กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1042: กลืนไมเขาคายไมออก
อันที่จริง อู่ อวี้ ยังไม่ค่อยทราบความสามารถ
ของกระบี่สยบโลหิต
สำหรับ ‘ดาบมารสะบั้นหัว’ มันเหมาะกับร่าง
กลืนสวรรค์เป็นอย่างมาก แต่ อู่ อวี้ ร่างต้นคงไม่
กล้าใช้มันแน่
หากสะบั้นหัวของศัตรูพลาดพลั้ง ตัวเขาก็จะ
ตกเป็นฝั่ายถูกสังหารเสียเอง
แน่นอนว่าร่างกลืนสวรรค์นั้นไม่กลัวที่จะตัด
ศีรษะตนเอง แม้ว่าเขาจะไม่อาจสังหารฝั่ายตรง
ข้ามได้ แต่อย่างมากสุดก็แค่ตัดศีรษะตนเอง
เท่านั้น แน่นอนว่าดาบมารสะบั้นหัวมีอำนาจ
ทำลายล้างที่สูงล้ำยิ่ง มันอาจทำให้ร่างกลืนสวรรค์
ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่เขาก็สามารถฟืน
คืนกลับมาด้วยการกลืนกินเพียงเล็กน้อยเช่นกัน
ตอนนี้ดาบมารสะบั้นหัวตกอยู่ในมือเขาแล้ว
แต่เขาก็เห็นว่ากระบี่สยบโลหิตของจินฉงฮวน
น่าสนใจมากเช่นกัน หากอีกฝั่ายไม่ยอมมอบให้แต่
โดยดี เขาก็จะไม่สุภาพกับมัน
อารมณ์ปัจจุบันของจินฉงฮวน แตกต่างจาก
ก่อนหน้านี้ราวฟั้ากับเหว ไม่เพียงพี่น้องดีที่สุดของ
มันต้องตายจากไป ซ้ำร้ายยังถูกอีกฝั่ายทำให้อับ
อาย คำพูดของ อู่ อวี้ มันหนักหนาสาหัสเกินไป
สำหรับมัน
ภายในนครมารมันได้รับฉายา ‘เจ็ดนายน้อย
แห่งนครมาร’ แล้วไฉนพวกมันต้องทนกับความอด
สูเยี่ยงนี้!
ส่งผลให้เวลานี้ดวงตาของมันมองแดงก่ำปาน
โลหิต ไม่มีทางที่พวกมันจะสงบจิตใจลงได้ ความ
โกรธแค้นที่อัดแน่นในอกกำลังจะระเบิดออกมาใน
ไม่ช้า แต่ อู่ อวี้ ยังมองพวกมันด้วยสายตาเย็นชา
อย่างที่สุด สายตาอันเย็นเยียบนี้ทำให้เตือน
ความจำของพวกมันว่าร่างของ เซินกู่เฮยเหริน
เพิ่งถูกทะเลทรายกลืนหายไปเมื่อไม่นานมานี้ ทำ
ให้ความโกรธแค้นสูญสลายหายไปจนหมดสิ้น
แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวขึ้นมาแทนที่
ดังนั้นมันจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
“ไป!”
มันเลือกวิธีหลบหนีช่างไร้ศักดิ์ศรีเสียจริง ๆ
ทว่า อู่ อวี้ ได้คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าก่อน
แล้ว ว่ามันต้องหลบหนีอย่างแน่นอน มันทำให้เขา
อดยิ้มอยู่ในใจอย่างช่วยไม่ได้ เพราะภายในเจดีย์
วิญญาณบรรพกาลเวลานี้สภาพแวดล้อมถูกปก
คลุมไปด้วยพายุสายอันแสนเลวร้าย คิดจะ
หลบหนีจากเงื้อมมือของ อู่ อวี้ ที่มีเมฆาตลบฟั้า
ช่างน่าขำขันเสียจริง ๆ พูดได้เพียงว่าด้วยความ
แข็งแกร่งของฝั่ายตรงข้ามยามนี้ มันยากเย็นเสีย
ยิ่งกว่าการปีนปั่ายขึ้นสวรรค์เสียอีก
นอกจากนี้พวกมันยังเฉลียวฉลาดอยู่บ้าง พวก
มันทั้ง 6 เลือกที่จะหลบหนีกระจายตัวออกไปคน
ละทิศคนละทาง แต่โดยธรรมชาติแล้วพวกมันก็
ต้องมาเจอกันอยู่ดี ซึ่งคาดว่าพวกมันคงต้องการ
หลอกล่อ อู่ อวี้ ให้หลงทิศ แล้วค่อยมารวมตัวกัน
ภายหลัง ซึ่งมันคงคิดอีกว่า เขาคงติดปัญหาเรื่อง
การคุ้มครองปกปั้องโอรสเล่อ ดังนั้นจึงไม่น่าจะไล่
ตามพวกมันมา
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นพวกมันคิดว่าคลื่นพายุ
ทรายก้อนกรวดที่เกิดขึ้นโดยรอบ ทำให้พวกมัน
ได้เปรียบอย่างยิ่ง ด้วยคลื่นพายุที่มีขนาดมหึมาทำ
ให้ช่วยบดบังวิสัยทัศน์จากการไล่ล่าของฝั่ายตรง
ข้าม แค่เพียงหลบหนีให้พ้นระยะสักเพียงเล็กน้อย
อีกฝั่ายก็ไม่สามารถติดตามได้แล้ว
โดยเฉพาะเมื่อหลบหนีไปตามทิศทางลม จะยิ่ง
ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว
แล้วทันทีที่พวกมันเริ่มหลบหนี เนื่องจากโอรส
เล่อมีเต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดาราคอยปกปั้องพิทักษ์
อยู่ อู่ อวี้ , หนานซาน หวางเยว่ , เย่ซีซี ก็ไม่
จำเป็นต้องพูดคุยสื่อสารอะไรกัน แต่ทั้งสามก็พุ่ง
ติดตามพวกมันไปในทันที
จินฉงฮวนคิดว่า อู่ อวี้ จะต้องสับสน เมื่อพวก
มันแยกย้ายกันหลบหนีเช่นนี้ แต่มันไม่คิดว่า อู่
อวี้ จะไล่ตามมันมาโดยไม่สนใจคนอื่น ๆ แม้แต่
น้อย
อู่ อวี้ ขี่เมฆาตลบฟั้าไล่ตามมันไป ความเร็วอยู่
ในระดับที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง จินฉงหวนเพิ่ง
หลบหนีออกมาได้ไม่ไกลนัก ทว่าเมื่อมันหันหลัง
กลับไป ก็รู้สึกเสียวสันหลังวูบเมื่อเห็นว่า อู่ อวี้
กำลังไล่มันมาติด ๆ ความหวาดกลัวนี้ครอบคลุม
จิตใจมันอย่างรวดเร็ว เป็นเวลานานมากแล้วที่มัน
ไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน
หวืด!
ทันใดนั้นเอง ชายร่างเล็กก็ปรากฏกายขึ้นเบื้อง
หน้ามัน บุคคลผู้นี้มีความสูงเพียงแค่ครึ่งฉือ
เท่านั้น ช่างน่าตกตะลึงยิ่ง คนผู้นี้ก็คือ อู่ อวี้
นั่นเอง นี่คือสภาวะความเร็วสูงสุดของเทียมฟั้า
จรดดิน ในรูปแบบที่ย่อตัวจนเล็กสุด
ชั่วอึดใจที่จินฉงฮวนแลเห็น อู่ อวี้ ก็พบว่าเขา
ได้แปรเปลี่ยนเป็นเซียนวานรร่างทองคำขนาด
มหึมา ยืนตระหง่านประจักษ์แก่สายตาของมัน
สกัดกั้นขัดขวางพวกมันพร้อมกับพลองฟั้าเพลิง
ผลาญในมือ
” ต้องทิ้งกระบี่สยบโลหิตไว้ที่นี่ก่อน เจ้าถึงจะ
ไปได้ ” อู่ อวี้ มองมันด้วยสายตาไร้ซึ่งความแยแส
เวลานี้จินฉงฮวนต้องการหลบหนีไปยังทิศทาง
อื่น แต่ทันใดนั้นเอง ร่างกลืนสวรรค์ของ อู่ อวี้ ก็
ปรากฏกายขึ้น พร้อมกับ หนานซาน หวางเยว่
และ เย่ซีซี บัดนี้พวกมันปิดล้อมพวกมันเอาไว้ทุก
ทิศทุกทาง ผู้ที่พวกมันคิดว่าจะปกปั้องวงเวทเจ็ด
ดาราพิทักษ์ก่อนหน้านี้ กลับมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
หมดแล้ว
ส่วนคนโอรสเล่อและคนอื่น ๆ ที่อยู่ภายในวง
เวทเจ็ดดาราพิทักษ์มิได้เอื้อนเอ่ยอันใด โดยเฉพาะ
ชวี่ เฟิงอวี๋ ที่หวาดกลัวจนตัวสั่น นางจ้องมอง อู่
อวี้ ราวกับทาสผู้ซื่อสัตย์ ซึ่งตอนนี้นางยอมรับใน
ความปากเสียแลความผิดพลาดอื่น ๆ ของตนเอง
โดยสิ้นเชิง ส่วนความรู้สึกที่นางมีต่อเขาในยามนี้
เต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใส
” อู่ อวี้ โอรสเล่อ! พวกเจ้ารังแกข้า คอยดูนะ!
พวกเราชาวมารฟั้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้! การ
แข่งขันภายในเจดีย์วิญญาณบรรพกาลจะจบลงใน
ไม่ช้า หากชาวมารฟั้า รู้ว่าพวกเจ้าดูถูกข้าแล้วละ
ก็ ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้ชดใช้หนี้แค้นครั้งนี้อย่าง
แน่นอน! ” จินฉงฮวนตะโกนโหวกเหวกโวยวาย
ภายในใจของมันนั้นหวาดกลัวอย่างที่สุด
“ หืมมมม∼ มากกว่าชาวเหยียนหวงอีกงั้น
หรือ?” อู่ อวี้ เกียจคร้านเกินกว่าจะมาฟังคำขู่ลม
ๆ แล้ง ๆ ของมันเต็มที อีกห้าคนที่หลบหนี
กระจายตัวออกไปพอเห็นจินฉงฮวนถูกล้อม ก็
ไม่ได้ย้อนกลับมาช่วยเหลือ ตอนนี้พวกมันทั้ง 5
ได้มารวมตัวอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ทว่าก็ไม่มีผู้ใดกล้าเสนอตัวออกมารับหน้าแทนจิ
นฉงฮวนแต่อย่างใด สีหน้าของพวกมันแต่ละคน
ตอนนี้แสดงออกแตกต่างกันไป พวกมันอ้างว่า
ตนเองเป็นเจ็ดนายน้อยแห่งนครมาร แต่เมื่อเห็นพี่
น้องกำลังประสบปัญหาอยู่ในวิกฤตอันตรายกลับ
ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แสดงให้เห็นว่าพวกมันมี
พฤติกรรมต่ำทรามไร้ซึ่งความสัตย์ การกระทำ
เช่นนี้ อู่ อวี้ รู้สึกว่ามันช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก
หนานซาน หวางเยว่ โจมตีอย่างรวดเร็ว การ
โจมตีครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้เนตรปีศาจมายา แต่ใช้ ‘บุป
ผาคันฉ่องจันทราวารี’ ด้วยเพราะเหมาะสมกับ
สภาพจิตใจของจินฉงฮวนในยามนี้เป็นอย่างยิ่ง
เมื่อภาพมายาที่แข็งแกร่งโจมตีเข้าใส่ จินฉงฮวน
ที่อยู่ในสภาวะอารมณ์ทั้งกังวลและหวาดกลัว ก็ยิ่ง
ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แล้วในช่วงเวลา
เดียวกันนั้นเอง ร่างกลืนสวรรค์ของ อู่ อวี้ ก็โจมตี
ใส่มันจากอีกด้านหนึ่ง
กล่ามตามตรง ด้วยสภาพของจินฉงฮวนใน
ขณะนี้ หากถูกพรรคพวกของ อู่ อวี้ ปิดล้อม มัน
ย่อมไม่มีโอกาสชนะแน่นอน เนื่องจากท้ายสุดแล้ว
อู่ อวี้ พึ่งพาความแข็งแกร่งของตนเองจัดการ
กับเซินกู่เฮยเหรินอย่างขาวสะอาด
นอกจากนี้ ‘บุปผาคันฉ่องจันทราวารี’ ของ
หนานซาน หวางเยว่ ยังช่วยสนับสนุนได้อย่างดี
เยี่ยม หากประสานร่วมมือกันกับเขา การสังหาร
ศัตรูก็ถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง เมื่อใดที่เขาใช้วิชา
ลวงตาควบคุมจิตใจของฝั่ายตรงข้าม อู่ อวี้ ก็จะใช้
‘เก้าทัณฑ์ผลาญฟั้าทลายอเวจี’ ทำลายศัตรูทันที
ไม่ว่าฝั่ายตรงข้ามจะมีสิ่งใดเก็บซ่อนเอาไว้ ภายใต้
การประสานงานและโจมตีอย่างฉับพลันของ อู่
อวี้ มันไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถของตน
แม้แต่น้อย หลังจากนั้นร่างกลืนสวรรค์ก็จะใช้
‘เวทหมื่นมังกรระบำกระชากสวรรค์’ บดขยี้ฝั่าย
ตรงข้าม ส่งผลให้ศัตรูถูกแช่แข็งจนกลายเป็นติมา
กรรมน้ำแข็งก้อนใหญ่ ไม่อาจขยับเขยื้อน
เคลื่อนไหวตกเป็นเปั้านิ่งให้เด็ดชีพสังหาร ซึ่งวง
เวทนี้เย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่า ‘พิรุณวิบัติกระบี่
สมุทรทมิฬ’
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงประสบความสำเร็จในการแย่ง
ชิง ‘กระบี่สยบโลหิต’ มาได้อย่างราบรื่น
ถึงแม้ อู่ อวี้ ร่างต้นจะไม่อาจใช้งาน ‘กระบี่
สยบโลหิต’ ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าเป็นร่างกลืน
สวรรค์แล้วละก็ พลังอำนาจของกระบี่สยบโลหิตนี้
หาได้ด้อยไปกว่าดาบมารสะบั้นหัวแม้แต่น้อย
หากร่างกลืนสวรรค์ควบคุมศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณทั้งสองชิ้นได้สำเร็จ พลังรบก็จะทะยาน
สูงสูงขึ้นอีกขั้น ถือเป็นความได้เปรียบอย่างใหญ่
หลวงในเจดีย์วิญญาณบรรพกาลนี้เลยก็ว่าได้
“ไสหัวไป!”
อู่ อวี้ เตะก้อนน้ำแข็ง ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง
ประมาณ 100 จั้ง ลอยละลิ่วออกไปยังทิศทาง
ของคนทั้ง 5 ด้วยขนาดที่ใหญ่โตมากเกินไป ส่งผล
ให้ระหว่างทางมีก้อนกรวดศิลามากมายอัด
กระแทกเข้าใส่มันอย่างต่อเนื่อง แต่มันก็ยังไม่อาจ
ทำลายก้อนน้ำแข็งที่ก่อรูปขึ้นมาจาก ‘เวทหมื่น
มังกรระบำกระชากสวรรค์’ ได้ เมื่อเห็นเช่นนั้น
หนังศีรษะของคนห้าก็ด้านชากันเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามด้วยอำนาจจากแรงปะทะอัน
มหาศาล พวกมันจึงทำได้เพียงหลบหนีแตก
กระเจิงกันไปเท่านั้น
เซินกู่เฮยเหริน กับ จินฉงฮวน คนทั้งสองเป็น
เสมือนดั่งพี่ใหญ่ของพวกมัน แต่บัดนี้หนึ่งคนตาย
และอีกหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ดังนั้นพวกมันจึง
ไม่กล้าอยู่ที่นี่อีกต่อไป ด้วยเพราะกลัวว่าสมบัติ
วิเศษของตนเองจะถูกฉกชิงไปจากร่างของพวก
มัน
ถึงแม้พวกมันจะเกลียดชัง อู่ อวี้ มากเพียงใด
แต่ความหวาดกลัวที่ต้องเผชิญหน้ากับ อู่ อวี้
ภายในจิตใจ ก็ยังคอยตามหลอกหลอนจนไม่อาจ
สลัดหลุดออกไปได้
ขณะนี้เอง อู่ อวี้ กับคนอื่น ๆ ก็กลับเข้าไป
ภายในวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์ ส่วนร่างกลืนสวรรค์
ที่อยู่ภายในเจดีย์ล่องกำเนิด จึงมีเวลาเหลือเฟือที่
จะทำความเข้าใจ ‘ดาบสะบั้นหัว’ กับ ‘กระบี่สยบ
โลหิต’ โดยเริ่มจากการปลดพันธสัญญาของผู้
ครอบครองก่อนหน้านี้ออกไป ส่วนกลุ่มของพวก
เขา ก็ทำตามเปั้าหมายเดิมด้วยการมุ่งค้นหาไข่มุก
ทองคำเหยียนหวง
” นอกจากชัยชนะครั้งใหญ่แล้ว ยังได้รับผล
กำไรเก็บเกี่ยวกลับคืนมา ข้าขอแสดงความยินดี
กับเจ้าด้วยจริง ๆ อู่ อวี้ ข้าไม่รู้ว่าจะขอบคุณเจ้า
อย่างไร แต่คงต้องพูดว่า การแข่งขันท้าทาย
ภายในเจดีย์วิญญาณบรรพกาลนี้ หากไม่มีเจ้าข้า
คงไม่สามารถกระทำอันใดได้ ข้าไม่สนว่าอนาคต
หลังจากนี้จะเป็นเช่นไร แต่เจ้าคือผู้ช่วยเหลือ
สนับสนุนคนสำคัญของข้า หากเราทำสำเร็จ
อาณาจักรโบราณเหยียนหวงก็จะเป็นของเจ้า ”
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วพูดว่า ” พระโอรสอย่าได้กล่าว
เช่นนั้น ข้าเพียงกระทำตามหน้าที่เท่านั้น ”
อย่างน้อย ๆ ตอนนี้เขาก็มีฐานันดรเป็นราช
อารักษ์เล่อ นอกจากนี้หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่
ซีซี ยังต้องพึ่งพาตนเองเพื่อลงหลักปักฐานอยู่ใน
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ดังนั้นการช่วยเหลือ
สนับสนุนโอรสเล่อ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
การที่โอรสเล่อกล่าวเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าเขา
ตระหนักถึงบทบาทของ อู่ อวี้ ได้อย่างชัดเจน
หากครั้งนี้ ชวี่ เฟิงอวี๋ ยังกล่าววาจาไร้สาระอีก
เขาก็จะไม่สุภาพด้วยอีกต่อไป ส่งผลใหบัดนี้กลุ่ม
สามคนที่เหลือพากันหุบปากสนิท เพราะพวกมัน
ต่างทราบดีว่าตนเองที่เข้ามาภายใน เจดีย์
วิญญาณบรรพกาล เป็นได้เพียงตัวถ่วง ที่ไม่อาจ
ช่วยเหลืออันใดได้แม้แต่น้อย
” เจ้าพบเห็นสิ่งใดบ้างหรือไม่? ข้ากวาดตา
มองดูจนทั่ว แต่ก็รู้สึกว่ามืดแปดด้านไปหมด ”
โอรสเล่อไม่ได้กล่าวถึงเรื่องก่อนหน้านี้อีกต่อไป
แต่เลือกที่จะกวาดสายตามองดูรอบ ๆ แล้วก็
ขมวดคิ้วเล็กน้อย
อู่ อวี้ ก็คิดเช่นนั้น
” โลกแห่งนี้กว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ผู้คนที่เข้า
มาในเจดีย์หลังจากเรา คงพบเจอปัญหา
เช่นเดียวกัน ติดอยู่ท่ามกลางวังวนแห่งพายุทราย
ไม่อาจหาทางออกได้ นอกจากเดินไปเบื้องหน้า
โดยอาศัยเพียงโชควาสนา ก็มีแค่ขึ้นไปด้านบน
หรือลงไปด้านล่างเท่านั้น แน่นอนว่าภายในพายุ
ทรายแห่งนี้ หากลงไปเบื้องล่าง การถูกกลบฝังก็
ถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง หากติดอยู่ภายในนั้นก็คง
เสร็จแน่ ดังนั้นทิศทางด้านบนจึงมีความเป็นไปได้
มากที่สุด บางทีมันอาจนำไปสู่เจดีย์วิญญาณบรรพ
กาลชั้นที่ 2 แต่อันตรายก็สูงขึ้นตามไปด้วย
โดยเฉพาะสายอัสนีทมิฬ หากโดนมันฟาดเข้าใส่
เราคงลำบากแน่ แต่นี่คือการผจญภัย ท่าน
สามารถรอดูจนกว่าจะมีใครขึ้นไป หรือใช้อีกวิธี
หนึ่ง นั่นก็คือให้ข้าขึ้นไปดูด้านบนคนเดียว แต่ข้า
กลัวว่าหลังจากที่ขึ้นไปแล้ว พวกเราจะพลัดหลง
กัน ”
นี่คือการคาดเดา และ ความกังวลของ อู่ อวี้
” เอาแบบนี้ก็แล้วกัน พวกเราลองค้นหากันอีก
ที ถ้าในระหว่างทางพบเจอใครเข้า ก็ลองถาม
ข้อมูลกับคนพวกนั้นดู ภายในการทดสอบนี้ มีชาว
เหยียนหวงมากมายเข้าร่วมด้วย เราลอง
แลกเปลี่ยนข้อมูลกับคนพวกนั้นดูก่อน ” โอรสเล่อ
กล่าว
อู่ อวี้ คิดว่าวิธีนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน พวกเขาจะ
ได้ไม่ต้องวิ่งวนไปวนมา อย่างอับจนสิ้นหนทาง
เช่นนี้ แน่นอนเขาตระหนักดีว่าถ้ามันมี 9 ชั้นจริง
ๆ คงเป็นไปได้ยากที่จะปรากฏไข่มุกทองคำเห
ยียนหวงขึ้นในชั้นแรก
เว้นเสียแต่ว่าไข่มุกทองคำเหยียนหวง จะอยู่
กับที่ไม่เคลื่อนไหวไปไหน
ดังนั้นพวกเขาจึงมุ่งหน้าเข้าไปในพายุทราย
ต่อไป ทั้งยังคอยหลบเลี่ยงก้อนหินกรวดทรายที่
พุ่งลงมาราวกับดาวตก ในช่วงเวลานั้นเอง อู่ อวี้
ร่างต้นก็ถูกดาวตกนั้นอัดกระแทกเข้าใส่หลายครั้ง
หลายหน ซึ่งมันก็รู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
ท่ามกลางความโกลาหลปันปั่วนของพายุทราย
สีเหลือง ทั่วทั้งโลกหล้ามีเพียงความสับสน
โกลาหลเท่านั้น