กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1050: กุยชือตั๋น
อู่ อวี้ รู้สึกว่าตัวเองประมาทเกินไป เผ่าพันธุ์
ชนชาติอื่นในชมพูทวีปโลกธาตุล้วนไม่พอใจชาวเห
ยียนหวง โดยเฉพาะศัตรูตัวฉกาจอย่างโอรส
พระธิดา
เป็นเรื่องปกติหากอีกฝั่ายมั่นอกมั่นใจในฝีมือ
ความแข็งแกร่งของตนเอง อย่างน้อยก็สั่งสอนให้
เข็ดหลาบทำให้โอรสเล่อได้รับความอัปยศอดสูอับ
อายขายหน้าอย่างที่สุด หรืออาจจะยิ่งกว่านั้น
เห็นได้ชัดว่าการที่พวกมันต้องอยู่ในเงามืดของ
ชาวเหยียนหวงมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้สั่งสม
เป็นความแค้นที่ไม่อาจปลดปล่อยออกมาได้
เพราะจักรพรรดิโบราณพวกมันถึงหวาดกลัวชาว
เหยียนหวง เป็นความรู้สึกที่มีอาจทำใจยอมรับได้
และบัดนี้พวกมันมีโอกาส ได้ทวงคืนความ
ยุติธรรม การที่พวกมันจะฉวยโอกาสแล้วใช้
ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เอาคืนชาวเหยียนหวง
ก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ดังนั้นยามนี้ระหว่างที่ อู่ อวี้ ได้เห็นไข่มุก
ทองคำเหยียนหวงอีกครั้ง หนานซาน หวางเยว่กับ
คนอื่น ๆ ก็กำลังถูกปีศาจสมุทรคุกคาม
อู่ อวี้ ไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ตรงนั้น
ได้ แต่การที่หนานซาน หวางเยว่ถึงขนาดแจ้งข่าว
มาเช่นนี้ แสดงว่าสถานการณ์จะต้องเลวร้ายเป็น
อย่างยิ่ง แม้ว่าเต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดาราจะช่วย
ต่อสู้ได้ถ้าสถานการณ์วิกฤตฉุกเฉินจริง ๆ แต่โอรส
เล่อกับผู้ติดตามของเขาก็จะไม่มีใครปกปั้องไหว
แล้วถ้าหากพวกเขาอยู่กันตัวเปล่า ๆ เพียงลำพัง
ภายในเจดีย์วิญญาณบรรพกาลมันจะยิ่งทำให้
พระโอรสมีความเสี่ยงมากขึ้น
โฮกกกกก!
ในระหว่างที่ อู่ อวี้ กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เต่าหิน
ก็อยู่ในสภาวะเดือดดาลอย่างที่สุด จับจ้องมายัง อู่
อวี้ อีกครั้ง โดยหมายมาดฉีกกระชากร่างของเขา
ให้สิ้นซาก
” จะเอาไข่มุกทองคำเหยียนหวงจากไอ้ตัวนี้
ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวค่อยกลับมา
อีกครั้งก็แล้วกัน ไหน ๆ ตอนนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ว่าไข่มุกทองคำเหยียนหวงอยู่ที่นี่ ” ในชั่วประกาย
หินเหล็กไฟนั่นเอง อู่ อวี้ ก็ตัดสินใจได้ในท้ายสุด
ก่อนอีกฝั่ายจะโจมตีด้วยเพลิงผลาญอันรุนแรง
เขาก็ดึงกระจุกผมสีทองออกมาแล้วเปั่าออกไป
ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างอวตารจำนวนหลายร้อย
ร่างที่ปรากฏทั้งหมดในเวลานี้ล้วนมีรูปร่างหน้าตา
ลักษณะเหมือน อู่ อวี้ ราวกับแกะ หลังจากนั้น
ร่างอวตารทุกตนก็กระจัดกระจายหนีไปคนละทิศ
คนละทาง สร้างความสับสนให้แก่เต่าหินเป็น
อย่างยิ่ง
อันที่จริง อู่ อวี้ ไม่คิดว่าสิ่งนี้จะทำให้มันสับสน
นัก เขารู้ว่าถึงแม้จะใช้ร่างอวตารเหล่านี้สร้าง
ความสับสน แต่ไม่เร็วก็ช้าร่างอวตารทั้งหมดจะถูก
เต่าหินทำลาย สุดท้ายก็เหลืออยู่แค่หนึ่งหรือสอง
ตน ฉะนั้นมันจะต้องก็รู้ตำแหน่งของเขาอย่าง
แน่นอน
ดังนั้นเวลานี้ร่างอวตารของเขากระจายตัวอยู่
ทุกหนทุกแห่ง เต่าหินไล่ล่ากรีดร้องคำรามด้วย
โทสะอันเกรี้ยวกราด ร่างอวตารเริ่มถูกทำลายลง
เรื่อย ๆ เมื่อเห็นเช่นนี้ อู่ อวี้ จำต้องสร้างและสั่ง
ให้ร่างอวตารกระจัดกระจายให้มากขึ้น ด้วย
เพราะต้องการให้ร่างอวตารถ่วงเวลาให้กับเขา
มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
อู่ อวี้ เหลือบมองเตาหินอีกครั้ง ก่อนผสานร่าง
กับเมฆาตลบฟั้า จากนั้นก็กระโดดตีลังกาพลิก
ตลบไปหาเต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดารา ด้วยเพราะรู้
ตำแหน่งของโอรสเล่ออยู่แล้ว คาดว่าตอนนี้
หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี คงกำลังต่อสู้กับ
ปีศาจสมุทร เมื่อมาถึงเขาก็ได้ยินเสียงการต่อสู้
ดังนั้นเขาจึงรีบไปหาโอรสเล่อและผู้ติดตาม
โอรสเล่อกับผู้ติดตาม ยังอยู่ภายใต้การ
คุ้มครองของวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์และปลอดภัยดี
ไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ ไม่ไกลนัก อู่ อวี้ เห็นสัตว์
ยักษ์ตัวกลม บนลำตัวของมันหนาแน่นไปด้วย
หนามแหลมคมสีดำสนิท ขนาดสั้นบ้างยาวบ้าง
คละเคล้ากันไป เสมือนดั่งลูกทรงกลมที่มีปลาย
หอกจำนวนนับไม่ถ้วนแทงออกมา ดูดุร้ายน่า
สะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
อู่ อวี้ รู้ว่าภายในมหาสมุทรมีสิ่งมีชีวิต
หลากหลายชนิด แล้วตัวที่อยู่ตรงหน้าเขาในยามนี้
ก็คือ เม่นทะเล ที่กลายเป็นปีศาจ อีกทั้งยังเป็น
สายโลหิตที่หายากอันดับต้น ๆ นอกจากนี้ฝีมือ
ของมันยังอยู่ในระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่
4 ซึ่งหมายความว่ามันได้ผ่านทัณฑ์อัสนีสวรรค์
มาแล้ว
“ นี่คือกุ่ยชือตั๋น หนามที่อยู่บนร่างของมัน
เทียบเท่าได้กับศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณเลย
ทีเดียว นอกจากนี้ยังแฝงไปด้วยพิษร้ายแรง พลัง
อิทธิฤทธิ์ของมันถือว่าน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
เชี่ยวชาญในการลอบสังหาร และตรวจจับสิ่งที่
ซ่อนเร้นอยู่ ผู้ฝึกตนมากมายที่เดินทางอยู่ใน
มหาสมุทร นาวาล่องหนของพวกเขาล้วนถูกตรวจ
พบโดยมัน หลังจากนั้นมันก็จะโจมตีเรือรบ แล้ว
ลากลงสู่ก้นมหาสมุทรอันมืดมิดและน่า
สะพรึงกลัว
ด้วยประสบการณ์ที่มากมายของหมิงซวง ทำ
ให้เขาได้ข้อมูลปีศาจสมุทรตัวนี้ผ่านการบอกเล่า
ของนาง
ตอนนี้หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี ทำได้
เพียงสกัดมันไว้ แต่ไม่อาจเข้าไปใกล้ชิดตัวมันได้ ที่
สถานการณ์ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เป็นเพราะว่า
หนานซาน หวางเยว่ ยังไม่รู้ว่าจะฆ่ามันเช่นไร
ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ปล่อยให้สถานการณ์บาน
ปลายถึงเพียงนี้
หลังจากนั้นอีกฝั่ายก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียง
เย่อหยิ่งจองหอง
” โอรสเล่อ∼ ท่านไม่ควรปฏิเสธไมตรีอันดีงาม
ของผู้อื่นเช่นนี้ ถ้าพระองค์ติดตามข้า… รับรอง
ด้วยความแข็งแกร่งของข้าจะสามารถปกปั้องให้
ท่านแคล้วคลาดปลอดภัย ได้ดีกว่าคนเหล่านี้อย่าง
แน่นอน รับรองว่าพระโอรสจะไม่ถูกผู้ใดรบกวน
ระหว่างทาง ข้ามั่นใจว่าท่านจะรู้สึกมีความสุขจน
ลืมกลับไปเลยทีเดียว ” แม้จะอยู่ในระหว่างต่อสู้
กุ่ยชือตั๋น ก็ยังยิ้มได้ ราวกับว่าชัยชนะอยู่ในกำมือ
ของมันแล้ว
” กล้าหยอกล้อพระโอรสเช่นนั้นหรือ เจ้ามันก็
แค่เม่นทะเลชั้นต่ำ แค่เข็มกระจ้อยร่อย คิดว่าท่าน
ปูั่ผู้นี้จะหวาดกลัวเช่นนั้นหรือ ยัยจิ้งจอกเฒ่า อย่า
หวังว่าจะมีโอกาสสัมผัสผิวอันนุ่มละมุนของโอรส
เล่อเลย? ” หนานซาน หวางเยว่ กล่าวเย้ยหยัน
“ เจ้าหมูปั่าเหม็นโฉ่เช่นเจ้า กลับบังอาจ
หัวเราะเยาะข้า? ทำไมเจ้าไม่ลองส่องกระจก
ชะโงกดูเงา แล้วดูรูปลักษณ์ของตนเองบ้างเล่า? ที่
เจ้าทำก็แค่สวมใส่ผิวหนังมนุษย์เท่านั้น? ไม่ว่า
อย่างไรมันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์แสนน่า
รังเกียจของเจ้าได้ ” เมื่อได้ยินคำพูดของกุ่ยชือตั๋น
หนานซาน หวางเยว่ก็กรีดร้องขึ้นมาทันที
หนานซาน หวางเยว่ ตอกกลับไปว่า ” ยัยเฒ่า
นี่คิดว่าตนเองแข็งแกร่งมากหรือไง? อี๊ ดู ดู
ร่างกายของเจ้าสิ ดำมะเมื่อมจนมองไม่เห็นสีขาว
ขนาดนั้น ไม่ต้องกล่าวถึงเรา แค่ปีศาจสมุทรตน
อื่น ๆ เห็นเจ้า คงพากันคลื่นเหียนอาเจียนกันออก
มาแล้ว แต่นี่ยังบังอาจคิดเกลี้ยกล่อมโอรสเล่อ
หากข้าเป็นเจ้า คงละอายใจจนแทบเอาหน้าซุก
แผ่นดินหนี หรือไม่ก็ฆ่าตัวตายไปแล้ว ”
หากพูดถึงฝีปากแล้ว หนานซาน หวางเยว่ หา
ได้อ่อนด้อยกว่านางแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตามด้วย
ความแข็งแกร่งของ หนานซาน หวางเยว่ ต่อให้
เขาใช้ออกด้วยเนตรปีศาจมายาเพื่อปิดซ่อนอำ
พรางเป็นครั้งคราว แต่ก็ยากที่จะทำอันใดกับนาง
ได้ อู่ อวี้ แลเห็นว่าแก่นแท้พลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์
ของกุ่ยชือตั๋นผู้นี้สร้างภัยคุกคามให้แก่พวกเขา
ใหญ่หลวง นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งยวด ดู
เหมือนว่าพวกมันทั้งสองจะทรงพลังเสียยิ่งกว่า
เจ็ดนายน้อยแห่งนครมารเสียอีก
แต่ตอนนี้เขากำลังรีบอยู่! เนื่องจากไข่มุก
ทองคำเหยียนหวงปรากฏขึ้นมาแล้ว!
ยามนี้ร่างอวตารของเขา กำลังถูกเต่าหินบดขยี้
ทำลาย หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปมากกว่านี้
เงื่อนงำทั้งหมดจะถูกทำลายไปอย่างสมบูรณ์
ดังนั้นหลังจาก อู่ อวี้ มาที่นี่ เขาก็เรียกร่าง
กลืนสวรรค์ออกมาโดยไม่พูดอันใด อู่ อวี้ ทั้งสอง
ร่างยืนเคียงข้างกัน โดยในมือข้างขวาของร่างกลืน
สวรรค์ถือจับ ‘พิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิง’ สีดำ
ทมิฬ ส่วนข้างซ้ายก็ถือกระบี่สยบโลหิต
“เวทมารคลั่งสยบโลหิต!”
เมื่อ อู่ อวี้ ร่างต้นกับร่างกลืนสวรรค์ปรากฏ
กายขึ้นในฉับพลัน ทั้งสองก็พุ่งทะยานเข้าร่วมกับ
สนามรบ โดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดแม้แต่น้อย
เมื่อหนานซานหวางเยว่เห็น อู่ อวี้ มา เขาก็รู้สึกมี
ความสุขอยู่ไม่น้อย จากนั้นมันก็ผละออกจากการ
ปะทะห้ำหั่นกันโดยตรง พร้อมกับใช้ออกด้วย
เคล็ดวิชาลวงตาที่มีผลต่อคู่ต่อสู้ เพื่อคอย
ช่วยเหลือสนับสนุน อู่ อวี้ แทน
นี่เป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้ แสดงอำนาจของเวท
มารคลั่งสยบโลหิต เมื่อกระบี่ถูกตวัดวาด วงเวทก็
ถูกปลดปล่อยออกไป จากนั้นก็ปราณกระบี่สีแดง
โลหิตก็ก่อตัวขึ้นปิดล้อมกุ่ยชือตั๋นไว้ ภายใต้ปราณ
กระบี่ที่ปกคลุมไปทั่วทุกทิศทาง ฉับพลันกุ่ยชือตั๋น
จะเปล่งเสียงกรีดร้องเสียงหลง สามารถแลเห็นได้
ว่าทั่วทั้งร่างของนางร่างแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน
จากนั้นก็ตกเข้าสู่ห้วงแห่งความบ้าคลั่ง
เมื่อเวทมารคลั่งสยบโลหิตถูกปลดปล่อย
ออกไป ทันใดนั้นชะตาของฝั่ายตรงข้ามก็ถูก
สะบั้นลงในทันที เป็นชั่วขณะเดียวกับที่ หนาน
ซาน หวางเยว่ ใช้ออกด้วยวิชามายาควบคุม
ล่อลวงฝั่ายตรงข้าม แต่ก่อนหน้านั้น อู่ อวี้ ร่างต้น
กับร่างกลืนสวรรค์ ก็ตวัดฟาดพลองฟั้าเพลิงผลาญ
และ พิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิง บดขยี้สังหารศัตรู
ทันที
ตูมตูมตูมชิ้งชิ้งชิ้ง!!!
‘กระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์จิตทมิฬพิมาน
สวรรค์’ ของพิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิง ถูกตวัดวาด
ลงมาจากบนฟากฟั้า ปลายกระบี่ขนาดยักษ์พุ่ง
ทะลวงแทงเข้าใส่กุ่ยชือตั๋น ด้วยกุ่ยชือตั๋นตกอยู่
ภายใต้อำนาจของเวทมารคลั่งสยบโลหิต ทำให้
นางพยายามหลบเลี่ยงอย่างยากลำบาก ร่างกาย
กว่าครึ่งถูกโจมตีโดย อู่ อวี้ ความหนาวเย็นของ
พิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิงแทรกซึมเข้าไปในร่าง
ของนาง จากนั้นก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นปลาย
หนามน้ำแข็งจำนวนนับไม่ถ้วน ยิ่งมันเกาะกุม
เยือกแข็งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความหวาดกลัว
ให้แก่นางมากขึ้น ทำให้กุ่ยชือตั๋นเปล่งเสียงกรีด
ร้องด้วยความกลัว ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ อู่ อวี้
ร่างต้นซึ่งกำลังกดดันนางอยู่ในเวลานี้
หลังจาก อู่ อวี้ ใช้ออกด้วยเทียมฟั้าจรดดิน
ร่างกายของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นมาก แน่นอนว่า
พลองฟั้าเพลิงผลาญในมือของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้น
เช่นกัน ชั่วขณะที่ทั่วทั้งร่างกุ่ยชือตั๋นปกคลุมไป
ด้วยปลายแหนมอันแหลมคม ดังนั้นเมื่อพลองฟั้า
เพลิงผลาญในมือของ อู่ อวี้ ถูกตวัดฟาดอัด
กระแทกเข้าใส่ร่างของกุ่ยชือตั๋นอย่างรุนแรง อีก
ฝั่ายกระทำได้เพียงกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน
เท่านั้น ทั่วทั้งร่างบี้แบนแหลกเหลว นอกจากนี้
แท่งน้ำแข็งส่วนใหญ่ในร่างของนาง ยังถูกบดขยี้
ทำลายไปด้วย
การที่อีกฝั่ายตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เป็นเพราะ
มันถูกวิชามายาของ หนานซาน หวางเยว่ และ
กระบี่สยบโลหิตของ อู่ อวี้ ในเวลาเดียวกัน ทำให้
เป็นการยากที่จะต้านทานอย่างแท้จริง
” อู่ อวี้ … ” หลังจากถูกโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า
ในที่สุดกุ่ยชือตั๋นก็เอ่ยนามของเขาด้วยน้ำเสียงสั่น
เครือ บางทีนางอาจคิดว่าหลังจาก อู่ อวี้ แยกตัว
ออกจากกลุ่มไปแล้ว คงจะไม่ปรากฏกายขึ้นอย่าง
เร็วไวเช่นนี้ อีกทั้งขณะที่เขาปรากฏตัว ยังระเบิด
การโจมตีเข้าใส่นางทันที เมื่อแลเห็นจิตสังหารใน
สายตาของ อู่ อวี้ นางก็ตระหนักว่า เมื่อคนกลุ่มนี้
ร่วมมือกัน พวกเขามีอำนาจที่จะบดขยี้นางได้จริง
ๆ
“ ฝากไว้ก่อนเถอะ! วันนี้พวกเจ้าสร้างความ
อัปยศให้แก่ข้า ข้าจะชดใช้คืนให้แก่เจ้าเป็น 10
เท่า โดยเฉพาะเจ้า อู่ อวี้! ” กุ่ยชือตั๋น กรีดร้อง
แล้วหลบหนีไปทันที
ถ้าไม่ใช่เพราะ อู่ อวี้ กังวลเรื่อง ไข่มุกทองคำ
เหยียนหวง เขาจะไม่ปล่อยนางไปง่าย ๆ แน่
ความจริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าช่วยเปิดหู
เปิดตาให้โอรสเล่อกับพรรคพวกอยู่ไม่น้อย เมื่อ อู่
อวี้ ปรากฏกาย กุ่ยชือตั๋น ก็ถูกบดขยี้ จนต้อง
หลบหนีไปอย่างหมดท่า โดยที่ใช้เวลาเพียงไม่นาน
เท่านั้น ชั่วขณะนี้เองบุคคลผู้หยิ่งผยอง ซึ่งเคย
หยอกล้อ โอนสเล่ออยู่หมาด ๆ อย่างกุ่ยชือตั๋น
กระทำได้เพียงหลบหนีหัวซุกหัวซุนไปเท่านั้น
กล่าวตามตรงโอรสเล่อรู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่
น้อย เนื่องจากเขารู้จักผู้คนมากกว่า อู่ อวี้ ดังนั้น
จึงทราบวีรกรรมและความสามารถของกุ่ยชือตั๋น
เล็กน้อย พลังอิทธิฤทธิ์ของนางสามารถทำลาย
ฝั่ายตรงข้าม แล้วนำรากฐานของอีกฝั่ายมาเป็น
ของตนเอง บวกกับร่างมนุษย์ของนางที่ดูงดงาม
ยิ่ง ทำให้ผู้เยาว์มากมายไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนหรือ
ปีศาจ ล้วนตกหลุมพรางของนาง ดังนั้นเมื่ออยู่ใน
มหาสมุทรนางก็ไม่ต่างอันใดจากปีศาจผู้น่า
สะพรึงกลัว เมื่อเห็นนางปีศาจสมุทรตนอื่น ๆ ก็
กระทำได้เพียงก้มหน้าหลบหนีเท่านั้น เพื่อไม่ให้
ตนเองตกเป็นเหยื่อของนาง
ในค่ำคืนอันแสนรื่นรมย์ กลับกลายเป็นจุดจบ
ของชีวิต พื้นฐานการบำเพ็ญตนและโลหิตล้วนถูก
สูบออกไปจนเกลี้ยง
” อู่ อวี้ ข้าขอขอบใจเจ้าอีกครั้ง ถ้าไม่มีเจ้าข้า
คง … ” เรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เหนือเกินกว่าการคาดเดา
ของโอรสเล่อ ส่งผลให้ยามนี้เขารู้สึกหวาดกลัวอยู่
ไม่น้อย ๆ
” อย่าเพิ่งกล่าวอันใดเลย…ตอนนี้เราไปที่อื่น
กันก่อน ข้ามีเรื่องที่จะต้องย้อนไปสะสาง ” ที่เขา
ต้องรีบตัดบทกล่าวออกไปเช่นนี้เพราะร่างอวตาร
ที่อยู่อีกด้านหนึ่ง กำลังถูกทำลายจนเกือบหมดสิ้น
แล้ว ดังนั้นเขาต้องรีบกลับไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะ
ทำได้ เพราะการไปควานหาตำแหน่งของเต่าหิน
ใหม่อีกครั้ง ย่อมมิใช่เรื่องง่ายเลย
ด้วยเวลาอันกระชั้นชิด ทำให้ อู่ อวี้ ไม่มีเวลา
มานั่งอธิบายอันใด เขาทิ้งร่างกลืนสวรรค์ไว้ที่นี่
แล้วอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ให้พวกเขาฟัง ส่วนร่าง
ต้นก็ผสานกับเมฆาตลบฟั้าแล้วกระโดดตีลังกา
พลิกตลบ มุ่งตรงไปยังทิศทางของเต่าหิน แม้จะ
ไม่ใช่เรื่องง่ายในการคำนวณระยะทางกำหนด
เปั้าหมายที่ค่อนข้างห่างไกลเช่นนี้ แต่ขากลับ
ย่อมเร็วกว่าขาไปเสมอ ด้วยเหตุนี้เขาจึงเร่ง
ความเร็วให้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก
จนปัจจุบัน อู่ อวี้ คงต้องบอกว่าเมฆาตลบฟั้ามี
บทบาทความสำคัญใหญ่หลวงเหลือเกิน