กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1018 กระบี่หนักลาวิญญาณ กับ ไขมุกราชาดูดวิญญาณ
” ลำพังแค่ราชอารักษ์เล่อยังพอเข้าใจได้ แต่นางผู้หญิงไร้
หัวนอนปลายเท้าผู้นี้มันเป็นใคร ถึงกล้าบังอาจกระทำเยี่ยงนี้!?
ตามกฎมณเฑียรบาลของราชวงศ์เหยียนหวง ข้าไม่สามารถ
จัดการราชอารักษ์ได้ก็จริง แต่สำหรับสตรีแพศยาผู้นี้หาใช่ไม่ ข้า
มีสิทธิ์จัดการกับผู้ฝึกตนนอกรีตน่ารังเกียจพรรค์นี้ได้! ”
ภายใต้ความช่วยเหลือของเหล่าพี่น้องโอรสพระธิดา โอรส
โหยวผู้แสนเจ้าเล่ห์รีบเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสอย่างฉับพลัน
เห็นได้ชัดว่ามันไม่สามารถทำอะไร อู่ อวี้ แบบตรง ๆ ได้
เนื่องจาก อู่ อวี้ ไม่ตกหลุมพรางของมันแม้แต่น้อย ดังนั้นมันจึง
เปลี่ยนเปั้าหมายมาที่เย่ซีซีแทน และเพราะเย่ซีซีหาใช่ผู้ติดตาม
ของโอรสเล่อ แต่เป็นผู้ติดตามของ อู่ อวี้
นอกจากนี้ตัวตนที่แท้จริงของเย่ซีซียังไม่ถูกเปิดเผย แต่ถ้า
หากต้องมาข้องเกี่ยวกับมัน แล้วความจริงถูกเปิดเผย ทุกอย่าง
คงจะยิ่งลำบากมากขึ้น
” นังผู้หญิงไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง วันนี้แหละ! ข้าจะจัดการนาง
มารอย่างเจ้าจนสำนึกผิดไม่ทันเลยทีเดียว! ข้าจะคอยดูว่าจะมี
ผู้ใดหน้าไหนกล้ามาขัดขวางข้าอีก! ” โอรสโหยวเจตนาตะโกน
เสียงดัง มาดหมายให้ผู้คนจำนวนมากในนครหมื่นทวีปได้ยินและ
ติดตามชมเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือราชทูต
หมื่นทวีปที่กำลังจับตาชมสถานการณ์ ราวกับว่าพวกมันกำลัง
เฝั้าชมภาพความบันเทิงแสนสุดหฤหรรษ์
นอกจากโอรสโหยวเอง ก็มีผู้ติดตามคอยเหลือช่วยอีกหลาย
คน ทั้งแต่ละคนยังมีฝีมืออยู่ในระดับค้นหาเต๋ากันแทบทั้งสิ้น
ฝีมือความแข็งแกร่งระดับนี้สามารถบดขยี้โอรสเล่อได้อย่างสบาย
ๆ หากพิจารณาในแง่มุมนี้แล้ว คนเหล่านี้คงยากที่จะมารับใช้
สวามิภักดิ์ต่อโอรสเล่อ ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะในสายตาของ
พวกมัน น้องชายผู้นี้เล็กจ้อยไร้ค่าราวกับมดปลวก เฉกเช่นดัง
ลูกไก่ในกำมือที่จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด อย่างโอรสเล่อจะมี
ปัญญาอะไรมาต่อกรกับพวกมันได้?
พระธิดาอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดไม่สบอารมณ์ขึ้นว่า ”
ชิ! นังผู้ฝึกตนนอกรีตสกปรกโสโครก หากไม่ใช่เพราะมีน้องชาย
ของข้าคอยปกปั้อง น้ำหน้าอย่างเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์จะอยู่ในนครเทวะ
ด้วยซ้ำ เป็นเพียงแค่เหลือบไรแท้ ๆ กล้าดีมาดูถูกพระโอรส ไม่
เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองอาญาแผ่นดิน น้องเล่อ∼ อย่าหาว่า
พี่สาวผู้นี้ไร้เมตตาไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเจ้านะ ในเมื่อเจ้าไม่
สามารถจัดการสั่งสอนคนของตัวเองได้… ก็ให้เสด็จพี่ช่วยสั่งสอน
แทน ถ้าปล่อยให้นางมารน้อยผู้นี้ติดตามเจ้าต่อไป รังแต่จะทำให้
เจ้าอับอายขายขี้หน้าเสียเปล่า ๆ เช่นนั้นก็สู้ตัดไฟแต่ต้นลม
จัดการนางเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราวซะตรงนี้เลยดีกว่า ”
หลังจากนั้นก็มีคนอีกผู้หนึ่งกล่าวเสริมขึ้น คนผู้นี้มีอักษร
‘หลู’ อยู่กลางหว่างคิ้ว มันก็คือโอรสหลู ” โอรสเล่อควรไตร่ตรอง
ดูให้ดี ๆ เอาคนเยี่ยงนี้มารับใช้ จะยิ่งทำให้ราชวงศ์ของเราแปด
เปือนเสื่อมเสียเกียรติเสียเปล่า ๆ ข้ารู้ว่าการจะเป็นใหญ่ได้นั้น
ต้องมีคนคอยช่วยเหลือสนับสนุน แต่เจ้า…จะไม่คิดแยกแยะบ้าง
เลยหรือว่าจะเอาคนดีหรือชั่วมารับใช้อยู่ข้างกาย ”
ตอนนี้ศัตรูทั้งหมดได้มายืนเบื้องหน้าแล้ว อีกทั้งพวกมันยัง
ผนึกกำลังรวมหัวพยายามกดขี่ข่มเหงโอรสเล่อให้อยู่หมัด เพราะ
คิดว่าตนเองกำลังถือไพ่เหนือกว่า ถึงแม้เย่ซีซีจะใช้วาจาโต้ตอบ
ไปด้วยความบ้าบิ่นหุนหันไปสักหน่อยก็จริง แต่เรื่องราวมันก็ไม่
ควรใหญ่โตบานปลายถึงเพียงนี้ ปัจจุบันเย่ซีซีมอง อู่ อวี้ อย่าง
ตื่นตระหนก ด้วยไม่รู้ว่าตนเองควรทำเช่นไรดี เพราะยามนี้เหล่า
โอรสพระธิดากำลังมุ่งเปั้ามาที่นางอย่างดุเดือด
“อย่าได้กังวลไป”
และแล้วก็เหมือนมีเสียงสวรรค์มาช่วยปลอบประโลม อู่ อวี้
เอามือตบไหล่นางเบา ๆ แล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยน พยายามทำให้
น้ำสงบลง
“พี่ชายอวี้ข้าควรทำเช่นไรดี?”
” ไม่ต้องกลัว ข้าสัญญา…ข้าจะไม่ยอมให้คนพวกนี้ทำร้าย
เจ้าได้ ” คำพูดของ อู่ อวี้ เต็มไปความเด็ดเดี่ยวมั่นคงทำให้เย่ซีซี
สงบใจลงได้
ยามนี้โอรสเล่อรู้สึกมีโทสะเดือดดาลอย่างมาก แต่ตนเองก็
ทำได้แค่เพียงนิ่งเฉย แล้วทันใดนนั้น ‘ชวี่ เฟิงอวี๋’ ก็พูดขึ้นว่า ”
นังเด็กนี่ไม่รู้จักสงบปากสงบคำให้ดี ๆ เห็นไหมว่าเกิดเรื่องวุ่นจน
ได้ ข้าจะขอดูหน่อยสิว่าเรื่องราวครั้งนี้จะจบลงเยี่ยงไร ”
“หุบปาก!” โอรสเล่อตะคอกใส่นางให้หุบปากไปเสีย เมื่อรู้ว่า
ตนเองพูดสอดขึ้นอย่างไม่ดูจังหวะ นางจึงรีบเบียดตัวเข้าไปหา
ไปั๋หลี่ จุยหุน เพื่อพึ่งพิง
เวลานี้โอรสโหยวสั่งให้ลูกน้องเข้าไปจับตัวนาง เรียกได้ว่านี่
คือการใช้กำลังบังคับข่มขู่อย่างแท้จริง ด้วยการกล่าวอ้างเหตุผล
ให้ตนเองมีโอกาสลงมือ แน่นอนว่าการกระทำนี้ย่อมทำให้เกิด
เรื่องราวใหญ่โต แต่โอรสโหยวก็มั่นใจว่า ผู้ที่ประสบกับความ
สูญเสียต้องไม่ใช่มันอย่างแน่นอน
แต่แล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่ออยู่ ๆ เย่ซีซีก็หายตัวไป
ต่อหน้าทุกคน ในความเป็นจริง อู่ อวี้ สั่งให้นางกลายร่างเป็น
ทรายสีดำ ด้วยความอัศจรรย์ของพลังอิทธิฤทธิ์ส่งผลให้บัดนี้นาง
ได้กลายเป็นทรายสีดำร่วงลงตกมาบนเสื้อของ อู่ อวี้ แต่สำหรับ
โอรสโหยวเสมือนว่าอยู่ ๆ นางก็หายไปจากโลกนี้
ผู้ชมทั้งหมดต่างก็อึ้งกิมกี่รู้สึกเหลือเชื่อไปตาม ๆ กัน
การกระทำของพวกมันในครั้งนี้เล็งเปั้าหมายมาที่ โอรสเล่อ
ส่วน อู่ อวี้ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วย แต่ถึง
กระนั้นมันก็คิดแผนชั่ว ด้วยการใช้เย่ซีซีเป็นเครื่องมือ ทั้งบีบ
บังคับ ทั้งข่มขู่ ทั้งด่าทอเหยียดหยามราวกับไม่ใช่มนุษย์ อู่ อวี้
สุดจะทานทนได้จริง ๆ เขาจึงสั่งให้นางจำแลงร่างเป็นทรายสีดำ
ยามนี้มีคนต่างถิ่นหลายร้อยคน เฝั้าชมเหตุการณ์อยู่โดยรอบ
นครหมื่นทวีป ส่วนด้านนอกนครหมื่นทวีป มีชาวเหยียนหวงนับ
พันคนกำลังเฝั้าดูเหตุการณ์นี้อย่างสนุกสนาน
โอรสโหยว กล่าวอย่างมีโทสะว่า ” เจ้าบังอาจให้นางซ่อน
ตัวเช่นนั้นรึ!? ”
อู่ อวี้ รู้ถึงความแข็งแกร่งของฝั่ายตรงข้าม ดังนั้นเขาจึงรู้ว่า
โอรสโหยวต้องการให้หมากเกมนี้จบอย่างไร แล้วก็รู้ว่าต้องการ
จัดการตนเองและโอรสเล่อต่อหน้าธารกำนัลไปพร้อม ๆ กัน
แผนการที่มันวางไว้คือการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ดังนั้นเขา
ไม่จำเป็นต้องสุภาพอีกต่อไป ความอดทนของคนเรานั้นมี
ขีดจำกัด เมื่อโอรสโหยวฉวยโอกาสลงมือจัดการเขาได้ อู่ อวี้ ก็
จะโต้มันกลับไปได้เช่นกัน
” ในเมื่อโอรสโหยว คิดสร้างความอับอายให้แก่ข้าและโอรส
เล่อ ท่านก็ควรเอ่ยปากออกมาตรง ๆ ว่าอยากจะมาสู้กับข้า ไม่
เห็นต้องใช้ลูกไม้ให้ยุ่งยากเช่นนี้ สิ่งที่ท่านทำอยู่เสมือนดั่งโอรสผู้
หนึ่ง ที่ตอนนี้กำลัง ‘พักผ่อน’ อยู่ใน ‘คุกอเวจีบูรพา’ อย่างสบาย
อกสบายใจ หากข้าเป็นโอรสโหยว ข้าจะไม่ใช้วิธีลอบกัดเฉกเช่น
ดังอิสตรี เพราะมันดูต่ำช้าเกินไป คนจริงเขาไม่ใช้กัน ในเมื่อโอรส
โหยวไม่พอใจข้า ก็จงแสดงออกมาอย่างผ่าเผยให้สมเป็นดั่งชาย
ชาติบุรุษ อย่าได้ใช้กลอุบายต่ำทราม ให้ข้าต้องดูถูกท่าน!”
คำพูดของ อู่ อวี้ เป็นเสมือนการกระแทกหน้าโอรสโหยวก
ลับไปอย่างจัง ทั้งประเด็นเรื่องความ ‘องอาจผ่าเผย’ และจุดจบ
ของโอรสเหยียนที่ใช้วิธีลอบกัด ทุกสรรพสิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งความ
อัปยศอย่างสุดแสนให้แก่โอรสโหยว เดิมทีมันคิดว่าตนเองเป็นผู้
ชอบธรรม แต่ลมที่พัดกลับมาทำให้มันกลายเป็นบุคคลอันชั่วช้า
อย่างสิ้นเชิง ด้วยภาพลักษณ์ที่มันเคยสร้างไว้ว่าตนเองเป็นผู้
สูงส่งเที่ยงธรรมเสียเหลือเกิน ทำให้มันต้องเดินไปตามคำพูดของ
อู่ อวี้ อย่างช่วยไม่ได้ บัดนี้สีหน้าของมันหมองคล้ำลงอย่างเห็น
ได้ชัด เนื่องจากมันมีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะจัดการ อู่ อวี้ โดย
ไม่ได้เตรียมแผนสำรองมารับมือ
หากมันคิดพลิกลิ้น คงไม่หลงเหลือศักดิ์ศรีใด ๆ
สำหรับชาวเหยียนหวงแล้ว คำพูดของ อู่ อวี้ ทำให้พวกมัน
อึ้งตะลึงจนพูดไม่ออก แต่สำหรับราชทูตหมื่นทวีปต่างมิได้รู้สึก
อับอายเช่นดั่งโอรสโหยว เมื่อได้ยินคำพูดอันคมคาย ดั่งมีดกรีด
เฉือนของ อู่ อวี้ พวกเขาก็พากันส่งเสียงหัวเราะตบมืออย่างชอบ
อกชอบใจกันยกใหญ่
” จักรพรรดิโบราณเหยียนหวงมีโอรสพระธิดามากมาย
นับว่าการต่อสู้แย่งชิงอำนาจนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก แม้กระทั่งหน้า
ประตูเมืองก็ยังมีบทละครฉากใหญ่ให้พวกเราได้ชม ”
” เช่นนี้เอง.. นครเทวะที่แสนเกรียงไกรเขาใช้กลยุทธ์เช่นนี้
กันสินะ จริงสิ∼ผู้ที่อยู่ท่ามกลางความวุ่นวายนั่นใช่ อู่ อวี้
หรือไม่? นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว เขาดูองอาจเปิดเผยยิ่งกว่าโอรส
โหยวเสียอีก ในทางกลับกันโอรสโหยวที่เป็นโอรสแท้ ๆ แต่กลับดู
ไม่มีสง่างามราศีเช่นดั่ง อู่ อวี้ เอาเสียเลย”
” ถ้า อู่ อวี้ เป็นพระโอรสด้วยอีกคน เห็นทีโอรสคนอื่น ๆ คง
ไม่จำเป็น ”
“ จุ๊ ๆ อย่าพูดเช่นนั้นสิท่าน เดี๋ยวโอรสพระธิดาองค์อื่น ๆ
ได้ยินเข้าจะเสียใจแย่ ฮ่าฮ่าฮ่า… ”
เมื่อได้ยินคนนอกกล่าวเช่นนี้ โทสะของโอรสโหยวก็พุ่ง
ทะยานถึงขีดสุด มันตระหนักได้อย่างชัดเจนว่ามีเพียงการต่อสู้
ด้วยกำลังตามวิถีของชาวยุทธเท่านั้น ถึงจะสามารถพลิก
สถานการณ์กลับมาได้
อย่างไรก็ตาม การที่มันต้องตกกระไดพลอยโจนมาต่อสู้หน้า
ประตูนครหมื่นทวีปเช่นนี้ นับว่าอยู่นอกเหนือแผนการที่มันคาด
เดาไว้อย่างสิ้นเชิง เพราะมันไม่คิดว่า อู่ อวี้ จะกล้าถึงเพียงนี้
ปัจจุบันมันแลเห็นว่า อู่ อวี้ กำลังจับจ้องมาที่ตนเองอย่างเย็นชา
ไร้ซึ่งความแยแส ส่วนโอรสเล่อก็ดูเสมือนผู้ติดตามข้างกายของ
เขา แล้วทันใดนั้นเอง มันถึงตระหนักได้ว่าตนเองประเมินคนผู้นี้
ต่ำเกินไป การที่โอรสเล่อโดดเด่นขึ้นมาได้ทั้งหมดเป็นเพราะราช
อารักษ์ ผู้ซึ่งจักรพรรดิโบราณมีบรมราชโองการแต่งตั้งขึ้นมา
ด้วยพระองค์เอง
“ถอยไปให้หมด”
โอรสโหยวบอกให้คนรอบตัวหลีกทางออกไป เห็นได้ชัดว่า
มันคิดลงมือด้วยตนเอง ซึ่งลูกสมุนของมันก็ดูเข้าใจและปฏิบัติ
ตามเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับโอรสเล่อที่บอกให้คนอื่น ๆ ถอย
ออกไป จนพื้นที่บริเวณนี้เหลือเพียง โอรสโหยว กับ อู่ อวี้
เท่านั้น โอรสเล่อทราบดีว่าลูกศรที่ถูกปล่อยออกไปมิอาจดึงกก
ลับคืน ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขากระทำได้ คือเชื่อมั่นในตัวของ อู่ อวี้
เพียงเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้นปาฏิหาริย์ที่ อู่ อวี้ สร้างไว้ ยังไม่เคยทำให้เขา
ต้องผิดหวังเลยสักครา
“ เยี่ยมมากกก!!! มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาหน่อย ก็ทำตนเฉก
เช่นดั่งคางคกขึ้นวอไม่เห็นหัวเห็นหางผู้ใด วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าได้
รู้จักคำว่าฟั้าสูงแผ่นดินต่ำ! ” โอรสโหยวกล่าวเช่นนี้ เพราะมันไม่
ทราบความแข็งแกร่งของ อู่ อวี้ อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม แค่นี้ยังไม่พอให้เพลิงโทสะในใจของมันมอด
ดับลง ยิ่งมีผู้คนสนใจมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งใคร่ปรารถนาจะ
เอาชนะ อู่ อวี้ มากขึ้นเท่านั้น โอรสโหยวคิดในใจว่า หากวันนี้
มันจัดการกับ อู่ อวี้ ได้ ก็ถือได้ว่าสิ่งที่มันสู้อุตส่าห์ลงทุนลงแรง
ไป ได้ผลตอบกลับมาคุ้มค่าแล้ว
มันอัญเชิญศาสตราเต๋าวิถีแท้ 2 ชิ้นออกมาทันที อาวุธทั้ง
สองคือศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณชั้นสูง หนึ่งเป็นกระบี่หนัก
ที่ทั่วทั้งตัวกระบี่เป็นสีดำสนิท ด้ามจับเป็นหัวของสัตว์อสูร มี
ใบมีดกว้างเสมือนฟันขนาดใหญ่ที่ออกมาจากปากของสัตว์ร้าย
มีเส้นโลหิตแพร่กระจายออกมาจากด้ามจับไหลเวียนไปตามคม
มีดลงไปถึงจุดกึ่งกลางของปลายกระบี่ ของเหลวสีแดงที่
ไหลเวียนอยู่ภายในนั้น ดูประดุจดั่งโลหิตของอสูรร้ายจากยุค
บรรพกาลก็มิปาน
ถึงจะเป็นกระบี่หนัก แต่โอรสโหยวก็ถือจับมันไว้ได้มือข้าง
เดียวเท่านั้น ส่วนมืออีกข้างหนึ่ง ถือไข่มุกโปร่งใส สีแดงโลหิต
ตรงจุดตรงกลาง มีเงาทมิฬปกคลุมอยู่ ราวกับว่ามีคนอยู่ภายในก็
มิปาน เมื่อเปรียบเทียบกับกระบี่หนักแล้ว อำนาจสะกดข่มของ
ไข่มุกรุนแรงกว่ามาก
ด้วยการต่อสู้ที่กำลังอุบัติขึ้น ทำให้มีฝูงชนทยอยเข้ามา
รับชมการต่อสู้นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทางด้านของนครเทวะก็คึกคักไม่
น้อยไปกว่ากัน เวลานี้ข่าวคราวเรื่องโอรสโหยว กับ โอรสเล่อ
กำลังเริ่มการต่อสู้ครั้งใหญ่ขึ้นที่ประตูนครหมื่นทวีป ได้แผ่
กระจายไปทั่วทั้งนครเทวะอย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีผู้คนมากมาย
มุ่งหน้ามาที่นี่
” ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณทั้งสองชิ้น หนึ่งมีชื่อว่า
‘กระบี่หนักล่าวิญญาณ’ นี่คือมรดกที่เขาได้รับมาจากเศษซาก
โบราณสถานจากยุคบรรพกาลด้วยตนเอง นับว่าศาสตรานี้มีพลัง
อำนาจที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ส่วนอีกหนึ่งมีชื่อว่า ‘ไข่มุก
ราชาดูดวิญญาณ’ ได้รับจากการแลกเปลี่ยนในคลังสมบัติ ด้วย
คุณงามที่เขาสร้างขึ้น มันคือศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณของ
ผู้ฝึกตนนอกรีต ศาสตราทั้งสองชิ้น มีผลทำให้จิตวิญญาณสับสน
ปันปั่วน ดังนั้นเจ้าต้องเอาชนะเขาให้ได้โดยเร็วที่สุด อย่าปล่อย
ให้มีโอกาสได้ลงมือเด็ดขาด! ”
โอรสเล่อกล่าวเตือนเขาอย่างรวดเร็ว
หากเขาไม่เตือน อู่ อวี้ คงไม่ทราบวิธีการต่อสู้ของโอรสโหย
วอย่างสิ้นเชิง
ด้วยสถานการณ์อันละเอียดอ่อนปัจจุบัน ทำให้เขาคิดจะ
จัดการฝั่ายตรงข้ามให้เร็วที่สุด หากต่อสู้ยืดเยื้อคงไม่เป็นผลดีต่อ
ทั้งสองฝั่าย ซึ่งสาเหตุเกิดจากความบาดหมางขัดแย้งระหว่าง
โอรสด้วยกันเอง ผลลัพธ์ที่ตามมาจะนำพาความอับอายมาให้แก่
ชาวเหยียนหวงเสียเปล่า ๆ
” ข้าจำได้แล้ว อู่ อวี้ ผู้นี้เคยต่อสู้กับ โอรสเหยา ”
” กล้าท้าทายโอรสโหยวในงานพิธีเช่นนี้ ช่างไม่รู้จักฟั้าสูง
แผ่นดินต่ำเลยจริง ๆ ”
” โอรสเหยา กับ โอรสโหยว แตกต่างกันมากเพียงใด? ต่อให้
อู่ อวี้ มีความก้าวหน้าที่จัดได้ว่าฝืนลิขิตสวรรค์ แต่ก็ยังไม่
เพียงพอ! ”
“ เห็นทีครานี้ อู่ อวี้ คงมิอาจพึ่งพาคารมคมคายของตนเอง
ได้เสียแล้ว หากต่อสู้กันจริง ๆ ข้าคิดว่ามันต้องคุกเข่าร้องขอ
ความเมตตาอย่างแน่นอน ”
“ แต่ข้าได้ยินมาว่า เขาเพิ่งสังหารนักฆ่ายอดฝีมือในแดน
บุปผาสวรรค์? ”
“ หึ! แล้วอย่างไร มือสังหารผู้นั้นคงมีฝีมือไม่เท่าไหร่นัก
หรอก ”
ท่ามกลางบทสนทนาของโอรสพระธิดาคนอื่น ๆ โอรสโหยว
ก็เปิดฉากลงมือ ด้วยการถ่ายโอนพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง เข้าสู่
วงเวทของศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณทั้งสอง