กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1047: โลกแหงเปลวเพลิง
เปรี๊ยงงงงง!
มีสายอัสนีเส้นหนึ่งฟาดผ่าลงมาด้วยความเร็ว
สูง ระดับความเร็วเทียบได้กับยามที่จอมเกาทัณฑ์
วิญญาณยิงศรก็มิปาน
ระหว่างที่ อู่ อวี้ ควบคุมพิมานจักรพรรดิเปั่ย
หมิงอยู่ เขาได้ย่อขนาดร่างให้เล็กลงมากที่สุดด้วย
เทียมฟั้าจรดดิน จากนั้นก็ใช้เคล็ดวิชาก้าวเทวะ
หลบเลี่ยงการโจมตีที่ประทั้งเข้ามา
ถึงกระนั้นสายอัคนีสีดำก็ยังฟาดผ่าลงมาบน
ร่าง ส่งผลให้ร่างครึ่งซีกของเขาด้านชาเป็นอัมพาต
ไปในบัดดล ถือว่ายังโชคดีที่มันไม่ได้ฟาดลงกลาง
ศีรษะของเขา
“ย๊ากกกก!”
อู่ อวี้ ยังคงหลบหลีกการโจมตีจากสายอัสนี
พุ่งทะยานขึ้นไปยังกระแสวังวนวารีสีทองอย่าง
ต่อเนื่อง โดยอัสนีสีดำที่กำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่นั้น
เป็นเสมือนดั่งอสรพิษที่คอยจับจ้องรอตะครุบ
เหยื่อ เขาไม่รู้ว่าตนเองขึ้นมาไกลแค่ไหนแล้ว แต่ที่
แน่ ๆ เขาได้ยินเสียงกรีดร้องอันแสนโหยหวนชวน
สังเวชของผู้ที่ถูกสายฟั้าฟาดผ่าดังแว่วมาอย่าง
ต่อเนื่อง
ในช่วงเวลาเช่นนี้ อู่ อวี้ ต้องมีสมาธิอย่างที่สุด
จิตใจเขาต้องจดจ่อแน่วแน่ เสมือนดั่งคำกล่าวที่ว่า
ตาดูเส้นทาง ทั้งหูสดับฟังเสียงแปดทิศ หนานซาน
หวางเยว่กับเย่ซีซีคอยช่วยเหลือเขาอยู่ภายในวง
เวทเจ็ดดาราพิทักษ์ โดยเฉพาะเขาที่เพ่งมองผ่าน
เนตรเพลิง ทำให้มองเห็นสายอัสนีได้อย่างรวดเร็ว
จึงได้เปรียบกว่าผู้อื่นเล็กน้อย แต่เป็นเพราะสาย
อัสนีฟาดผ่าลงมาด้วยความเร็วเหลือคณา จึงทำ
ให้ข้อได้เปรียบนี้มิได้มากมายเท่าใด
จนถึงตอนนี้สถานการณ์ที่ อู่ อวี้ ต้องแบกรับ
ถือว่ายังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ด้วยเพราะวงเวท
เจ็ดดาราพิทักษ์มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทำให้เขา
เกือบโดนโจมตีอยู่หลายครั้งหลายครา
หลังจากที่หลบหนีออกมาได้อย่างฉิวเฉียด
ภายในใจก็แอบคิดว่าตนเองโชคดีอยู่ไม่น้อย แต่
หลุดมาได้ไม่นานนัก ทันใดนั้นสายอัสนีสีดำก็
โจมตีเข้าใส่วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์อย่างจัง เปรี๊ยง
งง!!!! ด้วยการโจมตีที่รุนแรงส่งผลให้พิมาน
จักรพรรดิเปั่ยหมิงที่คอยดึงลากมาอยู่นั้น
กลายเป็นไร้ประโยชน์ขึ้นมาทันตา ด้วยเพราะ
เวลานี้วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์โดนสายอัสนีสีดำ
โจมตีเข้าอย่างจังครั้งหนึ่งแล้ว และสิ่งที่น่าตกใจ
ยิ่งกว่าวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์เกิดการพังทลาย
จำนวนวงเวท 1 ใน 10 ส่วนถูกทำลาย
ความเสียหายจำนวน 1 ใน 10 ส่วนที่ถูก
ทำลายทั้งหมด อยู่บนร่างของเต่าทองปีกเหล็ก
เจ็ดดารา
หากโดนโจมตีเช่นนี้อีกประมาณ 7 ถึง 8 ครั้ง
วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์จะต้องพังทลายลงอย่าง
แน่นอน ดูจากสภาพความเสียหายของเต่าทองปีก
เหล็กเจ็ดดารา คาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาพักฟืน
หลายวันทีเดียว
อู่ อวี้ ย่อมไม่ต้องการให้วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์
ถูกทำลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่แล้ว มิฉะนั้นพวก
เขาจะไม่สามารถไปถึงฝังฝัน หากอยู่ที่นี่ก็
เหมือนกับการนั่งรอความตายเท่านั้น ที่สำคัญยิ่ง
ไปกว่านั้นก็คือ ถือเป็นเรื่องยากที่เขาจะปกปั้อง
ชีวิตของโอรสเล่อและเหล่าผู้ติดตามของเขาได้
การโจมตีดังกล่าวทำให้คนอื่น ๆ ตกตะลึงกรีด
ร้องจนเสียงหลง อู่ อวี้ รู้ดีว่าไม่สามารถหยุด
กลางคันได้ ต่อให้ถูกโจมตีเขาจะต้องกัดฟันสู้แล้ว
เดินหน้าต่อไป แม้ตอนนี้พวกเขากลิ้งไปกลิ้งมาอยู่
ภายในวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์ แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่
สามารถทำอะไรได้มากนัก นอกจากพยายาม
ทะยานขึ้นไปเรื่อย ๆ
บอกตามตรงนี่เป็นการทดสอบที่แสนทุลักทุเล
และยากลำบาก โดยเฉพาะเมื่อไม่อาจทราบได้ว่า
จุดหมายนั้นยังอีกยาวไกลแค่ไหน เขาไม่อาจล่วงรู้
ถึงจุดจบได้เลย หลังจากเวลาผ่านไป 30 ลม
หายใจ อู่ อวี้ ก็ตัดสินใจไม่หลบเลี่ยงอีกต่อไป ใน
เวลานี้สายฟั้าทมิฬได้ฟาดผ่านเบื้องหน้า ส่งผลให้
ร่างกายของเขาดำเป็นตอตะโกเป็นอัมพาตด้านชา
ไปทั้งร่าง กายาหกพิภพสวรรค์สักการะราชัน
อรหันต์ไม่ดับสูญ พิภพแรกถูกทำลายไปกว่าครึ่ง
เลือดเนื้อหนังภายในกายถูกเผาไหม้ดำเป็นเถ้า
ถ่าน สภาพของเขาในยามเรียกว่าน่าสมเพช
เวทนาอย่างที่สุด
ถึงสภาพของเขาจะดูน่าสังเวชเพียงใด แต่
ความจริงแล้วสายอัสนีสร้างความเสียหายให้แก่กา
ยาเพชรอมตะได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยที่เขาใช้
เพียงกายเนื้อล้วน ๆ ไม่ได้พึ่งพาพลังแก่นแท้
ตำหนักม่วงหรือเคล็ดวิชาเต๋าเช่นดั่งคนอื่น ๆ แต่
อันที่จริงแล้วเขากลับทรงพลังยิ่งกว่าคนเหล่านั้น
ด้วยการฟืนฟูที่รวดเร็วมากทำให้ตอนนี้เนื้อ
หนังมังสาของเขาฟืนฟูขึ้นใหม่ในชั่วพริบตา
ภายใต้การห่อหุ้มปกคลุมของเนื้อหนังเก่าที่ดำมะ
เมื่อมเป็นตอตะโก
เมื่อ ชวี่ เฟิงอวี๋ เห็น อู่ อวี้ ตกอยู่ในสภาพ
เช่นนี้ นางก็หวาดกลัวจนแทบสิ้นสติกรีดร้องเสียง
หลงถามขึ้นว่า ” กะ เกิดอะไรขึ้นกับเขา … ”
หนานซาน หวางเยว่ จึงตอบนางกลับไปว่า ”
เขายังสบายดี เขาหนังหนาจะตายชักไม่ต้องห่วง
หรอก นู่น∼ เป็นห่วงสหายรักของเจ้าเถอะ ”
ไปั๋หลี่ จุยหุน ที่อยู่ข้างหลังของนาง ยามนี้
กำลังหวาดกลัวจนเนื้อตัวสั่น ถึงแม้สภาพ
ในตอนนี้ของ อู่ อวี้ จะดำเป็นตอตะโก แต่เขาก็
ยังคงสุขุมสง่างามอยู่เช่นเดิม ยังคงดึงลากพวกเขา
พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ
หนานซาน หวางเยว่ เพิ่งพูดจบสิ้นหมาด ๆ วง
เวทเจ็ดดาราพิทักษ์ก็ได้หลบหลีกได้อีกครั้ง แต่ยัง
ได้รับผลกระทบจากสะเก็ดสายอัสนีทมิฬที่พุ่งเข้า
ใส่ แม้จะแค่ฉิวเฉียดแต่ก็ทำให้วงเวทเจ็ดดารา
พิทักษ์ทั้งหมดได้รับความเสียหาย แต่มันก็เป็น
เพียงพื้นผิววงเวทนอกเท่านั้น พวกเขาที่อยู่ภายใน
วงไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ
หลังจากทรงตัวได้โอรสเล่อก็มองไปที่ อู่ อวี้
แล้วก็ทำได้แต่พูดเช่นเดิมอีกครั้งว่า ” ครั้งนี้คงต้อง
ขึ้นอยู่กับ อู่ อวี้ แล้วล่ะ เราอยู่ที่นี่ได้ก็เพราะเขา
ลำพังแค่พวกเรา…ไม่มีเขาคอยช่วยเหลือ คงยากที่
จะอยู่รอดภายในเจดีย์วิญญาณบรรพกาล ”
ก่อนที่จะเข้ามาเขาเองก็พูดเช่นนี้ บางทีในครา
นั้นทุกคนอาจจะยังไม่เชื่อ แต่ปัจจุบันทุกคนคงได้
ประจักษ์แก่สายตาแล้ว พวกเขาได้รับความ
คุ้มครองจากวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์ของ อู่ อวี้ อีก
ทั้งเขายังทนทุกข์ทรมานจากสายอัสนีทมิฬ นำ
ทางพวกเขามุ่งหน้าต่อไปสู่เปั้าหมาย ด้วยเหตุนี้
คนอื่น ๆ จึงไม่มีอะไรจะพูดด้วยความละอายแก่
ใจ
ยามนี้ ชวี่เฟิงอวี๋ มอง ไปั๋หลี่จุยหุน ด้วยความ
หวาดกลัวแลกังวลใจอย่างที่สุด ขาของไปั๋หลี่จุย
หุนสั่นระริกหวาดกลัวอย่างไม่อาจระงับ ส่วนนาง
ทำได้เพียงหุบปากเงียบ โดยที่แท้จริงแล้วนางเอง
ก็หวาดกลัวเช่นกัน แต่นางก็ไม่อยากเห็นว่าบุรุษ
อกสามศอกอย่างเขา จะดูหวาดกลัวมากกว่าสตรี
อย่างนางเสียอีก …
ด้วยเพราะ อู่ อวี้ อยู่ข้างนอก เขาจึงไม่รู้ว่า
พวกเขาพูดคุยอะไรกัน อีกทั้งตอนนี้เขากำลังใจ
จดใจจ่ออยู่กับการโจมตีของสายอัสนีทมิฬ ตลอด
เส้นทางที่พุ่งไปเขาไม่อาจมุ่งไปในทางตรงได้ เขา
ต้องสลับซ้ายขวาโค้งไปโค้งมาสะเปคสะปะไม่เป็น
ระเบียบ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการล่อเปั้าให้สาย
อัสนีทมิฬพุ่งเข้าใส่ร่างเอาง่าย ๆ
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ว่าร่างกายของ อู่ อวี้
หรือเวทเจ็ดดาราพิทักษ์ล้วนถูกโจมตีเข้าใส่
จำนวนนับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะร่างกายของ อู่
อวี้ เขากระทำได้เพียงข่มเขี้ยวเคี้ยวฟันพยายาม
ฝืนทนผ่านความเจ็บปวดเท่านั้น อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากไม่ใช่การโจมตีสังหารแบบครั้งเดียวจอด
อู่ อวี้ จึงพอมีเวลาฟืนตัว แน่นอนว่าเขาคงต้อง
ขอบคุณสายอัสนีเหล่านี้ ที่ช่วยเสริมความ
แข็งแกร่งให้กับกายเนื้อของเขาด้วยเช่นกัน
กล่าวตามตรงหากเขาฝั่าเข้าไปเพียงลำพัง
สายอัสนีสีดำเหล่านี้หาที่สร้างภัยคุกคามให้แก่เขา
ไม่ แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่ใน
ยามนี้ คือเวทเจ็ดดาราพิทักษ์ถูกทำลายไป
มากกว่าครึ่งแล้ว ถ้ายังดึงดันฝั่าขึ้นไป ก็ไม่ต่าง
อะไรจากการพนัน ว่าวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์จะพัง
พินาศก่อน จนโอรสเล่อตกอยู่ในอันตราย หรือ
พวกเขาจะฝั่าขึ้นไปได้ก่อนกัน
“ สำหรับ หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี คง
จะไม่มีปัญหาอันใด และกับโอรสเล่อที่เป็นบุตร
ของจักรพรรดิโบราณแล้ว หากจักรพรรดิโบราณ
สร้างการทดสอบขึ้นมาเพื่อสังหารบุตรด้วยตนเอง
มันก็มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับข้าอยู่แล้ว ” เมื่อคิดได้
เช่นนั้น อู่ อวี้ ก็พุ่งทะยานขึ้นไปด้านบน โดยไร้ซึ่ง
ความลังเลแม้แต่น้อย เดิมทีแล้ววงเวทเจ็ดดารา
พิทักษ์เคลื่อนตัวไปด้วยความเร็วที่มิได้สูงมาก
เท่าใดนัก ดังนั้นเมื่อ อู่ อวี้ เร่งความเร็วขึ้น คนที่
อยู่ภายใน ก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรักษา
เสถียรภาพของร่างกายให้มั่นคง
แล้วในท้ายสุดเมื่อ อู่ อวี้ เวทเจ็ดดาราพิทักษ์
ต้องทนแบกรับกับทัณฑ์อัสนีที่ฟาดผ่าลงมาถึง 3
รอบ ในช่วงอึดใจที่ อู่ อวี้ รู้สึกว่าเวทเจ็ดดารา
พิทักษ์คงไม่อาจทานทนได้อีกต่อไป พวกเขาก็
หลุดออกมาจากกระแสวังวนสีทอง หลังจากฝั่า
ออกมาได้ อู่ อวี้ ก็รู้สึกราวกับว่าตนเองทะยานฝั่า
เข้ามาอีกสถานที่หนึ่ง สถานที่ที่ทั่วทุกแห่งหน
เปียมไปด้วยบรรยากาศอันร้อนแรง!
“เจดีย์ชั้นที่สอง!”
เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ แลเห็นว่า
ตอนนี้ตนเองกำลังยืนอยู่บนพื้นปฐพีที่ถูกเคลือบ
ไปด้วยสีดำมะเมื่อม นอกจากนี้แผ่นดินที่เขา
เหยียบย่างอยู่ยังร้อนเป็นอย่างยิ่ง ทุกสรรพสิ่งที่
แลเห็นและสัมผัสทำให้ อู่ อวี้ ตระหนักว่าตนเอง
กำลังยืนอยู่เหนือนรกลาวา บนผืนปฐพีมีลาวาอยู่
ทั่วทุกแห่งหน มองดูแล้วนี่ก็คือโลกแห่งภูเขาไฟ
เปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องเวหาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อ อู่ อวี้ เงยหน้าขึ้นมอง เขาก็พบว่าเหนือขึ้นไป
สุดขอบฟั้ามีกลุ่มก้อนทะเลเพลิงขนาดมหึมา แผ่
ขยายออกไปอย่างไรสิ้นสุดปกคลุมไปทั่วทั้งผืนฟั้า
สามารถแลเห็นได้ชัดเจนว่าเปลวเพลิงเหล่านี้
ร้อนแรงมากเพียงใด ทั้งยังทำให้บรรยากาศทั่วทั้ง
โลกหล้าทวีความบ้าคลั่งร้อนแรงมากยิ่งขึ้น หาก
ให้กล่าวถึงความอันตรายแล้ว แน่นอนว่ามันเหนือ
ล้ำยิ่งกว่าเจดีย์ชั้นแรก
ตอนนี้วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์ใกล้จะพังทลาย
แล้ว เขามั่นใจว่าหากปล่อยทุกคนออกมาแล้วก็
พวกเขาจะต้องดิ้นพล่าน ๆ จากอันตรายที่อยู่
โดยรอบอย่างแน่นอน อู่ อวี้ กวาดสายตามองดู
โลกแห่งเพลิงลาวา เขารู้ว่าในตอนนี้ตนเองจะต้อง
รีบฟืนคืน เต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดารา โดยเร็วที่สุด
อันที่จริงแล้วดูเหมือนว่าโลกแห่งนี้ ถูกปกคลุม
ไปด้วยเปลวเพลิงจากทั่วทุกสารทิศ นอกจากนี้บน
พื้นปฐพียังมีเปลวเพลิงฉีดพ่นขึ้นสู่ท้องฟากฟั้า
อย่างต่อเนื่อง แต่ตำแหน่งที่ อู่ อวี้ กำลังยืนอยู่ใน
เวลานี้ ดูเหมือนจะปลอดภัยมากกว่าปกติ พื้นดิน
หนาแถมยกตัวสูงขึ้น ไร้ซึ่งเป็นเพลิงฉีดพ่นขึ้นสู่
ท้องเวหา บางทีพวกเขาอาจอยู่ในสถานที่
ปลอดภัยในโลกแห่งนี้ก็เป็นได้
อู่ อวี้ สังเกตดูอีกครั้ง แลพบว่ารัศมีหนึ่งลี้
โดยรอบ ค่อนข้างปลอดภัยและมีเสถียรภาพอยู่ไม่
น้อย เนื่องจากในอาณาเขตบริเวณอื่นล้วนมีเปลว
เพลิงฉีดพ่นขึ้นสู่ฟากฟั้าอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าตัว
เขาจะมิได้เกรงกลัวเปลวเพลิงเหล่านี้ แต่โอรสเล่อ
และพรรคพวกสามารถถูกแผดเผาจนกลายเป็น
เถ้าถ่านได้อย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตามในเวลานี้เขาจำเป็นต้องปลดวง
เวทเจ็ดดาราพิทักษ์ออกก่อน แล้วปล่อยให้
เต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดาราได้กลับไปพักฟืน
“ หุ่นเชิดใกล้จะพังทลายแล้วงั้นหรือ? ข้าควร
ทำอย่างไรต่อไป? ” หลังจากโอรสเล่อออกมาข้าง
นอก แลกวาดสายตามองดูโลกอันน่าสะพรึงกลัว
แห่งนี้ เขาก็พยายามข่มจิตใจแล้วเอ่ยถามขึ้น
” คงต้องให้มันพักฟืนอีกประมาณ 2-3 วัน จน
กลับสู่สภาพสมบูรณ์ จากนั้นถึงจะเริ่มต้นเดินทาง
กันอีกครั้ง แต่ตอนนี้เราคงต้องรออยู่ที่นี่ก่อน ไม่
งั้นจะอันตรายเกินไป ”
ถึงแม้จะรู้ว่าไข่มุกทองคำเหยียนหวงขึ้นมาชั้น
ที่ 2 แล้ว แต่ อู่ อวี้ คิดว่าพวกเขาต้องอดทนรออยู่
ที่นี่ก่อน
” ตกลง เอาเช่นนั้นก็ได้ ” โอรสเล่อรู้ว่าตนเอง
ควรอดทนรอเวลาเช่นกัน
” หุ่นเชิดจะฟืนฟูกลับมาดังเดิมได้ใช่หรือไม่? ”
ชวี่ เฟิงอวี๋ เลยถามขึ้นอย่างกังวล แต่ก็ไม่มีใคร
ตอบนาง นางจึงหุบปาก แล้วมองดูเปลวเพลิงรอบ
ๆ ด้วยความหวาดกลัว บนพื้นปฐพีมีมีสถานที่
หลายแห่งที่ปรากฏรอยแตกร้าวขึ้นมากมาย แต่
เมื่อเวลาผ่านไปเสาเพลิงขนาดใหญ่หลายสิบจั้งก็
จะถูกฉีดพ่นขึ้นมา หากผู้ใดไม่ระวัง ก็จะถูกเปลว
เพลิงนี้ผลักดันไปขึ้นไปบนมหาสมุทรเปลวเพลิง ที่
แผ่ขยายปกคลุมอยู่เหมือนท้องเวหา กระทั่งบาง
เสายังมีขนาดใหญ่ถึงหลายร้อยจั้ง เปรียบเสมือน
ภูเขาไฟขนาดยักษ์ทะยานสู่สวรรค์ก็มิปาน
“ ชั้นแรกมีมดกับแมงปั่อง ชั้นนี้ก็น่าจะมีภัย
คุกคามอื่น ๆ อยู่เช่นกัน ทุกคนจงระวังเอาไว้ให้ดี
อย่าเดินมั่วซั่วไปไหน บนพื้นดินแห่งนี้ค่อนข้าง
หนากว่าปกติ ดังนั้นไม่น่าจะมีเปลวเพลิงฉีดพ่น
ออกมา ดังนั้นพวกเราจะพักผ่อนอยู่ที่นี่สักสอง
สามวัน” โอรสเล่อกล่าว
อีกทั้งในตอนนี้สภาพของ อู่ อวี้ ยังไหม้ดำเป็น
ตอตะโก ดังนั้นเขาจึงต้องการเวลาในการฟืนตัว
เช่นกัน โดยมี หนานซาน หวางเยว่ รับหน้าที่เฝั้า
ปกปั้องพวกเขาชั่วคราว ส่วนกลุ่มคนทั้ง 4 ของ
โอรสเล่อก็ยืนอยู่ตรงจุดกึ่งกลาง พยายาม
ระมัดระวังตัวกันถึงขีดสุด นอกจากนี้พวกเขายัง
จัดวางวงเวทค่ายกลมากมาย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ผล
มากนักก็ตาม
“ พูดตามตรง ข้าไม่ชอบพวกเขาเลย เพราะ
พาพวกเขามาด้วย ทำให้พวกเราเคลื่อนไหวกันไม่
สะดวก ” เย่ซีซีกระซิบกับหนานซาน หวางเยว่
หนานซาน หวางเยว่ ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
” คงเป็นไปได้ยาก ฐานันดรของเหลาอู่คือราช
อารักษ์เล่อ ซึ่งเราก็จำเป็นต้องพึ่งพาตัวตนนี้ เพื่อ
ยืนหยัดอยู่ในชมพูทวีปโลกธาตุ มิฉะนั้นเราคงถูก
สังหารทิ้งไปนานแล้ว อยู่ในยุทธภพ ไม่อาจ
กระทำตามใจตนเองได้ แต่เจ้าต้องเชื่อมั่นใน
โชคชะตาของเรา ถึงแม้ว่าจะได้รับมรดกเซียน
แม้ว่าตอนนี้จะลำบากมากเพียงใด แต่เราก็ยังมี
ความหวังอยู่เสมอ”
“ ใช่ ข้าคิดว่าจักรพรรดิโบราณน่าสะพรึงกลัว
มากจริง ๆ ข้ารู้สึกว่าชีวิตของเราคงจะดีกัน
มากกว่านี้ หากไม่มีเขามาเกาะแกะวุ่นวาย ”เย่ซีซี
กล่าวด้วยความเศร้าสลดใจเล็กน้อย
” ดูเขาสิ… เขายังไม่ยอมแพ้ เราก็ไม่ควรยอม
แพ้เช่นกัน บางครั้งเจ้าอาจจะรู้สึกกดดันหรือรู้สึก
ว่าศัตรูนั้นร้ายกาจมากเสียเหลือเกิน จนทำได้แค่
มองมันตาปริบ ๆ ไม่สามารถจะทำสิ่งใดได้เลย
นั่นเพราะเรายังแข็งแกร่งไม่พอ เก่งไม่พอ ก็แค่ไล่
ตามมันไปถึงจะถูกต้อง ” หนานซาน หวางเยว่
พูดถึง อู่ อวี้ สิ่งที่เขาเห็นในตอนนี้คือร่างกายของ
อู่ อวี้ ที่ไหม้ดำเป็นตอตะโก กำลังเกิดการ
เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เนื้อหนังมังสาสดใหม่
กำลังเติบโตแทรกเบียดเสียดเนื้อหนังที่เสียให้หลุด
ออกไป ดูราวกับว่ามันแข็งแกร่งขึ้นอย่างไรอย่าง
นั้น เฉกเช่นเดียวกับความมุ่งมั่นของเขาที่ไม่เคย
ย่อท้อ ยอมแพ้ต่ออุปสรรค
เมื่ออยู่ในสถานที่ปลอดภัย จึงทำให้เต่าทองปีก
เหล็กเจ็ดดารามีโอกาสพักฟืน แค่เพียงไม่กี่วันมัน
ก็ฟืนตัวได้ถึง 70 ในร้อยส่วนแล้ว เขาจึงคาดว่าอีก
ประมาณสัก 2 วันมันคงฟืนกลับมาสมบูรณ์เป็น
ปกติ แต่เขาไม่คิดว่าจะมีผู้อื่นมาที่นี่ ในเวลานี้มี
กลุ่มปีศาจขนาดใหญ่ลงมาที่นี่ อีกทั้งหลายคนยัง
เป็นราชาปีศาจหน้าตาคุ้นเคย สาวน้อยผู้หนึ่งเดิน
นำหน้าพวกมัน อู่ อวี้ เห็นสาวน้อยผู้นี้จากไกล ๆ
เขาก็รู้ได้ทันทีว่านางคือใคร
องค์หญิงหวงซี
หนานกง เหว่ย