กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1037: มดสีทองเขม
ทะเลทรายอันกว้างใหญ่ กรวดหินขนาดมหึมาจำนวน
นับไม่ถ้วนก่อตัวเป็นคลื่นพายุลูกยักษ์ม้วนกวาดผ่านไปทั่วทุก
แห่งหน
ก้อนกรวดศิลาที่เคยอยู่ห่างเป็นร้อยลี้ อาจพุ่งทะยานเข้า
มาในช่วงพริบตาเดียวเท่านั้น
สิ่งนี้ได้บดบังวิสัยทัศน์โดยรอบ จึงทำให้ยากจะแลเห็น
สิ่งต่าง ๆ ภายในทะเลทราย
ถึงแม้ว่า อู่ อวี้ จะใช้เนตรเพลิงมองตรวจสอบ
สภาพแวดล้อมโดยรอบ แต่ก็ยังไม่สามารถแลเห็นได้ชัดเจน
นัก
ทันใดนั้นเอง ก็สามารถแลเห็นได้อย่างชัดเจนว่า บัดนี้มี
สัตว์ประหลาดขนาดมหึมากำลังคลานออกมาจากทะเลทราย
อู่ อวี้ รีบควบคุมวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์พุ่งทะยานสูงขึ้น
ไปอีกทันที แต่เมื่อระดับความสูงเพิ่มขึ้น ก้อนกรวดเม็ดทราย
ก็ยิ่งทวีความรวดเร็วมากขึ้น
ทันใดนั้นก้อนหินขนาดมหึมาพุ่งตกลงมายังเบื้องหน้า
อย่างรุนแรง จนบังเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทุกแห่งหน
ปังงงง!!!! ก้อนหินแตกกระเด็นกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย การ
อัดกระแทกครั้งนี้สร้างผลกระทบต่อวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์
เช่นเดียวกัน ม่านปราการวงเวทของ อู่ อวี้ กระเด็นถอยไป
เบื้องหลัง จนเกือบกระแทกกับก้อนหินก้อนอื่น ๆ
เวลานี้วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์ที่กำลังห่อหุ้มปั้องกันคนทั้ง
เจ็ดเอาไว้ กระเด็นกระดอนหมุนกลิ้งไปเบื้องหลังเจ็ดแปด
ตลบเลยทีเดียว
หลังจากที่เขาทรงตัวได้ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้อง
ของใครบางคน อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามอย่างรุนแรง เมื่อ
เขามองลงไปยังด้านล่างก็เห็นว่าผืนทะเลทรายในยามนี้ได้
บังเกิดการระเบิดขนาดใหญ่ขึ้น ตูมมมม!!! ระเบิดได้ขยายวง
กว้างส่งผลให้เศษหินดินทรายบินกระจายปลิวว่อนไปทั่วท้อง
เวหา
ทันใดนั้นเอง อสูรยักษ์ก็พุ่งทะยานออกมา จนแลเห็นได้
เพียงประกายแสงสีทองเท่านั้น เพียงชั่วพริบตาเขาก็สัมผัสได้
ถึงวิกฤติอันตรายที่พุ่งเข้ามาในฉับพลัน เห็นได้ชัดว่าต้องมี
บางสิ่งเล็งเปั้าหมายไว้ที่กลุ่มของ อู่ อวี้
อู่ อวี้ สั่งให้เต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดาราถอยหนีออกจาก
จุดนี้อย่างรวดเร็ว แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นในระหว่างที่
วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์กำลังบินทะยานแหวกฝั่าพายุทรายไป
นั้น ก็เห็นว่าเจ้าสัตว์ประหลาดตัวเขื่องกำลังวิ่งไล่ตามพวก
เขามาติด ๆ ลำพัง อู่ อวี้ เพียงคนเดียวก็ยังสามารถเอาตัว
รอดได้ เจ้าสัตว์ประหลาดตัวมหึมานี้ไม่สามารถไล่ตามเขาทัน
ได้แน่ แต่ถ้าอาศัยการหลบหนีจากวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์คง
ไม่สามารถเคลื่อนตัวหลบหนีได้เร็วมากนัก ดังนั้นปัญหาใหญ่
หลวงในตอนนี้ก็คือ เขายากจะสลัดหนีฝั่ายตรงข้าม ออกจาก
พายุทรายอันน่าสะพรึงกลัวนี้ไปได้
เมื่อทุกคนมองย้อนกลับไป ก็พบว่าด้านหลังของพวกเขา
มีมดขนาดมหึมากำลังไล่ตามมา ความใหญ่ยักษ์ของมันเรียก
ได้ว่าปกคลุมผืนฟั้าได้จนมิด นอกจากขนาดตัวแล้วยังมีปีกคู่
โปร่งใส่ เสมือนดั่งกระบี่ยาวอันแหลมคมที่กำลังโบกสะบัด
ด้วยระดับความเร็วอันน่าสะพรึงกลัว หินกรวดที่เข้าไปใกล้
รัศมีของมดยักษ์ตัวนี้ล้วนถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดเป็น
ผุยผง ราวกับโดนเครื่องบดก็ไม่ปาน แม้ว่าร่างกายของมันจะ
ใหญ่ยักษ์แต่กลับไม่ได้รับผลกระทบจากพายุทรายก้อนกรวด
เหล่านี้แต่อย่างใด ทั้งหมดเป็นเพราะมันถือกำเนิดขึ้นใน
ดินแดนแห่งนี้
เมื่อมองอย่างพินิจจะเห็นว่า ร่างของมดตัวนี้เป็นโลหะ
เกือบทั้งหมด ถ้าถามถึงเรื่องความแข็งแกร่งมันดูแข็งแกร่ง
ทนทานเป็นอย่างยิ่ง ยามที่ก้อนกรวดอัดกระแทกเข้าใส่
ร่างกายของมันก็แหลกสลายกลายเป็นผุยผงไปโดยปริยาย
โลหะดังกล่าวเป็นสีทองเข้ม แม้ว่ามันจะไม่ส่องประกายแวว
วาว แต่มันกลับยิ่งทำให้ดูโหดเหี้ยมน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น
หากอยู่ด้านนอกแล้ว มดตนนี้อาจจะมีขนาดเล็กกว่าผู้คนมาก
แต่เมื่อเข้ามาภายในเจดีย์วิญญาณบรรพกาลแห่งนี้ ต่อให้ อู่
อวี้ ใช้ออกด้วยเทียมฟั้าจรดดิน ตัวเขาก็เล็กกระจิ๋วหลิวอยู่ดี
” นี่มันอะไรกัน? ” ชวี่ เฟิงอวี๋ , ไปั๋หลี่ จุยหุน และคนอื่น
ๆ อุทานออกมา ด้วยสีหน้าที่เปียมไปด้วยความหวาดกลัว
เวลานี้วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์กำลังเคลื่อนตัวหลบลี้อย่าง
สุดกำลัง แต่มดสีทองเข้มตัวนี้กำลังไล่ติดตามพวกเขามาติด
ๆ ถึงแม้ก้อนหินก้อนกรวดจำนวนมากจะกระเด็นกระดอนอัด
กระแทกเข้าใส่ร่างของมัน แต่เจ้ามดก็หาได้รับผลกระทบใดๆ
แม้แต่น้อย ปัญหาที่ประสบอยู่ในตอนนี้เรียกได้ว่ายากจะ
จัดการเป็นยิ่งนัก
” เจ้าตัวนี้ไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นสรรพเทวะวิญญาณ ” อู่
อวี้ ใช้เนตรเพลิงเพ่งมองชั่วครู่ หลังจากนั้นเขาก็ได้ข้อสรุป
” ใช่! มันจะต้องเป็นสรรพเทวะวิญญาณแน่ ๆ โดยส่วน
ใหญ่แล้วสรรพเทวะวิญญาณจะถือกำเนิดขึ้นในสถานที่พิเศษ
ถ้าประเมินจากสภาพแวดล้อมโดยรอบ หากมีสรรพเทวะ
วิญญาณเกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด ดูเหมือนว่าเพื่ออยู่
รอดท่ามกลางพายุทรายแถวนี้ ทำให้มันถือกำเนิดขึ้นมาโดย
มีโครงสร้างร่างกายเป็นโลหะชั้นยอดอย่างสมบูรณ์ จน
สามารถปั้องกันพายุก้อนขวดนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งอย่างน้อย
โลหะในร่างของมันคงเทียบเท่าได้กับสมบัติวิเศษที่มีเส้น
วิญญาณถึง 8 หรือ 9 เส้น หรือไม่ก็ 10 เส้นเลยด้วยซ้ำ ”
หนานซาน หวางเยว่ กล่าว
เมื่อ ชวี่ เฟิงอวี๋ เห็นมดสีทองเข้มใกล้เข้ามาทุกขณะก็รีบ
กล่าวขึ้นว่า ” จะทำอย่างไรดี? รีบทำอะไรสักที จัดการมันเร็ว
เข้า อ๊า…หนีเร็วกว่านี้ไม่ได้แล้วหรือยังไงเนี่ย? ”
อู่ อวี้ รู้สึกเริ่มเอือมระอาไม่อยากจะมานั่งใส่ใจกับคนผู้
นี้เลยจริง ๆ อันที่จริงแล้วเขาสังเกตเห็นมดสีทองเข้มตัวนี้มา
สักพักหนึ่งแล้ว
” บางทีคนอื่น ๆ อาจจะได้พบเจอกับสรรพเทวะ
วิญญาณมากันบ้างแล้วไม่มากก็น้อย ข้าเดาว่าในสถานที่
เช่นนี้คงมีสรรพเทวะวิญญาณอยู่เป็นจำนวนมาก ”
อู่ อวี้ รู้สึกว่าอีกฝั่ายเป็นแค่เหยื่อเท่านั้น ต่อให้เขา
สามารถจัดการมันได้แต่ก็รู้สึกเกียจคร้านเกินไปที่จะทำอะไร
เช่นนั้น ทว่ายามนี้มันเคลื่อนตัวมาด้วยความเร็วสูงมาก
แม้แต่ก้อนกรวดพายุทรายก็ไม่อาจขัดขวางหรือกำจัดมันได้
ทำให้แรงกดดันที่ถาโถมเข้ามายังวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์เรียก
ได้ว่าหนักหนาสาหัสอยู่
” เดี๋ยวหม่อมฉันจะเป็นคนจัดการมันเอง ” ในที่สุด อู่
อวี้ ก็ตัดสินใจพูดกับโอรสเล่อ
” เจ้าแน่ใจแล้วหรือ ? ”
” ไม่ลองก็ไม่รู้ เอาเป็นว่าทุกคนอยู่ในนี้ก่อนแล้วกัน
หากข้าจนปัญญาที่จะจัดการมันได้จริง ๆ เดี๋ยวข้าจะกลับมา
เอง ”
หลังจากกล่าวจบ อู่ อวี้ ก็เตรียมตัวออกไปด้านนอก
แล้วปล่อยให้เต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดาราควบคุมวงเวทเจ็ด
ดาราพิทักษ์ต่อไป
เวลานี้แล้ว ชวี่ ห้าวเหยียน , ชวี่ เฟิงอวี๋ , ไปั๋หลี่ จุยหุน
หวาดกลัวจนไม่กล้ากระทำการใด ๆ มันทำได้แค่มองตาม อู่
อวี้ ก้าวเดินออกไปเท่านั้น
หวืดดด!
บัดนี้ อู่ อวี้ อยู่ด้านนอกเกราะปั้องกัน เขารู้ว่าภายใน
เจดีย์วิญญาณบรรพกาลจะต้องพบเจอกับบททดสอบ
มากมาย และการต่อสู้ครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งแรกของ
เขา
” นี่จะเป็นการต่อสู้เพื่อตัวของเราเองเท่านั้น! ”
อู่ อวี้ ประเมินว่าหากตนต้องเผชิญหน้ากับสรรพเทวะ
วิญญาณตนนี้ สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดคือการใช้ความแข็งแกร่ง
ทางกายเนื้อต่อสู้กับมัน
อู่ อวี้ ปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลัน แล้วเขาก็แสดงพลัง
อิทธิฤทธิ์เทียมฟั้าจรดดินแทบในทันทีเช่นกัน หลังจาก
ยกระดับขึ้นสู่ขั้นที่ 3 ได้ เขาก็สามารถเปลี่ยนร่างได้อย่าง
รวดเร็ว เพียงชั่วอึดใจร่างของเขาก็ขยายร่างจนมีความสูงถึง
6 จั้ง หากเป็นคนธรรมดาร่างกายของเขาในยามนี้ก็
เหมือนกับยักษ์ใหญ่หรือไม่ก็ปีศาจ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ามดสี
ทองเข้ม เขาก็ดูเหมือนกับของเล่นไปในพริบตา
แน่นอนว่าอีกฝั่ายจะต้องทุ่มความสนใจมาที่ อู่ อวี้
แม้ว่าหลังจากใช้เทียมฟั้าจรดดินแล้ว ความเร็วจะลดลง
แต่เมื่อ อู่ อวี้ ใช้ร่วมกับเคล็ดก้าวเทวะ ในแง่ของความ
ยืดหยุ่นคล่องตัวเรียกได้ว่าเหนือกว่าฝั่ายตรงข้ามหลายขุม
ทำให้ในเวลานี้เขามียืดหยุ่นมากกว่าคู่ต่อสู้ ทันใดนั้นพลอง
ฟั้าเพลิงผลาญเก้าทัณฑ์เตาหลอม ก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา
พร้อมกับเปลวเพลิง 9 สี และขยายใหญ่ขึ้นในทันที จนมี
ความยาวถึงเจ็ดแปดจั้งกับความหนา 2 ฉื่อ สำหรับคน
ธรรมดาอาจจะดูใหญ่โต แต่เมื่ออยู่ในมือของ อู่ อวี้ มันเป็น
เพียงแค่พลองธรรมดา ๆ เท่านั้น
มดสีทองเข้มยังคงพุ่งมาด้วยความเร็วเต็มกำลัง ไม่มี
ชะลอลดลงแม้แต่น้อย ดังนั้น อู่ อวี้ จึงพุ่งทะยานไปสกัดกั้น
เบื้องหน้ามันในทันที ฉับพลันเขาก็ใช้ออกร่างจำแลงเซียน
วานร แปรเปลี่ยนกลายเป็นเซียนวานรทองคำขนาดมหึมา
ดวงตาทั้งคู่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีทองเจิดจ้า เฉกเช่นดั่ง
ปีศาจออกมาจากทะเลเพลิง มือของเขาถือจับพลองฟั้าเพลิง
ผลาญที่กำลังลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิง 9 สี!
ขณะที่มดสีทองเข้มพุ่งทะยานติดตามมาด้วยความเร็ว
อันสูงล้ำ โดยมีเปั้าหมายอยู่ที่การบดขยี้พวกเขาให้สิ้นซาก
ทันใดในนั้นเอง อู่ อวี้ ก็ปรากฏกายออกมา พร้อมกับ
ปลดปล่อยพลังอำนาจแห่งกายเนื้อ ระเบิดความแข็งแกร่งที่
เรียกได้ว่าฝืนชะตาฟั้าลิขิตอย่างแท้จริง ฉับพลัน พลองฟั้า
เพลิงผลาญก็ถูกตวัดฟาดแหวกผ่าอากาศ หมายมาดบดขยี้
ทำลายคู่ต่อสู้ให้สิ้นซาก!
ตูม!!!
ทันใดนั้นก็บังเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว คนทั้งหกที่อยู่
ภายในวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์แลเห็น อู่ อวี้ ตวัดฟาดพลอง
ฟั้าเพลิงผลาญเข้าใส่ศีรษะของมดสีทองเข้ม เสียงกระทบกัน
ระหว่างโลหะดังกึกก้องกังวานขึ้น ร่างกายขนาดใหญ่ของมด
สีทองเข้มลอยกระเด็นออกไปตามแรงฟาดของ อู่ อวี้ จากนั้น
ก็อัดกระแทกลงสู่พื้นทรายที่อยู่เบื้องล่าง จนก้อนกรวดเม็ด
ทรายปลิวกระจายไปทั่วทุกแห่งหน
สามารถแลเห็นได้ว่า หัวของมดสีทองเข้มยุบลงไป
ภายในเลยทีเดียว
แม้กระทั่ง อู่ อวี้ เอง ก็ยังไม่แน่ใจเช่นกันว่าสถานการณ์
ของฝั่ายตรงข้ามนั้นเป็นเช่นไร เนื่องจากมันกระเด็นออกไป
ค่อนข้างไกล นอกจากนี้ยังมีเม็ดทรายก้อนกรวดจำนวนมาก
ลอยกระจัดกระจายปิดบังวิสัยทัศน์ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น
สำหรับกลุ่มของ ชวี่ ห้าวเหยียน หลังจากได้แลเห็นพลัง
อำนาจของ อู่ อวี้ พวกเขาก็รู้สึกมั่นใจอยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ รู้สึกว่าสถานการณ์ในตอนนี้ยังไม่สู้
ดีนัก เนื่องจากว่าเขาต้องการบดขยี้ทำลายมดสีทองเข้มดำ
ไม่คาดคิดว่าด้วยการโจมตีที่รุนแรงถึงเพียงนี้ แต่กลับทำได้
เพียงสร้างรอยยุบบนศีรษะของฝั่ายตรงข้ามเพียงเท่านั้น
หลังจากนั้นมดสีทองเข้มก็ไต่กลับขึ้นมาจากมหาสมุทรแห่ง
ผืนทรายอีกครั้ง สามารถแลเห็นได้ว่าตรงตำแหน่งศีรษะที่ยุบ
ลงไป กำลังค่อย ๆ ฟืนตัวกลับมา คาดว่าอีกไม่ถึง 60 ลม
หายใจคงจะฟืนคืนกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม
ช่างทนทายาดเป็นยิ่งนัก!
หลังจาก อู่ อวี้ สร้างรอยบาดแผลให้แก่มัน มันก็จ้อง
เขม็งมายัง อู่ อวี้ อย่างเคียดแค้นชิงชัง
” ข้ากำลังเผชิญหน้ากับสรรพเทวะวิญญาณที่ทั่วทั้งร่าง
เป็นโลหะ ซึ่งมีความแข็งแกร่งทนทานอย่างยิ่งยวด นับว่า
ร่างกายเช่นนี้ก็มีข้อดีอยู่บ้าง เพราะอย่างไรเสียมันก็เป็น
เหมือนกับหุ่นเชิดนี่นะ ไม่ว่าจะเป็นพลังอิทธิฤทธิ์หรือเคล็ด
วิชาเต๋าคงไม่อาจสร้างบาดแผลให้แก่มันได้ เนื่องจากร่างกาย
เช่นนี้ไม่หวั่นเกรงต่ออัคคี อัสนี หรือ หรือสายวายุ ดังนั้นข้าที่
ใช้ความแข็งแกร่งทางกายเนื้อต่อสู้กับมันจึงได้เปรียบอยู่มาก
โข ”
” คาดว่าคนอื่น ๆ ที่มีอาณาจักรฝึกตนแข็งแกร่งกว่าข้า
คงต้องปวดเศียรเวียนเกล้ากับเจ้ามดตัวนี้ แล้วหลบหนีไป
เป็นแน่ ”
เห็นได้ชัดว่ามดสีทองเข้มดำตนนี้ ทำให้ผู้คนที่หมายมาด
เข้ามากำจัดมันต้องประสบกับความทุกข์ทรมานจนต้องหลบ
ลี้หนีตายไป อู่ อวี้ ไม่คิดว่าผู้ที่มีอาณาจักรฝึกตนอยู่ในระดับ
ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ จักสามารถมีชีวิตอยู่รอดในโลกนี้ได้
หากยังไม่พบไข่มุกทองคำเหยียนหวง ก็ไม่มีผู้ใดออกไป
ได้ ถึงแม้จะพยายามกระเสือกกระสนดิ้นรน โดยการหลบ
ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทราย แต่มันก็แค่ทำให้ปลอดภัยขึ้นเท่านั้น
เพราะไม่ว่าอย่างไรก็มีโอกาสสิ้นตายอยู่ดี
” ดูเหมือนจักรพรรดิโบราณ จะไม่ได้ประกาศถึง
อันตรายที่อยู่ภายในเจดีย์อย่างชัดเจน ”
คาดว่าคงมีผู้คนหลายหมื่น หวาดกลัวกับสิ่งที่ต้องเผชิญ
จนต้องถอนตัวออกไป เพราะอย่างน้อย ๆ ก็มีโอกาสถอนตัว
อยู่ ดีกว่าออกมานอกขอบเขตวังวนสีดำ แล้วหาทาง
ย้อนกลับไปไม่ได้
อู่ อวี กระทำได้เพียงทอดถอนหายใจ เนื่องจากว่าเขาคง
ไม่มีทางถอนตัวได้ แล้วในช่วงเวลานี้เอง มดสีทองเข้มดำก็
ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าสายตาของเขาอีกครั้ง มันกรีดร้อง
ด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก จากนั้นก็พุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกับ
เกราะอันแข็งแกร่งและเท้าอันแหลมคม หมายมาดบดขยี้ อู่
อวี้ ให้สิ้นซาก
นี่เป็นการห้ำหั่นประหารกันในระยะประชิดที่หาได้ยาก
ยิ่ง
อู่ อวี้ รู้สึกเกียจคร้านเกินกว่าจะแสดงวิชาอภินิหารใด ๆ
เพราะเขาคิดว่ามันคงไม่มีประโยชน์หากต้องเผชิญหน้ากับ
เจ้ามดสีทองเข้มดำนี่ ฉับพลันเขาก็ใช้ออกด้วยเทียมฟั้าจรด
ดินเพิ่มขีดจำกัดความแข็งแกร่งทางกายเนื้อ ผสานไปกับวง
เวทของพลองฟั้าเพลิงผลาญ รวมถึงพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง
และเนตรเพลิงที่คอยเผาผลาญคู่ต่อสู้เป็นระยะ ๆ
บัดนี้การต่อสู้สะเทือนฟั้าสะเทือนดินได้อุบัติขึ้นเบื้อง
หน้ากลุ่มของโอรสเล่อ พวกเขาพากันจับจ้องดูการต่อสู้ด้วย
ดวงตาเบิกกว้าง แลเห็นว่า อู่ อวี้ กับ มดสีทองเข้มดำ โจมตี
สังหารเข้าใส่กันอย่างไม่หยุดยั้ง บ้างก็อยู่บนท้องเวหา บ้างก็
อยู่บนพื้นปฐพี หรือแม้กระทั่งอัดกระแทกลงไปในผืนทราย
จนก้อนกรวดศิลากระเด็นกระดอนไปทั่วทุกแห่งหน จนดูราว
กับทะเลทรายแห่งนี้เป็นเสมือนดั่งคลื่นสมุทร ที่ม้วนกวาด
ผ่านสาดกระจายไปทุกแห่งหน พลองฟั้าเพลิงผลาญยังคงถูก
ตวัดฟาดเข้าใส่ร่างของมดสีทองเข้มดำ จนบังเกิดเสียง
กระทบของโลหะดังก้องกังวานไปทั้งสี่ทิศ รวมถึงเสียงกรีด
ร้องแหลมเล็กของมดสีทองเข้มดำ ที่ทำให้หนังศีรษะของ
ผู้คนด้านชาไปตาม ๆ กัน
คงต้องบอกว่า เจ้ามดตัวนี้เป็นสรรพเทวะวิญญาณที่
เอาชนะได้ยากเย็นยิ่ง อู่ อวี้ รู้สึกหืดขึ้นคอเหมือนกับคราที่
พยายามจัดการกับเต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดาราเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามถึงแม้มันจะมีผิวหนังแข็งแกร่งเพียงใด แต่
ระดับความเร็วของมดสีทองเข้มดำตนนี้ก็ไม่อาจเทียบเคียง
กับเขาได้ อู่ อวี้ พึ่งพาความคล่องตัว บดขยี้โจมตีเข้าใส่
ร่างกายของคู่ต่อสู้อย่างไม่หยุดยั้ง จนทั่วทั้งร่างของมัน
ปรากฏบาดแผลขึ้นมากมาย
อู่ อวี้ ตวัดฟาดพลองอัดกระแทกเข้าใส่ร่างของคู่ต่อสู้
อย่างไม่หยุดหย่อน จนร่างของมดสีทองเข้มดำถูกบดขยี้จน
ย่อยยับราวกับเศษเหล็กก็มิปาน หากมีผู้ใดพบเห็นสภาพ
ร่างกายของมันที่อยู่บนพื้นตอนนี้ คงรู้สึกหวั่นวิตกและ
หวาดกลัวไปตาม ๆ กัน เมื่อ อู่ อวี้ ที่ดูราวกับเครื่องจักร
สังหาร เห็นว่าคู่ต่อสู้นิ่งสนิทไม่ไหวติง จึงคิดว่ามันน่าจะตาย
แล้ว