กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1007: การแสดงครั้งใหญ่
“เจดีย์วิญญาณบรรพกาล”
หลังจากผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมาได้ หนานซาน หวาง
เยว่ ก็ไม่ออกไปที่แดนบุปผาสวรรค์อีกเลย
สองสามวันมานี้ พวกเขาทั้งสามกำลังเตรียมพร้อม
รับมือกับเทศกาลจาริกศักดิ์สิทธิ์หมื่นทวีปที่กำลังจะ
มาถึง ตอนนี้ทุกคนล้วนมีข้อมูลคล้ายคลึงกันอยู่ในมือ
โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับเจดีย์วิญญาณบรรพกาล ดังนั้น
ไม่ต้องพูดถึงคนต่างถิ่นต่างอาณาจักร แม้แต่โอรส
พระธิดาก็ยังไม่ทราบว่ามันคืออะไร
แม้แต่หมิงซวง แม้แต่ชายชราที่อยู่ในคราดทองหยก
มลายของ หนานซาน หวางเยว่ ก็ยังไม่ทราบเช่นกันว่า
‘เจดีย์วิญญาณบรรพกาล’ คืออันใดกันแน่
บางทีมันอาจเป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้ระดับสูงบางชนิดก็
เป็นได้
โอรสเล่อบอกเล่าข้อมูลมากมายเกี่ยวกับขุมกำลัง
มหาอำนาจ ในชมพูทวีปโลกธาตุเกือบทั้งหมดให้ อู่ อวี้
ฟัง ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่จะมาเข้าร่วมเทศกาลจาริก
ศักดิ์สิทธิ์หมื่นทวีปพี่จะมาถึงในไม่ช้า โดยเฉพาะคู่แข่งที่
มีอายุไล่เลี่ยใกล้เคียงกัน
ทุกวันนี้พวกเขาคือกำลังสนับสนุนยิ่งใหญ่สุดของโอรส
เล่อ แน่นอนว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีผู้คนจำนวนมาก
แวะเวียนไปมาหาสู่ พร้อมทั้งนำของกำนัลมามอบให้กับ
ให้กับโอรสเล่อ โดยที่ตัวตนและสถานะของแต่ละคน
ไม่ได้ด้อยไปกว่าจักรพรรดิทักษิณเลย
ภายในอาณาจักรเหยียนหวงแห่งนี้ ผู้ที่มีตัวตนสูงส่งมาก
ที่สุดก็คือจักรพรรดิโบราณเหยียนหวง และตัวแทนของ
จักรพรรดิโบราณอย่าง จักรพรรดิกำเนิดสวรรค์ และ
จักรพรรดิอารามสวรรค์หรือมหาอุปราช เป็นผู้ที่มี
อำนาจรองลงมา หลังจากนั้นคงไม่ต้องสงสัยว่าผู้ที่มี
อำนาจเป็นอันดับสามก็คือ ทวีปทั้งสองที่อยู่ห่างไกลจาก
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง เช่น ‘จักรพรรดิบูรพา’
แห่ง ‘ทวีปแห่งทวยเทพแดนบูรพา’ หรือ และ
‘จักรพรรดิฝูถู’ แห่ง ‘ทวีปแห่งทวยเทพฝูถู’
ถึงแม้ทวีปทั้งสอง จะเป็นอาณาเขตที่ถูกตัดแบ่งออกไป
จากนครเทวะ แต่มันก็มีความสำคัญกับอาณาจักร
โบราณเหยียนหวงอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าภายในภายในชมพูทวีปโลกธาตุแห่งนี้ ผู้ที่มี
อำนาจและมีดินแดนใหญ่มากที่สุดก็คืออาณาจักร
โบราณเหยียนหวง ดังนั้นการต่อสู้แย่งชิงอำนาจภายใน
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมี
บุคคลระดับสูงอย่างจักรพรรดิทักษิณ ช่วยเหลือ
สนับสนุน แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็หาได้มีอำนาจอัน
เด็ดขาดภายในราชสำนัก เนื่องจากผู้ที่จะขึ้นเป็น
จักรพรรดิองค์ใหม่ของเหยียนหวง ขึ้นอยู่กับคนเพียงผู้
เดียว นั่นก็คือจักรพรรดิโบราณ ต่อให้ทุกคนในโลกนี้
สนับสนุน แต่ถ้าเขาคัดค้านคนผู้นั้นก็หมดสิทธิ์ที่จะขึ้น
ครองบัลลังก์
หลังจากได้รับการสนับสนุนจากคนเหล่านี้ ทำให้โอรส
เล่อมี สิทธิ์มีเสียงเพิ่มขึ้นมาก นอกจากนี้เขายังได้รับ
ความช่วยเหลือในเรื่องทรัพยากรและสมบัติช่วยชีวิต
มากมาย เพื่อให้เขามีโอกาสมีภาษีมากขึ้น ในการ
แข่งขันของเทศกาลจาริกศักดิ์สิทธิ์หมื่นทวีปที่กำลังจะ
มาถึงในไม่ช้า
ด้วยความเข้าใจในปัจจุบันของพวกเขาแล้ว ย่อมไม่ลืม
เลือนข้อมูลเหล่านี้ พวกเขารับรู้ข้อมูลทั้งหมดด้วยเวลา
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
ไม่คาดคิดว่าจะมีแม้กระทั่งข้อมูลของมังกรสี่คาบสมุทร
ถึงแม้จะแค่เล็กน้อยแต่ก็น่าเหลือเชื่อมาก เพราะโดย
ส่วนใหญ่แล้วสัตว์สวรรค์อย่างมังกร มักจะหลบซ่อนตัว
อยู่ภายในส่วนลึกของมหาสมุทร ปลีกวิเวกจากโลก
ภายนอกอย่างสิ้นเชิง ชนิดที่ว่าคนธรรมดาไม่สามารถ
เข้าถึงได้
นอกจากนี้ก็ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับพลังความสามารถของ
ลั่วผิน แต่ก็ไม่ค่อยมากนักเช่นกัน บอกเพียงว่า นางมี
พรสวรรค์สูงส่งเป็นอย่างยิ่ง จนถูกกล่าวขานว่านางคือ
สัตว์สวรรค์ที่สามารถบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ และ
ทะยานขึ้นสู่สวรรค์ได้อย่างแน่นอน ด้วยความแข็งแกร่ง
ดันสูงล้ำ ทำให้นางกลายเป็นเจ้ามังกรแห่งมังกรสี่
คาบสมุทรตั้งแต่อายุเยาว์วัย
ถึงแม้ข้อมูลของนางจะถูกส่งมาที่นี่แล้ว แต่ก็ไม่ได้
หมายความว่านางจะมาร่วมงานด้วย อู่ อวี้ ถามโอรส
เล่อเกี่ยวกับข้อสงสัยภายในใจ โอรสเล่อตอบว่า ” ปกติ
ทางเราได้ส่งเทียบเชิญเรื่องเทศกาลจาริกศักดิ์สิทธิ์หมื่น
ทวีปไปให้อยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่พวกเขาก็จะส่งตัวแทน
อย่างมังกรเทวะมามอบเครื่องบรรณาการ แม้ว่าจะไม่
เคยประมือต่อสู้กันมาก่อน แต่ก็รับรู้ได้ว่าฝีมือของพวก
เขานั้นสูงส่งมากเพียงใด หลังจากพวกเขามาส่งเครื่อง
บรรณาการเสร็จก็จะรีบจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมมี
ส่วนร่วมกับข้อพิพาทโต้แย้งใด ๆ ”
คาดว่ายามนี้ตัวนางถือเป็นผู้อาวุโสของเผ่าพันธุ์ อีกทั้ง
ยังไม่เคยเหยียบย่างมาที่นี่อีกด้วย
ครั้งหนึ่งเผ่าพันธุ์มังกรเทวะ เคยเป็นผู้ปกครองชมพูทวีป
โลกธาตุมาก่อน ความรุ่งโรจน์ของเผ่าพันธุ์นี้เรียกได้ว่า
ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดภายในชมพูทวีปโลกธาตุแห่งนี้จะ
เปรียบเทียบได้ เผ่าพันธุ์มังกรปกครองโลกใบนี้มานาน
มากกว่าชาวเหยียนหวงถึง 5 กาลสมัย แต่เป็นเพราะ
การกบฏของบรรพชนมารกลืนสวรรค์เลยทำให้เผ่าพันธุ์
มังกรเกือบจะสูญสิ้นไปแล้ว จวบจนทุกวันนี้เผ่ามังกรก็
ยังพยายามฟื้นฟูเผ่าพันธุ์ โดยหวังว่าสักวันหนึ่งจะ
กลับมาผงาดอีกครั้ง
ถึงกระนั้น อู่ อวี้ ก็ยังแอบฝันเฟื่องว่านางอาจจะมา
ร่วมงาน
” เมื่อใดที่ข้าสามารถยืนเคียงข้างนางได้ ข้าจะไปหานาง
”
อู่ อวี้ รู้ถึงได้ถึงความห่างชั้นระหว่างตนเองกับนาง แล้ว
นี่ก็คือเป้าหมายหลักในการต่อสู้ของเขา
ณ เวลานี้ตำหนักโอรสเล่อเงียบสงัดจนน่าใจหาย ทั่วทั้ง
ชมพูทวีปโลกธาตุยามนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึม
สัมผัสได้ถึงคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น
สามวันต่อมา หลังจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายในแดน
บุปผาสวรรค์ อู่ อวี้ ยังคงพยายามคิดค้นหาวิธียกระดับ
‘เมฆาตลบฟ้า’ ต่อไป ทันใดนั้นก็มีการเคลื่อนไหว
บางอย่างเกิดในตำหนักโอรสเล่อ เขาจึงต้องหยุด
ไตร่ตรองแล้วออกมาด้านนอกกับ หนานซาน หวางเยว่
และ เย่ซีซี แลเห็นว่าในเวลานี้ มหาอุปราช และเหล่า
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนปรากฏตัวขึ้นภายใน
ตำหนักโอรสเล่อ
ยามนี้ทุกคนกำลังเฝ้ารอโอรสเล่ออยู่ด้านหน้า ส่วนโอรส
เล่อที่เพิ่งเดินออกมาจากด้านในคฤหาสน์ เมื่อเห็นคน
จำนวนมากยืนเฝ้ารอตนเองกันหน้าสลอนก็รู้สึกแปลกใจ
ระคนสงสัยอยู่ไม่น้อย อู่ อวี้ สังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
ทันที นอกจากเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ยืนถัดจากมหา
อุปราชแล้ว ก็ยังมีคนอีกผู้หนึ่งก็คือ ‘โอรสเหยียน’
ยามนี้ร่างกายของมันถูกพันธนาการด้วยเชือกสีทอง สี
หน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นโอรสเล่อ กับ
อู่ อวี้
หลังจากมาที่นี่มหาอุปราชก็ได้ปล่อยตัวโอรสเหยียน
ชั่วคราว
อันที่จริงแล้วอายุอานามของจักรพรรดิอารามสวรรค์ใน
ฐานะเสด็จอาก็มิได้มากมายไปกว่าโอรสเหยียนเท่าใด
นัก โอรสเหยียนซึ่งถูกควบคุมตัวมาเช่นนี้ แน่นอนว่า
ต้องรู้สึกเสียหน้า จนมันกล่าวขึ้นด้วยโทสะว่า “มหา
อุปราช! ไฉนท่านถึงมาจับกุมตัวข้าเยี่ยงนี้? คิดจะทำลาย
เกียรติของข้าอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้หรือ? ”
อู่ อวี้ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
แน่นอนว่าโอรสเล่อก็รู้สึกแบบนั้นเช่นเดียวกัน
ในช่วงเวลานี้เองมหาอุปราชก็จับจ้องมองผ่านเหล่าขุน
นางชั้นผู้ใหญ่ไปยังร่างของ โอรสเหยียน ด้วยสายตาเย็น
ชาไร้ซึ่งความแยแส จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า ” ยังกล้าพูด
เช่นนี้อีกหรือ!? เจ้ากระทำสิ่งใดไว้ย่อมล่วงรู้อยู่แก่ใจ คิด
ว่าข้าหูหนวกตาบอดเสียจนไม่รู้ว่าเจ้าจะทำอะไรลงไป
งั้นรึ? ตอนนี้หลักฐานทั้งหมดอยู่ในมือของข้าแล้ว ต่อให้
‘ปีศาจทมิฬ’ ยึดมั่นในกฎเกณฑ์มากเพียงใด แต่ก็ยังมิ
กล้าแข็งข้อกับอาณาจักรโบราณเหยียนหวงหรือ
หาญกล้ายั่วยุจนทำให้จักรพรรดิโบราณต้องขุ่นเคืองใจ
เป็นแน่ ส่วนตัวการอย่างเจ้า จงก้มหัวคุกเข่าขอขมา
โอรสเล่อบัดเดี๋ยวนี้!”
“ว่ากระไรนะ!? อย่ามาปรักปรำข้า!” โอรสเหยียนตก
ตะลึงอย่างยิ่งยวด ดวงตาของมันแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้น
เลือดปูดปูน ตกเข้าสู่ห้วงแห่งความบ้าคลั่ง อู่ อวี้
สามารถแลเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันกำลังตื่นตระหนก
มากเพียงใด
จากการแสดงออกของมันแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ว่าจ้าง
องค์กรปีศาจทมิฬ คือตัวมันจริง ๆ
“ตอนแรกก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นเจ้า ดูเหมือนว่าข้าจะ
ประเมินเจ้าสูงเกินไปสินะ” อู่ อวี้ ส่ายหัวเล็กน้อย เขา
เองก็รู้สึกสงสัยโอรสเหยียนอยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่ามันจะใช้
วิธียืมมีดฆ่าคนจริง ๆ
แน่นอนว่าถ้าคิดจากมุมมองของโอรสเหยียน หลังจาก
ตัดสินใจจ้างวาน มันคงไม่คาดคิดว่าองค์กรมือสังหารที่
แข็งแกร่งอย่างปีศาจทมิฬ จะล้มเหลวถึงสองครั้งสอง
คราติดต่อกัน
หรือไม่บางทีมันอาจจะไม่คิดว่า องค์กรมีชื่อเสียงเลื่อง
ลืออย่าง ‘ปีศาจทมิฬ’ จะถูกมหาอุปราชล้วงข้อมูลผู้
ว่าจ้างออกมาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
“ข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กร ‘ปีศาจทมิฬ’ ข้าย่อม
ไม่มีทางทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน ท่านอย่ามาปรักปรำ
ข้า!” โอรสเหยียนจ้องมองไปยังมหาอุปราช จากนั้นก็
ร้องคำรามด้วยเสียงอันดังก้องออกไปยั้นด้านนอกเขต
พระราชฐาน ไม่เพียงแค่เหล่าโอรสพระธิดาที่อยู่บนแท่น
ประทับของตน แต่ผู้คนที่อยู่ภายนอกก็ได้ยินเช่นกัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มหาอุปราชก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
” โอรสเหยียน… ไม่มีสิ่งใดในโลกหล้านี้สามารถรอดพ้น
สายตาขององค์จักรพรรดิโบราณไปได้ แค่คำพูดของข้าก็
ถือว่าเจ้าได้รับโอกาสใหญ่หลวงแล้ว แต่หากเจ้าไม่
ยอมรับความผิด ข้าก็อยากจะเตือนให้เจ้ารู้ล่วงหน้าเสีย
หน่อย เจ้าคงทราบใช่หรือไม่ว่าจุดจบของผู้จ้างวานนัก
ฆ่าไปลอบสังหารโอรสพระธิดาองค์อื่น ๆ จะเป็นเช่นใด?
อีกอย่างข้าก็รู้สึกเกียจคร้านเกินกว่าจะมานั่งรบเร้าเจ้า
ด้วย”
อู่ อวี้ คิดว่ามหาอุปราชคงคิดใคร่ครวญมาดีแล้ว
มิฉะนั้นคงไม่กล่าวกับโอรสเหยียนเช่นนี้
เหล่าขุนนางและโอรสพระธิดาองค์อื่น ๆ ยังคงแสดงสี
หน้าเฉยเมย เพราะเชื่อว่าโอรสเหยียนจะต้องพยายาม
ดันทุรังหลบหนีจากความสิ้นหวังนี้ต่อไปหรืออาจจะมาก
ขึ้นไปอีก
อันที่จริงหากกล่าวถึงจักรพรรดิโบราณแล้ว ทุกคนก็
ทราบความสามารถของเขาดี แต่มันก็เป็นเพียงการคาด
เดา บ้างก็รู้สึกหวาดกลัวกริ่งเกรงอย่างสุดแสน บ้างก็
เห็นเป็นเพียงข่าวลือและไม่ได้หวาดกลัวอันใด ซึ่ง อู่ อวี้
ก็เป็นหนึ่งในคนที่คิดเช่นนั้น
บางทีนี่อาจเป็นโอกาสของ โอรสเหยียน
“เกิดอันใดขึ้น? ” ราชวงศ์หเหยียนหวงคนอื่น ๆ ที่อยู่ใน
ที่แห่งนี้ คือผู้ที่สามารถเดินไปเดินมาในเขตพระราชฐาน
ได้อย่างอิสระ บ้างก็มียศถาเป็นน้องสาวหรือผู้ทรง
อำนาจตำแหน่งอื่น ๆ เช่น จักรพรรดิกำเนิดสวรรค์ มัน
ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับฝูงชนที่อยู่ด้านหลัง เห็นได้ชัด
ว่ามันได้ยินข่าวเรื่องโอรสเหยียนถูกจับกุมตัว
” โอรสเหยียนว่าจ้างองค์กร ‘ปีศาจทมิฬ’ ให้มาลอบ
สังหารราชอารักษ์เล่อ อีกทั้งการลงมือครั้งที่สองมันยัง
กล้าลงมือในนครเทวะ การกระทำนี้ถือว่าหยามหมิ่น
เกียรติ์ราชวงศ์เหยียนหวงเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการไถ่
โทษ…วันนี้โอรสเหยียนจะต้องก้มศีรษะคุกเข่าขอขมาต่อ
หน้า โอรสเล่อ กับ ราชอารักษ์เล่อ” มหาอุปราชกล่าว
ขึ้นด้วยเสียงดังก้องกังวาน
อู่ อวี้ คิดว่าสำหรับโอรสเหยียนแล้ว การก้มศีรษะคุกเข่า
สารภาพผิดถือเป็นบทลงโทษที่ร้ายแรงยิ่ง
แน่นอนว่าภายในเหตุการณ์ครั้งนี้ ยังมีคนบางกลุ่มอย่าง
จักรพรรดิกำเนิดสวรรค์ ที่ต้องการถามจักรพรรดิอาราม
สวรรค์ว่าวินิจฉัยผิดหรือไม่ แต่ด้วยความเฉลียวฉลาด
ของพวกมัน เมื่อแลเห็นการแสดงออกของโอรสเหยียน
ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความตื่นตระหนก พวกมันก็ทราบความ
จริงในทันที โดยกระทำได้แค่เพียงก่นด่าสาปแช่งอยู่ใน
ใจ ที่ตนไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้
เพียงแค่เห็นการแสดงออกของโอรสเหยียน นี่ก็ถือเป็น
หลักฐานข้อสรุปมากพอแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมหาอุปราช
ที่เป็นตัวแทนของจักรพรรดิโบราณ ถึงจะมีผู้คนอีก
จำนวนมากที่รู้สึกไม่พอใจ แต่พวกมันก็คิดว่าจักรพรรดิ
อารามสวรรค์ย่อมไม่วินิจฉัยผิดพลาด จนทำลายเกียรติ
ศักดิ์ศรีของตนเองเป็นแน่
แค่การก้มศีรษะคุกเข่าขอขมา ยอมรับความผิดของ
ตนเองก็ถือว่ามันโชคดีมหันต์แล้ว!
ประกายความคิดแล่นผ่านจักรพรรดิกำเนิดสวรรค์อย่าง
รวดเร็ว มันรีบก้าวขึ้นมาเบื้องหน้า พร้อมกับตำหนิโอรส
เหยียนทันทีว่า ” เจ้าลาโง่ บังอาจกระทำเรื่องโง่เขลา
เช่นนี้ได้ ทั้งยังเกือบทำให้เราเหล่าราชวงศ์ต้องเสื่อมเสีย
เกียรติไปด้วย โชคดีที่ยังไม่เกิดเรื่องอันใดขึ้น เจ้ายังไม่
รีบคุกเข่าขอขมาอีก! ”
คำกล่าวของมันมีนัยแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ โดยต้องการ
จะสื่อว่า บัดนี้ อู่ อวี้ ยังไม่ตกตาย ดังนั้นการก้มศีรษะ
คุกเข่าขอขมา จึงถือเป็นการสยบวิกฤตในครั้งนี้ได้อย่าง
สมบูรณ์แบบ
นับว่าโอรสเหยียนยังพอมีหัวคิดอยู่บ้าง หลังได้ยินคำพูด
ของจักรพรรดิกำเนิดสวรรค์ มันก็ตระหนักได้ทันทีว่า
การยอมรับความผิด เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้มันรอดพ้น
จากวิกฤตในครั้งนี้ ดังนั้นมันจึงตะโกนกล้องขึ้นทันทีว่า ”
เสด็จน้องเล่อ นอกจากนี้ยังมีราชอารักษ์เล่อ ครั้งนี้ตัวข้า
ปล่อยให้ความอิจฉาริษยาครอบงำ จนพยายามสังหาร
โอรสเล่อ โชคยังดีที่มิได้กระทำผิดพลาดครั้งใหญ่ไป ข้า
หวังว่าเจ้าจะยกโทษให้แก่ข้า … ”
สำหรับพระโอรสผู้หยิ่งผยองอย่างมันแล้ว การต้องก้ม
คุกเข่าขอขมาน้องชายเช่นนี้ ถือเป็นความอัปยศอย่าง
ใหญ่หลวง หากเลือกได้มันคงไม่กระทำเช่นนี้แน่ แต่
ตอนนี้เพื่อรักษาชีวิตของตนเองไว้ มันจึงต้องคุกเข่าขอ
ขมาอย่างไม่มีทางเลือก เห็นได้ชัดว่ามันประเมินความ
มุ่งมั่นในการช่วยเหลือสนับสนุนโอรสเล่อของมหา
อุปราชต่ำไป อีกทั้งยังประเมินองค์กร ‘ปีศาจทมิฬ’ สูง
ไปด้วย
เป็นดั่งที่มหาอุปราชได้กล่าวไว้ แม้กระทั่งองค์กรปีศาจ
ทมิฬ ก็มิกล้ายั่วยุชาวเหยียนหวง
โอรสเล่อถือว่าตนเองอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า ดังนั้นเมื่อ
เห็นโอรสเหยียนขอขมา เขาจึงยิ้มเล็กน้อยเพื่อเป็นการ
ตอบรับ แค่นี้ก็ถือว่าเขาชนะแล้ว สามารถแลเห็นได้ว่าสี
หน้าของเขา หาได้มีความขุ่นเคืองลำพองใจไม่ รอยยิ้ม
เช่นนี้ ทำให้เสด็จอาหญิงเสด็จอาชายคนอื่น ๆ ให้ความ
สนใจเขามากขึ้นทันที
“ขอบคุณ ขอบคุณ” เมื่อโอรสเหยียนรู้ว่าตนรอดพ้นจาก
เงื้อมมือยมบาลแล้ว มันก็รู้สึกผ่อนคลายได้ในที่สุด
ไม่คาดคิดว่า มหาอุปราชจะแสดงท่าทางจริงจังอีกครั้ง
จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงดังก้องกังวานว่า ” โอรสเห
ยียนลอบสังหารราชอารักษ์ของพี่น้องร่วมสายโลหิต
หลักฐานชัดแจ้ง ตามกฎมณเฑียรบาล การสังหารชาวเห
ยียนหวงด้วยกันเอง ถือเป็นข้อห้ามในราชวงศ์เหยียน
หวง ลงโทษด้วยการเพิกถอนบรรดาศักดิ์ ‘พระโอรส’
ของโอรสเหยียน และเนรเทศไปยัง ‘คุกอเวจีบูรพา’
เป็นเวลา 100 ปี! ”
——————————–