กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1010: มหาสงครามปีศาจ
“ดูเหมือนว่าปริมาณสิ่งมีชีวิตในพิภพปีศาจบรรพกาลจะ
ไม่ค่อยมากนัก”
เขาเตร็ดเตร่ไร้ทิศทางมานานแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่
เห็นสิ่งชีวิตสักตน
ถ้าอยู่ในดินแดนโบราณเหยียนหวง คงไม่ต้องใช้เวลา
เดินเตร็ดเตร่นานนักก็พบเจอผู้คนแล้ว สิ่งที่ต้องพบเจอ
ในขั้นพื้นฐานก็คือหมู่บ้านนครอาณาจักรต่าง ๆ รวมถึงผู้
ฝึกตน
แต่ก็ยังมีสถานที่ต้องห้ามจำนวนมากที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่
แต่สำหรับที่นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่สถานที่ต้องห้ามดังกล่าว
จากที่สำรวจดูเหมือนว่าพิภพปีศาจบรรพกาลจะเป็น
สถานที่ธรรมดามาก
ด้วยเพราะทั้งโลกนี้เต็มไปด้วยพลังฟ้าดิน ทำให้กลิ่นอาย
ของมันเป็นเสมือนดั่งละอองน้ำ ทำให้รุกขชาติพฤกษา
เขียวชอุ่มเจริญงอกงาม เฉกเช่นแดนสวรรค์อันกว้าง
ใหญ่ในยุคดึกดำบรรพ์
อู่ อวี้ กระโดดล้มตัวลงบนใบขนาดมหึมา จากนั้นก็ไต่
ปีนตามลำต้นขึ้นไปสู่ยอดรุกขชาติอันสูงตระหง่าน
ตอนนี้เขากำลังยืนอยู่ในตำแหน่งสูงที่สุดกวาดสายตา
มองไปรอบ ๆ ทางฝั่งทิศประจิมอันห่างไกลออกไปมี
มหาสมุทรไร้สิ้นสุดอยู่ เขายังไม่ได้สำรวจไปไกลถึงเพียง
นั้น นอกจากนี้ในทิศอื่น ๆ ยังมีภูเขาสูงทับซ้อนกันอยู่
หลายลูก ทอดยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา เบื้องหน้า
สายตาของเขาเต็มไปด้วยป่าดงพงไพรเขียวขจีไร้สิ้นสุด
ถูกปกคลุมไปด้วยพลังฟ้าดินอันแสนอุดมสมบูรณ์ ความ
หนาแน่นของมันสามารถบดบังวิสัยทัศน์การมองเห็น
ของ อู่ อวี้ ได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว
อู่ อวี้ ยังคงรู้สึกโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่อย่างแท้จริง
” ถ้าเราสามารถหาที่ซ่อนที่ปลอดภัยได้ ก็สามารถจัด
วางค่ายกลป้องกันอำพรางกายเตรียมไว้ หากมีอะไร
เกิดขึ้นจนต้องหลบหนีมาที่ ‘พิภพปีศาจบรรพกาล’ อย่าง
น้อยก็ยังมีที่พักชั่วคราว หนานซาน หวางเยว่ กับ คนอื่น
ๆ ก็ยังสามารถหยุดพักหายใจหายคอได้บ้าง ”
ถ้าให้ หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี มาตั้งหลักอยู่ที่นี่
ก่อนไม่น่าจะมีปัญหาอะไร นั่นเพราะพวกเขาทั้งสอง
ล้วนมีพลังอิทธิฤทธิ์ที่ร้ายกาจ อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ก็
ยังคงคิดถึงอนาคตว่าหากภายภาคหน้า เขาสามารถพา
อู่หยู๋ ,เฟิง ซัวหยา และคนอื่น ๆ มาที่นี่ด้วยได้ ก็คง
สามารถรับประกันความปลอดภัยของพวกเขาได้ดี
ทีเดียว สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือพลังฟ้าดินที่อุดม
สมบูรณ์ของที่นี่จะเป็นประโยชน์กับพวกเขาอย่างยิ่ง
สิ่งที่เขากำลังกระทำและคิดอยู่ในตอนนี้ คือการเผื่อ
เหลือเผื่อขาดเผื่อว่าพวกเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์
เลวร้ายที่สุด ถ้าจักรพรรดิโบราณเหยียนหวงล่วงรู้
ความลับทั้งหมดของเขาแล้ว เมื่อใด อู่ อวี้ เกิดหลบหนี
เมื่อนั้นจักรพรรดิโบราณจะต้องตามหาตัวเขาจนแทบ
พลิกแผ่นดิน ทั้งยังมีความเป็นไปได้สูงว่าเขาจะต้องไป
ตามหากับญาติมิตรสหาย และ อาจารย์เป็นแน่แท้ นี่คือ
การวิเคราะห์ในกรณีเลวร้ายที่สุด เป็นสิ่งที่เขาคาดเดาไว้
มันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งบางครั้ง อู่ อวี้ ก็รู้สึก
ว่าตนเองต้องการหลักประกันมากกว่านี้
” ถ้าจักรพรรดิโบราณมีแผนคิดไม่ซื่อกับข้าจริง ๆ เขา
จะต้องมุ่งเป้ามาที่ข้าโดยตรง และต้องไม่ยอมให้ข้า
ก้าวหน้าเติบโตไปมากกว่านี้ ”
ยิ่งไปกว่านั้นหากอีกฝ่ายเป็นศัตรูขึ้นมาจริง ๆ ก็ถือว่าน่า
กลัวมาก เนื่องจากว่าหากเขาตกอยู่ในเงื้อมมือของอีก
ฝ่ายจริง ไม่ว่าจะงัดกลละเม็ดวิธีใดมาใช้ ก็คงไม่อาจหนี
รอดไป เพราะในท้ายที่สุดแล้วอีกฝ่ายก็คือเทพเซียน
ส่วน อู่ อวี้ ก็เป็นเพียงมนุษย์อ่อนแอธรรมดา จะมี
ปัญญาไปสู้กับเทพเซียนได้อย่างไร?
แต่ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้น เขาก็ยังยืนยันความคิดของ
ตนเองว่า สมควรสร้างฐานที่มั่นไว้ในพิภพปีศาจบรรพ
กาล ทั้งหมดก็เพื่อเอาไว้หลบลี้หนีภัย
” แต่ก็เกรงว่าด้วยระดับฝีมือเราในตอนนี้ หากสร้างค่าย
กลวงขึ้นมาจริง ๆ ศัตรูฝ่ายตรงข้ามที่มีฝีมือสูงส่งกว่า
หลายขั้นจะพบเห็นได้ง่ายหรือไม่? ”
เขาจำเป็นต้องตรวจสอบระดับฝีมือโดยเฉลี่ยของปีศาจ
ในพิภพปีศาจบรรพกาล ว่าพวกมันมีความแข็งแกร่ง
มากน้อยเพียงใด เนื่องจากครั้งแรกที่เข้ามา เขาต้อง
เผชิญหน้ากับปีศาจซึ่งมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับสาม
ภัยพิบัติค้นเต๋า ระดับพลังดังกล่าวถือว่าเป็น
ระดับพื้นฐานของที่นี่งั้นหรือ?
แต่ที่น่าแปลกก็คือนับตั้งแต่เขาเหยียบย่างเข้ามาที่นี่ เขา
ยังไม่พบเจอสิ่งใดเลย
ระหว่างที่ อู่ อวี้ กำลังสงสัยอยู่นั้น ทันใดนั้นเองก็มีการ
เคลื่อนไหวครั้งใหญ่เกิดขึ้นทางทิศประจิม เขารีบมองไป
ตามทิศทางดังกล่าวอย่างรวดเร็ว แล้วก็เห็นเวลานี้ไม่ว่า
ผืนปฐพีหรือท้องน้ำมหาสมุทรกำลังกระเพื่อมสั่นไหว
อย่างรุนแรง เมื่อผ่านไปชั่วครู่ก็ได้ยินเสียงแตกหัก
พังทลายสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งฟ้าดิน ผสมผสานไปกับ
เสียงกรีดร้องคำรามของสัตว์ขนาดยักษ์ เมื่อเขามองไป
ยังทิศทางดังกล่าว ก็แลเห็นว่ามีรัศมีส่องสว่างเจิดจ้า
เหนือท้องฟ้าแพร่กระจายไปทุกหนทุกแห่ง เพียงมอง
คราแรกก็รู้ว่านี่คือพลังอิทธิฤทธิ์ระดับสูง อำนาจของมัน
กินพื้นที่เป็นวงกว้างมาก โดยกินอาณาเขตจากพื้นปฐพี
ไปถึงมหาสมุทรบางส่วนในทีเดียว แล้วบัดนี้การต่อสู้
กำลังขยายวงกว้างมายังทิศทางของ อู่ อวี้ อย่างรวดเร็ว
พื้นพสุธาด้านล่างแตกระแหงถล่มย่อยยับ รุกขชาติสูง
ใหญ่ที่เคยเหยียดย่างตั้งตระหง่าน โค่นล้มระเนระนาด
ไม่เป็นท่าอยู่บนพื้น
“ ตรงนั้นมีการต่อสู้เกิดขึ้น มันจะต้องมีผู้คนอยู่เป็น
จำนวนมาก การต่อสู้ยิ่งใหญ่รุนแรงขนาดนี้ จะต้องเป็น
การต่อสู้แบบกลุ่มหนึ่งปะทะอีกกลุ่มหนึ่งอย่างแน่นอน!
”
แม้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะอันตรายเป็นอย่างมาก แต่
ผลกระทบจากการปะทะมันก็ดูมหาศาลเกินไป นับเป็น
การต่อสู้ที่ทำลายสภาพแวดล้อมกินวงกว้างเป็นอย่าง
มาก เวลานี้ฝุ่นละอองจำนวนนับไม่ถ้วนฟุ้งกระจายปก
คลุมไปทั่วทั้งผืนฟ้า เมฆเมฆาจากสีขาวบริสุทธิ์ถูกย้อม
กลายเป็นสีแดงโลหิตไปในฉับพลัน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็
ตามนี่ถือเป็นโอกาสทองที่ อู่ อวี้ จะศึกษาทำความเข้าใจ
สิ่งมีชีวิตของโลกนี้ เขาจึงไม่ลังเลขี่เมฆาตลบฟ้าพุ่ง
ทะยานไปยังทิศทางดังกล่าวทันที
แน่นอนว่ายามนี้เขายังคงใช้เทียมฟ้าจรดดิน เพราะการ
เคลื่อนไหวของร่างขนาดเล็กของเขาจะไม่โดดเด่นสะดุด
ตา
นับตั้งแต่เขาเข้ามายังพิภพปีศาจบรรพกาล ทะเลสาบ
ถือเป็นสถานที่แรกที่เขามาปรากฏตัว เวลานี้ อู่ อวี้ หัน
กลับไปมองยังทิศทางของทะเลสาบเป็นเวลานาน
หลังจากนั้นเขาก็หันกลับมาอย่างรวดเร็ว ภายใต้
ความเร็วระดับสูงสุดจึงไม่ต้องใช้เวลานานมากนัก เมื่อ
เข้าใกล้สนามรบก็ยิ่งทำให้เขาเห็นทุกอย่างชัดเจนแจ่ม
แจ้งมากขึ้น เพราะไม่มีอะไรบดบังสายตา
ทั้งสองฝ่ายกำลังต่อสู้อยู่บนชายหาด ซึ่งตอนนี้กำลัง
ลุกลามแพร่กระจายไปยังทะเลลึก ยามนี้ อู่ อวี้ แลเห็น
สิ่งมีชีวิตจำนวนมากสองกลุ่มตะลุมบอนต่อสู้กันนัว เมื่อ
รวมจำนวนของทั้งสองฝ่ายแล้วมีประมาณ 100 ตัวเลย
ทีเดียว!
ท่ามกลางการต่อสู้ตะลุมบอน จะเห็นได้ว่าอีกฝั่งเป็น
ปีศาจบนบก ส่วนอีกฝั่งเป็นปีศาจสมุทร แต่ละคู่เป็น
สนามรบย่อม ๆ ระหว่างปีศาจบนบกและปีศาจสมุทร
อู่ อวี้ มองการต่อสู้อย่างระมัดระวัง แต่มันช่างเป็นการ
ต่อสู้ที่น่าทึ่งจริง ๆ
ในความเป็นจริงแล้วขนาดร่างกายของ ปีศาจบนบกและ
ปีศาจสมุทรค่อนข้างจะพอ ๆ กัน ตัวที่ใหญ่ที่สุดก็คือ
พยัคฆ์ ซึ่งมีดวงตาสีแดงโลหิต เส้นขนของมันเป็นสีเขียว
คราม แต่ขนาดที่ว่าใหญ่ ก็เท่ากับขนาดของพยัคฆ์ที่มีให้
เห็นอยู่บนโลกมนุษย์เช่นกัน นี่อาจจะเป็นจุดเด่นของ
พิภพปีศาจบรรพกาล
ทางฝั่งของปีศาจบนบกมีสัตว์แปลก ๆ สารพัดชนิด
ตัวอย่างเช่นเจ้ากระต่ายน้อยสีแดงเพลิงที่ อู่ อวี้ เคยเห็น
มันในรอบที่แล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีแมวดำซึ่งตามเนื้อตัวมี
ลวดลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว สุนัขสองหัวและสามหัว
ดูดุร้ายเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีกระทิงที่มีเขาสีทองขนาด
ใหญ่ หนูที่มีขนาดตัวเล็กมากจนแทบมองไม่เห็น
อสรพิษสีม่วงที่มีเขี้ยวแหลมคมอย่างที่สุด แล้วก็ยังมีเม่น
ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยนามแหลมคม …
ปีศาจบนบกหลายสิบชนิดมีคุณสมบัติเหมือนกันนั่นก็คือ
ตัวเล็ก ซึ่งขนาดของมันก็พอ ๆ กับสัตว์ป่าในชมพูทวีป
โลกธาตุ และมีดวงตาเป็นสีแดงโลหิต แดงสนิทชนิดที่ว่า
ไม่มีสีขาวเจือปนแม้แต่น้อย จึงทำให้พวกมันดูดุร้ายเป็น
อย่างมาก
คู่ต่อสู้ของพวกมัน แน่นอนว่าเป็นสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่ดู
ค่อนข้างแปลกประหลาด เป็นมัจฉาสายพันธุ์ต่าง ๆ ที่มี
รูปร่างแตกต่างกัน มีทั้งขนาดเล็กใหญ่ รูปร่างดู
อัปลักษณ์และดูดี บ้างก็มีหอกแหลมยื่นมาจากศีรษะ มี
อัสนีแล่นประกายอยู่รอบตัว รวมถึงสามารถแยกร่างได้
จำนวนนับไม่ถ้วน ท่ามกลางสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ยังมี กุ้ง
หอย ปู และ ปลาหมึก อยู่ด้วย ทั้งยังมีปีศาจที่ดูเสมือน
ดั่งเม่นทะเล ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก กล่าวตามตรง
หากยามนี้มันหาได้ปลดปล่อยอำนาจบดขยี้สังหารศัตรู
เขาคงคิดว่ามันเป็นเพียงอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า
สมรภูมิเบื้องหน้านี้คือการห้ำหั่นสังหารกันเองของเหล่า
ปีศาจอย่างโหดเหี้ยม แถมทุกตัวในนั้นยังจัดได้ว่า
แข็งแกร่งมากทีเดียว หากเปรียบเทียบกับชมพูทวีป
โลกธาตุแล้ว ตัวที่อ่อนแอมากสุดคงเทียบเคียงได้กับ
ปีศาจที่มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ
ขั้นที่ 8 และตัวที่แข็งแกร่งที่สุดนั้น แน่นอนว่ามันย่อม
อยู่ในอาณาจักรสามภัยพิบัติค้นหาเต๋า เป็นระดับที่ อู่
อวี้ ไม่มั่นใจว่าตนสามารถเผชิญหน้าได้ เช่นกระต่าย
น้อยที่บดขยี้ทำลายวงเวทเก้าตำหนักไม่สั่นคลอนของ
เขา
หากมองอย่างผิวเผิน ดูเหมือนว่าเป็นเพียงสนามรบเล็ก
ๆ ภายในพิภพปีศาจบรรพกาลอันกว้างใหญ่ แต่เขาไม่
คิดว่าการต่อสู้จะกินวงกว้างถึงเพียงนี้ เป็นสมรภูมิรบที่
เทียบเคียงได้กับการต่อสู้บน ทะเลสาบปีศาจบรรพกาล
เลยเดียว
อู่ อวี้ พูดได้เพียงแค่ว่า เขาต้องเบิ่งตาดูด้วยความไม่
อยากเชื่อเท่านั้น
ถึงขนาดตัวของปีศาจเหล่านี้ดูเหมือนจะเล็กไปสักหน่อย
แต่วิชาอภินิหารที่มันใช้ต่อสู้นั้นลึกลับเหลือคณานับ
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่เคยเห็น และไม่เคยได้ยินชื่อวิชา
อภินิหารที่พวกมันใช้มาก่อน นอกจากนี้ปีศาจแต่ละตัว
แต่ละชนิดจะมีรูปแบบในการต่อสู้ที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่นปีศาจสมุทรมันจะใช้น้ำทะเลในการต่อสู้
พลังอิทธิฤทธิ์ส่วนใหญ่ของมันล้วนเกี่ยวข้องกับน้ำทะเล
ทั้งสิ้น
สิ่งที่น่าสังเกตอีกประเด็นหนึ่งก็คือ ดวงตาของทั้งสอง
ฝ่ายล้วนเป็นสีแดงโลหิตบ่งบอกถึง พวกมันกำลังต่อสู้
อย่างไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะอย่างสิ้นเชิง การต่อสู้ที่เห็นมี
แค่การโจมตีเท่านั้นไม่มีฝ่ายไหนตั้งรับหรือป้องกันเลย
แม้แต่น้อย ราวกับพวกมันไม่สนว่าฝ่ายใดจะพ่ายแพ้
หรือฝ่ายใดจะชนะ มีเพียงสัญชาตญาณการต่อสู้ที่ต้อง
ประหัตประหารห้ำหั่นจวบจนตัวตายกันไปข้าง เมื่อ อู่
อวี้ มายืนดูอยู่ที่นี่เขาก็รู้สึกว่ามันคือการต่อสู้ที่บ้าคลั่ง
อย่างสมบูรณ์
เขาเห็นปีศาจน้อยใหญ่อยู่ในสนามรบเป็นจำนวนมาก
ด้วยภาพฉากการต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่านเช่นนี้ หาก อู่
อวี้ จะไปข้างหน้าคงเป็นอันตรายอย่างมาก ดังนั้นเขาจึง
หลบซ่อนตัวในที่มืด เพื่อสังเกตการณ์ต่อไป
“ ถ้าปีศาจในพิภพปีศาจบรรพกาลมีฝีมืออยู่ประมาณนี้
เราก็ยังพอเอาชีวิตรอดอยู่ที่นี่ได้ ”
ด้วยเพราะครั้งที่แล้วเข้าพบเจอกับปีศาจที่มีฝีมือสูงส่ง
มากเกินไป ทำให้ อู่ อวี้ เข้าใจผิดว่าปีศาจทุกตัวในที่
แห่งนี้ เขาคงไม่อาจรับมือหรือต่อสู้กับพวกมันได้ แต่
จากที่ดูวันนี้ปีศาจกว่าเจ็ดในสิบส่วนที่อยู่ภายในสนาม
รบ เขาสามารถจัดการมันได้
ซึ่งถ้าหากเข้ารับมือมันได้ นั่นก็แสดงว่า หนานซาน
หวางเยว่ กับ เย่ซีซี สามารถหลบซ่อนตัวอยู่ในโลกนี้ได้
เช่นกัน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงคิดว่าในครั้งต่อไปจะพาคนทั้ง
สองมาที่นี่ด้วย เพราะคนทั้งสองอยากรู้อยากเห็น
เกี่ยวกับโลกใบนี้มาก
อู่ อวี้ เฝ้าดูปีศาจพวกนี้ต่อสู้เข่นฆ่าห้ำหั่นอย่างเงียบ ๆ
โดยไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว รูปแบบการต่อสู้ของพวก
มันถึงแม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็รุนแรงดิบเถื่อนอย่างที่สุด
ซึ่งการต่อสู้ในรูปแบบนี้ นับว่าช่วยส่งเสริมวิถีเต๋าของเขา
ได้เป็นอย่างมาก ทุกอิริยาบถการเคลื่อนไหวล้วนมีเต๋า
แฝงเร้นอยู่ ล้วนอยู่ในระดับที่ลึกล้ำเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะปีศาจบางส่วนที่มีความแข็งแกร่ง เรียกได้ว่า
สายโลหิตของพวกมันหากอยู่ภายในชมพูทวีปโลกธาตุ
แล้ว คงหาได้ยากยิ่ง
การที่เขาได้มาดูการต่อสู้นองเลือดครั้งนี้ นับว่ามี
ประโยชน์กับ อู่ อวี้ ไม่น้อยทีเดียว
ในขณะนี้ การต่อสู้ในล่วงเลยผ่านไปกว่า 1 ชั่วยามแล้ว
อู่ อวี้ ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยว่า ในการต่อสู้นองเลือดล้าง
ผลาญเช่นนี้ ไฉนถึงไม่มีฝ่ายใดแพ้ฝ่ายใดชนะ
ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีความ
แข็งแกร่งใกล้เคียงกัน ถึงแม้จะเป็นการต่อสู้แบบทุ่มสุด
ตัวชนิดเอาตัวเข้าแลก หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังฆ่าอีกฝ่าย
ไม่ได้ ก็ไม่มีฝ่ายใดยอมลดละ ในเมื่อไม่มีฝ่ายใดหลบหนี
ในที่สุดก็มาถึงจุดจบ ฝั่งปีศาจสมุทรถูกสังหารตกตายไป
แล้ว ส่วนฝั่งปีศาจบนเกาะก็เหลือเพียงปีศาจพยัคฆ์ที่มี
นัยน์ตาแดงก่ำปานโลหิต แต่บาดแผลที่อยู่บนตัวของมัน
ก็บ่งบอกว่ามันจะมีชีวิตได้อีกไม่นาน
หลังจากที่พยัคฆ์ตัวนี้ไร้ซึ่งคู่ต่อสู้ มันก็เริ่มแผดเสียงร้อง
คำรามอย่างบ้าคลั่ง ถึงแม้ร่างของมันจะเล็ก แต่เสียง
ของมันก็สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขา เมื่อร่างเล็ก ๆ ของ
มันแผดเสียงคำรามกึกก้อง ทันใดนั้นทุกสรรพสิ่งก็ไม่
กล้าขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ ยามนี้คือผืนแผ่นดินขนาดใหญ่ที่
ไหม้เกรียมดำเป็นตอตะโก มีร่างปีศาจหลายสิบตนตก
ตายอยู่ในที่เวิ้งว้างแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นในมหาสมุทรหรือ
ผืนแผ่นดินต่างได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ใน
พื้นที่ที่ไหม้เกรียมดำเป็นตอตะโกมีร่างปีศาจหลายสิบ
ตนนอนเกลื่อนกลาดตกตายอยู่ บางตัวถูกทำลาย
เกือบจะสมบูรณ์ มีเพียงชิ้นส่วนเหลือทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า
เท่านั้น
เมื่อเห็นซากศพปีศาจจำนวนมากอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ ร่าง
กลืนสวรรค์ของ อู่ อวี้ ก็เริ่มกระสับกระส่าย หากเขา
กลืนกินมันทั้งหมด ความสามารถของมันต้องพุ่งทะยาน
ขึ้นไปสู่ระดับที่น่ากลัวยิ่ง คาดว่าอาจจะเทียบเคียงได้กับ
มหาอุปราชเลยก็ว่าได้!
อย่างไรก็ตามเขาเคยเห็นบทเรียนที่น่ากลัวมาแล้ว หาก
ปล่อยให้ระดับพลังของจิตเทวะเหนือกว่าร่างต้นมาก
เกินไป ความบ้าคลั่งในการกลืนกินก็จะเป็นเช่นดั่งบรรพ
ชนมารกลืนสวรรค์
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงพยายามยับยั้งชั่งใจต่อต้านกับความ
ปรารถนาอันแรงกล้านี้ ถึงแม้ว่าสัญชาตญาณในการ
กลืนกินของร่างกลืนสวรรค์จะรุนแรงมากเพียงใดก็ตาม
เดิมทีแล้วเขาคิดว่าจะเก็บซากศพปีศาจเหล่านี้มาตุนไว้
ในถุงจักรวาล แต่เขาก็ทราบดีว่า เมื่อเวลาผ่านไปได้ชั่ว
ขณะหนึ่งพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง และ แก่นพลังชีวิต
ต่าง ๆ ที่อยู่ภายในเนื้อหนังของซากศพปีศาจเหล่าจะ
สลายหายไปอย่างสมบูรณ์
สิ่งที่เขาทำได้ก็คือออกจากพื้นที่แห่งนี้ ด้วยตัวเปล่า ๆ
เท่านั้น
——————————–