กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 104 : ซุมโจมตีจากรอบทิศทาง
ทุกผู้คนสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในเวลา
นี้มีเทพมังกรเพลิง 4 ตัว ขดพันเป็นเกลียวอยู่รอบ
พลองพิชิตมารในมือของ อู่ อวี้ ได้เข้าปะทะกับ
เคล็ดวิชาเต๋ากระบี่ของ หนี่ หงอี้ อย่างรุนแรง!
แสงสีทอง ปะทะกับ แสงสีแดง ส่องสว่างเจิดจ้า
เรืองรองไปทั่วทุกทิศทาง ในช่วงเวลานั้นเอง แสงสี
ทองก็ปลดปล่อยอำนาจสะกดข่มอันเหนือล้ำยิ่ง
กว่า อำนาจพลังทำลายล้างที่สูงเสียดฟั้าได้ทำลาย
วิชาสังหารจนสิ้น เมื่อรวมกับพละกำลังมหาศาล
จากกายเนื้อของ อู่ อวี้ ศาสตราเต๋าของ หนี่ หงอี้
มิอาจต้านรับการโจมตีอย่างหนักหน่วงรุนแรง จน
ปลิวกระเด็นหลุดลอยออกไป จาก หนี่ หงอี้ ขณะนี้
นางได้ปราชัยในการต่อสู้แล้ว!
พิรุณโลหิตสาดกระจายจางหาย อู่ อวี้ ควงพลอง
พิชิตมารในมือ พร้อมกับจี้ปลายพลอง ไปยัง
ตำแหน่งลำคอของ หนี่ หงอี้ เห็นได้อย่างชัดเจนว่า
หาก อู่ อวี้ ต้องการสังหารนาง ปั่านนี้นางคงได้ตก
ตายไปแล้ว
“เจ้านี่ไม่เบาเลยจริง ๆ ”
อู่ อวี้ จ้องมองร่างกายของตนเอง แท้จริงแล้วใน
ยามนี้ บนร่างของเขาปรากฏล่องลอยกระบี่ขึ้น
มากมาย บาดแผลทั้งหมดนี้ เกิดจากปราณกระบี่
ของเคล็ดวิชาเต๋า ‘คมโลหิตเริงระบำ’
อย่างไรก็ตามการโจมตีวงกว้างเช่นนี้ ปลดปล่อย
เพียงปราณกระบี่ออกมา มิใช่กระบี่จริง ๆ มันจึง
ทำได้แค่ สร้างรอยบาดแผลให้กับผิวหนังของ อู่
อวี้ เท่านั้น ภายในร่างกายของเขามีพระพุทธรูป
‘วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร’ ประทับอยู่ภายใน
ล่องลอยปราณกระบี่บนร่างกายของเขา ก็มิต่าง
อะไรจากหนามที่ถูกแทงเข้าไปในเหล็กกล้า เป็นสุด
ยอดโลหะที่มีความแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าในโลก
มนุษย์นี้
นี่คือความแข็งแกร่งทนทานของกายาเพชรอมตะ
ในตอนนี้ ความแข็งแกร่งทนทานของกายาเพชร
อมตะ เมื่อนำมาเทียบเคียงกับ ‘มหาเคล็ดวิถีเทียน
เซียน’ มันมีความแข็งแกร่งกว่ามาก
ด้วยภาพอันน่าตกตะลึงที่อยู่เบื้องหน้านี้ ทำให้ที่นี่
เกิดความเงียบขึ้นอย่างฉับพลัน
อู่ อวี้ ปักพลองพิชิตมารลง จากนั้นก็หันจ้องมอง
ไปยัง หลาน สุ่ยเยว่ ท่าทางการแสดงออกของนาง
ในตอนนี้ คล้ายคลึงกับครั้งล่าสุดที่นางถูก อู่ อวี้
จูบอย่างไม่เต็มใจ สีหน้าไร้ชีวิตชีวา ดวงตาเศร้า
โศกเสียใจ ราวกับว่าโลกนี้พังทลายลง เฉกเช่นมี
ระเบิดครั้งใหญ่เกิดขึ้นในชีวิตของนาง
” ข้าจะพูดอีกครั้ง ข้าไม่เกรงกลัวการยั่วยุใด ๆ
จากเจ้า เพราะหลังจากนี้ข้า อู่ อวี้ จะทิ้งเจ้าไว้
เบื้องหลัง ตลอดช่วงชีวิตของเจ้า เจ้าไม่มีโอกาสได้
มีชัยเหนือข้าอีก”
อู่ อวี้ หมุนควงพลองพิชิตมารแนบชิดไว้เบื้องหลัง
ในเวลานี้ หนี่ หงอี้ ไม่เหลือเรี่ยวแรงพอที่จะลุกขึ้น
ยืน สีหน้าเศร้าโศกเสียใจ แฝงไปด้วยความไม่
ยินยอม
” หนี่ หงอี้ เจ้าพ่ายแพ้ให้กับ อู่ อวี้ แล้ว ฉะนั้นจาก
นี้ไป อย่าได้มายุ่มย่ามวุ่นวายกับเขาอีก” ศิษย์ที่
ไม่ได้อยู่ฝั่ายเดียวกับนางกล่าวขึ้น ตอนนี้ทุกคน
ต่างรู้ดีว่า คนที่แข็งแกร่งที่สุดไม่ใช่ หนี่ หงอี้ อีก
ต่อไป แต่คน ๆ นั้นคือ อู่ อวี้
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ปรารถนาจะออกค้นหารากฐาน
เซียนเพียงลำพัง แต่จู่ ๆ หมีทมิฬ ก็กระโจนเข้ามา
ทำให้ทุกอย่างวุ่นวายยุ่งเหยิงไปหมด แต่ในเวลานี้
ทุกอย่างได้รับการแก้ไขแล้ว ดังนั้นเขาจึงกล่าว
อำลาทุกคน “ศิษย์พี่ทั้ง 5 ข้าขอขอบคุณทุกท่าน
กับความช่วยเหลือครั้งนี้ ในอนาคต หากพวกท่าน
ต้องพบเจอปัญหาอันใด โปรดบอกกล่าวแก่ข้า แต่
ในหุบเขาโชคชะตาเซียนแห่งนี้ ข้าปรารถนาที่จะ
ออกค้นหารากฐานเสียงเพียงลำพัง ข้าไม่อยาก
รบกวนพวกท่าน”
“ศิษย์น้อง อู่ อวี้ เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่ร่วมกับ
เรา?”
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” พวกท่านได้ยื่นมือเข้า
ช่วยเหลือข้า หากอยู่กับพวกท่าน แล้วเราได้ไปพบ
เจอกับรากฐานเซียน ข้ารู้สึกอับอายที่จะต่อสู้กับ
พวกท่าน ”
เหล่าฝูงชนต่างหัวร่อกันเสียงดัง
ทุกคนต่างเข้าใจดีในเหตุผลของเขา หาก อู่ อวี้ ได้
ตัดสินใจแล้ว พวกเขาก็จะไม่ก้าวก่าย เพียงแต่
พวกเขากังวลว่าการจะปล่อยให้ อู่ อวี้ ไปเพียง
ลำพังนั้น อาจจะถูก ปีศาจหมีทมิฬ เล่นงานเอาได้
“ท่านมั่นใจได้เลยหากข้าอยู่เพียงลำพัง แล้วต้อง
พบเจอกับมัน ข้าจะหาทางหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเป็น
อันตรายอันใหญ่หลวง ข้าจะกระตุ้น ยันต์เพลิง
แดงทะยานฟั้าทันที”
หลังจาก อู่ อวี้ กล่าวจบ เขาก็พาดทองพิชิตมารไว้
บนไหล่ แล้วเดินจากไปเพียงลำพัง โดยไม่แยแสสี
หน้าไร้ชีวิตของ หลาน สุ่ยเยว่ แม้แต่น้อย ไม่นาน
นักร่างของเขาก็หายก็เข้าไปในหมู่เมฆหมอก ช่าง
ดูองอาจสมชายชาตรีอย่างแท้จริง
“หงอี้”
หลาน สุ่ยเยว่ และ อีกสามคนกล่าวขึ้นด้วยใบหน้า
ขาวซีด จากนั้นก็เข้าไปพยุงร่างของ หนี่ หงอี้ ขึ้น
เนื่องจากว่านางถูก อู่ อวี้ ฟาดพลองเข้าใส่หน้าอก
ทำให้ใบหน้าของนางในตอนนี้ซีดเผือดเช่นกัน มี
เพียงวิญญาณเซียนเท่านั้น ถึงจะสามารถรักษา
อาการบาดเจ็บของนางได้ แต่การรักษาก็ต้องใช้
ระยะเวลาหนึ่งในการฟืนตัวด้วยเช่นกัน
” ข้าต้องสังหารมัน ถึงจะสามารถปล่อยวาง
ความแค้น และ ความเกลียดชังในหัวใจของข้าลง
ได้ ! ” หลาน สุ่ยเยว่ กล่าวขึ้นด้วยดวงตาแดงก่ำ
” อู่ อวี้ แข็งแกร่งมาก อีกทั้งการฝึกตนของเขา
อย่างรวดเร็วอย่างยิ่ง ข้าเกรงว่าการจะสังหารเขา
… ” ศิษย์ชุดน้ำเงินกล่าวขึ้นด้วยท่าทีหวาดกลัว
บางส่วน
หนี่ หงอี้ กล่าวขึ้นทันทีว่า “มันคิดผิดที่บังอาจก็ทำ
ตัวเย่อหยิ่งจองหอง ถ้าหากมันติดตามศิษย์ 5 คน
นั้นไป เราก็คงไม่มีโอกาส แต่ตอนนี้มันกลับเดิน
ออกไปเพียงลำพัง นี่มันตั้งใจท้าทายพวกเราทั้ง 4
คนชัด ๆ พวกเจ้ายังจะรออะไรกันอยู่อีก!”
” ใช่แล้ว มันบังอาจท้าทายเราทั้ง 4 คน ถ้าเราไม่
อาจสังหารมันได้ จากนี้ภายในนิกายกระบี่สวรรค์
แล้วเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน! ” หลาน สุ่ยเยว่ ขบ
ฟันแน่น พร้อมกับหันจ้องมองไปยังทิศทางที่ อู่ อวี้
เดินจากไป
“จับตัวมันให้ได้!”
ทั้ง 4 คนไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาอะไรออกมามากนัก
และ รีบเร่งติดตาม อู่ อวี้ ไป
“เราต้องเข้าไปหยุดพวกนางหรือไม่?”
ศิษย์ทั้ง 5 คนต่างหันมามองหน้ากันและกัน พวก
เขาต่างคิดขึ้นมาเหมือนกันว่า ควรจะหยุด หลาน
สุ่ยเยว่ หรือไม่ เพราะอย่างไรพวกเขาก็เป็นศิษย์
ร่วมนิกายเดียวกัน
“อู่ อวี้ กล้าออกไปเพียงลำพัง อีกทั้งเขาควรจะรู้ว่า
พวกนั้นกำลังไล่ติดตามไป ข้าเชื่อว่าเขาแข็งแกร่ง
มากพอ ถึงแม้พวกนางจะร่วมมือกัน ก็คงไม่ง่ายที่
จะจัดการเขาได้ ข้าคิดว่า พวกเราควรไปหา
รากฐานเซียนกันดีกว่า อย่างไรพวกเขาก็เป็นศิษย์
ของท่านเจ้านิกาย และ ผู้พิทักษ์สูงสุด หากเราเข้า
ไปยุ่งเกี่ยวมากเกินไป อาจจะไม่เป็นผลดี ”
คนทั้ง 5 ต่างหันมาพูดคุยกันเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่ม
ออกค้นหารากฐานเซียน
หุบเขาโชคชะตาเซียนนั้นมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล
อีกทั้งพวกเขายังไม่พบเบาะแสของรากฐานเซียน
แม้แต่น้อย ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจร่วมมือกัน
เพื่อหาปีศาจอีก 2 ตน ซึ่งน่าจะมีโอกาสมากกว่า
หมีทมิฬ
……
“ไม่คาดคิดว่า ‘วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร’ จะทรงพลัง
ขนาดนี้ ข้าซึ่งอยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับ 3
แต่ หนี่ หงอี้ หาใช่คู่ต่อสู้ของข้าแม้แต่น้อย”
“ข้าไม่แน่ใจว่า ระหว่างความแข็งแกร่งของข้า
ในตอนนี้ กับผู้ฝึกตนที่ทำการปลูกฝังรากฐานเซียน
แล้วอย่าง ‘ศิษย์พี่ซู’ เมื่อเทียบกันแล้ว ใครจะ
แข็งแกร่งมากกว่ากัน?”
อู่ อวี้ คาดหวังอย่างเลือนลางว่า จะสามารถ
เทียบเคียงได้กับ ซู หยานหลี่ ซึ่งเป็นเปั้าหมายของ
เขามาตลอด และบัดนี้เขาได้รับมรดกสืบทอดของ
เทพเซียนอมตะ ทำให้ตัวของเขานั้นมีความกล้า
หาญเพิ่มขึ้นสูงมาก
“ข้าควรค้นหาปีศาจจิ้งจอกอีกครั้ง ข้าต้องจัดการ
นาง ตราบใดที่สามารถควบคุมนาง การค้นหา
รากฐานเสียงก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบาก”
อู่ อวี้ หันมองไปรอบ ๆ
“มีคนตามข้ามา”
แค่เดินออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็กลับสัมผัสได้
ว่ามีคนตามมา
เมื่อหันมองย้อนกลับไป ก็พบว่ามีการเคลื่อนไหว
ผ่านเมฆหมอกกำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
” คงเป็นพวกของ หลาน สุ่ยเยว่ แม้ว่าตอนนี้ หนี่
หงอี้ จะได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ยังคงพยายามติดตาม
ไล่ล่าสังหารไม่เลิกลา คนพวกนี้ไม่เห็นโลงศพไม่
หลั่งน้ำตากันเลยจริง ๆ เห็นที่หนนี้ข้าคงจะต้อง
ส่งคนเหล่านี้ออกจาก หุบเขาโชคชะตาเซียน ”
นั่นก็เป็นเพราะว่า อู่ อวี้ มี วัชระแก่นแท้ธรรมสูตร
ซึ่งทำให้ร่างกายของเขาเปรียบได้ดั่งเหล็กกล้าที่ไม่
มีวันถูกทำลาย จึงเป็นเรื่องยากที่อีกฝั่ายจะทำ
อะไรเขาได้ เขาจึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวคน
เหล่านี้อีกต่อไป ต่อให้จะขนกันมาเป็นกองทัพก็
ตาม นอกจากคนเหล่านี้จะทำอะไรเขาไม่ได้แล้ว
เพราะขนาด ลำนำสายรุ้ง ตัวเขาเองก็ยังฉีก
กระชากมันอย่างง่ายดายมาแล้ว
ในยามนี้หมอกหนาทึบฟุั้งกระจายไปทั่ว
ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็สัมผัสได้ถึงอันตราย
ฉับพลัน บุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
ร่างของบุรุษผู้นี้ค่อย ๆ เห็นได้อย่างแจ่มชัดขึ้น
เขาคือชายผิวดำร่างใหญ่ มันก็คือ หมีทมิฬ ! มัน
จ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยสายตาที่ดูราวกับพยัคฆ์กำลัง
จับจ้องเหยื่อ
“เจ้าตามข้ามา!”
หมีทมิฬ คือปีศาจแข็งแกร่งมากที่สุดใน หุบเขา
โชคชะตาเซียน หากผู้ใดบังเอิญต้องพบเจอมันเข้า
สิ่งเดียวที่ต้องทำคือรีบหาหนทางหลบหนี ในขณะ
นี้มันค่อย ๆ ก้าวขาทีละก้าว เข้าไปหา อู่ อวี้
สัมผัสอันตรายครอบงำในฉับพลัน
” ปีศาจหมีทมิฬ กลับตามข้าเพียงคนเดียว ? โชค
ร้ายหรืออะไรกันเนี่ย? ”
เขาคาดว่า หลังจากที่หมีทมิฬทำการหลบหนี คง
ไปไม่ได้ไกลนัก หลังจากนั้นมันก็หันมาเล่นงานเขา
แต่ว่า หมีทมิฬ กลับยังไม่รีบร้อนลงมือแต่อย่างใด
มันครุ่นคิดขณะจ้องมองไปที่ อู่ อวี้ พร้อมกับกล่าว
ว่า ” ตกลงเจ้าคือคน หรือ ปีศาจกันแน่ แล้วเหตุ
ใดภายในกายเจ้าถึงมีเลือดปีศาจของ ‘ท่านผู้นั้น’
ไหลเวียนอยู่ ”
มันเป็นเรื่องค่อนข้างแปลก เมื่อ อู่ อวี้ กลายร่าง
เป็นร่างจำแลงเซียนวานร มันทำให้เขาเป็นเหมือน
ปีศาจ แต่ก็ไม่ใช่ปีศาจ ซึ่งทำให้มีทมิฬอยากรู้ว่า
‘ท่านผู้นั้น’ เป็นใครกันแน่ ?
อู่ อวี้ เผชิญหน้ากับมัน แล้วกล่าวอย่างสงบว่า ”
ในเมื่อเจ้ายังไม่บอกว่า ‘ท่านผู้นั้น’ เป็นใคร แล้ว
ข้าจะรู้ได้อย่างไร ?”
อู่ อวี้ เห็นหมีทมิฬพูดบางอย่างแปลก ๆ กับเขา
มันทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่ามันต้องมีปัญหาอะไร
บางอย่าง แต่เขาก็คิดไม่ออกว่ามันคืออะไร
แต่เพราะ หมีทมิฬ ไม่ค่อยฉลาดนัก มันทำได้แค่
ยืนเกาหัวของตัวเองด้วยความสงสัยงุนงง ไม่ว่ามัน
จะพยายามครุ่นคิดมากแค่ไหนก็ตาม จากนั้นก็คิด
ขึ้นกับตัวเองว่า ” ถ้าตามคำสั่งของท่านผู้นั้น ข้า
ทำแค่เพียงจับตัวของเจ้าเด็กประหลาดนี่เอาไว้
ไม่ให้มันวิ่งหนีไปไหนก็พอ”
หมีทมิฬ ไม่รู้ว่าจะตามหาติดต่อปีศาจวานรได้ที่
ไหน รู้แต่เพียงว่าผู้อาวุโสได้สั่งให้เหล่าผู้ฝึกตน
กระจัดกระจายกันออกไป และจับตัว อู่ อวี้
กลับไปให้เขา ซึ่งก่อนหน้านี้ มันไม่สามารถทำให้
เหล่าผู้ฝึกตนกระจัดกระจายกันไปได้สำเร็จ ดังนั้น
การจับตัว อู่ อวี้ ในยามนี้ จึงถือเป็นการทำคุณไถ่
โทษ
หมีทมิฬไม่ตอบ อู่ อวี้ มันได้แต่จ้องมองเขาด้วย
ดวงตาที่เบิกกว้าง
” หากเจ้าไม่เอ่ยอะไรออกมา ข้าก็จะไปแล้ว ”
ในเวลานี้ อู่ อวี้ เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
บางอย่าง เขารีบหันมองไปรอบ ๆ จากนั้นเขาก็พุ่ง
ทะยานเข้าไปในหมู่เมฆหมอกทันที
ในเวลานั้นเอง หมอกที่อยู่เบื้องหน้าของเขาก็เริ่ม
สั่นไหว พร้อมกับจิตสังหารที่พวยพุ่งออกมาอย่าง
รุนแรง
ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า หรือ ด้านหลังล้วนอันตราย!
ฟรึบ!
ม่านหมอกที่อยู่เบื้องหน้า ในเวลายามนี้มีคน 4 คน
วิ่งออกมา ทั้ง 4 คนนี้คือกลุ่มของ หลาน สุ่ยเยว่ ที่
ไล่ล่าติดตาม อู่ อวี้ พวกเขารีบกระจายตัวออก
อย่างรวดเร็ว แล้วสกัดกั้นเส้นทางหลบหนี ตรง
บริเวณด้านหน้าของ อู่ อวี้ อย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ของ อู่ อวี้ เวลานี้ ด้านหน้าคือศัตรู
ด้านหลังคือปีศาจ
เท่ากับว่าเวลานี้ เส้นทางที่เขาสามารถหลบหนีได้
ก็มีเพียง ด้านซ้าย และ ขวาเท่านั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะมีหมีทมิฬอยู่ด้วย อู่ อวี้ คงจะ
จัดการ หลาน สุ่ยเยว่ ให้สิ้นซาก
ดูเหมือนว่ากลุ่มของ หลาน สุ่ยเยว่ จะยังไม่เห็น
หมีทมิฬ
ภายในจิตใจของ อู่ อวี้ พลันเกิดความคิดขึ้นมา
อย่างฉับพลัน!
” อู่ อวี้ ถึงเวลาตายของเจ้าแล้ว ”
ทั้งสี่คนไม่พูดให้มากความ แต่พวกเขาชักกระบี่
และ ศาสตราเต๋าเตรียมสังหาร
คนทั้งสี่ ยืนล้อมรอบ อู่ อวี้ เอาไว้ 4 ทิศทาง พร้อม
กับแผ่จิตสังหารออกมาอย่างรุนแรง
อู่ อวี้ หยิบพลองพิชิตมาร พร้อมกับแผดเสียง
คำรามออกมา จากนั้นก็กลายเป็นแสงสีทอง พุ่ง
เข้าโจมตี
” หลาน สุ่ยเยว่ เจ้าคอยสร้างปัญหาให้กับข้า
อย่างไม่หยุดหย่อน คราวนี้ข้าจะทำให้เจ้าเกิด
ความรู้สึกที่อยากจะตายมากกว่าการมีชีวิต!”
อู่ อวี้ คำรามลั่น การต่อสู้ในครั้งนี้รุนแรงมาก ถือ
เป็นการต่อสู้ที่ต้องแลกด้วยชีวิต
ปังปังปัง!
ฉับพลันพื้นดินด้านหน้าก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ
ความสนใจของ หลาน สุ่ยเยว่ และ พรรคพวก มุ่ง
อยู่ที่ อู่ อวี้
เมื่อขณะที่ อู่ อวี้ พุ่งเข้าไปใกล้ เขาได้เปลี่ยน
ทิศทางอย่างกระทันหัน ก่อนหน้านี้เขาแสร้งว่าจะ
เข้าโจมตีสาวกชุดเขียวเป็นอันดับแรก แต่หลังจาก
นั้นเขากลับวิ่งฝั่าพุ่งไปด้านหลัง แล้วพุ่งเข้าไปใน
สายหมอกอย่างรวดเร็ว
” อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้ ! ”
หลาน สุ่ยเยว่ รู้อยู่แล้วว่า อู่ อวี้ จะต้องทำแบบนี้
แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะสายไปเสียแล้ว
ในขณะพวกเขากำลังจะหันกลับไปตามไล่ล่า อู่ อวี้
แต่แล้วภาพที่อยู่เบื้องหน้า ก็ต้องทำให้พวกเขา
ถึงกับผงะ เพราะด้านหน้าของพวกเขาในเวลานี้ มี
ชายร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านอยู่ ชายผู้นี้ก็คือ หมี
ทมิฬ!
“อ๊ะ!”
ดวงตาของพวกเขาทั้ง 4 เบิกโพลงด้วยความตก
ตะลึง เพราะในเวลาตรงด้านหน้าของเขาก็คือ หมี
ทมิฬ สีหน้าของพวกเขาซีดเผือดด้วยความตก
ตะลึง
พวกเขาไม่เคยล่วงรู้มาก่อนว่า หมีทมิฬ กำลังไล่ล่า
ตัว อู่ อวี้ อยู่
ตอนนี้พวกเขาคิดว่าตัวเองดวงซวยเป็นอย่างมาก
ที่ต้องมาเจอหมีทมิฬที่นี่!
ท่ามกลางกลุ่มของพวกเขาทั้ง 4 หนี่ หงอี้ ผู้
แข็งแกร่งที่สุดกลับได้รับบาดเจ็บ ส่วน หลาน สุ่ย
เยว่ ก็มีพลังอยู่แค่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้น
ที่ 4 เท่านั้น กลุ่มของพวกเขาในตอนนี้ไม่มีทางที่
จะจัดการกับ หมีทมิฬ ได้แน่ หากว่ามีการต่อสู้
เกิดขึ้น เห็นที่ว่าพวกเขา คงจะต้องออกจากหุบเขา
โชคชะตาเซียน
ในขณะนั้น หลาน สุ่ยเยว่ ก็โกรธจนน้ำตาเล็ด
ออกมา
“แยกกันหนีเร็ว!”
การที่พวกเขาใช้วิธีนี้ก็เนื่องจากว่า หมีทมิฬ จะ
ติดตามได้แค่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
หากผู้ใดถูกไล่ล่า ก็ถือว่าเป็นความโชคร้ายของคน
ผู้นั้นไป และ คงต้องเปิดใช้งาน ‘ ยันต์เพลิงแดง
ทะยานฟั้า ‘ เพื่อออกจาก หุบเขาโชคชะตาเซียน
แล้วค่อยกลับมาที่นี่ใหม่ในปีหน้า
ถ้าพวกเขาไม่มัวแต่ให้ความสนใจกับ อู่ อวี้ พวก
เขาก็จะสังเกตเห็นว่าหมีทมิฬอยู่ที่นี่ด้วย แต่ในยาม
นี้ไม่มีหนทางอื่นอีก นอกเสียจากพวกจะแยกตัว
หลบหนี ด้วยวิธีนี้จะช่วยได้ถึง 3 คน
พวกเขาได้ทำข้อตกลงกันเอาไว้ว่า ไม่ว่าจะ
หลบหนีไปยังแห่งหนใด พวกเขาก็จะกลับมา
รวมตัวกันที่ สระมรกต
ส่วนเรื่องของ อู่ อวี้ คงจะต้องเอาไว้ภายหลัง
หลังจากที่หลบหนีได้แล้ว
หลาน สุ่ยเยว่ ตอบสนองได้ไวมากที่สุด ทันทีที่นาง
เห็น หมีทมิฬ นางจึงรีบออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว ให้
พวกนางทั้ง 4 แยกตัวกันหลบหนี โดยให้กระจาย
ตัวกันออกไปคนละทิศคนละทาง
พวกเขาทุกคนไม่รีรอต่อไป จากนั้นก็รีบหลบหนี
ทันที!
จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีผู้ค้นพบรากฐานเซียนแต่อย่าง
ใด แล้วผู้ใดอยากจะออกไปกันเล่า ?
“โอ๊!”
ในกลุ่มของพวกเขาทุกคน หนี่ หงอี้ นั้นได้
โหวกเหวกโวยวายออกมาด้วยความตื่นกลัว ทำให้
หมีทมิฬ จึงไล่ตามนางไป ด้วยความหวาดกลัว
หวาดผวาอย่างสุดขีด นางจึงรีบหยิบ ‘ ยันต์เพลิง
แดงทะยานฟั้า ‘ ถือเอาไว้ในมือ เพื่อเตรียมพร้อม
ใช้งานเสมอ นางจะได้ออกจากที่นี่อย่างปลอดภัย
” หนีเร็ว! หนีเร็ว! ”
นางเปลี่ยนทิศทางอย่างต่อเนื่อง เมื่อนางหัน
ย้อนกลับไปมอง หมีทมิฬ ก็พบว่ามันได้หายไปเสีย
แล้ว
” ไม่ตามมา ? ” หนี่ หงอี้ หอบหายใจถี่รัวรุนแรง
นางยังคงเจ็บปวดบาดแผลที่อยู่บนหน้าอก หน้าตา
ของนางซีดเผือด
” ข้าไม่รู้ว่า หลาน สุ่ยเยว่ จะสามารถหลบหนีได้
หรือไม่ ” นางชักเริ่มเป็นห่วง แล้วเตรียมตัวที่จะ
กลับไป
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากข้างหลัง
” คนสวย เชิญพักผ่อนอยู่ที่นี่ก่อน ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ