กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1009: สรรพชีวิตกราบสักการะบูชา
เจดีย์วิญญาณบรรพกาล กำลังประทับลงมาภายในนคร
เทวะ
เงาที่คืบคลานลงมานี้คือฐานของเจดีย์ เทียบเคียงได้กับ
เขตพระนครเลยทีเดียว
ในเวลานี้มันกำลังประทับลงมาเบื้องล่างอย่างเชื่องช้า
ดังนั้นจึงไม่อาจแลเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ‘เจดีย์วิญญาณ
บรรพกาล’ นี้สูงเท่าใดนัก
ชั่วขณะนี้เอง อู่ อวี้ ก็แลเห็นว่าผู้คนทั่วทั้งนครเทวะ
รวมถึงภายในเขตพระราชฐานต่างพากันตื่นตระหนก
เป็นแถว ๆ ผู้คนมากมายกุลีกุจอออกมานอกบ้านนอก
เรือน จับจ้องไปยังเจดีย์วิญญาณบรรพกาลที่กำลังลงมา
เบื้องล่าง ด้วยความตื่นตระหนกระคนหวาดกลัว
แม้กระทั่งผู้คนภายในเมืองบริวารจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่
โดยรอบนครเทวะ ยังพากันบินขึ้นมาบนท้องเวหา จับ
จ้องไปยังทิศทางของนครเทวะ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เจดีย์
วิญญาณบรรพกาลจอดเทียบ แน่นอนว่าในตำแหน่งของ
พวกเขา สามารถแลเห็นเจดีย์วิญญาณบรรพกาลได้
ง่ายดายกว่า
อู่ อวี้ , หนานซาน หวางเยว่ , เย่ซีซี กับคนอื่น ๆ บิน
ทะยานขึ้นไปสูงเล็กน้อย แลเห็นว่าตำแหน่งฐานด้านล่าง
ของ เจดีย์วิญญาณบรรพกาล เทียบเคียงได้กับอาคาร
สูงสุดในนครเทวะ
ภายในนครเทวะแห่งนี้ ฐานของเจดีย์วิญญาณบรรพกาล
เทียบเคียงได้กับอาณาเขตทั้งหมดของเขตพระราชฐาน
เลยทีเดียว เมื่อผู้คนที่อยู่เบื้องล่างแหงนหน้าขึ้นมอง ก็
สามารถแลเห็นได้เพียงฐานของเจดีย์สีดำเท่านั้น เจดีย์นี้
เสมือนดั่งท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยหมู่มวลดารา
เมื่ออยู่ด้านล่างฐานของมัน ก็เสมือนดั่งตกอยู่ภายใต้
ท้องฟ้ายามราตรีก็มิปาน
ตลอดทั่วทั้งนครเทวะ รวมถึงเมืองบริวารอีกจำนวนนับ
ไม่ถ้วน ต่างพากันส่งเสียงดังเซ็งแซ่ ก้องกังวานไปทั่วทั้ง
สิบทิศ เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก เจดีย์วิญญาณ
บรรพกาล ดังนั้นเมื่อเงาร่างขนาดมหึมานี้ค่อย ๆ
เคลื่อนตัวลงมายังนครเทวะ ผู้คนจึงรู้สึกหวาดกลัวเป็น
อย่างยิ่ง
ผู้คนแทบทั้งหมดต่างพากันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่ง
นั้นคืออันใดกันแน่
ผู้คนมากมายต่างพากันวิ่งหนีจ้าละหวั่น สีหน้าตึงเครียด
เสมือนดั่งโลกกำลังจะสิ้นสูญ
ยามนี้ อู่ อวี้ กำลังถูก ‘เจดีย์วิญญาณบรรพกาล’ ดึงดูด
อย่างลึกล้ำ
ท้ายสุดแล้ว เจดีย์วิญญาณบรรพกาล ก็ประทับลงใน
ตำแหน่งเหมาะสม โดยหาได้บดขยี้ทำลายสิ่งใดไม่ ใน
ที่สุด อู่ อวี้ ก็สามารถแลเห็นรูปร่างสมบูรณ์ของเจดีย์นี้
ได้เสียที
แท้จริงแล้วเจดีย์วิญญาณบรรพกาล หาได้มีสีดำทั้งหมด
ไม่ แต่มันมีทั้งหมดสองสี คือสีดำและสีทอง
สีดำเป็นสัญลักษณ์ของความลึกลับน่าประหวั่นพรั่นพรึง
ส่วนสีทองเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์
เจดีย์วิญญาณบรรพกาลแห่งนี้ มีอยู่ทั้งหมดเก้าชั้นโดย
ไล่จากด้านล่างขึ้นไปด้านบน ขั้นแรกเป็นสีดำวาว ขั้นที่
สองเป็นสีทองอร่าม ขั้นที่สามเป็นสีดำทะมึน โดยไล่
ลำดับสลับสีทองกับสีดำ เข้มขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นเก้า
อย่างไรก็ตามส่วนที่แหลมสุดของเจดีย์ เป็นสีทองคำ
ประดุจดั่งคมหอกที่พุ่งทะลวงแทงขึ้นไปบนผืนฟ้า
นี่คือรูปร่างทั้งหมดของ เจดีย์วิญญาณบรรพกาล
อย่างไรก็ตามไม่ว่าผิวของเจดีย์จะเป็นสีดำหรือสีทอง ก็
มีภาพประติมากรรมมากมายถูกสลักจารึกเอาไว้อยู่
อู่ อวี้ ใช้เนตรเพลิงเพ่งพินิจเข้าไป และเห็นว่าภาพ
ประติมากรรมที่สลักอยู่บนเจดีย์ เป็นรูปร่างของ
สิ่งมีชีวิตทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก บุรุษ สตรี หรือ
แม้กระทั่งคนชรา ล้วนเป็น มนุษย์จากทุกเชื้อชาติทุก
เผ่าพันธุ์
ไม่ว่าจะเป็นผิวเจดีย์สีทองหรือสีดำภาพประติมากรรม
ของมนุษย์ทั้งหมดต่างหมอบกราบสักการบูชา เสมือน
ดั่งผู้ที่กำลังเทิดทูนบูชาบางสิ่ง อย่างหาที่เปรียบมิได้
อันที่จริงแล้วรูปสลักแต่ละรูปนั้นหาได้มีขนาดใหญ่
เท่าใดนัก มันมีขนาดเพียงแค่ประมาณฝ่ามือของเขา
เพียงเท่านั้น เมื่อเทียบกับขนาดของเจดีย์วิญญาณบรรพ
กาล ภาพของผู้คนที่สลักอยู่บนนั้น ก็มีอยู่นับร้อยล้าน
เลยทีเดียว
เมื่อเห็นผู้คนนับล้าน ก้มสักการะกราบการอยู่บนพื้น
ภาพที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้านี้ ช่างเป็นภาพฉากที่น่าตื่น
ตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าผู้ที่ภาพประติมากรรมเหล่านี้กำลังเคารพบูชา
นั้น อยู่บนยอดเจดีย์ และปลายยอดของเจดีย์กำลังชี้ขึ้น
ไปบนสวรรค์ ดังนั้น อู่ อวี้ จึงคิดว่า สิ่งที่ผู้คนจำนวนนับ
ไม่ถ้วนกำลังสักการบูชาอยู่ ก็คือสวรรค์
นอกจากภาพประติมากรรมเหล่านี้ บนเจดีย์แต่ละชั้นยัง
มีระฆังขนาดใหญ่ 4 ใบแขวนเอาไว้อยู่ ยามนี้ระฆังขนาด
ใหญ่ ยังอยู่ในความสงบไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวใด ๆ
” ดูเหมือนว่าเจดีย์วิญญาณบรรพกาลจะไม่ใช่สถานที่
แต่เป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้ อย่างน้อย ๆ คงอยู่ในระดับ
ศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภา ไม่ก็ศาสตราวิถีแท้วิญญาณ
ศักดิ์สิทธิ์ หรืออาจเหนือยิ่งกว่าระดับของศาสตราเต๋าวิถี
แท้ แต่เป็นถึงศาสตราเซียนเลยก็เป็นได้ ”
หลังจากเห็น เจดีย์วิญญาณบรรพกาล หมิงซวงก็กล่าว
ขึ้น
“นี่คือศาสตราเซียนงั้นหรือ? ”
ศาสตราเซียนที่ อู่ อวี้ เคยประสบพบเจอ มีเพียงพลอง
สมปรารถนากับเนตรปีศาจมายาเพียงเท่านั้น อีกทั้ง อู่
อวี้ ยังไม่เคยเห็นพลังอำนาจที่แท้จริงของมันมาก่อน
ดังนั้นเขาจึงทราบดีว่า ภายใต้การควบคุมของจักรพรรดิ
โบราณเหยียนหวง เจดีย์วิญญาณบรรพกาลนี้ ย่อมน่า
สะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากเจดีย์วิญญาณบรรพกาลปรากฏขึ้น อู่ อวี้ ก็รู้สึก
ราวกับว่าเหนือศีรษะของตน มีขุนเขาไท่ซานกดทับสยบ
ลงมา นอกจากนี้ยังนำมาซึ่งอำนาจสะกดข่มจิตเทวะอีก
ด้วย เมื่ออยู่ภายใต้เจดีย์วิญญาณบรรพกาล ไม่ว่าผู้ใดก็
ยากจะแหงนหน้าขึ้นมองได้
เมื่อ หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี สัมผัสได้ถึงอำนาจ
สยบนี้ พวกเขาก็มองไปยัง อู่ อวี้ ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีเท่าใด
นัก
” เสด็จพ่อ … ” แม้กระทั่งโอรสเล่อก็ไม่อาจเงยศีรษะขึ้น
มองได้เช่นเดียวกัน แต่ยามนี้เขากลับดูตื่นเต้นบ้าคลั่ง
เป็นพิเศษ เนื่องจากท้ายสุดแล้ว คนผู้นั้นก็คือจักรพรรดิ
โบราณเหยียนหวงที่เขาชื่นชม
ภายใต้การสะกดข่มปราบปรามของ เจดีย์วิญญาณ
บรรพกาล ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนล้วนไม่มีผู้ใดเงยหน้า
ขึ้นมองภาพประติมากรรมบนเจดีย์ แต่กลับหมอบกราบ
ไปบนพื้นอย่างเทิดทูนบูชา พร้อมร้องตะโกนด้วยเสียง
ดังก้องกังวานอย่างพร้อมเพียงว่า ขอให้องค์จักรพรรดิ
โบราณมีชีวิตยืนยาวหมื่นปีหมื่น ๆ ปี
เพียงชั่วอึดใจ เสียงนี้ก็ดังสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วทั้ง
สวรรค์และปฐพี อีกทั้งมันยังดังขึ้นเรื่อย ๆ จากนครเท
วะไปถึงเมืองบริวาร หลังจากนั้นนครอื่น ๆ ก็ได้ยินเสียง
ดังก้องกังวานนี้เช่นกัน ถึงแม้พวกมันจะไม่เห็น เจดีย์
วิญญาณบรรพกาล แต่ก็พอคาดเดาได้ว่ามันคืออำนาจ
บารมีของจักรพรรดิโบราณ ส่งผลให้ชาวเหยียนหวง
จำนวนนับไม่ถ้วน ล้วนหมอบกราบลงไปบนพื้นอย่าง
ตื่นเต้นคลั่งไคล้
แน่นอนว่าที่ปรากฏขึ้นมีเพียงเจดีย์วิญญาณบรรพกาล
เท่านั้น จักรพรรดิโบราณเหยียนหวงหาได้ปรากฏตัวขึ้น
จริง ๆ ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น มันก็ทำให้ชาวเหยียน
มากมายพากันบ้าคลั่งตื่นเต้นไปตาม ๆ กัน
การที่เจดีย์วิญญาณบรรพกาลปรากฏขึ้นเช่นนี้ แสดงว่า
เทศกาลจาริกศักดิ์สิทธิ์หมื่นทวีปใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว
” ไม่รู้ว่าภายในเจดีย์วิญญาณบรรพกาลมีอะไรบ้าง? ”
โอรสเล่อจ้องมองเจดีย์วิญญาณบรรพกาลด้วยท่าทาง
ตื่นเต้นจนไม่อาจระงับ
ชาวเหยียนหวงใช้เวลานานร่วมสองชั่วยาม ไปกับการ
กราบไหว้เคารพบูชา หลังจากนั้นพวกเขาถึงยอมลุกขึ้น
ยืน แล้วหันมาจัดการธุระปะปังของตนเองต่อ โดยที่
สายตาคอยเหลือบมองไปยังทิศทางของ เจดีย์วิญญาณ
บรรพกาล เป็นครั้งคราว
อู่ อวี้ ก็กำลังยุ่งอยู่กับงานที่ล้นมือของตนเองเช่นกัน
การปรากฏตัวของเจดีย์วิญญาณบรรพกาลทำให้เขารู้สึก
ถึงแรงกดดันอย่างรุนแรง
เขาแอบมีลางสังหรณ์เล็ก ๆ ในใจว่าจักรพรรดิโบราณเห
ยียนหวง อาจจะอยู่ในเจดีย์วิญญาณบรรพกาลและ
กำลังปรับแต่งบางอย่างเตรียมไว้ให้กับตัวเขา
เขาไม่รู้ว่าตีค่าตนเองสูงมากเกินไปหรือไม่ มันก็แค่การ
คาดเดาไปตามสัญชาตญาณเท่านั้น
แต่ที่แน่ ๆ เขาเตรียมพร้อมที่จะไปสู่พิภพปีศาจบรรพ
กาลตลอดทุกเมื่อ
ครั้งที่แล้วที่เขาเข้าไปในพิภพปีศาจบรรพกาล ด้วยความ
รีบเร่งกะทันหันเกินไปโดยยังไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อม จึง
ทำให้เขาไม่อาจสำรวจตรวจสอบอันใดได้มากนัก หาก
เขาต้องการหลบหนีไปอยู่ที่พิภพปีศาจบรรพกาล เขา
จะต้องสำรวจให้ทะลุปรุโปร่งว่าที่นั่นเป็นอย่างไรกันแน่
ดังนั้นหลังจากกลับมาถึงตำหนักราชอารักษ์ เขาก็หยิบ
ประตูพิภพปีศาจบรรพกาลออกมา โดยบอกกับ หนาน
ซาน หวางเยว่ และ เย่ซีซี ว่าเขาจะเข้าไปสำรวจอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้เขายังไม่พร้อมจะพา หนานซาน หวางเยว่ กับ
เย่ซีซี ไปด้วย
อันที่จริงในตอนแรกพวกเขาสองทั้งคน ก็อยากจะลอง
ไปท่องเที่ยวพิภพต่างโลกดูบ้าง แต่พอได้ยินถึงอันตราย
อันน่าสะพรึงกลัวที่ อู่ อวี้ เล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ ทั้งสองก็
ถึงกับยกธงขาวยอมแพ้ไม่ดึงดันดื้อรั้นติดตามไปด้วย
นอกจากนี้การที่ อู่ อวี้ ไปเพียงลำพังก็น่าจะสะดวกกว่า
หากต้องพบเจอกับอันตราย เขาก็สามารถผสานร่างกับ
เมฆาตลบฟ้าหลบหนีออกมาได้ทุกเมื่อ
แล้วเหตุผลที่ อู่ อวี้ ต้องเข้าไปสำรวจพิภพปีศาจบรรพ
กาล ทั้งหมดก็เพื่อความอยู่รอดของพวกเขา ว่าที่นี่จะ
สามารถอยู่รอดได้สักระยะหนึ่งหรือไม่
แน่นอนว่านี่เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับเขา หากมี
หนทางอื่นให้เดิน เขาย่อมไม่ต้องการออกจากถิ่นฐาน
บ้านเกิดของตนเองเป็นแน่
ด้วยปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ ยามนี้เขาจึงไม่สามารถ
กลับไปรับคนสำคัญอย่างอู่หยู๋และอื่น ๆ จากทวีปแห่ง
ทวยเทพตงเสิ้งได้
” หรือไม่บางที… ข้าอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ จักรพรรดิ
โบราณเหยียนหวงอาจจะไม่มีพิษสงร้ายกาจถึงเพียงนั้น
ถึงเขาจะรู้ความลับหลาย ๆ อย่างของเรา บางทีเขา
อาจจะไม่ได้คิดร้ายหรือมีเจตนาไม่ดีกับข้าก็ได้ ”
ทว่าตอนนี้เขากำลังเตรียมแผนรองรับสถานการณ์
เลวร้ายที่สุดอยู่
ด้วยเหตุนี้เขาจึงหยดโลหิตลงบนเนตรสีแดง เพื่อเปิด
ประตูพิภพปีศาจบรรพกาลอีกครั้ง การกระทำเช่นนี้จะ
ทำให้เขาเข้าไปด้านในได้โดยปริยาย
ครึ่งชั่วยามต่อมาประตูพิภพปีศาจบรรพกาลก็ค่อย ๆ
เปิดออกจนสุด หลังจากนั้นหมอกสีเทาและสายอัสนีก็
หายไป ต่อมาก็ปรากฏม่านที่ดูเหมือนผิวทะเลสาบขึ้น
อีกครั้ง อู่ อวี้ รีบทะยานผ่านม่านสาบเข้าไปทันที บัดนี้
เขาได้เข้าสู่พิภพปีศาจบรรพกาล
ก่อนที่จะมาถึงพิภพปีศาจบรรพกาล เขาได้ก็เปลี่ยนร่าง
เป็นร่างจำแลงเซียนวานร แล้วใช้เทียมฟ้าจรดดินย่อ
ขนาดร่างกายให้เล็กลงจนเหลือความสูงประมาณครึ่งฉือ
มีขนาดเท่ากับฝ่ามือหนึ่งเท่านั้น เรียกได้ว่าเขาเป็น
มนุษย์ที่มีขนาดเล็กเพียงเท่าหนู
ข้อดีของขนาดตัวเล็กกระจ้อยร่อยนี้ก็คือ ง่ายต่อการ
หลบซ่อนอำพรางตัว อีกทั้งความเร็วก็เพิ่มขึ้นมาก
กว่าเดิมถึงสามเท่า เมื่อนำมาผนวกกับเคล็ดวิชาก้าวเท
วะ ความเร็วของเขาก็เรียกได้ว่ารวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ
ต่อให้ไม่ได้ใช้เมฆาตลบฟ้าก็ถือว่ารวดเร็วอยู่ดี
เขาค่อนข้างแน่ใจว่าสถานที่ที่เขาอยู่ตอนนี้ คือตำแหน่ง
ครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะออกจากประตูพิภพปีศาจบรรพ
กาล แล้วกลับสู่ชมพูทวีปโลกธาตุ
นี่แสดงให้เห็นว่าครั้งสุดท้ายที่เขาเปิดประตู เมื่อกลับมา
โลกนี้อีกครั้ง เขาก็จะปรากฏขึ้นในตำแหน่งครั้งสุดท้าย
ก่อนออกมา
ดังนั้นถ้าในครั้งนี้เขาสามารถหาสถานที่ปลอดภัยให้กับ
ตนเองได้ ในครั้งต่อไปที่เขากลับมาที่นี่อีกครั้งอย่างน้อย
ก็จะสามารถอยู่ที่นี่ได้ยาวนานเพิ่มขึ้นอีกสักน้อย
ตอนนี้เขาอยู่ในป่าของพิภพปีศาจบรรพกาล รุกขชาติ
พฤกษาของที่นี่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร แต่รูปร่างของมัน
ยังดูปกติ ต่อให้ร่างกายของเขาอยู่ในขนาดปกติ แต่ใบ
ขนาดยักษ์ของมันก็สามารถบดบังแสงตะวันและแผ่นฟ้า
ปิดบังร่างกายของเขาจนมิด ดังนั้นจึงแทบไม่ต้องพูดถึง
ขนาดร่างกายอันเล็กกระจ้อยร่อยของเขาในยามนี้ ว่า
ใบไม้ยักษ์จะบดบังร่างกายเขามากเพียงใด
ตอนนี้เขาไม่ต่างจากแมลงตัวน้อย ที่เกาะอยู่บนใบไม้
ขนาดยักษ์
อู่ อวี้ ใช้เนตรเพลิงตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบ
อย่างระมัดระวัง แล้วในครั้งนี้เขาไม่กล้าใช้วิธีเดิมด้วย
การกระจายร่างอวตารนอกวิถีออกไปสำรวจ ทั้งหมด
เป็นเพราะว่าเขารู้สึกขยาดกับความร้ายกาจของปีศาจ
ในพิภพปีศาจบรรพกาลนั่นเอง
อาจเป็นเพราะในตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าระดับภูมิปัญญา
ของปีศาจในพิภพปีศาจบรรพกาลว่ามันมีมากน้อย
เพียงใด? มีโอกาสจะสามารถสื่อสารกับพวกมันได้
หรือไม่?
” ภูมิปัญญาของปีศาจในโลกนี้ไม่น่าต่ำต้อย ด้วยเพราะ
ภูมิปัญญาของปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำจัดอยู่ใน
ระดับที่เรียกได้ว่าสุดยอด ”
แต่ถ้าประเมินจากครั้งที่แล้วตอนอยู่บนบกก็เจอกระต่าย
ตอนอยู่ในน้ำก็เจอมัจฉา ตอนอยู่บนท้องเวหาก็เจอวิหค
แต่ปีศาจทุกตนที่ได้พบเจอดวงตาเป็นสีแดงก่ำราวโลหิต
ดู ๆ แล้วระดับภูมิปัญญาของมันไม่น่าจะสูงมากพอที่จะ
สื่อสารพูดคุยกันได้
แล้วก็คงต้องบอกว่าพลังกลิ่นอายฟ้าดินของที่นี่ ก็ยังคง
ความอุดมสมบูรณ์ท่วมท้นเหมือนเช่นเคย ตอนที่เขาอยู่
ภายในชมพูทวีปโลกธาตุสถานที่ที่มีพลังฟ้าดินสูงที่สุดก็
คือนครเทวะ แต่พลังฟ้าดินของที่นี่กลับมากเสียยิ่งกว่า
เรียกว่าอยู่ในระดับน่าเหลือเชื่อเลยก็ว่าได้
หาก อู่ อวี้ หรือเจดีย์ล่องกำเนิดอยู่ที่นี่ได้ เขาจะ
สามารถดูดซับพลังฟ้าดินได้เป็นจำนวนมาก ยิ่งถ้าหา
กวางเจดีย์ล่องกำเนิดไว้ที่นี่แล้วฝึกฝนอยู่ด้านใน คาดว่า
ผลลัพธ์มันจะต้องออกมายอดเยี่ยมแน่นอน แต่ถ้าหาก
สิ่งมีชีวิตอื่นใดมาพบเข้า แล้วเก็บมันไป เกรงว่าผลลัพธ์
ที่ออกมาจะกลายเป็นว่าได้ไม่คุ้มเสีย
อู่ อวี้ ค่อย ๆ เดินสำรวจลึกเข้าไปในแผ่นดิน เพราะก่อน
หน้านี้เขาปรากฏตัวอยู่ระหว่างทางแยกแผ่นดินกับผืน
มหาสมุทร
ในตอนนี้เขาสำรวจเข้ามาค่อนข้างลึกแล้ว แต่ก็ยังไม่พบ
เจอปีศาจบรรพกาลสักตัวตน ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกแปลก
ใจอยู่ไม่น้อย หลังจากสำรวจจนถึงปัจจุบันเขายังไม่พบ
เห็นสถานที่ที่จะสามารถฝึกฝนยกระดับ หรือสถานที่ที่
สามารถหลบซ่อนตัวได้อย่างปลอดภัยเลย แม้แต่วงเวท
ค่ายกลก็ยังไม่พบเห็นแม้แต่น้อยนิด ไม่มีเมืองไม่มีนคร
ปรากฏให้เห็น ดูเหมือนว่าปีศาจของที่นี่จะเก่าแก่
โบราณเสียยิ่งกว่า ปีศาจในทวีปปีศาจทายาททักษิณเสีย
อีก
ภายในโลกแห่งนี้ยากจะหาสถานที่ให้เขาหลบซ่อนตัวได้
อย่างปลอดภัย ถึงแม้ว่าเขาจะสำรวจสถานที่แห่งนี้มา
นานแล้วก็ตามแต่ก็ยังไร้ผล
——————————–