กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1022: ชาเซียนลั่วป
“แน่นอนว่าได้อยู่แล้ว” อู่ อวี้ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบ
แต่จักรพรรดิต้านสวรรค์ก็ช่วยตอบตกลงแทนเขาไปแล้ว
ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะว่าตัวตนของจอมจักรพรรดิหมิงไห่
ถือได้ว่าสูงส่งมาก อีกทั้งเขายังมีความสัมพันธ์อันดีกับ
ราชวงศ์เหยียนหวง ในเมื่อเขาเอ่ยปากขอเช่นนี้ผู้ใดเล่าจะ
กล้าปฏิเสธเล่า
เมื่อ อู่ อวี้ กับ องค์หญิงโย่วเสี่ย ได้ยินคำพูดดังกล่าว
พวกเขาทั้งสองก็รู้สึกเย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจ พวกเขาสงสัย
ว่าเรื่องที่จอมจักรพรรดิหมิงไห่อยากจะพูดคุยด้วยนั้นเป็น
เรื่องของ วงเวทพันธะโลหิตควบคุมวิญญาณหรือไม่
อันที่จริง อู่ อวี้ คาดการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้นานแล้ว
ดังนั้นในครั้งนี้เขาจึงไม่ได้รู้สึกสับสนอะไรมากมายนัก
หลังจากจักรพรรดิต้านสวรรค์ได้ช่วยตอบแทนในครั้งแรก
เขาก็พยักหน้าอย่างสุขุมไม่แสดงท่าทีว่ากำลังตื่นตระหนกแต่
อย่างใด
เวลานี้จักรพรรดิต้านสวรรค์ได้ตระเตรียมที่พักเอาไว้
ให้แก่จอมจักรพรรดิหมิงไห่ และ ราชวงศ์เปั่ยหมิงคนอื่น ๆ
เป็นที่เรียบร้อย ผู้ที่พักอาศัยอยู่ภายในจวนเปั่ยหมิงนอกจาก
จอมจักรพรรดิหมิงไห่กับองค์หญิงโย่วเสี่ยแล้ว ก็ยังมีองค์
หญิงองค์ชายคนอื่น ๆ และขุนนางชั้นผู้ใหญ่อีกด้วย
หลังจากจักรพรรดิต้านสวรรค์ ได้มาส่งแขกผู้ทรงเกียรติ
อย่างจอมจักรพรรดิหมิงไห่เป็นที่เรียบร้อย เขาก็เตรียมตัวที่
จะจากไปในทันที ด้วยเพราะภารกิจหน้าที่ในวันนี้ ทำให้เขา
ต้องยุ่งหัวหมุนทั้งวันเป็นแน่แท้ อู่ อวี้ บอก หนานซาน หวาง
เยว่ กับ เย่ซีซี ให้รออยู่ที่ประตูด้านนอกสักชั่วครู่ ส่วนตัว
เขากกับองค์หญิงโย่วเสี่ยจะไปพูดคุยกับ จอมจักรพรรดิหมิง
ไห่เป็นการส่วนตัว ส่วนโอรสเล่อที่รอคอยอยู่ด้านนอก ไม่
เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแน่ชัด ฉะนั้นเขาจึงยังไม่ต้อง
กังวลมากนัก
เพียงแค่สงสัยว่าเพราะเหตุใดจอมจักรพรรดิหมิงไห่จึง
อยากพูดคุยกับ อู่ อวี้ เพียงลำพัง ดังนั้นเขาจึงหันไปถาม
หนานซาน หวางเยว่ แน่นอนเมื่อถึงแม้มันจะรู้ตื้นลึกหนา
บาง แต่ หนานซาน หวางเยว่ ก็แสร้งทำเป็นไขสือไม่รู้
เรื่องราวอะไร
ระหว่างทางองค์หญิงโย่วเสี่ย เดินตาม อู่ อวี้ มาติด ๆ
ด้วยความรู้สึกตื่นตระหนกและหวาดกลัว
“เจ้าไม่ต้องกล่าวอันใดหรอก ข้ารู้ว่าเรื่องนี้เจ้าไม่ใช่ผู้
แพร่งพราย อย่าลืมสิว่าแค่เจ้าคิด ข้าก็รู้แล้ว”
อู่ อวี้ ปลอบใจนาง
” อืม … แต่ถ้าเสด็จพ่อท่านรู้จริง ๆ ล่ะ ข้าควรทำเช่นไร
ดี? ” ดูเหมือนว่าตอนนี้องค์หญิงโย่วเสี่ย ต้องพึ่งพา อู่ อวี้
เป็นหลัก
” เราก็ดู ๆ สถานการณ์ไปก่อน ” เขาประเมิน
สถานการณ์ดูแล้ว จอมจักรพรรดิหมิงไห่ไม่น่าจะสังหารเขา
ที่นี่ เนื่องจากท้ายสุดแล้วแม้กระทั่งหวงจุนยังไม่กล้าแตะต้อง
เขา ด้วยเพราะเคลือบแคลงในสัมพันธ์บางอย่างระหว่างเขา
กับจักรพรรดิโบราณ
เมื่อเขามาถึงหน้าตำหนักก็พบว่าประตูตำหนักไม่ได้ถูก
เปิดเอาไว้ หลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านในว่า ”
เสี่ยเอ๋อ…รออยู่ด้านนอกก่อนสักครู่ ”
จากคำพูดนี้หมายความว่าเขาต้องการให้ อู่ อวี้ เข้าไป
เพียงลำพัง
อู่ อวี้ พยายามสงบจิตใจแล้วให้นางรออยู่ที่นี่ หลังจาก
เดินเข้ามาภายในตำหนักเขาก็เห็นชุดโต๊ะรับแขก มีโต๊ะกลาง
1 ตัวและเก้าอี้นั่งอีก 2 ตัว ในเวลานี้จอมจักรพรรดิหมิงไห่
กำลังนั่งชงชาอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ด้วยท่าทางมุ่งมั่นเป็นอย่าง
มาก
กลิ่นใบชาในกาน้ำชา ช่างหอมหวนรัญจวนใจเป็นอย่าง
ยิ่ง เพียงมองแวบแรกก็รู้ว่ามันจะต้องเป็นชาชั้นเลิศ เห็นได้
ชัดว่ามันคือวิญญาณเซียนชั้นสูงอย่างแน่นอน ชาวิญญาณ
เซียนนี้ หากมนุษย์สามัญได้ดื่มกิน จะทำให้คนผู้นั้นมีอายุยืน
ยาว สำหรับผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณ หรือ
แม้กระทั่งสร้างแกนนภา หากได้ดื่มกิน จะยกระดับก้าวหน้า
ขึ้นอย่างใหญ่หลวง
” นี่คือ ‘ชาเซียนลั่วปี’ ของเหยียนหวง ที่ช่วยสร้างความ
รื่นรมย์ให้แก่ข้าในสถานที่แห่งนี้ วัตถุดิบหายากที่มีเส้น
วิญญาณเซียนแปดเส้น นับเป็นการต้อนรับแขกที่ดีเยี่ยมจริง
ๆ เชิญเจ้านั่งร่วมวงจิบชารสเลิศนี้ได้เลย ”
“ได้ขอรับ” อู่ อวี้ พยักหน้าแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตัวอื่น
ด้วยเพราะว่าเขากำลังเหยียบเข้าถ้ำเสือ ทำให้ยามนี้ อู่ อวี้
รู้สึกหวั่นวิตกตกเล็กน้อย เนื่องจากผู้ที่อยู่เบื้องหน้าของเขา
คือจอมจักรพรรดิหมิงไห่ผู้แสนเลื่องลือ
ยามนี้ชาเซียนลั่วปี ที่กำลังร้อนได้ที่ ถูกรินลงบนถ้วยน้ำ
ชาของ อู่ อวี้ ด้วยกลิ่นหอมกรุ่นอันแสนยั่วยวน อู่ อวี้ จึงยก
ถ้วยชา แล้วกระดกรวดเดียวหมดทันที ชานี้เลิศรสกลิ่นหอม
ชวนหลงใหล แผ่ซ่านความโอชาอยู่ในลำคอของเขาอย่างไร้
สิ้นสุด นับเป็นความสุขสมยอดเยี่ยมมากที่สุดในโลกมนุษย์
ชาเซียนและสุราเลิศรสทั้งสองต่างมีข้อดีของตนเอง
แม้กระทั่งผู้ฝึกตน ก็ยังถูกดึงดูดเข้าสู่ห้วงแห่งความรื่นรมย์นี้
” เป็นชารสเลิศจริง ๆ ” อู่ อวี้ ผงกศีรษะ
แต่แล้วเมื่อหันมองไปด้านข้าง อู่ อวี้ ก็แลเห็นว่ายามนี้
จอมจักรพรรดิหมิงไห่ กำลังถือถ้วยชา แล้วค่อย ๆ เปั่าชา
ร้อน หลังจากจิบชาเขาก็พูดว่า ” ข้าไตร่ตรองมานานแล้วว่า
วงเวทที่อยู่บนร่างขอเสี่ยเอ๋อเป็นวงเวทอะไร ตอนนี้ก็สรุปได้
ว่ามันน่าจะเป็นวงเวทพันธะโลหิตควบคุมวิญญาณ ตลอด
ทางข้าไม่ได้พูดสิ่งใด จนกระทั่งเห็นเจ้า ข้าก็รู้ทันทีว่าเจ้าเป็น
คนที่วาดวงเวทนั้น ”
น้ำเสียงของเขาดูผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าเขา
เพียงแค่พูดคุยแลกเปลี่ยนกับ อู่ อวี้ ทว่าเรื่องที่เขาพูด
ออกมา กลับเป็นสิ่งที่ อู่ อวี้ รู้สึกกังวลอยู่ก่อนหน้านี้ เห็นได้
ชัดว่าความโชคดีของเขาก่อนหน้าเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ
เท่านั้น เขาไม่อาจปกปิดความลับจากฝั่ายตรงข้ามได้ ในเมื่อ
สถานการณ์เป็นเช่นนี้การพูดอ้อมค้อมก็คงจะไม่มีประโยชน์
อันใด ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าแล้วพูดตอบกลับไปว่า ” ถูกต้อง
ขอรับข้าวาดมันตอนอยู่ในเส้นทางเซียนบรรพกาล”
“หืม? ในเมื่อเจ้ากล้ายอมรับเช่นนี้ แล้วเจ้ากล้าเล่า
สาเหตุเรื่องราวที่เกิดขึ้นหรือไม่ ข้าไม่คิดว่าเจ้าเป็นคนไม่ดี…
แต่เหตุไฉนถึงทำเรื่องไร้ยางอาย ด้วยการวาดวงเวทเช่นนั้น
ใส่บุตรสาวข้า?”
จอมจักรพรรดิหมิงไห่จิบชาเบา ๆ ดวงตาของเขามอง อู่
อวี้ อย่างลึกซึ้ง
เขาแตกต่างจากจักรพรรดิโบราณเหยียนหวง ที่ถึงแม้จะ
เป็นเทพเซียน แต่ก็ปฏิบัติกับโอรสพระธิดาของตนเองอย่าง
เหินห่าง แม้กระทั่งโอรสพระธิดาก็ยังไม่มีโอกาสได้แลเห็น
จักรพรรดิโบราณ ซึ่งเป็นบิดาของตนเองเลยสักครั้ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ แล้ว เขาดู
เป็นบิดาที่ธรรมดามาก
อู่ อวี้ ฝืนทำใจดีสู้เสือ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อนึกถึง
สถานการณ์ในตอนนี้ความซื่อสัตย์ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง หาก
ปิดบังเพียงเล็กน้อย ย่อมไม่อาจเล็ดลอดสายตาของจอม
จักรพรรดิหมิงไห่ไปได้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม องค์หญิงโย่วเสี่ย มีชีวิตรอดมาจากเวที
เซียนเหลียว ส่วนผู้ที่ตกตายอยู่ภายใต้เงื้อมมือเขาก็คือผู้เยาว์
หนุ่มสาวจากกองกำลังอื่น ๆ ซึ่งมันหาได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ
จอมจักรพรรดิหมิงไห่แม้แต่น้อย อีกทั้งคนเหล่านี่ก็ตกตายไป
นานแล้วด้วย เป็นไปได้ว่าผู้คนคงหลงลืมกันไปหมดแล้ว
ดังนั้นจอมจักรพรรดิหมิงไห่จึงไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือกอง
กำลังอื่น ๆ เพื่อโจมตี อู่ อวี้ ยิ่งไปกว่านั้นชมพูทวีปโลกธาตุ
เป็นของจักรพรรดิโบราณเหยียนหวง หากเขาไม่ต้องการให้
อู่ อวี้ ตาย แม้กระทั่งจักรพรรดิบูรพาก็ไม่สามารถแตะต้อง
เขาได้
เขาจึงอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในสนามประลอง
เซียนเหลียวคร่าว ๆ จนในที่สุดเขาก็กล่าวว่า ” ตอนแรกข้า
ตั้งใจสังหารเพียงผู้เดียวเท่านั้น แต่พวกมันกลับบีบบังคับให้
ข้าต้องสังหารศัตรูทั้งหมดทิ้งเสีย ไม่เช่นนั้นแล้วหากกลับมาที่
ชมพูทวีปโลกธาตุ ข้าคงถูกเด็ดหัวอย่างแน่นอน จนกระทั่ง
เหลือโย่วเสี่ยคนสุดท้าย ในเวลานั้นเป็นเพราะนางตั้งใจ
สังหารข้า ดังนั้นข้าจึงไม่คิดปล่อยนางไป แต่แล้วในวินาที
สุดท้าย นางก็เสนอ ‘วงเวทพันธะโลหิตควบคุมวิญญาณ’
ให้แก่ข้า เพื่อเป็นเครื่องมือยืนยันว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเวที
เซียนเหลียวจะไม่ถูกแพร่งพรายออกไป ส่วนข้าก็ไม่อยาก
สังหารใครอีกท้ายสุดแล้วก็เลยปล่อยนางไป”
เขาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ปิดบังแม้แต่น้อย
“ที่แท้ผู้สังหารเหล่าอัจฉริยะมากมายในเส้นทางเซียน
บรรพกาลก็คือเจ้า ทั้งเหตุและผลกระทบ ข้าเข้าใจสิ่งที่
เกิดขึ้นแล้ว” จอมจักรพรรดิหมิงไห่พยักหน้า
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ รู้ดีว่าช่วงเวลาต่อไปก็คือของจริง
จอมจักรพรรดิหมิงไห่จะทำเช่นใดหลังจากทราบความจริง
แล้ว? คงไม่มีพ่อคนใด อยากให้บุตรสาวของตนเองมีชีวิตอยู่
อย่างน่าอดสูเช่นนี้
“ข้าไม่แปลกใจเลยว่าทำไม หลังจากที่พบนางอีกครั้ง
นางถึงได้ดูเปลี่ยนแปลงไปมากมายเช่นนี้ ที่แท้สาเหตุที่ทำให้
นางพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด มาจากเจ้านี่เอง อาศัยวิกฤต
เป็นโอกาส จากวงเวทพันธะโลหิตควบคุมวิญญาณ เปลี่ยน
นางให้เข้าสู่เส้นทางแห่งเต๋าอย่างแท้จริง แต่ อู่ อวี้ แม้กระทั่ง
ตัวข้าเองก็เข้าใจวงเวทพันธะโลหิตควบคุมวิญญาณเพียง
เล็กน้อยเท่านั้น แค่การพัฒนาอย่างเดียว คงยังไม่พอให้บิดา
หยุดยั้งการลงโทษผู้ที่คิดจะสังหารบุตรสาวตนเองใช่หรือไม่?
”
ถึงแม้ในระหว่างการเผชิญหน้าครั้งนี้ จอมจักรพรรดิห
มิงไห่ จะพูดคุยกับตนเองอย่างผ่อนคลาย แต่ความจริงแล้ว
กลับแฝงไปด้วยปัญหาที่นำมาซึ่งแรงกดดันอย่างใหญ่หลวง
อู่ อวี้ สูดหายใจลึก จากนั้นก็กล่าวว่า ” จอมจักรพรรดิ
ต้องการให้ อู่ อวี้ ทำเช่นใด? หลังจากกลายเป็นสหายของ
โย่วเสี่ย ข้าก็ให้คำสัญญากับนางไว้แล้วว่า เมื่อใดที่พบ
หนทางแก้ไข ข้าจะปล่อยนางเป็นอิสระอย่างแน่นอน ”
” ข้าต้องการให้เจ้าทำเช่นใดงั้นรึ ลองคิดดูสิ? ” จอม
จักรพรรดิหมิงไห่ เอียงศีรษะ พร้อมใช้ดวงเนตรคู่สีเขียว
มรกตจับจ้องมายัง อู่ อวี้
อู่ อวี้ กล่าวว่า “เชิญท่านกล่าว” แน่นอนว่าเขาไม่
สามารถสัญญาอะไรได้ เนื่องจากยังไม่ทราบว่าฝั่ายตรงข้าม
ต้องการถามสิ่งใด
จอมจักรพรรดิหมิงไห่กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย
ว่า ” หากเจ้าตกลงเป็นสหายเต๋าเคียงคู่กับเสี่ยเอ๋อ มีชีวิตและ
ความตายผูกพันร่วมกัน ข้าก็จะเชื่อเจ้า ”
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ยินเช่นนั้น เขาก็ตระหนักถึงปัญหาในทันที
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็กล่าวว่า ” สหายเต๋าเคียงคู่
ต้องมีความรักความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง แต่ข้าไม่ได้รู้สึก
เช่นนั้นกับโย่วเสี่ย จึงไม่อาจสัญญาได้ … ”
“เจ้าคิดว่า บุตรีของข้าไม่คู่ควรกับเจ้าเช่นนั้นหรือ?”
จอมจักรพรรดิหมิงไห่ เอ่ยถามขึ้น
อู่ อวี้ ปฏิเสธทันที ” ไม่ใช่เช่นนั้นขอรับ ”
จอมจักรพรรดิหมิงไห่ มิได้กล่าวสิ่งใดกลับมาอีก แต่
เลือกที่จะจ้องเขม็งไปยัง อู่ อวี้ สายตาของเขานำมาซึ่งแรง
กดดันอย่างมหาศาล ทั้งยังแฝงไปด้วยอำนาจสะกดข่ม บัดนี้
จิตวิญญาณของ อู่ อวี้ กำลังประสบกับการทดสอบครั้ง
ยิ่งใหญ่ เขารู้สึกราวกับว่า ทั่วทั้งร่างถูกฝั่ายตรงข้ามมองทะลุ
อย่างปรุโปร่ง
” ข้าแค่หยอกล้อเจ้าเล่นเท่านั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นข้าเขา
ใจดี อย่างน้อย ๆ ในมุมมองของเจ้า คงไม่คิดว่าตนเอง
กระทำสิ่งใดผิด แต่บุตรีของข้าตกเป็นเหยื่อ และข้า
จำเป็นต้องพูดคุยเรื่องนี้กับนาง ความจริงแล้ว ข้ามีอยู่สอง
เรื่องที่จะพูดคุยกับเจ้า ”
” จอมจักรพรรดิโปรดกล่าว ” อู่ อวี้ ถอนหายใจออกมา
อย่างโล่งอก เขาคิดว่า จอมจักรพรรดิหมิงไห่ คงไม่ใช้ความ
แข็งแรงบังคับให้เขาเป็นสหายเต๋าเคียงคู่กับบุตรีของตนเอง
แน่
ขณะนั้นเอง จอมจักรพรรดิหมิงไห่ ก็มองออกไปนอก
ประตู ด้วยสายตาล้ำลึก ด้านนอกประตูมีองค์หญิงโย่วเสี่ย
กำลังยืนกระวนกระวายอยู่ จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า ” เรื่อง
แรก ข้าให้เวลาเจ้า 10 ปี ภายใน 10 ปีนี้ เจ้าต้องหาวิธีปลด
วงเวทพันธะโลหิตควบคุมวิญญาณให้จงได้ มิฉะนั้นข้าจะ
กลับมาหาเจ้าในภายหลัง เมื่อถึงตอนนั้นก็อย่าหาว่าข้าไร้
ปรานี ”
10 ปี
อู่ อวี้ พยักหน้า ด้วยเพราะเขารู้ดีว่าต่อรองไปก็ไร้
ประโยชน์ แต่การปลดวงเวทพันธะโลหิตควบคุมวิญญาณถือ
เป็นเรื่องยากลำบากยิ่งเช่นกัน เกรงว่าเวลาแค่ 10 ปีจะยังไม่
เพียงพอ แต่อย่างน้อย ๆ เขาก็มีเวลาให้ค้นหาวิธี เพียงแค่นี้
ก็ถือว่าจอมจักรพรรดิหมิงไห่ผ่อนปรนให้เขามากแล้ว
” แล้วเรื่องที่สอง? ” อู่ อวี้ ถาม
จอมจักรพรรดิหมิงไห่กล่าวว่า ” เรื่องที่สองนั้นง่ายดาย
ยิ่ง เจ้าสามารถสังหารโย่วเสี่ยได้ตลอดเวลา หรือจะพูดว่า
หากเจ้าตาย โย่วเสี่ยก็จะตายไปด้วย หากวันใดนางตาย แล้ว
เจ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะเป็นผู้สังหารเจ้าด้วยตนเอง ”
ถือว่าเป็นข้อกำหนดที่ไม่มีปัญหาอันใด อู่ อวี้ พยักหน้า
ตอบรับ ” โปรดมั่นใจ ข้าจะไม่ทำให้นางตกอยู่ในอันตราย
แม้แต่เพียงน้อยนิด ตอนนี้เราเป็นสหายอันดีต่อกัน ในยามอยู่
จักรวรรดิเปั่ยหมิง ข้ามีเพียงนางที่คอยดูแลห่วงใยจน
สามารถข้ามผ่านช่วงเวลาอันแสนยากลำบาก แล้วในท้ายสุด
ข้าก็ได้รับพิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิงที่ท่านเคยใช้มา ”
“เช่นนั้นหรือ พิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิงนับว่ายอดเยี่ยม
เป็นอย่างยิ่ง จงรักษามันไว้ให้ดี เอาล่ะเจ้าไปได้แล้ว… ไม่ส่ง”
ในที่สุดการไต่สวนก็จบลง อู่ อวี้ ไม่คิดว่ามันจะจบลง
อย่างราบรื่นเช่นนี้ เมื่อจักรพรรดิหมิงไห่พูดคำว่า ไม่ส่ง เขาก็
รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง เขากล่าวคำอำลาจอมจักรพรรดิหมิง
ไห่ หลังจากออกมา องค์หญิงโย่วเสี่ยก็รีบถลาเข้าไปหา
จักรพรรดิหมิงไห่ให้ทันที ในระหว่างที่ทั้งสองพบกัน อู่ อวี้
พูดได้เพียงว่า ไม่เป็นไร
ดังนั้นนางจึงหยุดตื่นตระหนก
โอรสเล่อรออยู่ด้านนอกจวนพักนอกคนหนึ่ง หลังจาก อู่
อวี้ ออกมาเขาก็ตกเป็นเปั้าสายตาทันที ภายใต้คำถามของ
โอรสเล่อ อู่ อวี้ ก็ตอบไปแบบส่ง ๆ
หลังจากนั้นพวกเขาก็ย้อนกลับมาที่ประตูละครเทวะ
เพราะภารกิจนี้ยังไม่จบ ในช่วงสองสามวันนี้ มีราชทูตเดิน
ทางเข้าออกนครมากมาย
เมื่อ อู่ อวี้ พาพวกเขากลับมา ไม่คาดคิดว่ามหาอุปราช
จะรออยู่ที่นี่ ยามนี้อาการบาดเจ็บของโอรสโหยวนับว่าดีขึ้น
มากแล้ว กลุ่มของพวกมันกำลังรวมตัวกันอยู่เบื้องหน้ามหา
อุปราช มองเห็นเพียงแวบแรก อู่ อวี้ ก็ทราบทันทีว่ามันกำลัง
ฟั้องมหาอุปราชอยู่