กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1040: ดาบมารสะบั้นหัว รางแยกหยาดโลหิต
ตราบใดที่วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์ยังแข็งแกร่งดีอยู่ อู่ อวี้ ก็
จะอยู่ในตำแหน่งที่ไร้พ่ายไม่เพลี่ยงพล้ำ
ถ้าเกิดวิกฤตอันตรายร้ายแรงขึ้น เต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดารา
เองก็มีพลังฝีมือร้ายกาจไม่เบาเช่นกัน ต่อให้มี 1 หรือ 2 คนรุกไล่
โจมตีเข้าใส่วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์ ก็คงไม่อาจสร้างอันตราย
คุกคามต่อเต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดาราได้
หากไม่ใช่เพราะจอมเกาทัณฑ์วิญญาณถูกปล่อยไว้ที่พิภพ
ปีศาจบรรพกาล ปั่านนี้คงออกมาช่วยเหลือซุ่มโจมตีฝังตรงข้าม
อย่างลับ ๆ แม้ว่าจะไม่อาจสร้างภัยคุกคามกับ เซินกู่เฮยเหริน
และ จินฉงฮวน แต่ก็ถือเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงให้กับคน
ทั้งห้า
ทันใดนั้นร่างต้นและร่างแยกของ อู่ อวี้ ก็ผนึกกำลังพุ่งเข้า
ต่อสู้โรมรันกับศัตรูอย่างดุเดือดทันที
สถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างชุลมุนจนเขาไม่สามารถเข้าไป
ช่วยเหลือหนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี ทำได้เพียงแค่คอย
เหลือบมองเป็นครั้งคราวเท่านั้น ครั้งสุดท้ายที่เขาเหลือบมองการ
ต่อสู้ของ หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี เขาก็มั่นใจว่าทั้งสอง
สามารถรับมือกับคู่ต่อสู้ได้อย่างสบายมาก
สำหรับคนที่ต้องรับมือกับคู่ต่อสู้หนักที่สุดในตอนนี้ก็คือ อู่
อวี้!
บอกตามตรงว่าปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้ก็คือ คู่ต่อสู้ทั้งสอง
ของเขาเป็นชาวมารฟั้าชั้นสูงที่มีฝีมืออยู่ในระดับสามภัยพิบัติ
ค้นหาเต๋าขั้น 4 ซึ่งเปรียบได้กับ เสวี้ย ตู๋เค่อ[1] กับ เย่โม่เค่อ[2]
ชาวมารฟั้าทั้งหมดใช้ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ทั้งเคล็ด
วิชาเต๋าและพลังอิทธิฤทธิ์ล้วนจัดอยู่ในระดับชั้นเลิศแทบทั้งสิ้น
ก่อนการต่อสู้จะเริ่มขึ้น เซินกู่เฮยเหรินเห็นว่า อู่ อวี้
แปรเปลี่ยนกลายเป็นเซียนวานรทองคำ มันก็แสดงท่าทางเย้ย
หยันดูถูกเหยียดหยามออกมาอย่างเห็นได้ชัด
” พลังอิทธิฤทธิ์ของเจ้าคือการจำแลงร่างเช่นนั้นหรือ? ล่ำ
ลือกันว่ามันทรงพลังมาก แต่ดู ๆ แล้วช่างดุร้ายปั่าเถื่อนเสีย
เหลือเกิน ตอนแรกข้าคิดว่าหน้าตาจะดูดีกว่านี้เสียอีก ดูสิมันมอง
มาที่ข้าด้วย ”
มันถอยไปเบื้องหลังเล็กน้อย โดยให้จินฉงฮวนที่อยู่ด้านหน้า
สกัดกั้นขัดขวาง อู่ อวี้ กับ ร่างแยกเอาไว้ หลังจากนั้นร่างเซินกู่
เฮยเหรินก็บังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง
“ร่างจำแลงเทพมารหมื่นทรชาติ”
ผู้ฝึกตนนอกรีตบางส่วนมักอยู่ในวิถีมาร พวกมันไม่มีสำนึก
ผิดถูกชั่วดี เหตุผลที่มาฝึกฝนบำเพ็ญเพียรมีเพียงเปั้าหมายเดียว
เท่านั้นนั่นก็คือ พลัง แต่เพียงเปั้าหมายเดียวนี้มันก็ทำบาปทำ
กรรมไม่รู้จักจบสิ้นฆ่าคนตกตายไปเป็นเบือ หรือแม้กระทั่งการ
ปิตุฆาตสังหารบิดามารดาก็ยังไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพวกมัน
เพื่อฝึกฝนและเพิ่มพลังอำนาจของพลังอิทธิฤทธิ์ แม้จะต้อง
สังหารผู้คนนับล้านชีวิต แต่พวกมันก็มิได้ลังเลหรือกะพริบตา
แม้แต่น้อย ดังนั้นพลังอิทธิฤทธิ์ที่ เซินกู่เฮยเหริน แสดงให้เห็นอยู่
ในยามนี้ อาจเป็นดั่งที่กล่าวมาข้างต้น
ร่างกายของมันยามนี้ดูเสมือนกับเทียมฟั้าจรดดินของ อู่ อวี้
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงร่างกายของมันขยายใหญ่อย่าง
ต่อเนื่อง ระหว่างที่ร่างกายของมันขยายใหญ่เกราะศาสตราเต๋า
วิถีแท้สุดยอดวิญญาณก็ขยายใหญ่ตามไปด้วย ภาพลักษณ์ของ
มันในตอนนี้เรียกได้ว่าน่าเกลียดเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถ
แลเห็นได้อย่างชัดเจนว่า หลังจากร่างกายของมันขยายใหญ่ขึ้น
ถึง 5 จั้ง ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา หรือแม้กระทั่งคอ บนผิวสีเข้มของ
มัน ล้วนปรากฏโฉมหน้าของมารร้ายอันแสนน่าเกลียดน่ากลัวปก
คลุมไปทั่วทุกแห่งหน เรียกได้ว่ารูปลักษณ์ของมันน่าเกลียดมาก
ที่สุดตั้งแต่ อู่ อวี้ เคยเห็นมา
กล่าวได้ว่าร่างนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายชั่วร้ายอย่างแท้จริง
ใบหน้าของอสูรกายเหล่านี้ยังคงแสยะยิ้มอย่างน่าสยดสยอง อีก
ทั้งยังปลดปล่อยปราณสีดำออกมาจาก หู ตา ปาก จมูก ของมัน
อย่างต่อเนื่อง
แต่ละใบหน้าของมารร้ายล้วนสามารถแสดงอารมณ์ของ
ตนเองได้อย่างอิสระ ส่งผลให้สภาพของเซินกู่เฮยเหรินในยามนี้ดู
ไม่ต่างจากกองซากศพก็มิปาน คาดว่าหากมนุษย์ธรรมดาสามัญ
แลเห็นร่างของมันแล้วละก็ คงรู้สึกหวาดกลัวจนสิ้นสติไปเป็นแน่
อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงพลังความแข็งแกร่งของชายผู้นี้
ในช่วงเวลานั้นเอง ภายในมือขนาดใหญ่ของมันก็ปรากฏ
ดาบยาวสีดำขึ้น ดาบยาวนี้นำมาซึ่งบรรยากาศแสนหนักหน่วง
และความคลุ้มคลั่งกระหายโลหิตอย่างไร้สิ้นสุด ตรงด้ามจับมี
ศีรษะของมนุษย์ห้อยอยู่ ซึ่งดู ๆ แล้วเหมือนว่ามันยังมีชีวิตอยู่
เพียงแค่กดออกมา ศีรษะนั้นก็กรีดร้องตะโกนขึ้นว่า ” ชาวเหยียน
หวง? ข้าตัดหัวของเจ้าได้หรือไม่? อาาา∼ ข้าอยากตัดหัวชาวเห
ยียนหวงเสียเหลือเกิน ”
ฝั่ายตรงข้าม มีศาสตราที่ดูน่าขนพองสยองเกล้าของเป็น
อย่างยิ่ง
” ข้ารู้จักดาบนั้น… มันมีชื่อว่า ดาบมารสะบั้นหัว เจ้าเตรียม
ตัวเตรียมใจเอาไว้ มันจะเน้นโจมตีที่หัวของเจ้าเป็นพิเศษ ” หมิ
งซวงกล่าวอย่างเย็นชา
ถึงนางจะกล่าวออกมาเช่นนี้ก็ไม่ได้ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกเกรง
กลัวแต่อย่างใด
เมื่อเทียบกับเซินกู่เฮยเหริน ร่างจำแลงของจินฉงฮวนมี
ขนาดเล็กกว่ามาก มันหยิบกระบี่ยาวออกมา บนคมมีดมีเส้น
โลหิตอยู่สายหนึ่ง เมื่อถือกระบี่นี้อยู่ในมือยิ่งทำให้จินฉงฮวนดู
เปล่งประกายหล่อเหลามากยิ่งขึ้น ส่วนเส้นโลหิตที่อยู่บนคมมีด
ก็ดูเสมือนดั่งอสรพิษก็มิปาน เพียงมองปราดเดียว อู่ อวี้ ก็เห็นได้
อย่างชัดเจนว่าวงเวทที่ประทับอยู่บนใบกระบี่ไม่ได้ด้อยไปกว่า
ดาบมารสะบั้นหัวแต่อย่างใด กล่าวได้ว่าศาสตราทั้งสองชิ้นล้วน
เป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณชั้นสูงทั้งสิ้น
” ร่างแยกงั้นหรือ ข้าก็มีเช่นกัน ” จินฉงฮวน แลมองร่าง
กลืนสวรรค์ที่ยืนอยู่ข้างกายของ อู่ อวี้ ด้วยสีหน้าดูถูกเหยียด
หยาม คราแรกเซินกู่เฮยเหรินก็เลียนแบบเทียมฟั้าจรดดินของ อู่
อวี้ แต่ในเวลานี้มันกลับต้องการเอาชนะร่างแยกของ อู่ อวี้ มัน
จึงใช้กระบี่กรีดนิ้วของตนเอง ครู่ต่อมาก็มีโลหิตสีขาวหยดลงมา
ทันใดนั้นโลหิตทั้งห้าหยดก็ขยายตัวและเปลี่ยนแปลงไปอย่าง
รวดเร็ว เพียงชั่วอึดใจมันก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นจินฉงฮวนห้า
ร่าง ยืนอยู่เคียงข้างกับร่างหลัก เท่ากับว่ายามนี้มีจินฉงฮวนอยู่
ทั้งหมดหกคน ซึ่งเสมือนจริงเป็นอย่างยิ่ง
” ดูเหมือนว่า ‘ ร่างแยกหยาดโลหิต ’ ของข้าจะดีกว่าร่าง
แยกของเจ้า? ” จินจงฮวนยิ้มอ่อนอย่างมีเลศนัย หลังจากเยาะ
เย้ยเป็นที่เรียบร้อยสายตาของมันก็เหลือบมองไปที่เซินกู่เฮยเหริน
แล้วทั้งสองต่างก็พยักหน้าให้กัน
” ข้าต้องการให้พวกมันคุกเข่า แล้วเรียกข้าว่าท่านปูั่ดี
หรือไม่? ” จินฉงฮวนหัวเราะ
” ทำเช่นนั้นไม่ได้ ต้องเรียกข้าว่าท่านปูั่ด้วย ”
” คราวนี้แหละชาวเหยียนหวงจะได้รู้จักท่านปูั่ทั้งสองอย่าง
พวกเรา เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะให้พวกมันตะโกนเรียกพวกข้าสัก
100 ครั้ง แล้วค่อยปล่อยมันไป ”
คำพูดถากถางประชดประชันไร้สาระของพวกมัน หาได้ทำ
ให้ อู่ อวี้ สะทกสะท้านแม้แต่น้อย อีกฝั่ายยังคงลีลาตีฝีปากไป
เรื่อยเปือย ด้วยความเกียจคร้านจะรอคอย อู่ อวี้ จึงพุ่งเข้าโจมตี
พวกมันทั้งสองทันทีโดยไม่เอื้อนเอ่ยวจี
“เขตแดนอัคคีตัดสวรรค์!”
ทันใดนั้น ท่ามกลางดวงเนตรทั้งสอง พลังอำนาจแห่งเนตร
เพลิงก็ระเบิดโพล่งออกไปทันที ความจริงแล้วผู้ฝึกตนนอกรีต
ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเบี่ยงเบนไปทางธาตุหยินอันหนาวเย็น
ดังนั้นพวกมันจึงรู้สึกหวาดกลัวพลังอิทธิฤทธิ์และเคล็ดวิชาเต๋า
ของชาวเหยียนหวงซึ่งเป็นธาตุหยางมาก เขตแดนอัคคีตาสวรรค์
ถูกปลดปล่อยออกไปด้วยความเร็วประดุจดั่งอสนีบาต ดวงเนตร
ทั้งสองเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับดวงตะวัน ชั่วใจนั้นเองเปลว
เพลิงทองคำก็ก่อตัวเบื้องล่าง จินฉงฮวน กับ เซินกู่เฮยเหริน ที่
กำลังหัวเราะเยาะเย้ยอยู่ ดวงเนตรสีทองขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น
บนทะเลทรายด้านล่าง และ เหนือท้องนภา เฉกเช่นดังสวรรค์
เบิกเนตรก็มิปาน ท่ามทกลางโลกแห่งพายุทรายนี้ เซินกู่เฮยเหริน
กับจินฉงฮวน ถูกดวงเนตรขนาดใหญ่ปิดล้อมไวอย่างสมบูรณ์!
ทันใดนั้นดวงเนตรทั้งสองก็ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวราวกับมี
ชีวิตอยู่ เสาเพลิงถูกปล่อยออกมาจากบนและล่าง อัคคีสองสาย
อัดกระแทกเข้าใส่ตรงจุดกึ่งกลาง ลุกโหมกระหน่ำโชติช่วง
ชัชวาลราวกับวันโลกาวินาศก็มิปาน
ตูม!
อัคคีทองคำพิโรธ ลุกโหมกระหน่ำ ปกคลุมไปทั่วทั้งท้อง
เวหา
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสังหารฝั่ายตรงข้ามด้วยเขตแดนอัคคีตัด
สวรรค์ ในระหว่างที่พวกมันทั้งสองกำลังถูกเขตแดนอัคคีตัด
สวรรค์แผดเผา พวกมันก็รีบใช้พลังอิทธิฤทธิ์หลบหนีออกมาจาก
เขตแดนทันที ส่งผลให้พวกมันทั้งสองไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนัก
อย่างไรก็ตามด้วยพลังอำนาจอันรุนแรงของเขตแดนทำให้ร่าง
แยกหยาดโลหิตของจินฉงฮวน ที่มั่นอกมั่นใจนักหนานั้นถูกบด
ขยี้ทำลายจนไม่เหลือซาก เรื่องนี้ทำให้จินฉงฮวนมีโทสะเดือด
ดาลเป็นอย่างยิ่ง
” อย่าคิดว่าตนเองจะได้เปรียบ ข้าจะให้ ‘กระบี่สยบโลหิต’
ได้ลิ้มลองชีวิตของเจ้า! ”
อู่ อวี้ เป็นคนเรียบง่าย แต่เมื่อถึงเวลาต่อสู้เขาจะดุดัน
เด็ดขาดเสมอ เวลานี้เขาตอบโต้ตอบกลับด้วยร่างอวตารนอกวิถี
นับหมื่น ชั่วขณะที่พวกมันกระโจนออกมาจากจากเขตแดนอัคคี
ตัดสวรรค์ ก็แลเห็นร่างอวตารของ อู่ อวี้ นับหมื่นแผ่กระจายปิด
ล้อมอยู่รอบทิศทาง พร้อมทั้งจับจองมองมายังพวกมันด้วย
สายตาเย็นชา
“เคล็ดเนตรเทวะเดียวดาย!”
เมื่อเรียกร่างอวตารนอกวิถีออกมาแล้ว ก็ใช้ออกด้วยเคล็ด
วิชาเต๋าชนิดใหม่ ‘เคล็ดเนตรเทวะเดียวดาย’ จากวิหารบัญญัติ
เต๋าปีศาจโจมตีฝั่ายตรงข้ามทันที
พลังอิทธิฤทธิ์ของ อู่ อวี้ มีสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวิชาเนตร ซึ่ง
เคล็ดวิชาเต๋านี้ก็เช่นกัน แต่ครั้งนี้ทรงพลังกว่าเดิมมาก ดวงเนตร
ของร่างอวตารนับหมื่นที่ล้อมรอบพวกมันไว้ เปล่งประกายแสง
เจิดจ้า ก่อตัวเป็นกลุ่มแสงหนาแน่น แน่นอนว่า อู่ อวี้ ร่างต้นก็
เป็นแบบนั้นเช่นเดียวกัน เพียงชั่วอึดใจที่ชาวมารฟั้าทั้งสองหลบ
เลี่ยงออกจากเขตแดนอัคคีตัดสวรรค์ เคล็ดเนตรเทวะเดียวดายก็
ถูกปลดปล่อยออกไปทันที ลำแสงสองสายที่ดูเฉกเช่นดั่งกระบี่อัน
แหลมคม ถูกปลดปล่อยออกจากดวงเนตรของร่างอวตาร ด้วย
เพราะมีอยู่สองดวง ลำแสงกระบี่จึงมีอยู่สองหมื่นเล่ม แล้วทันใด
นั้น มันก็พุ่งทะลวงแทงเข้าใส่ร่างของเซินกู่เฮยเหริน กับ จินฉง
ฮวนทันที
” นี่มันอะไรกัน! ”
พึ่งหลบเลี่ยงจากการโจมตีของ อู่ อวี้ ไปแล้วคราหนึ่ง แต่
ทันใดนั้นพวกมันก็ถูกโจมตีซ้ำอีกครั้ง สิ่งเดียวที่พวกมันทำได้ใน
ยามนี้ก็คือพยายามปั้องกันการโจมตีหมายเด็ดชีพของ อู่ อวี้
อย่างสุดความสามารถเท่านั้น
แต่พวกมันกลับลืมร่างกลืนสวรรค์ของ อู่ อวี้ ไปเสียสนิท
” พิรุณวิบัติกระบี่สมุทรทมิฬ! ”
หลังจากร่างอวตารนับหมื่นของ อู่ อวี้ ปลดปล่อยเคล็ดวิชา
เต๋าออกไป ทันใดนั้นร่างกลืนสวรรค์ที่ลอยอยู่เหนือท้องเวหา ก็
โบกสะบัดพิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิงในมือ คมกระบี่น้ำแข็งทมิฬ
ก่อรูปเป็นพิรุณกระบี่นับหมื่น ขณะที่เคล็ดเนตรเทวะเดียวดาย
ส่องสว่างเจิดจ้าปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน ห่าพิรุณกระบี่จำนวน
นับไม่ถ้วน ก็โปรยปรายมปลายลงมา ปักแทงแช่แข็งอาณาเขต
ไปนับหมื่นลี้!
เซินกู่เฮยเหริน กับ จินฉงฮวน ที่กำลังพยายามปั้องกันเคล็ด
เนตรเทวะเดียวดายยังสุดฤทธิ์สุดเดช กลับถูกพิรุณวิบัติกระบี่
สมุทรทมิฬแช่แข็งทันที โดยเฉพาะเซินกู่เฮยเหริน เนื่องจากว่า
มันมีร่างกายใหญ่โตเกินไป ส่งผลให้บัดนี้ทั่วทั้งร่างของมันปก
คลุมไปด้วยกระบี่ทมิฬเยือกแข็งจำนวนนับไม่ถ้วน ร่องรอย
บาดแผลโลหิตบนร่างของมัน ล้วนแห้งเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว
เสมือนดั่งต้นพฤกษาที่เหี่ยวเฉา
เฉกเช่นเดียวกับจินฉงฮวน โลหิตไหลทะลักออกมาจาก
บาดแผลทั่วร่างของมัน จากชายหนุ่มที่เคยเปียมล้นไปด้วยความ
สง่างามก่อนหน้านี้ ปัจจุบันร่างกายกลับเหี่ยวแห้งราวกับคนแก่
ชรา นี่คือผลจากเคล็ดเนตรเทวะเดียวดาย ปัจจุบันร่างพวกมัน
ทั้งสองถูกแช่แข็งจากกระบวนท่าโจมตีของร่างกลืนสวรรค์
ชวี่ เฟิงอวี๋ ที่อยู่ภายในวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์ยังไม่คลาย
วิตกกังวลจนวินาทีสุดท้าย นางเตรียมจะเอ่ยถามโอรสเล่อด้วย
ความวิตกกังวลว่า อู่ อวี้ กับพรรคพวกทั้งสองจะไม่พ่ายแพ้ใช่
หรือไม่ แม้ว่าการต่อสู้จะยังไม่จบ แต่ภาพฉากที่ปรากฏขึ้นเบื้อง
หน้า ก็มากพอที่จะปิดปากนางให้เงียบสนิทเสียที
ตูมมมม!
เพียงชั่วพริบตาที่พิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิง ปลดปล่อยพิรุณ
กระบี่ทมิฬโจมตีเข้าใส่ เซินกู่เฮยเหริน กับ จินฉงฮวน พวกมันทั้ง
สองก็ใช้กระบี่กับดาบของตนเอง ตวัดฟาดฟันแหวกเปิดทาง
หลบเลี่ยงหลีกหนีกันออกไปคนละทิศคนละทางในทันที!
โดยไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยวาจจาด อู่ อวี้ จ้องมองเข้าไปใน
ดวงตาของพวกมันทั้งสอง ก็รู้ได้อย่างชัดเจนว่าเวลานี้พวกมันทั้ง
สองนั้นอับอายขายขี้หน้ามากมายเพียงใด เซินกู่เฮยเหรินเดือด
ดาลเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้ามารร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่บนร่าง
ของมันกำลังกรีดร้องคำรามด้วยโทสะเดือดดาลถึงขีดสุด ขณะที่
มันอ้าปากหมอกควันสีดำทมิฬก็พวยพุ่งออกมาปากของพวกมัน
เมื่อหมอกควันสีดำเหล่านี้ถูกสายวาโยพัดพาไปบนอากาศ ยาม
หมอกต้องสัมผัสก้อนศิลา กรวดทรายเหล่านั้นก็ถูกทำลายทันที!
หากไม่ไล่ล่าติดตามบดขยี้ศัตรูให้สิ้นซาก ย่อมไม่ใช่ อู่ อวี้
อย่างแน่นอน เมื่อเซินกู่เฮยเหรินฝั่าออกมาจากน้ำแข็งทมิฬ เงา
ร่างอันใหญ่โตของ อู่ อวี้ ก็พุ่งดิ่งลงมาจากเหนือศีรษะมัน พร้อม
กับพลองฟั้าเพลิงผลาญในมือที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงเก้าสี
ถึงแม้ว่าฝั่ายตรงข้ามจะมีชุดเกราะปั้องกันร่างกายเอาไว้อย่าง
แน่นหนา แต่ อู่ อวี้ ก็เชี่ยวชาญในการต่อสู้ระยะประชิดเป็น
อย่างที่สุด พลองฟั้าเพลิงผลาญในมือถูกตวัดฟาดลงไปใน
ฉับพลัน ไม่ว่าก้อนศิลาหรือเม็ดทรายใดที่ไม้พลองเคลื่อนผ่าน ก็
จะถูกบดขยี้แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในบัดดล!
ตูมตูมตูม!
ชั่วอึดใจนั้นเอง อู่ อวี้ พลองฟั้าเพลิงผลาญก็อัดกระแทกเข้า
ใส่ร่างของอีกฝั่าย ภายใต้การโจมตีอันแสนเด็ดขาดเหี้ยมโหด
ฝั่ายตรงข้ามกระทำได้เพียงถอยร่นไปอย่างต่อเนื่อง อู่ อวี้ ไม่ว่า
จะเป็นแขน หรือใบหน้าของมารร้ายที่กำลังกรีดร้องโหยหวน
ออกมาอย่างสุดแสนเวทนา ล้วนถูก อู่ อวี้ บดขยี้ทำลายจนสิ้น
ส่วนด้านของร่างกลืนสวรรค์ก็ลงมือปิดฉาก จินฉงฮวน ด้วย
เช่นกัน!
………………
[1] เสวี้ย ตู๋เค่อ (ชายชราหนึ่งในสามมือสังหาร