กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1027: มังกรปศาจเทวะพิสุทธิ์
ดังนั้นมหาอุปราชจึงเปิดค่ายกลคุ้มกันพรมแดนอย่าง
รวดเร็ว
ท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วน ยามนี้มหาอุปราชกำลังเปิด
ค่ายกลคุ้มกันพรมแดน แสงสว่างเจิดจ้าส่องทะลุลงมาจาก
ช่องว่าง หมุนเป็นกระแสน้ำวนสีทองอร่าม เจิดจ้าสว่างไสว
ประดุจแสงตะวันที่สาดส่องลงมาจากฟากฟั้า
หากไม่ใช่เพราะวันนี้เป็นเทศกาลจาริกศักดิ์สิทธิ์หมื่น
ทวีปแล้วล่ะก็ คงไม่มีผู้ใดร่วงรู้ได้แน่ว่ากระแสน้ำวนบน
ฟากฟั้านั้นคือช่องว่างของค่ายกลคุ้มกันพรมแดน
หลังจากค่ายกลคุ้มกันพรมแดนถูกเปิดออกแล้ว มังกรเท
วะบนท้องเวหาก็บินทะยานผ่านห้วงวังวนสีทองลงมา เหล่า
มังกรที่มักจะไปมาเห็นหัวไม่เห็นหาง แต่บัดนี้นี้สายตาของทุก
ผู้คนกำลังอึ้งตะลึงตาค้างกับภาพฉากที่เฝั้ารอคอยได้พบเห็น
มังกรเทวะแต่ละตนต่างปรากฏกายขึ้นท่ามกลางสายตาของ
ผู้คน ถึงแม้ว่าในทันทีที่ลงมา พวกเขาจะเปลี่ยนร่างเป็น
มนุษย์อย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้นผู้คนก็ยังเห็นรูปร่างส่วน
ใหญ่ได้ชัดเจนอยู่ดี
ส่วน อู่ อวี้ ใช้เนตรเพลิงมองเขาจึงเห็นทุกอย่างชัดเจน
มากกว่าคนอื่น ๆ
มังกรตัวแรกที่เข้ามาก็คือ ลั่วผิน แน่นอนว่าตอนอยู่ใน
คฤหาสน์กลืนสวรรค์ อู่ อวี้ ได้แลเห็นรูปร่างมังกรขาวของ
นางอย่างชัดเจนมาก่อนแล้ว
เมื่อนางกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ ก็ปรากฏเป็นรูปลักษณ์ที่
คุ้นเคยในภาพความทรงจำของ อู่ อวี้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายัง
สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ของนาง เขาจึงคาด
ว่าตอนนี้ไม่เพียงแค่นางจะกลับสู่สภาพสมบูรณ์พร้อมมาก
ที่สุดเท่านั้น แต่นางยังก้าวหน้าขึ้นมากอีกด้วย นอกจากนี้เขา
ยังสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแห่งจักรพรรดิ ซึ่งแตกต่างจาก
หนานกง เหว่ย
ในเวลานี้เส้นเกศาสีขาวเงินของนางพริดพลิ้วไสว
ล่องลอยไปตามกระแสสายลม ชุดกระโปรงยาวสีครามงดงาม
ราวบุปผาเบ่งบาน ผิวพรรณของนางขาวผ่องประดุจหิมะ รูป
โฉมของนางเติมเต็มไปด้วยคุณสมบัติอันเพียบพร้อม เป็น
ความงามอันแสนละเอียดอ่อนสมบูรณ์แบบ ราวกับศิลปะที่
ถูกสรรค์สร้างอย่างประณีตบรรจง
แน่นอนว่านางลงมาพร้อมอำนาจบารมีแห่งเจ้าราชา
มังกรสี่คาบสมุทร สายโลหิตแห่งสัตว์สวรรค์ เป็นตัวตน
อันดับหนึ่งไม่มีสอง ที่ยากจะพบพานแลเห็นในชมพูทวีป
โลกธาตุ นางเยาว์วัย ดังนั้นจึงเปียมไปด้วยบรรยากาศอัน
งดงามมีชีวิตชีวา เมื่อนางปรากฏการณ์ และเปลี่ยนร่างสู่
รูปแบบมนุษย์ นางก็ดึงดูดความสนใจของผู้คนทั้งหมด
แทนที่ หนานกง เหว่ย ในทันที
มังกรเทวะตนที่เหลือ ต่างแปลงกายส่งรูปแบบมนุษย์
ทะยานลงมาอยู่ข้างกายนางทีละคน ๆ ถึงแม้มังกรเทวะ
เหล่านี้จะมีขนาดใหญ่กว่านาง แต่ก็ไม่มีตนใดดูสูงส่งบริสุทธิ์
ศักดิ์สิทธิ์เท่ากับ ลั่วผิน
อย่างไรก็ตาม มังกรเหล่านี้มีลักษณะและคุณสมบัติ
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเมื่อมังกรแต่ละตนปรากฏกาย
ขึ้น จึงนำมาซึ่งความตื่นตระหนกแก่ฝูงชนอย่างไม่เคยเป็นมา
ก่อน หากเปรียบเทียบกันแล้ว ลั่วผิน ที่ดูประดุจดั่งมังกรหยก
ขาว ให้ความรู้สึกสง่างามเพริศพริ้ง ทั้งยังแฝงไปด้วยแรง
กดดันแห่งจักรพรรดิ
แน่นอนว่านี้เป็นเพียงรูปลักษณ์เท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้ลั่ว
ผินกลายเป็นเจ้ามังกรสี่คาบสมุทรได้นั้น มาจากสายโลหิตอัน
สูงส่งและความสามารถที่โดดเด่นของนาง แม้แต่ภายใน
ตระกูลมังกรเทวะ ยังถือเป็นสายพันธุ์หาได้ยากยิ่ง
แต่คนไม่เข้าใจ ก็คิดว่ามังกรเทวะตนอื่นดูอหังการดุดัน
ยิ่งกว่า
นอกจาก ลั่วผิน ยังมีมังกรอีก 8 ตน! มังกรแต่ละตนมี
ขนาดใหญ่และดูดุดันกว่า ลั่วผิน มาก
เช่นมังกรตัวสีแดง ทั่วทั้งร่างของมันปกคลุมไปด้วยเกล็ด
สีแดงฉาน กรงเล็บแหลมคมเช่นดั่งใบกระบี่ มิใช่มังกรที่มีเขา
เหมือนกวาง แต่ตรงตำแหน่งใจกลางหน้าผากมีเขาแหลมคม
เฉกเช่นดั่งกระบี่ทะลวงแทง ดูเสมือนดั่งศาสตราวุธที่มี
อำนาจทำลายล้างสูงล้ำยิ่ง
หมิงซวงกล่าวว่า นางเคยเห็นเศษข้อมูลของมังกรตนนี้
ในคัมภีร์โบราณ ดูเหมือนว่ามันจะถูกเรียกว่า ‘มังกรมารเขา
โลหิต’
ตัวที่สองเป็นสีส้ม แต่ที่แปลกก็คือเกล็ดของมังกรตนนี้ มี
ลักษณะเหมือนใบเมเปิล ทำให้ทั่วทั้งร่างของมันดูเสมือนกับ
ว่ามีใบเมเปิลเรียงรายซ้อนทับกันอยู่ ช่างดูโดดเด่นแปลกตา
เป็นอย่างยิ่ง
” หากเดาไม่ผิด มังกรตัวนั้นน่าจะชื่อว่ามังกรซวิ่นเมเปิล
ส่วนตัวอื่นข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ”
มังกรตัวที่สามมีร่างกายสีทอง ทั่วทั้งร่างลุกโหมกระหน่ำ
ไปด้วยเป็นเพลิง มังกรตนอื่น ๆ จะมีกรงเล็บมังกรอยู่ 4 ข้าง
แต่มังกรตนนี้มีอยู่ทั้งหมด 8 ข้างแถมยังมีขนาดใหญ่มากอีก
ด้วย
มังกรตัวที่สี่ ทั่วทั้งร่างของมันเป็นสีเขียว มีเกล็ดเสมือน
ใบพฤกษา ดูเฉกเช่นเดียวกับมังกรเทวะพฤกษาขนาดใหญ่
อีกทั้งยังมีปีกคู่เหล็กกล้าที่ดูเสมือนดั่งเต่าทองปีกเหล็กเจ็ด
ดารา ปีกของมันมีขนาดใหญ่มาก จนดูเช่นดังดาบขนาดใหญ่
สองเล่มก็มิปาน
มังกรตัวที่ห้า ทั้งร่างปกคลุมไปด้วยสีน้ำเงิน ร่างกาย
ของมันมีขนาดใหญ่มากที่สุด โดยที่ร่างกายส่วนใหญ่มี
ลักษณะคล้ายคลึงกับมัจฉา นอกจากนี้กรงเล็บมังกรของมัน
ยังมีพังผืดเสมือนดั่งเท้าของเป็ด คาดว่ามันคงใช้เคลื่อนไหว
ในมหาสมุทรได้อย่างดีเยี่ยม แต่เมื่อมองขึ้นไปบนใบหน้าของ
มัน กลับดูเหมือนโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่ง
มังกรตัวที่ 6 ดูงดงามเป็นยิ่งนัก ทั่วทั้งร่างปกคลุมไป
ด้วยเกล็ดสีม่วง ส่องประกายวิบวับเหมือนดวงดารา ดูราว
กับมังกรที่บินทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์ แหวกว่ายอยู่
ท่ามกลางธารดารา
มังกรตัวที่เจ็ด ทั่วทั้งร่างเป็นสีฟั้าอ่อน ปกคลุมไปด้วย
เกล็ดน้ำแข็ง ดูหนาวเย็นเป็นอย่างยิ่ง ตรงส่วนท้ายของหาง
แยกออกเป็น 2 ส่วน ดูเฉกเช่นดั่งหอกน้ำแข็งอันแหลมคม
และตนสุดท้าย คือมังกรร่างสีดำสนิท ไร้ซึ่งสีใดเจือปน
ด้วยความที่เป็นสีดำสนิท จึงทำให้ผู้คนที่ได้แลเห็นรู้สึกมืดมน
หนาวเย็นถึงขีดสุด โดยเฉพาะดวงเนตรคมกริบ ที่ดูราวกับว่า
กำลังเจาะทะลุเข้ามาในร่าง ถึงแม้ว่ามันจะมีเขากวางที่ดู
เหมือนกับมังกรตนอื่น ๆ แต่เขาของมันก็มีขนาดใหญ่เป็น
พิเศษ และมีส่วนปลายแหลมแตกแขนงออกมามากกว่าปกติ
นอกจากนี้ยังดูคมกริบเป็นยิ่งนัก ราวกับว่าบนหัวของมันปก
คลุมไปด้วยดาบอันแหลมคม
จากรูปลักษณ์โดยรวมแล้ว มังกรดำตนนี้ดูเฉกเช่นดั่ง
ปีศาจก็มิปาน แต่เมื่อมังกรจำนวนมากมาอยู่รวมกัน ผู้คนก็
ยังเลือกที่จะมองไปยังลั่วผิน เนื่องจากว่านางมีรูปลักษณ์ที่ดู
ธรรมดาสามัญมากที่สุด แต่ท่ามกลางความสามัญนั้น กลับ
ให้ความรู้สึกความสูงส่งราวกับเทพเซียนที่ละซึ่งกิเลสแล้ว
มันดูพิเศษมากกว่ามังกรเทวะตัวอื่น ๆ จนมังกรเหล่านั้นถูก
บดบังรัศมีจนสิ้น
” มังกรมารเขาโลหิต มังกรซวิ่นเมเปิล มังกรเพลิง
ทองคำแปดกร มังกรปีกเหล็ก มังกรสมุทรพิโรธ มังกรดารา
ม่วง มังกรวิญญาณเหมันต์สองหาง และมังกรปีศาจเทวะ
พิสุทธิ์ ซึ่งเป็นสายโลหิตที่หาได้ยากยิ่ง ต่างเดินทางมา
ร่วมงานพิธีในครั้งนี้ ข้ามิได้ออกไปต้อนรับด้วยตนเอง ช่างน่า
ละอายยิ่งนัก แม้กระทั่งเจ้ามังกรสี่คาบสมุทรยังมาด้วยตนเอง
นับเป็นเกียรติของเราชาวเหยียนจริงๆ ”
เมื่อกลุ่มมังกรเทวะกลายเป็นมนุษย์ น้ำเสียงของมหา
อุปราชจักรพรรดิอารามสวรรค์ก็ดูฮึกเหิมขึ้นมาก เขามี
ความรู้เกี่ยวกับมังกรเทวะเป็นพิเศษ ทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยได้ติดต่อ
ปฏิสัมพันธ์กันก็ตาม ในครั้งนี้แม้แต่ตัวของ อู่ อวี้ ก็ต้องยอม
จำนนยกธงขาวกับชื่อของมังกรทั้งแปด มันช่างลึกซึ้งจริง ๆ
ถึงแม้ อู่ อวี้ จะเพียงแค่ฟังอย่างเดียวเท่านั้น ทว่ามีเพียงชื่อ
ของ ลั่วผิน เท่านั้นที่มหาอุปราชไม่ได้ประกาศออกไป เป็นไป
ได้ว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน ว่าเจ้ามังกรสีคาบสมุทร
เป็นมังกรเทวะชนิดใด เป็นไปได้ว่ามังกรเทวะสายพันธุ์นี้อาจ
ไม่เคยปรากฏขึ้นในดินแดนโบราณเหยียนหวงมาก่อน ดังนั้น
จึงไม่มีบันทึกได้หลงเหลือเอาไว้
อู่ อวี้ จดจำสิ่งที่มหาอุปราชพูดได้อย่างรวดเร็ว มังกร
เขาแดงก็คือมังกรมารเขาโลหิต และมังกรที่มีเกล็ดเป็นใบเม
เปิลก็คือมังกรซวิ่นเมเปิล มังกรเพลิงทองคำแปดกรคือมังกร
ที่มีกรงเล็บมังกร 8 ข้าง ส่วนมังกรที่มีเกล็ดเป็นใบพฤกษา
และปีกเหล็กกล้าคือมังกรปีกเหล็ก ส่วนตัวที่สีน้ำเงินก็คือ
มังกรสมุทรพิโรธ แล้วมังกรตัวสีม่วงที่ดูเช่นดั่งดารา
ประกายพรึกคือมังกรดาราม่วง และตัวที่มีสองหางก็คือ
มังกรวิญญาณเหมันต์สองหาง! และมังกรตนสุดท้ายที่ทั่วทั้ง
ร่างเป็นสีดำสนิท เปียมไปด้วยบรรยากาศแห่งการฆ่าฟันก็คือ
มังกรปีศาจเทวะพิสุทธิ์ ซึ่งดูเหมือนว่าสายโลหิตของมันจะสูง
กว่ามังกรเทวะตนอื่น ๆ
นอกจากลั่วผินแล้วตัวอื่น ๆ ล้วนชัดเจนเป็นอย่างมาก
จากเรื่องนี้ทำให้ อู่ อวี้ ตระหนักว่าความรู้ของตนเองนั้น
ยังตื้นเขินอยู่มาก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสัตว์สวรรค์อย่างมังกรเท
วะยังถูกแบ่งหมวดหมู่ออกเป็นหลายสายพันธุ์ นอกจากนี้เขา
ยังคิดว่ามังกรก็คือมังกรเทวะมีแค่ประเภทเดียว อาจเป็น
เพราะเขาลืมคิดไปว่าแม้แต่หงส์เพลิงก็ยังมีหงส์เพลิงนิรันดร์
กับ หงส์เพลิงประเภทอื่น ๆ อย่างหงส์เพลิงนิรันดร์ก็คือหงส์
เพลิงเก้าสี ดังนั้นการที่มังกรเทวะมีหลายสายพันธุ์ ซึ่งอย่าง
น้อยก็ 9 ชนิดที่แลเห็นได้ในยามนี้ จึงถือเป็นเรื่องปกติมาก
กล่าวได้ว่าตระกูลมังกรนั้นโดดเด่น จนเป็นที่สนอกสนใจ
และถูกจับตามองเป็นอย่างยิ่งในเวลานี้
ตอนนี้ฝูงชนกำลังมุงดูอย่างสนอกสนใจใคร่รู้เป็นอย่าง
ยิ่ง ถึงแม้ตอนนี้พวกเขาจะกลายร่างเป็นมนุษย์แล้วก็ตาม แต่
ดูเหมือนฝูงชนจะไม่รู้จักพอ โดยเฉพาะบุคคลที่ชื่นชอบคลั่ง
ไคล้เกี่ยวกับสัตว์สวรรค์ในตำนาน
” มหาอุปราชพวกเราเสียมารยาทแล้ว หวังว่าในครั้งนี้
ความล่าช้าของพวกเราจะไม่ส่งผลกระทบกับเทศกาลจาริก
ศักดิ์สิทธิ์หมื่นทวีป ” ลั่วผินสุภาพและมีมารยาทเป็นอย่าง
มาก ตอนนี้กลุ่มมังกรทั้ง 9 ในร่างมนุษย์ไม่ได้ลอยอยู่เหนือ
ท้องเวหาอีกต่อไป แต่พวกเขาร่อนเหินลงมาบนลานเมฆา
สวรรค์เพลิงวายุ แม้ว่าเหล่าราชวงศ์เหยียนหวงจะไม่ได้
ตระเตรียมที่ทางเอาไว้ให้กับพวกเขา แต่ก็พวกเขาก็มากันไม่
มากนัก นอกจากนี้หลาย ๆ คนยังขยับพื้นที่ถอยห่างออกไป
พอสมควร ด้วยเพราะไม่กล้าเฉียดใกล้พวกนาง ดังนั้นในไม่
ช้าพวกเขาก็รวมเข้ากับราชทูตหมื่นทวีปคนสำคัญอื่น ๆ
ภาพนี้ทำให้ทุกผู้คนต่างเข้าใจว่า แม้แต่สัตว์สวรรค์
อย่างมังกรเทวะยังยอมจำนนให้แก่จักรพรรดิโบราณเหยียน
หวง
แม้ว่าเวลานี้พวกเขาจะนั่งในที่ของตนเองแล้วก็ตาม
ผู้คนก็ยังเลือกมองพวกเขาเป็นครั้งคราว เฉกเช่นเดียวกับ อู่
อวี้ ทันทีที่เขาเห็น ลั่วผิน ก็รู้สึกกระสับกระส่ายอย่างที่สุด
หลังจากตระกูลมังกรเทวะเหล่านี้ได้กลายร่างเป็นมนุษย์
แล้ว อู่ อวี้ พบว่าแปดคนดูค่อนข้างอายุมากสักหน่อย ผมเผ้า
ของพวกมันกลายเป็นสีขาวกันหมดแล้ว มีเพียงคนสองคน
เท่านั้นที่ยังดูอ่อนเยาว์อยู่ แต่ก็ยังดูมีอายุมากกว่าลั่วผินอยู่ดี
มีเพียงมังกรเทวะดำหรือคือมังกรปีศาจเทวะพิสุทธิ์ ที่ดูมีอายุ
ใกล้เคียงกับลั่วผิน เนื่องจากว่าอย่างน้อย ๆ มันก็ยังดูหนุ่ม
อยู่ ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็คล้ายคลึงกับเหล่าโอรสที่ฝึกฝน
บำเพ็ญเพียรมาประมาณสองร้อยปี
มังกรปีศาจเทวะพิสุทธิ์ตัวนี้น่าสนใจมาก นอกจาก
รูปลักษณ์ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวแล้ว ท่าทางของมันดูเย็นชา
ดวงตาคมกริบเช่นดั่งกระบี่ แม้มันจะอยู่ในสภาพผ่อนคลาย
ไม่ได้จริงจังอันใด แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาอย่างไม่อาจปิดบัง
ซ่อนเร้นไว้ได้ ให้ความรู้สึกว่าเป็นเสมือนดั่งเครื่องจักรสังหาร
เป็นไปได้ว่าวิถีแห่งเต๋าของมัน อาจเป็นเต๋าแห่งการสังหาร
อย่างไรก็ตามคนที่น่าจับตามองมากที่สุดก็ยังคงเป็น ลั่ว
ผิน ด้วยอากัปกิริยาที่ดูสุภาพอ่อนโยนทั้งยังสงบเสงี่ยม แค่
นางเผยรอยยิ้มออกมาเพียงครั้งก็ดึงดูดความสนใจของทุกคน
แล้ว นอกจากนี้กลิ่นอายที่นางแผ่ออกมาจากร่างยังพิเศษ
อย่างที่สุด จวบจนตอนนี้ อู่ อวี้ ก็ยังรู้สึกสับสนกังวลกระวาย
ใจ ด้วยเพราะไม่อยากจะเชื่อว่านางได้มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่
จริง ๆ
เขาไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เจอหน้านาง แต่แล้ว
ในที่สุดวันนี้เขาก็ได้ประสบพบพักตร์กับนางอีกครั้ง แต่ อู่ อวี้
ก็รู้สึกลำบากใจอย่างยิ่ง ด้วยเพราะครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน
เขาได้สัญญากับนางไว้ว่า หากพบเจอกันในครั้งหน้าเขาจะไล่
ตามหลังนางให้ทัน จริงอยู่ว่างแม้ปัจจุบันพลังฝีมือ
ความสามารถของเขาจะก้าวหน้าเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังอยู่ใน
ระดับที่ต่างชั้นกับนางอย่างลิบลับ ถ้าจะให้โทษก็คงต้องโทษ
ว่าการพบเจอครั้งนี้เป็นเรื่องกะทันหันเกินไป เขาไม่ได้เตรียม
ตัวเตรียมใจเอาไว้ก่อน ดังนั้นเขาจึงรู้สึกลำบากใจอย่าง
ยิ่งยวด เพราะว่าหลังจากเวลาผ่านไปได้ไม่นานก็มีความคิด
บางอย่างผุดขึ้นมาในหัว ซึ่งทำให้ตอนนี้เขารู้สึกสับสน
ปันปั่วนเป็นอย่างยิ่ง
แต่แล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อนางร่อนถลา
ลงสู่พื้นลานเมฆาสวรรค์เพลิงวายุ ดวงตาของนางก็กวาด
ผ่านฝูงชนแล้วมาตกลงบนร่างของ อู่ อวี้ นางพบเจอตัวเขา
ได้อย่างง่ายดาย ราวกับว่านางรู้อยู่แล้วว่าเขาอยู่ที่นี่
กล่าวได้ว่าในเวลานี้ชายหนุ่มอย่าง อู่ อวี้ ได้ประสบพบ
พักตร์กับสาวงามที่ตนเองถวิลหามานานแสนนาน ทำให้เขา
เกิดอาการประหม่าจนไม่รู้ว่าควรจะเอามือไม้ของตนเองวาง
ไว้ที่ใดดี
เมื่อลั่วผินเห็นเขาตกอยู่ในอาการประมาทเช่นนี้ มันก็ทำ
ให้นางอดยิ้มขึ้นมาเสียไม่ได้ นางโบกมือเล็กน้อย เป็นการ
บอกใบ้ว่าให้เขามาหานาง
“จะให้ข้าหาไปจริง ๆ หรือ? ” อู่ อวี้ รู้สึกลังเลเล็กน้อย
เพราะในยามนี้อยู่ในที่สาธารณะ
” หลานชายยยย∼ ไฉนเจ้าเป็นสุนัขขี้ปั๊อดถึงเพียงนี้?
ถ้าเป็นข้านะ… หากรู้ว่าแม่มังกรไม่ต่อต้านขัดขืนเช่นนี้ ข้าจะ
พุ่งเข้าไปหานางเลยเชียวแหละ ฮ่า ๆ ๆ ” หมิงซวงทนไม่ไหว
จนอดพูดหยอกเย้าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ยินเช่นนั้น จากความตื่นเต้นก็แปร
เปลี่ยนเป็นโทสะ คำสบประมาทหมิงซวง ช่างอุกอาจเป็นยิ่ง
นัก