กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1056: สามลมหายใจ
ยามนี้พวกมันชักเริ่มขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับ
โอรสเล่อแล้ว
แต่ด้วยเพราะโอรสเล่อนั้นมีชื่อเสียงโด่งดัง
พวกมันต้องใช้ความกล้าอยู่ไม่น้อย และเมื่อ
เผชิญหน้ากับโอรสเล่อจริง ๆ พวกมันก็ได้แต่กัด
ฟันลงมือ!
หลังจากประเมินสถานการณ์ได้สักพัก อู่ อวี้
ก็รู้ว่าหยวนจูจวินมีหน้าที่ในการจัดวางค่ายกล
ส่วนอีกสามกลุ่มไม่ได้ทำอะไรเลย ด้วยเพราะคน
ส่วนใหญ่ภายในกลุ่มยังเป็นคนหนุ่มสาวเช่น
หลิงอี้เหลียง , สองพี่น้องฝาแฝดเซวี๋ยนซิง
เซวี๋ยนเฉิน , พวกมันเหล่านี้ล้วนเป็นคนหนุ่ม
สาว ทว่าอายุอานามมากกว่า อู่ อวี้ พอสมควร
เลยทีเดียว แม้กระทั่งน้องเล็กสุดอย่าง เหลย
เสวี่ยเฟิง อายุอานามของมันมากกว่าร้อยปี
แล้ว!
” เช่นนั้นข้าขอจัดการโอรสเล่อเองแล้วกัน! ”
หลิงอี้อสูรวิญญาณเหินกล่าว ขณะยืนอยู่เบื้อง
หน้าโอรสเล่อ
ส่วนสองพี่น้องเซวี๋ยนซิงเซวี๋ยนเฉินก็จ้อง
เขม็งไปที่ อู่ อวี้ เนื่องจากภายในสถานที่แห่งนี้
อู่ อวี้ เป็นบุคคลอันดับสองรองลงมาจากโอรส
เล่อ หลังจากนั้นเซวี๋ยนซิงก็หันไปมองน้องสาว
ของนางแบบยิ้ม ๆ แล้วพูดขึ้นว่า ” เอาล่ะ..ข้า
ยกชายผู้นี้ให้เจ้าแล้วกัน ส่วนข้าจะไปจัดการกับ
เจ้าหมูปั่าเอง ”
เมื่อเหลยเสวี่ยเฟิงเห็นว่ายังเหลืออีกสองคน
นั่นก็คือ ชวี่ ห้าวเหยียน กับ ไปั๋หลี่ จุยหุน มัน
จึงกล่าวว่า ” เหลืออยู่สองคน…ข้าคิดว่าน่าจะ
ฆ่าทิ้งเสียดีกว่า อีกคนเป็นบุตรชายของผู้
บัญชาการกองทัพ ส่วนอีกคนกก็เป็นแค่เจ้า
แคว้นเล็ก ๆ หากสังหารทิ้งก็ไม่น่าจะมีปัญหา
อะไร ”
เหลยเปั้าที่อยู่ด้านหลังมันพูดขึ้นว่า ” นาย
น้อยอย่าหนักมือถึงขนาดฆ่าแกงกันเลย
บางครั้งการสังหารก็ไม่ใช่วิธีที่เลวร้ายหนักหนา
สาหัสที่สุด ให้กระหม่อมลองหน่อยได้หรือไม่? ”
” ก็ได้…เอาสิ! ” เหลยเสวี่ยเฟิงหัวเราะ
แต่แล้วยอดฝีมือคนหนึ่งก็เดินออกมาจับ
ไปั๋หลี่ จุยหุน เอาไว้ จากนั้นผู้คนในกลุ่ม หลิงอี้
ก็เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้า ไปั๋หลี่ จุยหุน
สามารถแลเห็นได้ว่าในมือทั้งสองข้างของมัน
เต็มไปด้วยอัสนีที่กำลังเล่นแปร๊บ ๆ อย่างน่า
สะพรึงกลัว ข้างหนึ่งเป็นอัสนีสีน้ำเงินเข้ม ส่วน
อีกข้างหนึ่งมีสีเบาบางกว่า คาดว่าอัสนีทั้งสอง
คนแตกต่างกัน แล้วในช่วงเวลานั้นเอง มันก็จับ
จ้องไปยังจับไปั๋หลี่ จุยหุน อย่างน่าสะพรึงกลัว
จากนั้นก็ชกกำปันที่เต็มไปด้วยสายอัสนีเขาใส่
ท้องของไปั๋หลี่ จุยหุน เมื่อสัมผัสกับอัสนี ไปั๋หลี่
จุยหุน ก็กรีดร้องคำรามอย่างโหยหวน ทั่วทั้ง
ร่างปกคลุมไปด้วยสายอัสนี เมื่อจับจ้องมองดู
ใบหน้าซีดเซียวของมันยามนี้ เห็นได้ชัดว่ามัน
เจ็บปวดมากเพียงใด แต่มันก็ไม่อาจตายได้!
” หยุดเดี๋ยวนี้! ข้าขอสาบานต่อฟั้า! เมื่อใดที่
พวกเจ้าไม่ได้สุมหัวรวมตัวกันหมาหมู่ สักวัน
หนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นภายในวันนี้ ข้าจะตอบแทนคืน
กลับให้กับเจ้าเป็นสิบเท่า! ” โอรสเล่อตะโกน
ออกมาด้วยความโกรธ
“เพี๊ยะ!” ทันใดนั้นหลิงอี้ก็ตบหน้าโอรสเล่อ
มันยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า ” หุบปาก! เอาตัวเองให้
รอดก่อนเถอะ!”
มันกล้าตบหน้าโอรสเล่อ นับว่าบังอาจมาก
จริง ๆ อู่ อวี้ จ้องเขม็งไปที่กลุ่มของพวกมัน
อีกด้านหนึ่ง ดูเหมือนเหลยเสวี่ยเฟิงจะมิได้
สนใจความเกรี้ยวกราดของโอรสเล่อแม้แต่น้อย
ตอนนี้มันอยู่เบื้องหน้าของ ชวี่ เฟิงอวี๋ หลังจาก
นั้นมันก็หันไปพูดเหลยเปั้าว่า ” ลุงเปั้า ไม่ใช่แค่
ท่านที่อยากจะระเบิดความแค้น คอยดูข้าแล้ว
กัน! ”
ชวี่ เฟิงอวี๋ จ้องมองไปยังมือที่เหยียดยื่น
ออกมาด้วยความสิ้นหวัง จนกระทั่งมือของมัน
ทาบลงบนหน้าอก และบีบขยำลูบไล้ไปทั่วทั้ง
ร่าง เมื่อโดนกระทำเช่นนี้นางก็กรีดร้องออกมา
อย่างน่าสังเวชยิ่ง ชวี่ ห้าวเหยียน ที่อยู่ข้าง ๆ
อยู่ในอารมณ์โกรธแค้นเช่นกัน ทันใดนั้นเหลย
หวังก็ปรากฏตัวขึ้น ซึ่งมันใช้วิธีเดียวกับเหลย
เปั้าโดยจ้องเขม็งไปที่ ชวี่ ห้าวเหยียน จากนั้นก็
ใช้หมัดซึ่งเต็มไปด้วยสายอัสนีต่อยกระแทกเข้า
ใส่ท้องของเขา จนก็ทำได้เพียงร้องอย่าง
โหยหวนเท่านั้น ชวี่ เฟิงอวี๋ กรีดร้องร่ำไห้สะอึก
สะอื้นจนแทบขาดใจ กล่าวได้ว่าตั้งแต่เล็กจนโต
นางไม่เคยรู้สึกอัปยศใหญ่หลวงถึงเพียงนี้แล้ว
” คนสวย∼ เจ้าจะใช้วิธีเดียวกันกับข้า
หรือไม่? ” แม้ว่าหนานซาน หวางเยว่จะตกอยู่
ในสถานการณ์ยากลำบากแต่ก็ยังไม่วายพูด
หยอกเย้า ระหว่างที่กล่าวสายตาก็จ้องมองไปที่
เซวี๋ยนซิง
เซวี๋ยนซิงยิ้มอย่างมีเสน่ห์ นางเอื้อมมือ
ออกไปหยิบกระบี่จากนั้นก็ชี้ไปใต้ท้องน้อยของ
หนานซานแล้วพูดว่า ” ข้าตัดไอ้นั่นเจ้าทิ้งซะ
ดูซิว่า…เจ้าจะทำหน้ามีความสุขเช่นนี้ได้อีก
หรือไม่?”
” ไอ้หย๋า∼ แม่นางหากทำเช่นนั้นท่าน
จะต้องเสียใจแน่ ” หนานซาน หวางเยว่ กล่าว
ด้วยรอยยิ้ม
ด้วยอุปนิสัยของเขา หาได้รู้สึกหวาดกลัวต่อ
ความอัปยศอดสูแต่อย่างใดไม่ เนื่องจากตั้งแต่
เล็กจนโตความอัปยศทั้งหมดที่เคยได้รับมา มัน
มากมายเสียจน ทำให้เขาไม่รู้สึกสะทกสะท้าน
ต่อได้ เช่นเดียวกับ อู่ อวี้ แม้ตอนนี้เขาจะไม่
สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ แต่เขาก็ไม่ได้
รู้สึกยอมแพ้แต่อย่างใด
สถานการณ์ของเซวี๋ยนเฉินก็ไม่ได้ต่างจากฝา
แฝดผู้พี่อย่างเซวี๋ยนซิง ในมือถือจากกระบี่จ่อชี้
หน้า อู่ อวี้ กระบี่ในมือของนางสีฟั้าครามดูราว
กับดวงดาราบนท้องนภา ดูแล้วน่าจะเป็น
ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ซึ่งมีระดับต่ำ
กว่าพิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิงอยู่ขั้นหนึ่ง นางจี้
กระบี่ไปบนหน้าอกของ อู่ อวี้ ปลายกระบี่จมลึก
ฝังเนื้อทางทะลุไปกว่าครึ่งนิ้ว
“ไม่เจ็บหรือไง?” เซวี๋ยนเฉินถาม
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า ” เจ้าแค่แทง
กระบี่เข้าใส่ร่างของกล้าไม่กี่ที คิดว่าข้าจะหน้า
นิ่วคิ้วขมวดแล้วเช่นนั้นหรือ ”
เซวี๋ยนเฉิน กล่าวว่า ” ข้าเข้าใจ เจ้าเป็น
ประเภทมุ่งมั่นมีความอดทนสูง มีเพียงวิธีเดียว
เท่านั้นที่จะทำให้เจ้าก้มหัวโค้งคำนับ คือทำให้
คนที่เจ้าห่วงใยต้องเจ็บปวด เหลยเสวี่ยเฟิงเจ้า
คิดว่าแม่นางผู้นี้มีคุณสมบัติดังกล่าวหรือไม่ ? ”
เหลยเสวี่ยเฟิงที่กำลังใช้มือลูบคลำไปทั่วทั้ง
ร่าง ชวี่ เฟิงอวี๋ เมื่อได้ยินเซวี๋ยนเฉินกล่าว มันก็
หยุดมือแล้วจับจ้องไปยัง ชวี่ เฟิงอวี๋ ที่กำลังสั่น
เทาด้วยความหวาดกลัว จากนั้นเบนสายตาไป
มองเย่ซีซี มันจึงยิ้มขึ้นพร้อมกับพยักหน้าแล้ว
กล่าวว่า ” แหงอยู่แล้ว ข้าถึงยังไม่ได้ทำอะไรไง
เล่า แหมม…ของดี ๆ ก็ต้องเก็บไว้ตักตวง
ความสุขในภายหลังสิถึงจะถูก ฮ่า ๆ ๆ ”
ระหว่างที่พูดมันก็เดินมาเบื้องหน้า เย่ซีซี
เห็นได้ชัดว่ามันต้องการจัดการ เย่ซีซี ด้วยวิธี
เดียวที่ใช้กับ ชวี่ เฟิงอวี๋
“ ข้าขอพูดอีกครั้ง ข้าจะให้พวกเจ้าทุกคน
ชดใช้หนี้แค้นในครั้งนี้คืนนับ ๆ สิบเท่า!” โอรส
เล่อกล่าวขึ้นด้วยความคั่งแค้น
เพียะ!
ทุกครั้งที่เขาพูด หลิงอี้ ก็จะยิ้มแล้วตบหน้า
เขา
ยามนี้ เซวี๋ยนเฉิน ถือกระบี่ไว้ในมือ โดยมี
เหลยเสวี่ยเฟิงยืนอยู่ข้าง ๆ ส่วนเย่ซีซีก็อยู่ไม่
ห่างจาก อู่ อวี้ เหลยเสวี่ยเฟิงแสยะยิ้มพร้อมหัน
ไปกล่าวกับ เย่ซีซี โดยจงใจไม่มองหน้า อู่ อวี้
ว่า “สาวน้อย เจ้ารอข้านานไหม? ไม่ต้องห่วง
เดี๋ยวพี่ชายผู้นี้จะช่วยบริการเจ้าอย่างเต็มที่ เจ้า
เป็นแค่ผู้ฝึกตนนอกรีตที่ไม่มีภูมิหลังใช่หรือไม่?
ถ้าเช่นนั้นพี่ชายผู้นี้จะช่วยปรนเปรอเจ้า แล้วถ้า
เจ้าอยากติดตามพี่ชายผู้นี้ยอมกลายเป็นทาส
เพื่อคอยปรนเปรอข้าในภายหลัง ก็ค่อยว่ากันดี
หรือไม่? ”
รอยยิ้มของมัน ช่างดูชั่วร้ายหยาบคายเป็น
อย่างยิ่ง
เย่ซีซี แสดงสีหน้าเย็นชา นางมิได้เอื้อนเอ่ย
สิ่งใดออกมาสักคำ แต่ท่าทางการแสดงออกของ
นางเห็นได้ชัดเลยว่าสังหารคนได้
อันที่จริงแล้ว มีนางเพียงผู้เดียวที่สามารถร
จำแลงร่างกลายเป็นทรายทมิฬ แล้วก้าวออก
จากค่ายกลใยแมงมุมแย้มมังกรได้ อู่ อวี้ ทราบ
ดีว่าด้วยสถานการณ์ในยามนี้ นางที่กลายเป็น
ทรายทมิฬจะปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดยิ่ง ถึง
หลบหนีไปก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี แต่ถ้าไม่ทำอะไร
เลย นางก็ต้องประสบกับโชคชะตาอันเลวร้าย
เช่นเดียวกับ ชวี่ เฟิงอวี๋
ระหว่างที่ เหลยเสวี่ยเฟิง กำลังจะลงมือ อู่
อวี้ ก็จ้องเขม็งไปยังมัน แล้วกล่าวขึ้นว่า ” เหลย
เสวี่ยเฟิง หากแตะต้องนางแม้แต่เพียงปลายเล็บ
เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะจบชีวิตเจ้าในสามล
มหายใจ?”
“จบชีวิตข้า?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหลยเสวี่ย
เฟิง ก็หัวเราะขึ้นอย่างบ้าคลั่งแล้วกล่าวว่า ”
เอาสิ ข้าจะรอดู ว่าเจ้าทำได้อย่างที่ปากพูด
หรือไม่!” แน่นอนว่าการที่เจ้าตัวชั่วช้าบัดซบผู้นี้
ปรารถนาย่ำยี สร้างความอัปยศให้แก่เย่ซีซี เป็น
เสมือนดั่งการแตะเกล็ดมังกร อู่ อวี้!
จิตใจของ เซวี๋ยนเฉิน มืดทะมึนลง นาง
ตระหนักได้ทันทีว่า หากบดขยี้ทำร้าย อู่ อวี้ เขา
จะไม่ปริปากพูดหรือมีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ
แต่ถ้าต้องการทำร้ายสร้างความเจ็บปวดให้กับ
เย่ซีซี ผลที่ได้รับกลับแตกต่างออกไปอย่าง
สิ้นเชิง ดังนั้นความสนใจของนางจึงจดจ่ออยู่ที่
บทละครฉากนี้อย่างสมบูรณ์
บางทีพวกมันอาจคิดว่าคำพูดของ อู่ อวี้
เป็นแค่เรื่องตลกเพียงเท่านั้น
แม้กระทั่ง หลิงอี้ ก็อดไม่ได้ที่จะจับจ้องมองดู
ภาพฉากอันน่าตื่นเต้นนี้
แควกซ่า!
ทันใดนั้นการกระทำของ เหลยเสวี่ยเฟิง ก็
หยุดลง มันขมวดคิ้วแล้วจ้องมองไปยัง อู่ อวี้
ด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็น
หวาดกลัวถึงขีดสุด ทันใดนั้น ทั่วทั้งร่างของมัน
ก็ปรากฏหลุมโลหิตขึ้นจำนวนนับไม่ถ้วน พร้อม
กับสายโลหิตที่ระเบิดพวยพุ่งออกมา เพียงช่วง
สั้น ๆ ร่างของเหลยเสวี่ยเฟิงก็กลายเป็นซากศพ
ให้แห้งเหี่ยวไป!
“นายน้อย!” เหลยเปั้า , เหลยจวิน , เหลย
หวัง , เหลยสิง และคนอื่น ๆ พากันร้องตะโกน
ขึ้นด้วยความตกตะลึง พวกมันแลเห็นว่า
เบื้องหลังของ อู่ อวี้ ยามนี้ ปรากฏ อู่ อวี้ อีกคน
หนึ่ง ดวงเนตรของคนผู้นั้นเป็นสีโลหิต เกศาสี
ขาวปลิวไหวไปตามสายลม มีมือข้างหนึ่งถือ
กระบี่โลหิต ส่วนอีกข้างหนึ่งจับดาบสีดำทมิฬ
ขนาดใหญ่เอาไว้ ตรงด้ามจับมีหัวของคนห้อย
โตงเตงและตะโกนกู่ร้องเสียงดังลั่นอยู่!
ถูกต้องแล้ว พวกมันมิได้จับกุมร่างกลืน
สวรรค์ของ อู่ อวี้ ไปด้วย ดังนั้นร่างกลืนสวรรค์
จึงเป็นความหวังเดียวของเขา แต่ เหลยเสวี่ย
เฟิง บังอาจมาแตะต้องเกล็ดย้อนมังกรของ อู่
อวี้ ดังนั้น อู่ อวี้ จึงจำเป็นต้องลงมือ ผ่านไป
เพียงสามลมหายใจนายน้อยแห่งสระบูรพา
เดียวดายก็ถูกส่งไปลงนรกทันที
เนื่องจากท้ายสุดแล้ว มันผู้นี้มีพื้นฐานฝึกตน
อยู่แค่ระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่ 1
เท่านั้น ดังนั้นกระบี่สยบโลหิตจึงสังหารมันได้ใน
ทันทีทันใด
อย่างที่ทราบกันดีแม้กระทั่ง หลิงอี้ ยังไม่กล้า
สังหารผู้ใด แต่ อู่ อวี้ กลับลงมือได้อย่าง
เด็ดขาดกว่าพวกมันหลายขุม เขากล้าที่จะตวัด
มีด สะบั้นสังหารโดยไม่เกรงกลัวฐานันดรใน
ฐานะน้อยแห่งสระบูรพาเดียวดายแม้แต่น้อย
การแสดงออกครั้งสุดท้ายก่อนตายของ เหลย
เสวี่ยเฟิง นับว่ายอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง มันถูก
สังหารตกตายไปด้วยรูปลักษณ์ที่ดูผ่อนคลาย
อย่างที่สุด บางทีในชั่วอึดใจสุดท้าย มันอาจ
ต้องการร้องขอความเมตตากับ อู่ อวี้ แต่ก็เปล่า
ประโยชน์ ในเมื่อพวกมันเป็นคนลงมือก่อน
ชั่วอึดใจนั้นเอง เซวี๋ยนซิง กับ เซวี๋ยนเฉิน ก็
หวาดกลัวจนหันหลังหลบหนีไปทันที ผู้คนที่ราย
ล้อมอยู่รอบกาย อู่ อวี้ ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง อู่ อวี้
คิดว่าเมื่อตนลงมือไปแล้ว เขาก็จะไม่ปรานีอีก
ต่อไป ดังนั้นสายตาของร่างกลืนสวรรค์ จึงจับ
จ้องไปยังผู้ที่อ่อนแอที่สุดอย่างอสูรวิญญาณ
เหินหลิงอี้ เดิมทีแล้วหลิงอี้ที่ลงมือตบหน้าโอรส
เล่อไปสองสามฉาดใหญ่ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเวลา
ที่ภาคภูมิใจอย่างถึงที่สุด แต่ความตายเหลย
เสวี่ยเฟิง กลับทำให้หัวใจของมันเต้นกระหน่ำ
ด้วยความหวาดกลัวอย่างรุนแรง
“ พวกเจ้าจงดูการแสดงสะบั้นศีรษะของ
หลิงอี้ ไว้ให้ดี ” อู่ อวี้ ในร่างกลืนสวรรค์แสยะ
ยิ้มขึ้นอย่างหนาวเหน็บ การลงมือของเขาไวเกิน
กว่าที่ผู้ใดจะตอบสนอง ทันใดนั้น อู่ อวี้ ร่าง
กลืนสวรรค์ก็ใช้ดาบตัดฉับลงบนศีรษะของ
ตนเองทันที ถ้าการลงดาบนี้มีเปั้าหมายอยู่ที่ศัตรู
คนอื่น คนอื่น ๆ อาจจะเข้ามาหยุดเขาไว้ แต่
เขากลับลงดาบสะบั้นคอของตนเอง ดังนั้นพวก
มันจึงทำได้แค่ยืนมองด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง
จนกระทั่งทุกคนเห็นว่า คมมีดตวัดฉับผ่าน
ลำคอของร่างกลืนสวรรค์ ภาพปรากฏขึ้นดูราว
กับว่าใบมีดกำลังวาดผ่านความว่างเปล่า ทันใด
นั้นเองหัวของ หลิงอี้ ก็กระเด็นหลุดจากบ่า ร่วง
หล่นไปยังทะเลเพลิงที่อยู่เบื้องล่าง และถูกเปลว
เพลิงเผาผลาญจนมลายหายไปทันที จากนั้น
ร่างไร้ศีรษะที่กำลังลอยคว้างอยู่บนท้องเวหาก็
ร่วงหล่นตามไป!
สังหารสองบุคคลผู้โดดเด่นแห่งยุคในเวลา
เดียวกัน หนึ่งเป็นบุตรของเจ้าอาณาเขตสระ
บูรพาเดียวดาย ส่วนอีกหนึ่งเป็นบุตรของมหา
ราชาปีศาจวิญญาณเหิน คนทั้ง 2 ล้วนเป็น
ทายาทผู้สืบทอดในอนาคต! ซึ่งมีตัวตนสูงส่ง
เป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อย ๆ คนจากสระอัสนีพิโรธ
ก็ให้ความสำคัญกับ เหลยเสวี่ยเฟิง เป็นที่สุด
ถึงแม้ว่ากลุ่มมหาสมุทรแห่งความตายจะนำ
โดยหลิงฮั่น แต่ หลิงอี้ ที่ยังเยาว์วัยก็มีศักดิ์ฐานะ
ไม่ได้ด้อยไปกว่า หลิงฮั่น เลยทีเดียว
“หลิงอี้!” กลุ่มคนจากมหาสมุทรแห่งความ
ตายพากันกรีดร้องตะโกนขึ้น
พวกมันไม่คาดคิดเลยว่า บุคคลทั้งสองที่
พวกมันให้การคุ้มครองจะถูกสังหารจนตกตาย
ไปแล้ว
ซึ่งทุกคนล้วนตายด้วยน้ำมือของ อู่ อวี้ บาง
ทีพวกมันอาจไม่กล้าสังหาร อู่ อวี้ แต่เมื่อ
เปรียบเทียบกันแล้ว การลงมือของเขาด้วย
ความรวดเร็วและเด็ดขาดอย่างถึงที่สุด แตกต่าง
จากพวกมันที่ใช้วิธีอ้อมค้อมราวฟั้ากับเหว
กล่าวตามตรงโอรสเล่อกับผู้ติดตาม ไม่คิดว่า
อู่ อวี้ จะลงมือสังหารอย่างเด็ดขาดถึงเพียงนี้
สภาพของ ชวี่ ห้าวเหยียน กับ ไปั๋หลี่ จุยหุน ไม่
ต่างจากถูกบดขยี้ทำลายชีวิตไปครึ่งหนึ่งแล้ว
เรียกได้ว่าอยู่ในสภาพที่น่าอเนจอนาถยิ่ง ส่วน
ชวี่ เฟิงอวี๋ แม้ร่างกายจะยังไม่บุบสลาย แต่
จิตใจของนางก็ถูกบดขยี้ทำลาย แล้วทันใดนั้น
นางก็เห็นว่าคนที่สร้างความอัปยศให้แก่นาง ตก
ตายไปในสภาพที่โลหิตพวยพุ่งออกมาจากร่าง
แน่นอนว่าความตายนั้นน่าสังเวชกว่ามาก …