กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 106 :
เถาวัลย์มรกตพิศดาล และ ค่ายกลลวงใจ
ตลอดการเดินทางที่นำโดยปีศาจฉลาม เป็นไป
อย่างราบรื่น แม้จะต้องผ่านเส้นทางอันตราย
มากมาย เพื่อเข้าไปยังหุบเหวลึก เหล่าผู้คนที่มา
รวมตัวกันที่นี่ ต่างคิดกันไปในทางเดียวกันว่า ที่
แท้ รากฐานเซียน ได้ถูกซ่อนเอาไว้ในสถานที่
ลึกลับเงียบสงบเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า
เพราะเหตุใด พวกเขาจึงไม่สามารถหาพวกมันพบ
อู่ อวี้ เดินรั้งท้ายคณะ โดยทิ้งระยะห่างเอาไว้มาก
พอสมควร แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยกังวลสักเท่าไหร่นัก
แต่เขาก็ยังคงระมัดระวังตัว
” เดินเร็ว ๆ เร็วเข้าซี้!”
คนที่อยู่ข้างหน้า แผดเสียงตะคอกออกคำสั่งให้
ปีศาจฉลามเร่งฝีเท้า
” อีกไม่นานก็จะใกล้ถึงสถานที่ตั้งของ รากฐาน
เซียน แล้ว ”
อู่ อวี้ ยังจดจำเรื่องราว และ เหตุการณ์ ตอนที่
เจียง จุนหลิน ช่วงชิง ผลกำเนิดชีวิต ของเขาไปได้
เป็นอย่างดี หากในตอนนั้นเขาได้ของล้ำค่าอย่าง
ผลกำเนิดชีวิต กลับคืนมา เขาก็คงไม่ต้องเข้ามา
ท้าทายภายใน หุบเขาเซียน เช่นนี้
” ถ้า เจียง จุนหลิน บรรลุเข้าสู่ขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับ 5 และได้ทำการปลูกฝังรากฐาน
เซียนชนิดพิเศษ ข้าไม่มั่นใจว่าตัวของข้านั้นจะหา
ใช่คู่ต่อสู้ของมันหรือไม่? ”
อู่ อวี้ ล่วงรู้ดีว่า ตนเองเพิ่งร่ำเรียนเคล็ดวิชาเต๋าได้
แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ว่ากันว่า จริงๆแล้ว เซียนอมตะ เป็นผู้มอบเคล็ด
วิชาเต๋าให้แก่เหล่ามนุษย์เพื่อนำไปพัฒนา
ความสามารถ
ขณะที่ อู่ อวี้ กำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทันใด
นั้นตรงด้านหน้าของเขา ได้เกิดความวุ่นวายชุลมุน
ขึ้น
” แย่แล้ว! นั่นมันปีศาจหมีทมิฬ มันคงจะมาช่วย
ปีศาจฉลามเป็นแน่ ”
เชร้ง ! เชร้ง ! เชร้ง ! เชร้ง !
ในขณะนี้สาวกนิกายกระบี่หลายคน กำลังต่อสู้กับ
ปีศาจอย่างดุเดือด
ทางด้าน หลาน สุ่ยเยว่ และ พรรคพวกของนางอีก
3 คน เมื่อเห็นว่าเหล่าศิษย์ทั้ง 6 ตกเป็นฝั่าย
เสียเปรียบ จึงไม่คิดที่จะซ่อนตัวอีกต่อไป พวกเขา
ได้กระโจนเข้าร่วมวงต่อสู้ด้วย นี่จะทำให้พวกเขา
ยิ่งมีสิทธิ์ได้เข้าร่วมการแย่งชิง รากฐานเซียน มาก
ยิ่งขึ้น เพราะถึงยังไงแล้ว หากปีศาจปลาฉลาม
หลุดรอดออกไปได้ โอกาสที่จะเข้าถึง รากฐาน
เซียน ได้นั้นก็จะเลือนหายไปในพริบตา
” จับปีศาจหมีทมิฬให้ได้ มันจะทำให้เราได้
รากฐานเซียนถึง 2 ชิ้น! ”
แน่นอนว่า พวกเขาต้องการตัวของปีศาจหมีทมิฬ
อีกตัว เพื่อให้ช่วยค้นหารากฐานเซียน
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เคล็ดวิชาเต๋าของพวกเขานั้น
แข็งแกร่งอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเคล็ดวิชาเต๋ากระบี่
แต่หากต้องเผชิญหน้าต่อสู้กับปีศาจหมีทมิฬ ซึ่งมี
ความแข็งแกร่งทนทานแล้วนั้น ต่อให้พวกเขาผนึก
กำลังร่วมกันต่อสู้ ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะสยบมันลง
ได้เช่นกัน
สถานการณ์ในยามนี้ ได้เกิดเสียงดังอื้ออึงเซ็งแซ่ไป
ทั่ว ด้วยคลื่นพลังจาก เคล็ดวิชาเต๋า ทำให้สัตว์
และ แมลง ต่างๆโดยรอบได้ถูกสังหารไปมากมาย
พวกมันเหล่านั้นจึงต้องล่าถอยออกไปให้ห่างจาก
บริเวณนี้
โฮกกกกก!
ทันใดนั้น ปีศาจหมีทมิฬก็แผดเสียงคำรามขึ้น
ขณะที่เหล่าสาวกได้ปิดกั้นล้อมมันเอาไว้ แต่แล้ว
มันจะพุ่งตัวหลบหนีขึ้นไปบนภูเขา แม้มันจะไม่
สามารถช่วยปีศาจฉลามได้ แต่ปีศาจหมีทมิฬ ก็
สามารถหลบพ้นมือเงื้อมมือ ของสาวกไปได้อีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่ามันไม่สามารถรับมือ ต่อการโจมตีปิด
ล้อมของเหล่าสาวกจำนวนมากมายเช่นนี้ได้
อู่ อวี้ กำลังครุ่นคิดว่า เขาควรจะไล่ตามปีศาจหมี
ทมิฬไป หรือ ควรจะร่วมมือช่วยเหลือเหล่าสาวก
หลังจากที่ปีศาจมีทมิฬได้ลับหายไป แต่เขาเองก็
ยังคงอยู่รั้งท้ายขบวน ส่วนด้านหน้าในยามนี้
หลาน สุ่ยเยว่ กับ เหล่าสาวกอื่น ๆ กำลังหารือ
เกี่ยวกับการร่วมมือผนึกกำลัง เพื่อแย่งชิง และ
ค้นหารากฐานเซียน
แม้ว่าทุกคนจะไม่ค่อยเต็มใจ แต่เพราะศักดิ์ฐานะ
ของ หลาน สุ่ยเยว่พวกเขาจึงจำต้อง จำใจยอมรับ
” เหล่าสหายซ่างเซียน ถ้าเช่นนั้นก็จงอย่ารีรอ
โปรดรีบติดตามข้ามา! ” เมื่อสถานการณ์ของ
ตนเองตกเป็นรอง ปีศาจฉลามจึงต้องจำใจยอมนำ
ทางเหล่าสาวก เดินเข้าไปภายในหุบเหวลึก เพื่อ
ค้นหารากฐานเซียนต่อ แต่ดูเหมือนว่า อู่ อวี้ จะ
เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติเล็กน้อยบางอย่าง เขา
สังเกตเห็นว่ายิ่งเดินเข้ามาภายในหุบเหวลึกมาก
เท่าใด ภายในเส้นทาง และ พื้นที่โดยรอบ ก็ยิ่งมีงู
พิษอยู่บนพื้นมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งพื้นดินยังเปียก
แฉะเป็นอย่างมาก เท้าของเหล่าสาวกเปียกชุ่ม
โคลนอย่างต่อเนื่อง
ในยามนี้ บรรยากาศจากค่อย ๆ เริ่มมืดสลัว ก็
แปรเปลี่ยนกลายเป็นมืดมิด หากเป็นเพียงมนุษย์ป
ถุชนธรรมดา เดินเข้ามาแล้วต้องพบเจอกับความ
มืดมิดเช่นนี้ พวกเขาคงไม่อาจที่จะเห็นได้
แม้กระทั่งนิ้วมือของตนเอง ดูเหมือนว่าในตอนนี้
พวกเขากำลังอยู่ในถ้ำลึก ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าถ้ำ
ปกติทั่ว ๆ ไป
” เจ้าปีศาจ เจ้าแน่ใจเหรอว่าอยู่ข้างหน้า!” หลาน
สุ่ยเยว่ เดินเข้าไปหาปีศาจฉลาม แล้วจ้องมองมา
ด้วยสายตาที่เย็นยะเยือก
” ถูกต้อง! อีกไม่ไกลก็จะถึงแล้ว ข้าจะพาพวกเจ้า
ไปที่นั่น คราวนี้หน้าที่ปีศาจนำทางอย่างข้า จะได้
เสร็จสิ้นสมบูรณ์เสียที ฮ่ะ ๆ ๆ ” หลังจากนั้น
ปีศาจฉลามก็หัวเราะออกมา
จริงอยู่ว่าเปั้าหมายข้างหน้าอยู่อีกไม่ไกลนัก ตรง
พื้นที่ด้านหน้าดูค่อนข้างกว้างขวาง พื้นดินเปียก
แฉะไปด้วยดินโคลน และ กลิ่นเหม็นสาบโชย
คละคลุ้ง ซึ่งดูเหมือนว่ามันน่าจะเป็นสถานที่
เหมาะสม สำหรับซุกซ่อนรากฐานเซียนเอาไว้
……
” ท่านอาวุโส ท่านกำลังทำอะไร ? ” ภายในถ้ำลึก
ปีศาจจิ้งจอกก็ถามขึ้น
ในเวลานี้บุรุษผู้มีรูปโฉมหล่อเหลา ได้หยิบกะโหลก
ศีรษะมาวางเรียงกันอยู่บนพื้น ใช้เวลาไม่นานนักก็
วางครบ 99 เล่ม
” ข้ากำลังวางค่ายกล ”
” ค่ายกล !? มิใช่ว่ามีแค่เพียงผู้อาวุโสที่อยู่ในขั้น
สร้างแกนปีศาจเท่านั้น ถึงจะสามารถจัดตั้งค่ายกล
วางวงเวทย์ผนึกได้มิใช่หรือ ? ” ปีศาจจิ้งจอกแสดง
สีหน้าเคารพเทิดทูนถึงขีดสุด
” อันที่จริง นี่เป็นเพียงวงเวทย์คัดลอกเท่านั้น ถึง
มันจะคาดเคลื่อนไปจากที่ข้าคาดเอาไว้ ถึงแม้จะ
ไม่ใช่วงเวทผนึกที่แท้จริง แต่หากนำมาใช้เพียงจับ
ตัวผู้ฝึกตนหนุ่มสาวพวกนั้น ก็ย่อมไม่มีปัญหาใด”
ชายหนุ่มรูปงามกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนี้
ยิ่งทำให้บุรุษผู้นี้ดูสง่างามน่าหลงไหลมากยิ่งขึ้น
” เชี่ยนเอ๋อ เคยได้ยินมาว่า เมื่อเทียบกับวงเวทย์
เคล็ดวิชาเต๋าของเจ้าผู้ฝึกตนพวกนั้นแล้ว วงเวทย์
ปีศาจของเรามีความลึกลับซับซ้อนพิสดารกว่านั้น
มาก ซึ่งขนาดวงเวทย์ที่อาวุโสขั้นสร้างแกนปีศาจ
วาดขึ้น ก็ยังเป็นเพียงรูปแบบคัดลอก หากจะวา
ดวงเวทย์นี้ให้ได้อย่างสมบูรณ์ขึ้นมาจริงๆ คงต้อง
บำเพ็ญเพียรอย่างหนักมานับหมื่น ๆ ปีใช่หรือไม่ ?
” ปีศาจจิ้งจอกถามขึ้นด้วยความสงสัย
ชายหนุ่มรูปงามเงยหน้าขึ้นมองปีศาจจิ้งจอก
ภายในดวงตาของเขาแฝงไปด้วยความจริงจัง
พร้อมกับก้าวขึ้นมาว่า ” ค่ายกลเต๋านั้นถือได้ว่าลึก
ล้ำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งกล่าวตามจริงแล้ว วงเวทย์
ปีศาจของเรานั้นยังถือได้ว่าห่างไกลจากมนุษย์ที่
อยู่ในขั้นสร้างแกนนภา และกระทั่งผู้ซึ่งบ่มเพาะ
พลังจนเข้าบรรลุเข้าสู่ขั้น ‘ตำหนักม่วงทะเลมรกต’
ที่มีอำนาจพลังพลิกฟั้าพลิกปฐพี ก็ยังไม่สามารถ
สร้างวงเวทย์อันไร้มลทินขึ้นมาได้ คงมีเพียงแค่ผู้ที่
บรรลุสู่ระดับ ‘ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ’ ในตำนาน ว่า
กันว่าหมื่นปีถึงจะมีสักตนที่ได้เข้าสู่ระดับนั้นได้
และผู้ที่จะบรรลุสู่ระดับ ‘ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ’ ได้
นั้น จะต้องมีสายเลือดปีศาจที่สูงล้ำยิ่ง”
” ท่านอาวุโส ที่ท่านกล่าวเช่นนี้แดงว่า ดินแดน
เทพตงเสิ้ง แห่งนี้ มีมหาปีศาจที่บรรลุเข้าสู่ระดับ
ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะด้วยงั้นหรือ? ”
” แน่นอนว่าย่อมมี เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถรับรู้
ถึงพวกท่านได้เท่านั้น พักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เหยื่อ
ของเราใกล้จะมาถึงแล้ว ” สายตาของชายหนุ่ม
รูปงามองออกไปนอกถ้ำ ฉับพลันแววตาของเขาก็
เปลี่ยนไปทันที มือของเขาเคลื่อนไหวขยับวาด
อาคมอย่างรวดเร็ว ครู่ต่อมาก็เกิดปฏิกิริยา
บางอย่างขึ้นกับกระโหลกศีรษะ เส้นลำแสง
เชื่อมต่อกันจุดต่อจุดกับกะโหลกศีรษะที่ถูกฝัง
เอาไว้ใต้ดิน เมื่อมองจากด้านบนแล้ว จะสามารถ
มองเห็นกะโหลกศีรษะขนาดยักษ์ก่อรูปขึ้นได้อย่าง
ชัดเจน
” ข้าวางค่ายกลเสร็จแล้ว เจ้ายืนอยู่ตรงนี้นิ่ง ๆ
ห้ามขยับเคลื่อนไหวเป็นอันขาด ไม่ชัดนั้นค่ายกลก็
อาจจะปันปั่วนขึ้นได้ ‘” ชายรูปงาม บอกให้ปีศาจ
จิ้งจอกอยู่ในตำแหน่งที่เขาจัดเตรียมเอาไว้
” ท่านอาวุโส ค่ายกลนี้มีชื่อเรียกว่าอะไร? ”
“ค่ายกลลวงใจ ”
“ความสามารถของมันคืออะไร?”
” ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ผู้ใดที่ติดมาอยู่ในค่ายกลนี้
เข้า คน ๆ นั้น จะหลงมัวเมาไปกับภาพมายาอัน
เป็นเท็จ แผนของข้าคือทำลายพวกมันทีละคน ๆ
ไม่ว่าผู้ใดก็ตาม มันจะไม่มีโอกาสได้ใช้ยันต์เพลิง
แดงทะยานฟั้า”
ทันใดนั้นก็มีเสียงเซ็งแซ่มาจากด้านนอก เสียงนี้
ยืนยันได้ว่าปีศาจฉลามได้ล่อเหยื่อมาติดกับแล้ว
” ที่นี่แหละ ” การนำทางของปีศาจฉลามก็หยุดลง
เนื่องจากในเวลานี้ เหล่าสาวกได้ก้าวเข้าสู่ ‘ค่ายกล
ลวงใจ’ แม้ว่าภาพที่อยู่ด้านหน้าของพวกเขา จะ
เป็นเพียงแค่ภาพมายาจำแลง แต่สำหรับเหล่า
สาวกที่อยู่ในระดับหลอมหลวม กลับได้ผลจนชะงัก
เหล่าสาวกต่างตื่นเต้นยินดี เนื่องจากพวกเขาคิด
ว่า รากฐานเซียน อยู่ในสถานที่แห่งนี้ แต่พวกเขา
ยังคงดูทีท่าของกันและกันอยู่ และในทันทีที่ปีศาจ
ฉลามกล่าวขึ้นว่า รากฐานเซียน อยู่ในวงเวทย์
แห่งนี้ พวกเขาทั้งหมดจึงวิ่งเข้าไปในวงเทย์ที่เป็น
วงกลมทันที
“มีบางอย่างผิดปกติแล้ว!”
ในเวลานี้ อู่ อวี้ ได้เดินเข้ามาถึงภายในถ้ำแล้ว
ภายในถ้ำมืดมิดจนแทบมองไม่เห็น แต่เป็นเพราะ
รากฐานเซียน ได้ทำให้เหล่าสาวก เริ่มขาดสติ และ
วิ่งเข้าไปอย่างไม่คิด
อู่ อวี้ เป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้ ก้าวเข้าสู่วงเวทย์
“เกิดอะไรขึ้น”
จากมุมมองสายตาของ อู่ อวี้ หลังจากเขาเห็น
เหล่าศิษย์วิ่งตามปีศาจฉลาม เข้าไปในวงเวทย์
แล้ว พวกเขาก็ยืนนิ่งไร้สติสำนึกในทันที พวกเขา
ต่างจ้องมองกันและกันด้วยดวงตาเบิกโพรง บาง
คนก็ทำท่าราวกับกำลังจมน้ำ ทำท่าโบกมือและเท้า
ราวกับกำลังว่ายน้ำฝั่าคลื่น
เกิดเรื่องผิดปกติขึ้น!
“หลุมพราง!”
ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าใครคือผู้วางแผน และ กระทำ
สิ่งนี้ แต่เขารู้ว่ามันคือหลุมพราง! อู่ อวี้ ขมวดคิ้ว
จ้องมอง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเลือกจะถอยออกจาก
ที่นี่ สัญชาตญาณได้ร้องเพื่อเตือนเขาว่า หากเขา
ยังคงอยู่ที่นี่ต่อไป จะต้องพบเจอกับอันตรายอัน
ใหญ่หลวง
เนื่องจากตรงด้านหน้าของเขาเวลานี้ มีตัวอย่างให้
เขาได้เห็นอย่างชัดเจน อย่างเช่น หลาน สุ่ยเยว่
นางแสดงทีท่าผ่อนคลายออกมาเป็นอย่างนี้ ขณะที่
นางกำลังนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนดินโคลน ราวกับ
ว่ามันคือเตียงที่แสนสะดวกสบาย จนนางสามารถ
หลับลงได้อย่างสงบ
เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ สำหรับ อู่ อวี้ ที่เพิ่ง
เหยียบก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเซียนแล้ว ถือเป็นน่า
เหลือเชื่ออย่างยิ่ง!
“อันตราย!”
“ข้าต้องออกจากที่นี่!”
เขาหันหลังทันที และ กำลังจะออกวิ่ง
แต่ในเวลานั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเงาร่าง 2 ร่างปรากฏขึ้น
เบื้องหลังของเขา หนึ่งคือบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อ
เหลารูปร่างผอมเพรียว ส่วนอีกหนึ่งคือ สตรี
โฉมงามสะคราญ ซึ่งความงามนี้สามารถเป็น
ชนวนก่อให้เกิดเหตุแห่งภัยพิบัติได้ นั่นก็คือปีศาจ
จิ้งจอก เชี่ยนเอ๋อ ผู้ที่มีความหลงใหลอันน่าเย้า
ยวนจนไม่สามารถละสายตาได้นั่นเอง
“ปีศาจตนนั้น ไม่ได้ถูกคันเบ็ดอสูรควบคุม!”
อู่ อวี้ ตกตะลึง
เพียงชั่วพริบตา อู่ อวี้ ก็พบว่าร่างกายของบุรุษ
หนุ่มรูปงาม ไม่มีแม้แต่เส้นด้ายจากคันเบ็ดอสูร
ผูกมัดเอาไว้อยู่
กลิ่นอายปีศาจหนาแน่นรุนแรง ที่แผ่ออกมาจาก
ร่างกายของบุรุษผู้นั้น ทำให้ อู่ อวี้ ถึงกับลม
หายใจติดขัด และ รับรู้ได้ในทันทีว่า เขาคือปีศาจ
เจริญวัยเต็มที่แล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น ปีศาจตนนี้ต้องมีความแข็งแกร่งน่า
สะพรึงกลัวยิ่งกว่าหมีทมิฬเสียอีก เนื่องจากใน
เวลานี้ แม้กระทั่งปีศาจจิ้งจอกก็ยังยืนเคารพนบ
นอบอยู่เบื้องหลังของเขา เห็นได้อย่างชัดเจนว่า
เขาเป็นผู้นำของพวกมัน
“ภายในหุบเขาโชคชะตาเซียนแห่งนี้ มีปีศาจตน
หนึ่งซึ่งไม่ถูกควบคุมเอาไว้ เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้
อย่างไร มันแอบลอบเข้ามางั้นรึ?”
มีเพียงคำอธิบายเดียวเท่านั้นทีเป็นไปได้
ชั่วพริบตา มันทำให้ อู่ อวี้ ได้เกิดความรู้สึก
หวาดกลัวราวกับขาของเขากำลังก้าวเข้าสู่ห้วง
แห่งความตาย
บนเส้นทางแห่งการฝึกตนในวิถีแห่งเต๋านี้ มีปีศาจ
มารอยู่มากมายไร้สิ้นสุด
ปีศาจจิ้งจอกยิ้มยั่วยวน พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “อู่
อวี้ ในที่สุดข้าก็หาท่านพบ ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน
ท่านได้โปั้ปดข้าเอาไว้ ข้าเองก็กำลังตามหาท่าน
อยู่พอดี แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกินที่จะหาท่าน
พบ ทำไมท่านถึงทำให้ข้าผิดหวังเช่นนี้ ? ”
ไม่ว่าผู้ใดก็ตาม หากได้ยินถ้อยคำที่นางจิ้งจอก
กล่าวกับ อู่ อวี้ จะต้องรู้สึกอิจฉาริษยาเขาเป็น
ที่สุด จนแทบอยากจะกระโจนเข้าไปฉีกกระชาก
ร่างของเขา นี่คือมนต์เสน่ห์ของปีศาจจิ้งจอก อู่ อวี้
รีบเข้าสู่ จำแลงภาพหัวใจวานร ในทันที หากเขา
ต้องตกอยู่ในเสน่ห์ชวนหลงไหล ของปีศาจจิ้งจอก
เข้าแล้วล่ะก็ เห็นทีชีวิตของเขาอาจต้องหาไม่
“เพลิงแดงทะยานฟั้า!”
อู่ อวี้ ฉุกคิดขึ้นมาในทันใด ว่านี่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่
สามารถช่วยเหลือเขาได้ในยามวิกฤตเช่นนี้ได้
“หึหึหึ”
แต่หน้าเศร้ายิ่งนัก ที่บุรุษรูปงามได้เตรียมการ
สำหรับเรื่องนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่
ปีศาจจิ้งจอกจะเอื้อนเอ่ยวาจาออกไป บุรุษรูปงาม
ได้กวาดมือออกไป และทันใดนั้นเองบ่วงเถาวัลย์สี
เขียวเข้ม ก็คงเข้ามาพันแขนของ อู่ อวี้ เอาไว้
กลีบใบของมันคมกริบราวกับใบมีด ปลายอัน
แหลมคมสามารถแทงทะลุผ่านชั้นเนื้อหนัง เสมือน
ดั่งอสรพิษที่กำลังเฝั้ารอตะครุบเหยื่อ มีแสงสีเขียว
ไหลเวียนอยู่ภายในเถาวัลย์นี้ จนสามารถมองเห็น
อย่างชัดเจนว่า มีอักขระสีเขียวมรกตจำนวนมาก
ปรากฏอยู่บนใบไม้นั้น
“นั่นมันศาสตราเต๋า ปีศาจกำลังใช้ศาสตราเต๋า!”
อู่ อวี้ มั่นใจอย่างยิ่งว่า อักขระสีเขียวมรกต ที่
ปรากฏอยู่บนเถาวัลย์ จะต้องเป็นศาสตราเต๋าอย่าง
แน่นอน พลังอำนาจของมันเหนือกว่าพลอง
พิชิตมารของเขานับสิบเท่า นอกจากคันเบ็ดอสูร
ของ ผู้อาวุโสเซินถู และ ศาสตรากระบี่ของท่าน
อาจารย์ เฟิง ซัวหยา และ หลาน ฮั้วหยุน ส่วน
ศาสตราเต๋าของปีศาจตนนี้ ควรจะเป็นหนึ่งใน
ศาสตราเต๋า แข็งแกร่งมากที่สุดเท่าที่ อู่ อวี้ เคยได้
พบเห็นมาก่อน
เมื่อศาสตราเต๋าชิ้นนี้ปรากฏขึ้น มันให้ อู่ อวี้ รู้สึก
สั่นสะท้านไปถึงจิตวิญญาณ
หากกล่าวถึงศาสตราเต๋า ซึ่งมีความสามารถจัดอยู่
ในประเภทผูกมัดพันธนาการแล้ว เถาวัลย์สีเขียวนี้
ทรงพลังอำนาจกว่า ‘ลำนำสายรุ้ง’ มากนัก ใน
เวลานั้นเองเถาวัลย์สีเขียวมรกต ก็เริ่มเคลื่อนไหว
ฉวัดเฉวียน ด้วยความเร็วที่ไม่สามารถมองเห็นได้
ด้วยตาเปล่า ต้นเถาวัลย์พันคดเคี้ยวกลายเป็นบ่วง
รัดอยู่รอบกายของ อู่ อวี้ ประมาณ 3 รอบ มันรัด
พันอย่างแน่นหนา ตั้งแต่แขนจรดลงไปถึงขาของ
เขา แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งไปกว่านั้นก็คือกิ่งก้าน
ใบ และ หนามอันแหลมคมของมัน ได้กรีดแทง
ทะลุเข้าสู่ร่างกายของ อู่ อวี้!
ก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส!
อึก… อ๊าก!
ทั่วทั้งร่างของ อู่ อวี้ ในยามนี้ ได้ถูกกรีดแทงเจาะ
ทะลุจากคมมีดใบไม้ และ หนามอันแหลมคม
โลหิตสีแดงสดสาดทะลักออกมาจากบาดแผล
ความเจ็บปวดนี้เรียกได้ว่าเกินกว่าจะพรรณนา
อู่ อวี้ ได้เตรียมใช้ยันต์เพลิงแดงทะยานฟั้า แต่ใน
ชั่วพริบตานั้นเอง เขาก็ถูกหยุดเอาไว้
“อย่าพยายามต่อต้านเลย ไร้ประโยชน์เปล่า ๆ
‘เถาวัลย์มรกตพิสดาร’ ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะสามารถ
ต้านทานได้ ยิงต่อสู้ ยิ่งดิ้นรนมากเพียงใด ความ
เจ็บปวดก็ยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เจ้าไม่ต้อง
กังวล ท่านอาวุโสเพียงต้องการให้ข้ากักตัวเจ้า
เอาไว้เท่านั้น ตอนนี้ ยังไม่ใช่เวลาตายของเจ้า ”
ปีศาจจิ้งจอกส่งรอยยิ้มยั่วยวนออกมาให้แก่เขา
มันช่างเป็นภาพที่ติดตราตรึงใจอย่างยิ่ง
เถาวัลย์มรกตพิสดาร
แน่นอนว่า หาก อู่ อวี้ ไม่พยายามดิ้นรนขัดขืน
เถาวัลย์นี้ก็มัดตัวของเขาไว้เพียงเท่านั้น ไม่ขยับ
เขยื้อน หรือ สร้างความเจ็บปวดให้เขาแต่ประการ
ใด
ในเวลานี้ อู่ อวี้ สามารถมองเห็นหมีทมิฬอยู่
ภายนอกได้อย่างชัดเจน เมื่อเขานึกย้อนกลับไป
ตอนที่เผชิญหน้ากับหมีทมิฬ เขาจะฉุกคิดที่มาได้
ในทันทีว่า บุรุษรูปงามจะต้องออกคำสั่งให้แก่หมี
ทมิฬ มาบอกกล่าวแก่ปีศาจฉลาม ให้ล่อพวกเขา
มายังสถานที่แห่งนี้ นี่ถือเป็นแผนการที่วางแผน
เอาไว้อย่างแยบยล แต่เปั้าหมายของพวกเขาคือ
อะไรกันแน่?
” ปีศาจจิ้งจอกบอกว่า ยังไม่ถึงเวลาตายของข้า ถ้า
เช่นนั้นพวกเขากำลังจะถูกสังหารงั้นรึ?”
เมื่อคิดขึ้นมาถึงตรงนี้ อู่ อวี้ ถึงกับอ้าปากค้างขึ้น
ด้วยความตกตะลึง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ