออกมาจริง ๆ ความ
แข็งแกร่งของเขาก็คงพุ่งทะยานได้เกือบ 5 เท่าเลย
ทีเดียว
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เมื่อใช้ผสานกับเคล็ดระเบิดพลัง
คลั่ง พลังอำนาจของมันก็ยิ่งทวีเพิ่มขึ้นไปอีก เป็นไปได้
ว่าเมื่อใดที่การโจมตีนี้ปลดถูกปลดปล่อยออกไป อำนาจ
ทำลายล้างของมันคงพุ่งทะยานขึ้นถึง 10 เท่า ถึงแม้จะ
เป็นเพียงครั้งเดียว แต่เมื่อเทียบกับฟ้าจรดดินถูกใช้
ผสานกับเคล็ดระเบิดพลังคลั่ง คือช่วงเวลาที่ อู่ อวี้ ตั้งใจ
สังหารศัตรูจริง ๆ มิต้องกล่าวถึงเคล็ดวิชาเต๋า และวง
เวทโจมตีอื่น ๆ ที่ยังไม่ถูกใช้งาน แค่เคล็ดระเบิดพลัง
คลั่งกับเทียมฟ้าจรดดิน ก็สามารถบดขยี้ผู้คนได้จน
แหลกเหลวไม่มีเหลือ
การเดินทางกลับมาในครั้งนี้ สร้างผลกำไรเก็บเกี่ยว
มากกว่าที่ อู่ อวี้ คาดไว้มหาศาล ไม่เพียงแต่ร่างกลืน
สวรรค์ แต่ยังมีเต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดารา และกุญแจ
สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เจดีย์ล่องกำเนิด ที่เวลาเพิ่ม
สูงขึ้นถึง 5 เท่า และสุดท้ายก็คือเทียมฟ้าจรดดินที่
ยกระดับเข้าสู่ขั้นที่ 3
ช่างยอดเยี่ยมเป็นยิ่งนัก
เมื่อเขาหันไปมอง หนานซาน หวางเยว แม้เป็นเพียง
ช่วงเวลาสั้น ๆ แต่การควบคุมเนตรมารของเขาก็บรรลุ
ขึ้นไปถึงระดับใหม่แล้ว
วิธีบ่มเพาะกายาของ หนานซาน หวางเยว่ คือ ‘กายา
จักรพรรดิเซียนเก้าแปรเปลี่ยน’ ถือว่าเป็นวิถีบ่มเพาะที่
ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ทั้งยังช่วยให้กายาเต็มเปี่ยมไปด้วยปราณ
เซียน ถึงแม้จะมิได้อาจหาญอหังการเทียบเท่ากับกายา
เพชรอมตะของ อู่ อวี้ แต่ความลึกลับพิสดารก็หาได้ด้อย
ไปกว่ากายาวัฏจักรแดนอเวจีของเย่ซีซี เพียงแค่
ศักดิ์สิทธิ์และทรงเกียรติยิ่งกว่าก็เท่านั้น ซึ่งอันที่จริงแล้ว
นี่คือเหตุผลว่าทำไมร่างมนุษย์ของเขาถึงดูสูงส่งและหล่อ
เหลามากยิ่งขึ้น เนื่องจากว่าเขามีกายาจักรพรรดิเซียน
เก้าแปรเปลี่ยนนั่นเอง แม้ร่างจริงจะเป็นหมู แต่เมื่อใดที่
เปลี่ยนเป็นร่างมนุษย์ แล้วทะยานขึ้นไปบนสรวงสวรรค์
ความงดงามหล่อเหลาของเขาคงไม่เป็นสองรองใคร
อย่างแน่นอน …
ตอนนี้หนานซาน หวางเยว่ ได้ฝึกฝนบ่มเพาะ ‘กายา
จักรพรรดิเซียนเก้าแปรเปลี่ยน’ มาถึงขั้นที่ 4 แล้ว ซึ่ง
ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ถึงแม้ความแข็งแกร่งจะด้อยกว่า
กายาหกพิภพสวรรค์สักการะราชันอรหันต์ไม่ดับสูญ แต่
อย่างน้อย ๆ กายเนื้อของเขาก็แข็งแกร่งยิ่งกว่ายอดฝีมือ
หลายคน เช่นมหาอุปราชและคนอื่น ๆ
เมื่อพลังอิทธิฤทธิ์ของแม่ทัพเทียนเผิง บวกกับ กายา
จักรพรรดิเซียนเก้าแปรเปลี่ยน และเนตรปีศาจมายา
อาจกล่าวได้ว่าอนาคตของ หนานชาน หวางเยว่ ก็ถือว่า
ไม่เป็นสองรองจาก อู่ อวี้
นอกจากนี้เย่ซีซีก็พยายามอย่างหนักเช่นกัน นางมีแมว
หมื่นผสาน ทำให้อาณาจักรฝึกตนของนางสูงยิ่งกว่า อู่
อวี้ กับหนานซาน หวางเยว่ ตอนนี้ อู่ อวี้ อยู่ในระดับ
จิตเทวะขั้นที่ 6 ส่วนหนานซาน หวางเยว่ ก็ขั้นที่ 8 แต่
นางอยู่ในขั้นที่ 10 ซึ่งในอนาคตพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง
ทั้งหมดของนาง จะแปรเปลี่ยนกลายเป็นของวิถีบ่ม
เพาะ ‘สมบัติปฐพีเทพมารทศจักรสูตร’ ทำให้เย่ซีซีมี
โอกาสจะแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นความก้าวหน้า
ในการบำเพ็ญเพียรของนาง โดยเฉพาะหลังจากผ่านการ
ทดสอบของในคฤหาสน์จักรพรรดิปีศาจสวรรค์ นางก็
เกือบจะทะลวงเข้าสู่อาณาจักรค้นหาเต๋าแล้ว
คาดว่าทั่วทั้งชมพูทวีปโลกธาตุ คงไม่มีผู้ใดบรรลุ
อาณาจักรค้นหาเต๋าด้วยอายุเท่านาง
บัดนี้พวกเขาทั้งสาม มุ่งหน้ากลับไปยังนครเทวะด้วย
ความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ภายในนครเทวะแห่งนี้ พวกเขาทั้งสามมิได้มี
ความสำคัญเท่าใดนัก ดังนั้นจึงควบคุมนาวาซ่อนเซียน
มุ่งหน้ากลับไปทันที อู่ อวี้ จ้องมองไปยังนครเทวะอัน
กว้างใหญ่นี้จากบนฟากฟ้า
” มีผู้คนมากกว่าแต่ก่อน ทั้งยังดูคุกคักมีชีวิตชีวามาก
กว่าเดิมอีกด้วย ร้านรวงมากมายต่างเพิ่มสินค้าขึ้น อีก
ไม่นานคงมีงานเทศกาลครั้งใหญ่ นี่แสดงให้เห็นว่า พวก
เขาทุกคนต่างทราบดีว่าจาริกศักดิ์สิทธิ์หมื่นทวีปกำลัง
ใกล้เข้ามาแล้ว แต่พวกเราทั้งสามที่เป็นคนนอกกลับไม่
ทราบ ” หนานซาน หวางเยว่ กล่าวด้วยท่าทาง
ประหลาดใจ
บอกตามตรง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะรู้สึกว่า
อาณาจักรโบราณเหยียนหวงเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของ
ตนเอง
เมื่อ อู่ อวี้ เห็นนครเทวะ เขาก็รู้สึกได้ถึงพายุที่กำลังก่อ
ตัวขึ้น
แม้ภายนอกจะดูสงบร่มเย็นเป็นอย่างมาก แต่แรงกดดัน
จากภายในนครอันกว้างใหญ่แห่งนี้ กลับทวีความรุนแรง
มากยิ่งขึ้น อู่ อวี้ ทราบว่าจักรพรรดิโบราณเหยียนหวง
จะปรากฏตัวขึ้นในงานเทศกาลจาริกศักดิ์สิทธิ์หมื่นทวีป
ในอีกไม่ช้า เพื่อมารับเครื่องบรรณาการด้วยมือของ
ตนเอง กล่าวได้ยามนี้เหล่าราชวงศ์เหยียนหวง และ
ทายาทของจักรพรรดิโบราณคนต่อไป จะต้องแบก
รับภาระความคับข้องแค้นใจจากขุมอำนาจทั่วทั้งชมพู
ทวีปโลกธาตุ แม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะไม่กล้าเคลื่อนไหว
อย่างโจ่งแจ้ง แต่พวกเขาทั้งหมดจะระเบิดแรงกดดันเข้า
ใส่ราชวงศ์เหยียนหวง
บางที ณ เวลานี้เหล่าโอรสพระธิดารวมถึงเหล่าราช
อารักษ์คงกำลังเตรียมตัวซุ่มซ้อมฝึกฝน เพื่อ
เตรียมพร้อมสำหรับ ‘ปกป้องพิทักษ์เกียรติภูมิชาวเห
ยียนหวง’ ด้วยเหตุนี้คนส่วนใหญ่จึงปิดด่านฝึกตนมิได้
ออกมาก้าวเดินเบื้องนอก
อู่ อวี้ ตรงกลับมาที่ตำหนักโอรสเล่อได้อย่างราบรื่น พอ
มาถึงก็เก็บนาวาซ่อนเซียน หลังจากนั้นก็ไปคารวะโอ
รเล่อตามปกติ
เมื่อมาถึงเบื้องหน้าตำหนัก อู่ อวี้ ก็ตะโกนเสียงดังลั่น
จากนั้น ชวี่ เฟิงอวี๋ ก็เปิดประตูให้เขาเดินเข้าไปด้านใน
ชวี่ ห้าวเหยียน กับ ไป๋หลี่ จุยหุน ก็อยู่ที่นี่เช่นกัน และผู้
ที่อยู่ในตำแหน่งบนสุดคือ โอรสเล่อ ผู้เปี่ยมไปด้วยความ
องอาจทรงศักดิ์ ทว่าชั่วขณะที่มาถึง อู่ อวี้ ก็รู้สึก
ประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าจากไปเพียงไม่นาน
โอรสเล่อ จะแผ่อำนาจบารมีของจักรพรรดิออกมาให้
เห็นแล้ว
“ก่อร่างกำเนิดเทวะขั้นที่ 9!”
อู่ อวี้ ตกใจเป็นอย่างยิ่ง โอรสเล่อมีอายุต่ำกว่า 50 ปี
แต่เขากลับสามารถไต่เต้ามาถึงก่อร่างกำเนิดจิตเทวะขั้น
ที่ 9 สำหรับในชมพูทวีปโลกธาตุแล้วนับว่าเป็นอัจฉริยะ
ที่โดดเด่นอย่างยิ่งยวด
“ นี่เหมือนกับที่ท่านหญิงหนานอวิ๋นได้กล่าวเอาไว้ เขา
กำลังยกระดับอย่างรวดเร็วเพื่อคว้าชัยชนะแซงหน้า
เหล่าโอรสพระธิดาทั้งหมด แล้วขึ้นเป็นจักรพรรดิเหยียน
หวงคนใหม่? ”
ทันใดนั้นเองภายในหัวของ อู่ อวี้ ก็จุดประกายความคิด
บางอย่าง
นอกจากนี้เขายังไม่ได้คาดหวังว่า ชวี่ เฟิงอวี๋ , ชวี่ ห้าว
เหยียน , ไป๋หลี่ จุยหุน จะก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวง บัดนี้
พวกมันทั้งหมดอยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะขั้นที่ 7
ความก้าวหน้าดังกล่าวนับว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยทีเดียว
ในภายภาคหน้า พวกมันอาจได้รับการพิจารณาให้มา
เป็นผู้ช่วยที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับโอรสเล่อ
อันที่จริง อู่ อวี้ ไม่ทราบว่าตอนนี้พวกเขาทั้ง 6 ถูกมอง
ว่าเป็นคนสนิทของโอรสเล่อแล้ว โดยมีกลุ่มของพวกเขา
สามคนและกลุ่มของ ชวี่ เฟิงอวี๋ , ชวี่ ห้าวเหยียน , ไป๋ห
ลี่ จุยหุน อีก 3 คนรวมแล้วเป็น 6 คน ด้วย
ระดับพื้นฐานฝึกตนของพวกเขาในตอนนี้ สมควรถูก
จารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ แต่แน่นอน
อันดับ 1 ก็คือ อู่ อวี้
ความก้าวหน้าของโอรสเล่อได้รับความสนใจจากผู้คน
เป็นจำนวนมาก
เมื่อเขาเห็น อู่ อวี้ เขาก็พูดอย่างเฉยเมยขึ้นว่า ” ข้ารู้ว่า
พอถึงช่วงเวลาสำคัญ เจ้าจะต้องกลับมาช่วยข้า อู่ อวี้ ”
——————————–