กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1011: ช่วงเวลาแห่งการฆ่า
เขาจึงเตรียมพร้อมกลับคืนสู่ผืนแผ่นดิน
เดิมทีเขาอยากจะเข้าไปสำรวจด้านในดู แต่เพียงไม่นาน
ก็ถูกการต่อสู้นี้ดึงดูดเข้าให้
ตราบใดที่ยังไม่เจอกับวิกฤติร้ายแรง อู่ อวี้ ก็อยากจะใช้
เวลาอยู่ในพิภพปีศาจบรรพกาลให้มากขึ้น ก่อนที่
เทศกาลจาริกศักดิ์สิทธิ์หมื่นทวีปจะมาถึง
หากเขาสามารถรู้เรื่องเกี่ยวกับโลกใบนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่ง
ดีขึ้นเท่านั้น ถ้ายิ่งสามารถพบเจอสถานที่ปลอดภัยก็ยิ่ง
สมบูรณ์แบบ
เมื่อร่างเล็ก ๆ ของเขา เคลื่อนไหวอยู่ในพงไพรบรรพ
กาลอันกว้างใหญ่ แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวจากร่างเล็ก
ๆ ของเขานั้นแผ่วเบาจนแทบไร้ร่องรอยเลยดีเดียว
” บางทีปีศาจในละแวกนี้อาจจะไปร่วมการต่อสู้กัน
หมดแล้ว ข้าเตร็ดเตร่มานานขนาดนี้จึงยังไม่เห็นปีศาจ
สักตัว ”
ทุกฝีก้าวที่มุ่งไปข้างหน้า อู่ อวี้ พยายามระมัดระวัง
ตัวอย่างสุดชีวิต เขาใช้เนตรเพลิงตรวจสอบทุกการ
เคลื่อนไหว ด้วยเพราะกังวลว่าตนเองว่าจะไปประสบ
พบเจอกับผู้มีฝีมือแข็งแกร่งที่สามารถสังหารตนเองได้
ครานี้เขาใช้เวลาไปกว่าห้าชั่วยาม จนมุ่งหน้าเข้ามาสู่
ระดับความลึกยิ่ง แม้ว่าเขาจะบินขึ้นไปบนท้องเวหาสูงก็
ยังไม่สามารถมองเห็นมหาสมุทรได้อีกต่อไป ดังนั้นเขา
จึงเพิ่มความเร็วขึ้นอีก
นอกจากป่าดงพงไพรไร้สิ้นสุด รุกขชาติสูงเสียดฟ้า ต้น
หมากรากไม้จำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว เขาก็ไม่อาจแลเห็น
สิ่งมีชีวิตอื่นใด จากการตรวจสอบนี้ทำให้ อู่ อวี้ เข้าใจว่า
ความหนาแน่นของปีศาจในพิภพปีศาจบรรพกาล นั้น
เทียบไม่ได้กับจำนวนความหนาแน่นของปีศาจในชมพู
ทวีปโลกธาตุ
“ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ไม่น่าจะมีอันตรายอะไรที่ทำให้เราไม่
ปลอดภัย” การประเมินก่อนหน้านี้นับเป็นการคาดเดา
แบบสุ่ม ๆ ซึ่งทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกเป็นกังวลกับพิภพปีศาจ
บรรพกาลเป็นอย่างมาก แต่พอวันนี้ได้ลองสำรวจดู มัน
ทำให้เขารู้สึกใจชื้นขึ้นมากทีเดียว
เขายังคงมุ่งหน้าต่อไปท่ามกลางป่าดงพงพี
“นี่! ไฉนเจ้าถึงได้วิ่งพล่านไปทั่วป่าราวกับหนูติดจั่น
เช่นนี้ ไม่กลัวชีวิตจะหาไม่หรือไร?”
ทันใดนั้นมีเสียงดังขึ้นมาจากด้านหลัง สุรเสียงนี้ราวกับ
ภูตผีทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกตื่นตระหนกราวกับกำลังถูก
ผีหลอก ก็ที่นี่มันพิภพปีศาจบรรพกาล จะมีสิ่งมีชีวิตอื่น
ใดมาพูดคุยกับตนเองเช่นนี้ได้! ยิ่งกว่านั้นก่อนที่เขาจะ
มาที่นี่ เขาได้ใช้เนตรเพลิงสำรวจดูโดยรอบแล้ว ดังนั้น
จึงไม่คิดว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่สามารถหลุดรอดสายตาของ
เขาไปได้ ขณะนี้เขาได้หันหลังกลับมาแล้วพบว่าไม่มีอัน
ใดอยู่ข้างหลังเขาเลย
“ผู้ใดกำลังพูดกับข้า” อู่ อวี้ ระมัดระวังตัวมากขึ้น ตอนนี้
ยืนอยู่บนใบไม้สีเหลืองขนาดใหญ่ที่ซ้อนทับถมกันมา
หลายชั้นบนพื้นดิน
” แน่นอนว่าต้องเป็นข้าไงล่ะ เจ้าโง่ ” ในที่สุด อู่ อวี้ ก็รู้
ตำแหน่งที่มาของเสียง เสียงนั้นมาจากใบไม้ที่ร่วงหล่น
อยู่บนพื้นเบื้องหน้าของเขานั่นเอง เขาจึงใช้มือหยิบ
ใบไม้แห้งเหล่านั้นขึ้นมา สิ่งที่เขาเห็นก็คือบุปผาสีชมพู
ดอกเล็ก ๆ บุปผาดังกล่าวสามารถพบเห็นได้อย่าง
ดาษดื่นในป่าดงพงพีแห่งนี้ แต่เขาก็ไม่เคยคิดเลยว่า
แม้แต่บุปผาดอกเล็ก ๆ ก็ยังกลายเป็นปีศาจได้ เขาใช้
เนตรเพลิงมองสำรวจพื้นฐานฝึกตนของมันก็พบว่าระดับ
ฝีมือของมิไม่ใช่ย่อยเลย
อู่ อวี้ พยายามสะกดข่มจิตใจให้สงบลง แต่ก็ยังอดไม่ได้
ที่จะรู้สึกแปลกใจระคนโล่งใจไปในคราวเดียวกัน เพราะ
ในที่สุดเขาก็พบปีศาจในพิภพปีศาจบรรพกาลที่สามารถ
พูดคุยสื่อสารกันได้ ถึงแม้มันจะเป็นพืชที่กลายเป็น
ปีศาจ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิต
” ไฉนเจ้ายังยืนบื้ออยู่ได้ เจ้าไม่ได้ยินข้าถามหรือไร ยังไม่
ยอมตอบข้ามาแต่โดยดีอีก ว่าไง…เหตุใดเจ้าถึงกล้าวิ่ง
พล่านไปทั่วพงพีใน ‘ช่วงเวลาแห่งการฆ่า’ เช่นนี้ ไม่กลัว
ชีวิตจะหาไม่หรือไร? ช่วงนี้พวกเราทุกคนพยายามที่จะ
หลบซ่อนตัว การเคลื่อนไหวของเจ้าอาจส่งผลกระทบ
กับพวกเราไปด้วย ” แม่ดอกบุปผาสีชมพูกล่าวด้วย
น้ำเสียงไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก
“ช่วงเวลาแห่งการฆ่าเช่นนั้นหรือ? ” อู่ อวี้ ไม่เข้าใจ
ช่วงเวลาที่ปีศาจบุปผากล่าวเลยสักนิด นางบอกว่า
ช่วงเวลานี้ของพิภพปีศาจบรรพกาล มันถูกเรียกว่า
‘ช่วงเวลาแห่งการฆ่า’
ในตอนนั้น อู่ อวี้ คิดว่ามันก็เป็นศึกการต่อสู้เข่นฆ่าห้ำ
หั่นระหว่างปีศาจตามปกติ ที่แตกต่างก็คงจะเป็นพวก
มันแต่ละตัวมีดวงตาแดงก่ำสีแดงโลหิต พร้อมกับท่าทาง
บ้าคลั่งขาดสติไม่สามารถสื่อสารพูดคุยได้ ความบ้าคลั่ง
ของพวกมันก็เสมือนดั่งสัตว์ป่าดุร้ายที่มีเพียง
สัญชาตญาณการเข่นฆ่าเท่านั้น แสดงว่า ‘ช่วงเวลาแห่ง
การฆ่า’ ที่ปีศาจบุปผาเอ่ยมันจะต้องเกี่ยวข้องกันเป็นแน่
ภายในพิภพปีศาจบรรพกาล แม้แต่บุปผาดอกเล็ก ๆ ยัง
กลายเป็นปีศาจ อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่จะคิดว่าพิภพปีศาจ
บรรพกาลจะต้องเป็นโลกที่ไร้ซึ่งมนุษย์อยู่อาศัย
เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่า อู่ อวี้ ตกตะลึงจนพูดไม่ออก ดังนั้น
บุปผาปีศาจจึงมองหน้าเขาพร้อมกล่าวว่า ” ช่างแปลก
ยิ่งนัก ข้าไม่เคยพบเห็นปีศาจตนใดมีรูปลักษณ์เช่นเจ้า
เจ้าเป็นปีศาจชนิดใดกันแน่? ไฉนไม่เคยเห็นมาก่อน ”
เมื่อเจอคำถามนี้ อู่ อวี้ ก็รู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อยเขาคงไม่
สามารถบอกปีศาจบุปผาได้ว่า ตนเองหาใช่ปีศาจ เป็น
เพียงมนุษย์ที่สามารถแปลงกายได้เท่านั้น
โชคดีที่ปีศาจบุปผาค่อนข้างพูดมาก นางจึงไม่รอคอย
คำตอบจากเขา แต่กลับพูดเองเออเองว่า ” หึ! ดูจาก
สาระรูปเจ้าแล้ว… คงจะเป็นปีศาจวานรพันธุ์หนึ่งสินะ
รูปร่างหน้าตาถึงได้อัปลักษณ์น่าเกลียดเช่นนี้ พวกปีศาจ
วานรมักชอบอวดอ้างว่าเส้นขนของพวกมันมีเสน่ห์เย้า
ยวนใจอย่างเหลือคณานับ แต่บนร่างกายเจ้าไม่ได้มีเส้น
ขนน่าเกลียดเหล่านั้น กลับเอาสิ่งของแปลก ๆ มาสวม
ทับใส่บนร่างกายแทนช่างน่าสมเพชยิ่งนัก หน้าตาก็ดู
เซ่อซ่าแถมยังโง่เง่าไร้เชาวน์ปัญญาอีก เห้อ ข้าชักไม่
แปลกใจแล้วล่ะ ว่าทำไมเจ้าถึงวิ่งพล่านไปทั่วพงพีอย่าง
ไม่รู้เหนือรู้ใต้เช่นนี้ ชิ! ดันมาเจอพวกโง่ซะได้ เจ้าจะไป
ไหนก็รีบ ๆ ไปซะ ไปให้ห่าง ๆ จากข้าก็พอ ข้าไม่อยาก
เจ็บตัวเพราะโดนลูกหลงหรือโดนปีศาจจาก ‘ช่วงเวลา
แห่งการฆ่า’ สังหารเอา ”
นางพูดเองเออเองอย่างเสร็จสรรพ แถมยังสรุปเผ่าพันธุ์
ให้เขาด้วย … อันที่จริงแต่ละเผ่าพันธุ์ย่อมมีรูปลักษณ์
และความงามที่แตกต่างกันไป
อู่ อวี้ รู้สึกว่าตอนนี้ยากจะค้นหาผู้ที่พูดคุยกันได้เช่นนี้
เขาจะไม่ยอมกลับไปมือเปล่าเด็ดขาด ดังนั้นเขาจึงลงมือ
ทันที ใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาเต๋าที่ได้มาจากวิหารบัญญัติ
เต๋าปีศาจ ที่มีนามว่า ‘เวทอสูรวิญญาณควบคุมหัวใจเต๋า’
นี่เป็นวิชาที่ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมผู้อื่นโดยเฉพาะ
ดังนั้นเขาจึงมั่นใจว่าจะตนเองสามารถควบคุมปีศาจบุป
ผาตัวนี้ไว้ หลังจากควบคุมแล้ว การเค้นคำตอบจากอีก
ฝ่ายก็คงจะง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
ดังนั้นสำหรับปีศาจบุปผาที่อยู่เบื้องหน้า การถูกวิชาเวท
อสูรวิญญาณควบคุมหัวใจเต๋า จึงถือว่าหาได้มีอันตราย
ไม่ หลังจากซักถามจนสิ้นสุด นางจะถูกปล่อยตัวไปโดย
ไม่มีส่วนใดบุบสลาย
อู่ อวี้ คาดว่า นางคงมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับสูงสุด
ของอาณาจักรตำหนักม่วง และใกล้จะทะลุเข้าขอบเขต
ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ดังนั้นสำหรับเขาแล้วการควบคุม
ฝ่ายตรงข้ามจึงมิได้ยากเย็นอันใด ด้วยเหตุนี้ปีศาจบุปผา
จึงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเคล็ดวิชาเวทอสูร
วิญญาณควบคุมหัวใจเต๋า
หลังจากนั้น อู่ อวี้ ก็ถามขึ้นทันทีว่า ” ‘ช่วงเวลาแห่งการ
ฆ่า’ คืออันใด? ”
ปีศาจบุปผากล่าวตอบว่า ” ข้าไม่รู้ว่า ‘ช่วงเวลาแห่งการ
ฆ่า’ เริ่มขึ้นเมื่อใด และไม่รู้ว่าใครทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น แต่
เมื่อใดที่ ‘ช่วงเวลาแห่งการฆ่า’ มาถึง ปีศาจที่อยู่เหนือ
อาณาจักรจิตเทวะทุกตน จะสูญเสียสติสัมปชัญญะตก
อยู่ในสภาวะบ้าคลั่ง เมื่อแลเห็นสิ่งมีชีวิตก็จะกระโจน
เข้าไปฆ่าทันที ลักษณะเด่นที่สุดของพวกมันก็คือ มีดวง
เนตรสีโลหิตไร้ซึ่งสีขาวเจือปน จนกว่าจะถึง ‘ช่วงเวลา
แห่งความสงบ’ พวกมันจึงจะมีโอกาสได้พักฟื้น ทว่าใน
ทุก ๆ ครั้งที่ช่วงเวลาแห่งการฆ่าสิ้นสุดลง จะไม่มีปีศาจ
ที่ทรงพลังตนใด มีชีวิตรอดอยู่เลย ”
ที่แท้ก็เป็นเพราะเหตุนี้!
ไม่คาดคิดว่า พิภพปีศาจบรรพกาล จะมี ‘ช่วงเวลาแห่ง
การฆ่า’ ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้อยู่ด้วย ปีศาจบุปผาไม่
ทราบว่าผู้ใดที่ทำให้มันเกิดขึ้น อีกทั้งหากฟังจากสิ่งที่
นางพูดอย่างชัดแจ้งแล้ว ดูเหมือนก่อนหน้านี้หลายแรม
ปีพิภพปีศาจบรรพกาลจะไม่มีช่วงเวลาแห่งการฆ่า
เป็นไปได้ว่าอาจมีผู้ใดที่ทำให้มันเกิดขึ้น
” ปีศาจที่อยู่เหนืออาณาจักรจิตเทวะขึ้นไป ต้องเข่นฆ่า
สังหารกันอย่างบ้าคลั่ง หากช่วงเวลานี้ดำเนินมาเนิ่น
นานหลายปี คาดว่าคงมีผู้เสียชีวิตไปมากมายเหมือนเช่น
ดังวันนี้ แต่ผู้ใดกันที่เป็นคนทำให้ ‘ช่วงเวลาแห่งฆ่า’
เกิดขึ้น…”
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่า พิภพปีศาจบรรพกาล จะมีเรื่อง
เช่นนี้เกิดขึ้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันบิดเบี้ยวแปลก
ประหลาดมากเกินไป ท้ายสุดแล้วนี่คือลิขิตฟ้าดิน หรือ
เป็นไปได้ว่าอาจมีตัวตนอันแข็งแกร่งดำรงอยู่เบื้องหลัง
และมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนี้? นี่คงเป็นปริศนา
ทั้งหมดของพิภพปีศาจบรรพกาล
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ พูดได้เพียงว่า ลิขิตฟ้าเช่นนี้ มัน
โหดเหี้ยมมากเกินไป หากทุกคนสูญเสียเหตุผลในจิตใจ
จะไม่สังหารคนที่ตนรักเช่นนั้นหรือ?
หากมีช่วงเวลาแห่งการฆ่าฟันเช่นนี้อยู่ แล้วพิภพปีศาจ
บรรพกาลจะมีผู้แข็งแกร่งเหลือรอดอยู่อีกเท่าใดกัน? ไม่
ต้องสงสัยเลยว่าปีศาจที่มีพื้นฐานฝึกตนต่ำกว่า
อาณาจักรจิตเทวะ คือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของช่วงเวลาแห่ง
การฆ่า ซึ่งมันยิ่งทำให้ผู้บาดเจ็บล้มตายทวีจำนวนมาก
ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเหล่าปีศาจที่ไม่สามารถหลบหนีไปได้
“ช่วงเวลาแห่งการฆ่า กินเวลานานแค่ไหน? ” อู่ อวี้ ถาม
ขึ้นอีกครั้ง
ปีศาจบุปผาตอบว่า ” นับแต่สมัยโบราณ ช่วงเวลาแห่ง
การฆ่ากับช่วงเวลาแห่งความสงบ สลับผลัดเปลี่ยน
หมุนเวียนกันไป ช่วงเวลาแห่งการฆ่าเป็นเสมือนดั่งนรก
อเวจี ส่วนช่วงเวลาแห่งความสงบ คือเวลาที่สามารถอยู่
รอดได้ เราไม่อาจระบุได้ว่าช่วงเวลาแห่งการฆ่านั้นจะ
ยืดยาวเพียงใด หากนานก็ยาวเป็น 10 ปี แต่ถ้าสั้น
หน่อย ก็ผ่านไปแค่ไม่กี่วัน และเวลาที่เหลือก็คือ
ช่วงเวลาแห่งความสงบ ดังนั้นในทุกครั้ง ๆ ที่ช่วงเวลา
แห่งการฆ่ามาถึง พวกเราล้วนไม่อาจคาดเดา บางทีมัน
อาจนานสามหรือสี่ปี บางทีมันอาจจะจบลงพรุ่งนี้ หรือ
จบลงหลังจากผ่านไปหลายสิบปี ถึงแม้ว่ามันจะจบลง
แล้ว แต่ก็เป็นไปได้ว่าวันพรุ่งนี้จะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการ
ฆ่าอีกครั้ง แต่ที่แน่ ๆ พวกเราไม่มีทางอยู่อย่างสงบสุขได้
อย่างแน่นอน”
ด้วยเวลาที่ไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจน นับเป็นปัญหา
ใหญ่หลวงยิ่ง เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะช่วงเวลาแห่งการ
ฆ่านี้ ทำให้ปีศาจทั่วทั้ง พิภพปีศาจบรรพกาล หวาดกลัว
ถึงขีดสุด ผู้แข็งแกร่งจะเข่นฆ่าซึ่งกันและกันเอง ส่วนผู้
อ่อนแอจะตกเป็นเหยื่อและถูกสังหาร ดังนั้นไม่ว่าผู้ใด
ล้วนไม่อาจมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขได้
” ในที่สุดข้าก็รู้สาเหตุ ว่าทำไมถึงไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ
เพราะปีศาจที่ทรงพลังส่วนใหญ่ เมื่อตกเข้าสู่ความบ้า
คลั่งในช่วงเวลาแห่งการฆ่า พวกมันจะเข่นฆ่าสังหาร
กันเอง ส่วนปีศาจที่อ่อนแอก็พากันหลบซ่อนตัว ไม่กล้า
ปรากฏกายหรือเคลื่อนไหว ดังนั้นเขาจึงไม่อาจแลเห็น
พวกมันได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไม ตอนที่ข้าเข้ามาในพิภพ
ปีศาจบรรพกาลแต่ครั้งแรก ถึงพบเจอแต่ปีศาจที่ทรง
พลัง แท้จริงแล้วปีศาจที่อ่อนแอส่วนใหญ่กำลังหลบซ่อน
ตัวอยู่ ไม่ก็ถูกฆ่าล้างสังหารไปจนสิ้นแล้ว ”
หลังจากที่เขารู้เรื่องช่วงเวลาแห่งการฆ่าแล้ว อู่ อวี้ ก็
ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมของพิภพปีศาจบรรพกาล
จากปากของปีศาจบุปผาตนนี้ เนื่องจากในท้ายสุดแล้ว
เขายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้เลย
” พิภพปีศาจบรรพกาล มีกองกำลังหรือขั้วอำนาจอื่นอยู่
หรือไม่? แล้วผู้แข็งแกร่งที่สุดล่ะ? ในช่วงเวลาแห่งการฆ่า
นี้ ผู้ที่ทรงพลังมากที่สุด ตกอยู่ภายใต้ ‘ช่วงเวลาการฆ่า’
ด้วยหรือไม่? ”
ปีศาจบุปผากล่าวว่า ” พิภพปีศาจบรรพกาล มีกองกำลัง
และขั้วอำนาจต่าง ๆ อยู่มากมาย และตัวตนผู้แข็งแกร่ง
ที่สุด ก็คือเทพปีศาจ ซึ่งแต่ละคนล้วนควบคุมกองกำลัง
ขนาดใหญ่ของตนเอง เหล่าเทพปีศาจไม่ตกอยู่ภายใต้
การควบคุมของช่วงเวลาแห่งการฆ่า นั่นคือเหตุผลว่า
ทำไมพวกเราทุกคน ถึงพยายามฝึกฝนบำเพ็ญตนเพื่อ
บรรลุกลายเป็นเทพปีศาจ แต่ผู้อยู่ภายใต้บังคับบัญชา
และญาติมิตรสหายของพวกเขา ต่างได้รับผลกระทบ
จากช่วงเวลาแห่งการฆ่านี้ ดังนั้นในช่วงเวลาแห่งการฆ่า
จึงยากจะได้ยินข่าวคราวของเทพปีศาจ ร่ำลือกันว่า เมื่อ
เวลานี้มาถึง เทพปีศาจจะกักขังผู้ใต้บังคับบัญชาของ
ตนเองไว้ เพื่อไม่ให้เข่นฆ่ากันเอง ”
เทพปีศาจ!
แน่นอนว่าเทพปีศาจเป็นตัวตนที่เทียบเคียงได้กับเทพ
เซียน อู่ อวี้ ไม่เคยคิดว่าพิภพปีศาจบรรพกาลจะมี เทพ
ปีศาจ อยู่ด้วย!
เรื่องนี้ทำให้ อู่ อวี้ ตกตะลึงเป็นอย่างมาก จักรพรรดิ
โบราณเหยียนหวงคือผู้แข็งแกร่งที่ปกครองชมพูทวีป
โลกธาตุ ซึ่งมีฝีมืออยู่ในระดับเทพเซียน แต่เขาไม่คิดว่า
แม้กระทั่งที่นี่ก็ยังมีเทพปีศาจอยู่ด้วย แล้วสิ่งที่ทำให้เขา
รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งก็คือระดับเทพปีศาจจะไม่ได้
รับผลกระทบจากช่วงเวลาแห่งการฆ่านี้
” ภายในพิภพปีศาจบรรพกาลมีเทพปีศาจอยู่กี่ตน? ” อู่
อวี้ รีบซักไซ้ถามอย่างรวดเร็ว
” ถ้าถามถึงเรื่องนี้ข้าก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก อาจจะแค่
ไม่กี่ตนหรืออาจจะมีมากกว่าโหลก็ได้ เป็นเพราะข้าไม่
ค่อยรู้เรื่องกับทางฝั่งมหาสมุทรสักเท่าไหร่ แต่ที่แน่ ๆ
บนบกมีเทพปีศาจอยู่ทั้งหมด 5 ตน … ”
ด้วยจำนวนของพวกมันมากกว่าชมพูทวีปโลกธาตุอย่าง
แน่นอน แต่ไม่ทราบว่าพวกมันจะแข็งแกร่งเฉก
เช่นเดียวกับจักรพรรดิโบราณเหยียนหวงหรือไม่?
แต่ถึงกระนั้นเทพปีศาจที่อยู่ในโลกนี้ ดูเหมือนว่าจะ
แข็งแกร่งกว่าชมพูทวีปโลกธาตุเสียอีก หากทั้งสองโลก
ต้องต่อสู้ห้ำหั่นตกอยู่ในสภาวะสงคราม อู่ อวี้ ประเมิน
ว่าทางฝั่งชมพูทวีปโลกธาตุจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
ระหว่างที่เขากำลังจะถามคำถามต่อไป
ทันใดนั้นสัญชาตญาณก็ร้องเตือนว่าวิกฤติอันตรายที่จะ
นำพาไปสู่ความตายกำลังจะมาถึง
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็พบว่ามีพยัคฆ์ตัวใหญ่ดวงตาสี
แดงโลหิตกำลังจ้องเขม่นมาที่เขาจากระยะห่างไกล จิต
สังหารที่มันแผ่ออกมานั้นรุนแรงอย่างยิ่งยวด
“ระวังให้ดี! มันคือพยัคฆ์ครามทมิฬ” ปีศาจบุปผารีบ
ร้องเตือน
พยัคฆ์ตัวนี้หาใช่ตัวเดียวกับที่ต่อสู้ในสงครามก่อนหน้า
ร่างของมันยังคงอยู่ในสภาพดีไม่มีร่องรอยบาดแผลหรือ
ได้รับบาดเจ็บอันใด ส่วนในเรื่องความแข็งแกร่ง มัน
เหนือกว่าทุกตัวที่อยู่ในสงครามการต่อสู้เมื่อสักครู่นี้ อู่
อวี้ กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เป็นตายเท่ากัน ชีวิตของ
เขากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย!
ด้วยสถานการณ์เร่งด่วนบีบคั้นในปัจจุบันทำให้ อู่ อวี้ ไม่
สามารถควบคุมรีบเค้นคำถามกับปีศาจบุปผาต่อได้
เพราะสิ่งที่เขาต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือผสานร่างกับ
เมฆาตลบฟ้า แล้วหลบหนีออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
——————————–