กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1039: ชาวมารฟา
ท่าทีของโอรสเล่อดูจริงจังเป็นอย่างมาก
หลังจากพวกมันได้ยิงสิ่งที่โอรสกล่าว ก็ระเบิดเสียงหัวเราะ
ออกมาดังลั่น ราวกับว่าพวกมันกำลังตลกขบขันกับคำพูดของ
โอรสเล่อเป็นอย่างมาก
หากมองในแง่ความแข็งแกร่งของคนกลุ่มนี้ ถ้า อู่ อวี้ ไม่มี
โอรสเล่อกับกลุ่มผู้ติดตามคอยเป็นภาระถ่วงแข้งถ่วงขาอยู่เช่นนี้
ก็ไม่มีอะไรให้เขาต้องหวาดกลัวหรือกังวล ถ้าเขาไม่อาจเอาชนะ
พวกมันได้ตรง ๆ ก็แค่หลบหนีเท่านั้น
แต่สถานการณ์ตอนนี้มันแตกต่างออกไป ถ้าเขาต่อสู้กับคน
พวกนี้ เห็นได้ชัดว่าแล้วต้องแบกรับแรงกดดันเป็นอย่างมาก
ถึงอย่างนั้น อู่ อวี้ ก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาใด ๆ แม้แต่น้อย อย่างไร
เสียนับตั้งแต่เข้ามาภายในเจดีย์วิญญาณบรรพกาล ก็มีแต่ต้องสู้
ต่อเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!
ตราบใดที่พวกเขาพยายามปกปั้องโอรสเล่อก็ย่อมมีทางออก
ให้กับพวกเขาเสมอ
พวกมันหัวเราะกันเป็นบ้าเป็นหลัง จินฉงฮวน ยังคงยิ้ม
ต่อไป แล้วกล่าวขึ้นว่า ” เอาล่ะ… ถ้าเช่นนั้นข้าจะไม่พิรี้พิไรอีก
ต่อไป พวกเราได้เห็นทุกอย่างหมดแล้ว ขุนพลของเจ้าที่มีนามว่า
อู่ อวี้ ต่อสู้กับมดสีทองเข้มตัวนั้นได้อย่างอาจหาญชาญชัย ถือ
เป็นยอดฝีมือผู้หนึ่งเลยก็ว่าได้ ขอบอกว่าเจ้าโชคดีไม่น้อยที่ได้มา
ประสบพบเจอกับพวกเรา เพราะพวกเราเป็นคนดีใจคอ
กว้างขวางมาก ๆ การที่พวกเราล้อมเจ้าในวันนี้ เราจะไม่บีบ
บังคับให้เจ้าส่งสมบัติชิ้นอื่นมาให้เรา แต่เราต้องการเพียงแค่ซาก
ร่างของสรรพเทวะวิญญาณที่เจ้าเพิ่งเก็บไป รับรองว่าถ้าเจ้ายอม
ส่งมอบให้พวกเราดี ๆ เราจะไม่ระรานเจ้าอีก แล้วจะจากไปแต่
โดยดีเช่นกัน ”
“ อย่าได้โทษเราเลย ความจริงแล้วสรรพเทวะวิญญาณตัวนี้
เป็นของพวกเรา แต่เจ้ามาชิงตัดหน้าพวกเราไปก่อน เราต้องการ
นำชิ้นส่วนของมันไปสร้างบางอย่าง ” เซินกู่เฮยเหริน พูดด้วย
น้ำเสียงแข็งกระด้างจริงจัง
นับว่ามันกล้าหาญมาก จุดประสงค์ที่แท้จริงของมันก็คือ
ต้องการสิ่งที่ อู่ อวี้ เพิ่งได้รับมา ด้วยเพราะว่าหากนำร่างของ
สรรพเทวะวิญญาณไปขายจะได้มูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว
ชาวเหยียนหวงที่อยู่ภายในนครเทวะ ล้วนต้องพึ่งพิง
จักรพรรดิโบราณทั้งสิ้น ด้วยชาติกำเนิดที่สูงส่งเหนือกว่าจึงมีคน
กล้ามาท้าทายยั่วยุแค่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ถ้าหากอยู่ในนครเทวะ คนแปลกหน้าอย่างพวกมันจะ
หาญกล้าพูดจาเยี่ยงนี้ได้อย่างไร
ชวี่ เฟิงอวี๋ กล่าวตอบโต้เสียงดังออกไปว่า ” เจ้าฟันเฟือน
เสียสติไปแล้วหรือไร? เจ้าคิดดีแล้วรึถึงได้พูดเช่นนั้นออกมา ผู้ที่
อยู่เบื้องหน้าของเจ้าตอนนี้คือพระโอรสของจักรพรรดิโบราณ
ท่านคือพระโอรสเล่อของชาวเหยียนหวงของพวกเรา! เจ้าไม่
เพียงแต่จะฝีปากกล้าหยาบคาย ยังคิดปล้นชิงเราอีก! อะไรมันดล
จิตดลใจให้เจ้ามีความกล้าเยี่ยงนี้? ทั้งยังกล้าบอกชื่อแซ่ที่แท้จริง
ของตนเองมาให้รู้อีก คิดว่าเราจะยอมมอบมันให้พวกเจ้าอีกงั้นรึ
ช่างน่าสมเพชสิ้นดี! ”
พอ ชวี่ เฟิงอวี๋ กล่าวจบ พวกมันทั้งเจ็ดก็ระเบิดเสียง
หัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง มาถึงขั้นนี้คงไม่ต้องทำอะไรให้มากความอีก
แล้ว ซึ่งเสียงหัวเราะของครั้งนี้ดูเย่อหยิ่งจองหองอย่างที่สุด เกรง
ว่าคงไม่อาจหลีกเลี่ยงการต่อสู้ได้ เพราะการกระทำของพวกมัน
มิได้หวาดกลัวว่าตนจะถูกคนจากภายนอกแก้แค้นแต่อย่างใด
ฉวนไท่เยวี่ย ตอกกลับมาว่า ” เป็นพระโอรสแล้วยังไง คิด
ว่าจะวิเศษเลิศเลอเหนือกว่าผู้อื่นเช่นนั้นหรือ? ถุ้ย! ก่อนจะเข้ามา
ในเจดีย์วิญญาณบรรพกาล ก็ควรเตรียมตัวเตรียมใจมาให้พร้อม
ว่าจะต้องถูกท้าประลองจากคนอย่างพวกเรา จริงอยู่ถ้าเป็นปกติ
พวกเราคงไม่มีโอกาสได้ปะฝีมือต่อสู้กับชาวเหยียนหวงเป็นแน่
แต่เจ้าอย่าลืมว่าที่นี่คือเจดีย์วิญญาณบรรพกาล ความเป็นธรรม
ที่จักรพรรดิโบราณมอบให้แก่พวกเรา เช่นนั้นพวกเราจะเป็นคน
สั่งสอนให้เจ้าได้รู้สำนึกว่า ไอ้คนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนั้นมีจุดจบ
เยี่ยงไร! ”
เสี่ยวหลินโยวจี กล่าวเสริมขึ้นว่า “ชาวเหยียนหวงทึกทักว่า
ตนเองเป็นหนึ่งเหนือผู้อื่น แต่ข้าหาได้คิดเช่นนั้น…หากไม่มี
จักรพรรดิโบราณคอยคุ้มกะลาหัวอยู่แล้วล่ะก็ ชาวเหยียนหวงก็
หาได้วิเศษเลิศเลอไปกว่าชาวมารฟั้าอย่างพวกเรา โดยเฉพาะ
โอรสพระธิดาอย่างพวกเจ้าทุกคน ถ้าให้สู้กันจริง ๆ คิดว่าจะมี
ปัญญาสู้เราได้เช่นนั้นหรือ สำหรับข้าโอรสพระธิดาเหล่านั้นก็เป็น
แค่สวะไร้ค่าดี ๆ นี่เอง ”
โซ่วเหยียเจี้ยนยวี กล่าวว่า ” ที่เรากล้ากล่าวเช่นนี้เพราะเรา
ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวพวกเจ้าแต่อย่างใด ในเมื่อจักรพรรดิโบราณ
เป็นผู้เปิดโอกาสให้พวกเราแข่งขันกับเจ้า บางทีต่อให้โอรส
พระธิดาทั้งหมดร่วมมือก็ยังไม่คณามือราชวงศ์มารฟั้าของพวก
เราเลยด้วยซ้ำ พวกเจ้าคงถูกพะเน้าพะนออุ้มชูมาตั้งแต่เกิดจน
เสียนิสัย แต่ชะตากรรมก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงให้เจ้ามาเป็นเหยื่ออัน
โอชะของพวกเรา ในเมื่อครั้งนี้จักรพรรดิโบราณมิได้ออกกฎข้อ
ห้ามใด เห็นทีครานี้เขาคงจะต้องผิดหวัง ที่ชาวเหยียนหวงจะ
ไม่ได้ครอบครองทรัพย์สมบัติเครื่องบรรณาการของจาริก
ศักดิ์สิทธิ์หมื่นทวีปในครั้งนี้ ”
” มีสตรีชาวเหยียนหวงสองคนได้ถูกเราจับตัวไว้ ตอนนี้ก็
อ้อนวอนร้องขอความเมตตาอยู่ข้างหลังนู่น ฮ่า ๆ ๆ ข้ารู้ดีว่า
ชาวเหยียนหวงล้วนมีคุณธรรมสูงล้ำกันทุกคน ภายในเจดีย์
วิญญาณบรรพกาลแห่งนี้เป็นเหมือนสรวงสวรรค์สำหรับพี่น้อง
ของเรา มันคือสถานที่ให้พวกเราได้ระบายความโกรธแค้นที่คุ
กรุ่นในใจมานานแสนนาน ไข่มุกทองคำเหยียนหวงน่ะหรือ…จะ
เจอหรือไม่เจอก็ช่างหัวมันปะไร แค่ได้เห็นพวกเจ้าเสียเกียรติเสีย
ศักดิ์ศรีอ้อนวอนร้องขอความเมตตาเราก็สาแก่ใจข้ายิ่งนักแล้ว
ต่อให้เป็นโอรสพระธิดาก็ไม่มีข้อยกเว้น จะต้องตกอยู่ในสภาพ
เดียวกัน ”
” เราทุกคนใช้ความสามารถของตนเองในการต่อสู้เพื่อ
เอาชนะเจ้า แล้วตอนนี้พวกเราก็ทำตามกฎของเจดีย์วิญญาณ
บรรพกาล เจ้าจะมาโหวกเหวกโวยวายไปไย? ” จินฉงฮวนกับ
พรรคพวกของมันหัวเราะกันอย่างบ้าคลั่ง บางทีคำพูดที่พวกมัน
พรั่งพรูออกมานี้ อาจจะอัดแน่นอยู่ภายในจิตใจมานานแสนนาน
สรุปได้ว่าพวกมันโกรธแค้นที่อาณาจักรของตนเองต้องถูกรีดไถ
ส่งเครื่องบรรณาการภายในเทศกาลจาริกศักดิ์สิทธิ์หมื่นทวีป
พวกมันจึงรู้สึกโกรธแค้นเกลียดชังชาวเหยียนหวงจนเข้ากระดูก
ดำ ต่อให้พวกมันเห็นว่าเจ้านครแดนเหมันต์อิ่นปิงเจี้ยนถูก
จักรพรรดิโบราณบดขยี้ทำลายต่อหน้าต่อตา แต่พวกมันก็หาได้
เกรงกลัวแม้แต่น้อย เพราะนี่คือความเกลียดชังที่พวกมันเก็บ
ซ่อนไว้ในใจมานานแสนนาน
โอรสเล่อไม่ได้บ้าจี้ไปตามคำยั่วโทสะของพวกมัน แต่เขา
รู้สึกตึงเครียดเป็นอย่างมากด้วยเพราะ อีกด้านหนึ่งเขาได้ยิน
เสียงร้องครวญครางโหยหวนของสตรีชาวเหยียนหวง ส่วนอีก
ด้านหนึ่งเขาก็รู้สึกเป็นกังวลเกี่ยวกับการต่อสู้ภายในเจดีย์
วิญญาณบรรพกาล ถึงแม้ว่าชาวเหยียนหวงจะเข้ามาร่วมการ
แข่งขันในครั้งนี้ แต่โดยส่วนใหญ่ฝีมือของพวกเขาด้อยกว่าเหล่า
ราชทูตหมื่นทวีปเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ภายในใจของเหล่า
ราชทูตหมื่นยังเป็นไปด้วยความเกลียดชัง แน่นอนว่าพวกมันจะ
ไม่ลงมือสังหารชาวเหยียนหวง จนกระตุกหนวดมังกรของ
จักรพรรดิโบราณ แต่จะทำให้ชาวเหยียนหวงพ่ายแพ้อย่างน่า
อัปยศอดสูไม่ว่าจะดูหมิ่นเหยียดหยามทางวาจา หรือปล้นชิง
ทรัพย์สมบัติที่ได้รับ ไม่ว่าวิธีใดที่มันสามารถฉีกหน้าชาวเหยียน
หวงจนแทบจะซุกแผ่นดินหนีได้ พวกมันจะทำอย่างไม่ลังเล
ในอดีตที่ผ่านมาไม่มีเจดีย์วิญญาณบรรพกาล พวกมันจึงไม่
สามารถทำเรื่องไร้ยางอายอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ได้ แต่ตอนนี้มีเจดีย์
วิญญาณบรรพกาล ดังนั้นพวกมันจึงหาญกล้ากระทำเรื่องชั่วช้า
เยี่ยงนี้ ด้วยเพราะคิดว่าผู้คนด้านนอกอาจจะไม่เห็นการกระทำ
ของมัน อีกทั้งพวกมันยังคิดว่าตนเองเอาชนะชาวเหยียนหวง
ด้วยฝีมือความแข็งแกร่ง หาได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมแต่อย่างใด แน่นอน
ว่ามันย่อมรู้สึกไม่พอใจอยู่แล้วที่ตนถูกจักรพรรดิโบราณใช้เป็น
เครื่องมือทดสอบให้กับชาวเหยียนหวง เมื่อเป็นเช่นนี้ ไฉนพวก
มันจะไม่สนองความต้องการขององค์จักรพรรดิกันเล่า
อู่ อวี้ ทราบดีถึงเจตนาของพวกมัน การแย่งชิงซากศพของ
สรรพเทวะตาวิญญาณเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น สิ่งที่พวกมัน
ต้องการจริง ๆ คือสร้างความอัปยศให้กับโอรสเล่อ ย่ำยีจิตใจ
ของเขา ทำให้เขาตระหนักว่า หากไม่มีจักรพรรดิโบราณ ไม่ว่า
โอรสพระธิดาองค์ใด หรือแม้กระทั่งชาวเหยียนหวง ก็เป็นได้แค่
กองกำลังหนึ่งภายในชมพูทวีปโลกธาตุแห่งนี้เท่านั้น
คำพูดเหล่านี้ ทำให้กลุ่มของ ชวี่ ห้าวเหยียน ดวงตาแดงก่ำ
ด้วยเพลิงโทสะที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด แม้แต่โอรสเล่อก็ไม่สามารถ
ควบคุมอารมณ์ของเขาได้ในขณะนี้
” เจ้าพวกผู้ฝึกตนนอกรีตแสนน่ารังเกียจ! อยู่ต่อหน้าชาวเห
ยียนหวยังกล้าพูดจาสามหาวเช่นนี้ เจ้าคางคกขึ้นวอ ช่างไม่
ประมาณตนเสียจริง! ถึงแม้รูปลักษณ์จะดูดีมากเพียงใด แต่ก็ไม่
สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจอันโสมมของพวกเจ้าได้ จักรพรรดิ
โบราณให้โอกาสขยะอย่างพวกเจ้าได้มีโอกาสแข่งขันกับพวกเรา
แต่ชาติพันธุ์อันต่ำต้อยอย่างพวกเจ้า เมื่อเทียบกับชาวเหยียน
หวงเรา ก็เป็นแค่เศษเดนไร้ค่าที่จะทำลายเมื่อใดก็ได้! ” ชวี่
เฟิงอวี๋ ก่นด่าสาปแช่งด้วยโทสะ
เมื่อเห็นนางบันดาลโทสะเช่นนี้ ฝั่ายตรงข้ามก็หัวเราะ
จากนั้นจินฉงฮวนก็กล่าวขึ้นว่า ” สาวน้อยเอ๋ย หลังจากเจ้าพ่าย
แพ้ให้แก่เราแล้ว ข้าจะให้เจ้าคุกเข่า แล้วจงพูดประโยคนี้อีกร้อย
ครั้ง มิฉะนั้นเราจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่ ”
จากคำพูดของมันชัดเจนแล้วว่า พวกมันต้องการสร้างความ
อัปยศให้แก่โอรสเล่อ ถึงแม้ว่าในเวลานี้ อู่ อวี้ จะมอบซากศพ
ของมดสีทองเข้มให้ แต่พวกมันก็คงไม่ยอมรามืออยู่ดี
ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ โอรสเล่อกระทำได้เพียงหันไป
ถาม อู่ อวี้ เท่านั้น
“เจ้าจัดการได้หรือไม่?”
ตั้งแต่ต้นยันจบ อู่ อวี้ มิได้พูดสิ่งใดแม้แต่คำเดียว เขารู้
จุดประสงค์ของอีกฝั่ายตั้งแต่แรกแล้ว ด้วยสถานการณ์ในยามนี้
คงไม่อาจหลีกเลี่ยงการต่อสู้ได้ เขาไม่สนว่าตนเองจะเป็นชาวเห
ยียนหวง ไม่คำนึงว่าตนเองจะมีศักดิ์ฐานะใด หรือรู้สึกว่าตนเอง
เป็นชาวเหยียนหวง เหมือนเจ้านครจักรพรรดิเพลิง สิ่งเดียวที่เขา
คิดอยู่ในยามนี้ก็คือ ” ข้าไม่แน่ใจ แต่คงต้องลองสู้ดูก่อน โอรส
เล่อไม่ต้องไปพูดไร้สาระกับพวกมัน เจ้าเจ็ดตัวนี้ปล่อยให้เป็น
หน้าที่ของพวกเราสามคนเอง ”
แน่นอนว่า 3 คนในที่นี้ รวมตัวเขา หนานซาน หวางเยว่
กับ เย่ซีซี ด้วย
” ข้าจะช่วยด้วย ” ชวี่ ห้าวเหยียน กล่าวกับ อู่ อวี้
” อย่าเลย เดี๋ยวเจ้าจะเสียหน้าเปล่า ๆ ”
หากสู้กันในสถานที่เปิด กลุ่มของ อู่ อวี้ คงไม่ใช่คู่มือของคน
ทั้ง 7 แน่ แต่สภาพแวดล้อมในยามนี้ค่อนข้างสับสนปันปั่วน ซึ่ง
ถือเป็นเรื่องดีสำหรับ อู่ อวี้ กับ หนานซาน หวางเยว่ อย่างไรก็
ตามถึงแม้พวกเขาจะไม่ตกเป็นฝั่ายพ่ายแพ้ก็ตาม แต่ก็ติดปัญหา
ในเรื่องการเอาชนะคู่ต่อสู้อยู่ดี
แม้ว่ายามนี้ ชวี่ ห้าวเหยียน จะรู้สึกเจ็บใจ ทว่าเขากลับ
กระทำได้เพียงยืนนิ่งเท่านั้น
” หนานซาน กับ ซีซี ร่วมมือกันจัดการกับคนห้าคนที่เหลือ
อาจจะลำบากสักหน่อย ซีซีจงพยายามปกปั้องตนเองไว้
เปั้าหมายของเจ้าไม่ใช่การเอาชนะคู่ต่อสู้ แต่ทำอย่างไรให้ตนเอง
ปลอดภัยที่สุด ” อู่ อวี้ พูดแจกแจง
“ ไม่มีปัญหา แล้วเจ้าล่ะจัดการกับเจ้าสองตัวนี้ได้หรือไม่?”
หนานซาน หวางเยว่ กล่าวขึ้น ขณะหันไปมองจินฉงฮวน กับ
เซินกู่เฮยเหริน
อู่ อวี้ ยิ้มอย่างเย็นชาแล้วพูดขึ้นว่า ” ถึงไม่ชนะ แต่ข้าก็ไม่
ปราชัยอย่างแน่นอน ” เขามีพลังอิทธิฤทธิ์อยู่มากมาย
โดยเฉพาะเมฆาตลบฟั้า ในสภาพแวดล้อมที่สับสนวุ่นวายเช่นนี้
หากพวกมันต้องการเอาชนะ อู่ อวี้ คงยากเย็นแสนเข็ญไม่น้อย
เสมือนดั่งปีนปั่ายขึ้นสวรรค์เลยทีเดียว
น่าเสียดายที่ เต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดารา ต้องคอยปกปั้อง
กลุ่มของโอรสเล่อ ทำให้เขาสูญเสียกำลังรบไปมาก หากไม่มี
โอรสเล่อ อู่ อวี้ คงรู้สึกเกียจคร้านเกินกว่าจะมาวุ่นวาย หรือ
เกี่ยวข้องกับคนทั้ง 7 นี้
ฟุบ…
พวกเขาปรากฏกายขึ้นด้านนอกวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์
พร้อมกับร่างกลืนสวรรค์ ผู้มีเรือนผมสีขาวและดวงเนตรสีโลหิต
ร่างกลืนสวรรค์ถือจับพิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิง แผ่กลิ่นอายหนาว
เย็นออกมาถึงขีดสุด ราวกับอสูรร้ายก็มิปาน
ส่วน หนานซาน หวางเย่ว กับ เย่ซีซี ที่อยู่อีกด้านหนึ่ง อู่ อวี้
มิได้กังวลแม้แต่น้อย เพราะนางกับแมวหมื่นผสานเมื่อรวมร่าง
เข้าด้วยกันแล้ว ความแข็งแกร่งก็จะยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ถึงแม้จะปราชัย ก็สามารถจำแลงร่างเป็นทรายทมิฬเพื่อหลบ
เลี่ยงหลีกหนีได้ ด้วยสภาพแวดล้อมอันสับสนโกลาหลเช่นนี้ นาง
สามารถถูกพัดพาไปได้ในชั่วพริบตา ดังนั้นซีซีจะไม่มีทางได้รับ
บาดเจ็บอย่างแน่นอน
ทางด้านของ หนานซาน หวางเยว่ เขามีเนตรปีศาจและ
พลังอิทธิฤทธิ์อยู่มากมายหลากหลายชนิด ถึงแม้ฝั่ายตรงข้ามจะ
มีคนมากกว่า แต่ก็ไม่อาจทำอันใดกับเขาได้ สิ่งเดียวที่เขารู้สึก
กังวลคือพวกมันอาจไม่ติดกับ แล้วมุ่งมั่นไล่ตามโจมตีวงเวทเจ็ด
ดาราพิทักษ์ต่อไป ซึ่งนั่นอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้
” แค่พวกเจ้าสามคน? แล้วเจ้าหลานชายทั้งสี่ที่อยู่ด้านหลัง
ล่ะ หลบซ่อนตัวเป็นเต่าหัวหดไม่ยอมออกมางั้นหรือ? ” จินฉง
ฮวนกล่าว พร้อมกับหัวเราะขึ้นอีกครั้ง
อู่ อวี้ ตอบไปว่า ” จัดการกับลูกกระจ๊อกอย่างพวกเจ้า ไฉน
จะต้องให้ถึงมือของพระโอรส? แค่พวกเราสามคนก็มากพอที่จะ
จัดการกับคนถ่อยอย่างพวกเจ้าได้แล้ว ”
เซินกู่เฮยเหริน ตอบสวนกับกลับมาว่า ” ข้าได้ยินว่าเจ้า อู่
อวี้ มีชื่อเสียงเลื่องลือระบือนามเสียยิ่งกว่า โอรสเล่อ ยิ่ง
สถานการณ์เช่นนี้แล้ว ข้าว่าโอรสเล่อของเจ้าคงต้องหากระโปรง
สตรีมาใส่แล้วล่ะ ใจมดอะไรเยี่ยงนี้ เจ้าคิดจะพลิกเบี้ยล่างให้
กลายเป็นเบี้ยบนเช่นนั้นหรือ? คนดีมีฝีมืออย่างเจ้าไฉนจึงยอมก้ม
หัวให้กับโอรสเล่อไม่ได้ความผู้นี้? ”
ดูเหมือนคนที่มีท่าทางเย็นชา จะไม่ได้ด้อยปัญญาแต่อย่างใด
วาจาที่มันเปล่งออกมาค่อนข้างน่ากลัวมากทีเดียว
” ผู้แข็งแกร่งย่อมไม่พูดจาเหลวไหล จงแสดงฝีมือที่แท้จริง
ออกมาเ ” อู่ อวี้ ถือจับบพลองฟั้าเพลิงผลาญเก้าทัณฑ์เตาหลอม
ไว้ในมือ จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นร่างจำแลงเซียนวานร
ปลดปล่อยแรงกดดันปั่าเถื่อนอหังการแผ่กระจายออกไปทั่วทุก
แห่งหน
” ไม่เลวเลยทีเดียว หากเราสามารถเอาชนะชายผู้มีชื่อเสียง
โด่งดังก้องไปทั่วทั้งโลกหล้าได้ เท่ากับว่าพวกเราเจ็ดพี่น้องก็จะมี
ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกหล้าด้วยเช่นกัน ” จินฉงฮวนหัวเราะ
ออกมาอย่างพึงพอใจ
เวลานี้พายุทรายกำลังโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง มีก้อนหิน
น้อยใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนปลิวว่อนอยู่ทั่วทุกแห่งหน อู่ อวี้ กับ
หนานซาน หวางเยว่ ได้ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะโจมตีกันทันที
เมื่อรวมร่างกลืนสวรรค์เข้าไปแล้วเท่ากับว่าพวกเขามีกำลังรบอยู่
ทั้งหมด 4 คน แน่นอนว่าสำหรับ อู่ อวี้ แล้วการรับศึกแบบ 1
ต่อ 2 มิใช่ปัญหาแต่อย่างใด ฉับพลัน หนานซาน หวางเยว่
ปลดปล่อยพลังของเนตรปีศาจมายา จนคนทั้งห้าตกเข้าสู่ห้วง
แห่งความสับสนโกลาหลทันที
หลังจากนั้น เต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดารา ก็ฝั่าวงล้อมออกห่าง
จากระยะการต่อสู้ เพื่อไม่ให้โอรสเล่อโดนลูกหลงจากการต่อสู้
ครั้งนี้ และ เพื่อความปลอดภัยของพระโอรสด้วย ทำให้ อู่ อวี้
สามารถสังหารพวกมันได้อย่างถนัดมือหน่อย
” หนานซาน หวางเยว่ , เย่ซีซี ช่วยกันสู้ ” อู่ อวี้ ตะโกน
บอก พร้อมกับจ้องมองไปยังคู่ต่อสู้ด้วยสายตาดุดัน
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทั้งสองจึงยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ
ด้วยเพราะพวกเขาคิดว่าชีวิตนี้ช่างสั้นนัก ไม่อาจรู้ได้ว่าใน
ภายภาคหน้าตนเองจะสามารถกลายเป็นเซียนอมตะได้หรือไม่
แต่ในยามนี้พวกเขาในต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ซึ่งกันและกัน ทุก
สรรพสิ่งนอกจากนี้ก็หาได้สำคัญอีกต่อไป
“ฆ่า! ”
“ฆ่า! “