กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1063: หิ่งหอย
โอรสยวี่อาศัยความแข็งแกร่งของตนเอง พูด
โท่ง ๆ อย่างไร้ยางอายทำเอาทุกคนอึ้งไปทีเดียว
เขาเป็นโอรสองค์โต เป็นเสมือนตัวแทนของ
ชาวเหยียนหวงในเข้ามาในเจดีย์วิญญาณบรรพ
กาลแห่งนี้
อู่ อวี้ รู้จักเขาดี ทั้งยังรู้ว่าระหว่างเขากับ
จักรพรรดิโบราณมีความสัมพันธ์ค่อนข้างพิเศษ
ต่อกัน เป็นความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นยิ่งกว่า
โอรสเล่อกับจักรพรรดิโบราณเสียอีก
เพราะโอรสยวี่ฝึกฝนบำเพ็ญตนมานานเกือบ
500 ปีแล้ว 100 ปีหลังจากนี้ หากเขาล้มเหลว
ในการรับทัณฑ์สวรรค์ 2 ครั้งสุดท้ายที่เหลืออยู่
นั่นก็คือ วายุคลั่ง กับ มหาภัยพิบัติแห่งเซียน
หลังจากนั้นความพากเพียรอุตสาหะที่สู้อุตส่าห์
ฝึกฝนอดทนมานานหลายปี จะกลับกลายเป็น
สูญเปล่าไปในพริบตา
ด้วยกลิ่นแห่งความตายที่กำลังคืบคลานเข้า
มา ทำให้แรงปรารถนาในการครอบครองไข่มุก
ทองคำเหยียนหวง แรงกล้าเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้ง
มันยังรู้สึกไม่มั่นใจในตนเอง รู้สึกว่าจักรพรรดิ
โบราณไม่เคยเห็นคุณค่าแลให้ความสำคัญในตัว
เขาเลย ซึ่งตรงข้ามกับโอรสเล่อที่ดูเหมือน
จักรพรรดิโบราณพยายามแสดงสัญญาณในทุก
ๆ อย่าง
การที่เขายอมบอกตรง ๆ ว่าอยากจะติดตาม
โอรสเล่อไปด้วยจะเสมือนดั่งเงาตามตัว นั่น
หมายความว่าเขายอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อ
ไข่มุกทองคำเหยียนหวง
หากต้องเผชิญหน้ากับเขา นับว่าเป็นเรื่อง
อันตรายอย่างมาก
เมื่อโอรสยวี่พูดจบ อู่ อวี้ กับคนอื่น ๆ ก็หัน
หลังจากไปทันที ดูเหมือนว่าโอรสยวี่จะหายตัว
ไปในทันทีเช่นกัน ด้วยฝีมือระดับสามภัยพิบัติ
ค้นหาเต๋าขั้นที่ 8 นี้ ย่อมมีทักษะกลเม็ดมากมาย
สารพัดวิธีที่จะนำมาใช้
เพียงชั่วพริบตาโอรสยวี่ก็เร้นกายหายตัวไป
แล้วคอยติดตามพวกเขาอย่างเงียบ ๆ มีเพียง
เนตรเพลิงของ อู่ อวี้ เท่านั้นที่สามารถมองเห็น
เขาได้ แต่เป็นเพราะเขาเปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเร็ว อีกทั้งรูปแบบยังไม่แน่นอนจนเนตร
เพลิงของ อู่ อวี้ ยากจะตรวจพบได้ เรียกได้ว่านี่
คือสุดยอดทักษะอย่างแท้จริง มันก็จริงอย่างที่
เขาพูดไว้ว่าไม่มีทางที่ อู่ อวี้ หรือคนอื่น ๆ จะ
สามารถสลัดเขาหลุดได้
ระหว่างที่ทุกคนมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น
แล้ว แต่กลับถูกโอรสยวี่คอยสะกดรอยตามอยู่
ข้างหลังต้อย ๆ เช่นนี้ มันทำให้โอรสเล่อรู้สึกไม่
มีความสุขเป็นอย่างมาก เขาอยากจะใช้ร่างกาย
นี้และทุกอย่างที่มีตามหาไข่มุกทองคำเหยียน
หวง แต่ตอนนี้ดันมีกระดูกชิ้นโตขวางคออยู่ ดู
เหมือนว่าโอกาสที่จะได้รับไข่มุกทองคำเหยียน
หวงคงจะหมดสิทธิ์แล้ว
“ พอมีทางไหนที่จะสลัดโอรสยวี่ได้บ้าง ? ”
” อย่าคิดว่าเราก้าวหน้าขึ้นมากแล้วจะทำอัน
ใดก็ได้ กะอีแค่ยกระดับเพียงไม่กี่ขั้น มันเทียบ
ไม่ได้กับคนที่บำเพ็ญตนมานานหลายร้อยปี ทั้ง
พลังฝีมือแลประสบการณ์ของโอรสยวี่เทียบเท่า
กับปูั่ของเราเลยด้วยซ้ำ ”
” โดนเขาจับตามองทุกฝีก้าวขนาดนี้ อีกทั้ง
คนของเราก็มากด้วย บอกได้เลยว่าการสลัด
โอรสยวี่ทิ้งมันยากยิ่งกว่าการปีนปั่ายขึ้นสวรรค์
เสียอีก ”
ชวี่ ห้าวเหยียนรู้สึกหดหู่ใจอยู่ไม่น้อย พลัง
ของมันเพิ่งถูกยกระดับเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำ
ให้จิตวิญญาณของมันฮึกเหิมอย่างที่สุด แต่ผู้ใด
จะไปคิดว่าพอออกมากลับต้องมานั่งอมทุกข์
ระทมหดหู่เยี่ยงนี้
” ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราต้องยึดมั่นทำตาม
เปั้าหมายเดิม ข้าคิดว่าสมควรถึงแก่เวลาแล้วที่
เราจะขึ้นสู่เจดีย์วิญญาณบรรพกาลชั้นที่ 3 เสีย
ที อู่ อวี้ เจ้ามีความคิดเห็นเช่นไร? ” โอรสเล่อ
ตัดสินใจ
แต่เมื่อลองฟัง ๆ ดูแล้วน้ำเสียงของโอรสเล่อ
ยังเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ต้องการ
ความเห็นยืนยัน สำหรับการตัดสินใจนี้ ดูเหมือน
เขาจะยก อู่ อวี้ เป็นหัวหอกเสียมากกว่า
” ขอเวลาหนึ่งวัน หลังจากนั้นเราค่อยขึ้นไป
บนชั้นที่ 3 ของเจดีย์วิญญาณบรรพกาล ” อู่
อวี้ กล่าว
แม้โอรสเล่อจะไม่รู้ว่า อู่ อวี้ คิดจะทำอะไร
แต่พระองค์ก็เลือกที่จะเชื่อใจเขาอย่างไม่มีข้อ
กังขา สำหรับเวลาที่เหลืออีก 1 วัน พวกเขาก็
แค่เดินวนไปรอบ ๆ โลกแห่งเปลวเพลิงเท่านั้น
ถึงแม้ว่าอาจจะไม่พบเจอสิ่งใดก็ตาม
อย่างน้อย ๆ เขาก็สามารถไต่ถามคนอื่น ๆ
ว่าในช่วง 20 กว่าวันที่ผ่านมานี้มีข่าวคราวการ
ปรากฏตัวของไข่มุกทองคำเหยียนหวงบ้าง
หรือไม่
หลังจาก อู่ อวี้ กล่าวกับโอรสเล่อแล้ว
ฉับพลันร่างต้นของเขาก็หายไปจากสายตาของ
ทุกคนทันที ทิ้งไว้เพียงร่างกลืนสวรรค์ซึ่งมีเรือน
ผมสีขาวและนัยน์ตาสีโลหิตไว้เพียงเท่านั้น อู่
อวี้ ร่างนี้สวมใส่อาภรณ์สีดำ ให้ความรู้สึกหล่อ
เหลาสง่างาม เสมือนดั่งหนานซาน หวางเยว่
แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นชาราวกับปีศาจ แต่ถ้า
ถามถึงนิสัยไม่ได้ดูเหลาะแหละรุ่มร่าม เจ้า
สำราญเสมือนเช่นดั่ง หนานซาน หวางเยว่
นับว่าดูมีเสน่ห์เป็นอย่างมาก
พวกเขาทั้งหมดรู้สึกแปลก ๆ ราวกับว่ามีคน
แปลกหน้าเพิ่มขึ้นมาอีกคน แต่พอได้พูดคุยกันก็
เสมือนกับว่าคนผู้นี้เป็น อู่ อวี้ ตัวจริง
ส่วน อู่ อวี้ ร่างต้นอยู่ภายในเจดีย์ล่องกำเนิด
การที่เขามาอยู่ในเจดีย์ล่องกำเนิด เพราะ
ต้องการท้าทายหุ่นเชิด
ตอนนี้พลังฝีมือของร่างกลืนสวรรค์อยู่ใน
ระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่ 4 ซึ่งไม่ใช่คู่
ต่อสู้ของหุ่นเชิดตัวใหม่ที่เขาจะท้าทาย ดังนั้น อู่
อวี้ จึงเข้ามาคนเดียว
ถึงแม้เขาจะขอเวลาโอรสเล่อหนึ่งวัน แต่
ความจริงแล้วเขาอาจไม่ได้ใช้เวลาขนาดนั้นจริง
ๆ เพราะเมื่ออยู่ภายในเจดีย์ล่องกำเนิดเวลา
ภายนอกจะเทียบเท่ากับ 5 วัน ด้วยเวลา
ดังกล่าวมันมากเพียงพอให้เขาจะท้าทาายหุ่น
เชิดที่แข็งแกร่งขึ้น
ในช่วงแรก ๆ อู่ อวี้ รู้สึกกังวลเล็กน้อย ด้วย
พื้นฐานฝึกตนปัจจุบันของเขาอยู่ระดับก่อร่าง
กำเนิดจิตเทวะขั้นที่ 10 เป็นเรื่องปกติที่เขา
จะต้องอยากท้าทายหุ่นเชิดลำดับที่ 9 ซึ่งเป็นหุ่น
เชิดที่แข็งแกร่งมากที่สุด หุ่นเชิดตัวนี้มีพื้นฐาน
ฝึกตนอยู่ในระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่ 8
ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับโอรสยวี่ แม้แต่ในชมพู
ทวีปโลกธาตุ หากให้ควานหายอดฝีมือระดับนี้
ยังหาได้ยากยิ่ง
ถ้าหุ่นเชิดลำดับนี้ปรากฏตัวขึ้นจริง แสดงว่า
เจดีย์ล่องกำเนิดนั้นมีคุณค่าสูงล้ำอย่างยิ่ง จวบ
จนทุกวันนี้ อู่ อวี้ ยังไม่เห็นว่าตนเองจะสามารถ
พิชิตเจดีย์ล่องกำเนิดได้จริง ๆ เสียที มันยังคง
เต็มไปด้วยความลึกลับพิสดารตราบจนทุกวันนี้
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ที่มีหุ่นเชิด ซึ่งมีพื้นฐานฝึก
ตนเทียบเท่าได้กับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่ 8
อยู่ใต้อาณัติ กล่าวได้ว่านี้ระดับคุณค่าของมันสูง
ล้ำเสียจน ‘ศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภา’ ไม่อาจ
เทียบเคียงได้อีกต่อไป
แน่นอนว่าเปั้าหมายในการท้าทายของ อู่ อวี้
วันนี้ คือหุ่นเชิดที่มีพื้นฐานฝึกตนน้อยกว่าระดับ
สามภัยพิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่ 8 เพราะเขารู้ตัวเอง
ดีว่า ความสามารถในการต่อสู้ข้ามขั้นเขามา
จากความแข็งแกร่งทางกายเนื้อและพลัง
อิทธิฤทธิ์ แต่ในตอนนี้ข้อได้เปรียบของเขายังไม่
มีความคืบหน้าใด ๆ ทว่ามันถูกชดเชยด้วยพลัง
แก่นแท้ตำหนักม่วงที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นด้วยความ
แข็งแกร่งของร่างต้นในปัจจุบัน การเลือกหุ่น
เชิดที่มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับค้นหาเต๋าขั้นที่
6 จึงถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
ซึ่งมันเป็นหนทางที่จะทำให้เขารู้สึกสบายใจ
ที่สุดแล้ว
เพราะเมื่อเขาเลือกที่จะท้าทาย หุ่นเชิดทั้ง
เก้าที่อยู่ในวงเวทปรากฏตัวขึ้นทั้งหมด วงเวทสี
ดำและขาวก่อนหน้านี้ถูกเลื่อนลงไปอยู่ในลำดับ
ที่ 7 และ 8
มาถึงตอนนี้ อู่ อวี้ ก็อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม
กับตัวเองว่า ” ถ้าข้ายกระดับความแข็งแกร่งขึ้น
อีกสองขั้น หุ่นเชิดระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋า
ขั้นที่ 10 ปรากฏขึ้นหรือไม่? นั่นคือระดับความ
แข็งแกร่งที่ใกล้เคียงกับเซียนอมตะมากที่สุด
แล้ว เป็นไปได้ว่าขีดจำกัดสูงสุดของเจดีย์ล่อง
กำเนิด คือขีดจำกัดของมนุษย์! ”
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขนาดที่
คิดว่าหุ่นเชิดจะมีถึงระดับเทพเซียน เพราะมัน
คงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเทพเซียนไม่อาจสร้าง
เทพเซียนด้วยกันเองได้ ต่อให้เจ้าของเดิมเจดีย์
ล่องกำเนิดเป็นเซียนอมตะแต่มันก็ไม่มีเป็นไปได้
อย่างไรก็ตามด้วยขีดจำกัดสูงสุดของมนุษย์
ก็ทำให้คุณค่าของเจดีย์ล่องกำเนิด เหนือกว่า
ศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภาทั้งปวงแล้ว ซึ่งมัน
อาจเทียบเคียงได้กับ ‘ศาสตราวิถีแท้วิญญาณ
ศักดิ์สิทธิ์’ ในตำนาน ที่มีวงเวทประทับกว่าหนึ่ง
ล้านวง!
อู่ อวี้ รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ด้วยพลัง
ฝีมือที่ถูกยกระดับขึ้นอย่างใหญ่หลวง ทำให้เขา
สามารถท้าทายหุ่นเชิดข้ามระดับสามภัยพิบัติ
ค้นหาเต๋าขั้นที่ 5 ไปเป็นขั้นที่ 6 ซึ่งอยู่ในวงเวท
สีม่วง แน่นอนว่ามันเคยเป็นหุ่นเชิดในวงเวทสี
ขาวที่ลดหลั่นลงมา 2 ระดับ แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่ได้
กังวลเพราะนี่คือสัญญาณบอกว่าเขาเติบโตขึ้น
ดังนั้นตอนนี้เขาจึงมิได้กังวลว่า พลังอิทธิฤทธิ์
และพลังกายเนื้อของเขาจะยกระดับขึ้นหรือไม่
เขาใช้เนตรเพลิงมองทะลุผ่านวงเวทเข้าไป
และสามารถแลเห็นได้อย่างเลือนรางว่า หุ่นเชิด
ตนนี้มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับเต่าทองปีกเหล็ก
เจ็ดดารา ซึ่งมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับค้นหา
เต๋าขั้นที่ห้า ดังนั้นมันน่าจะเป็นแมลง
เช่นเดียวกัน มีร่างเรียวยาวคล้ายคลึงกับ
ตั๊กแตนตำข้าว
นอกจากนี้ยังดูเหมือนว่าจะมีแสงส่องสว่าง
ออกมาจากภายในวงเวทสีม่วง เมื่อ อู่ อวี้ เลือก
ที่จะท้าทายวงเวทนี้ แสงก็เริ่มส่องประกายขึ้น
แล้ววงเวทอื่น ๆ ก็เลือนหายไป ทันใดนั้นเมื่อ
แสงจากวงเวทส่องประกายถึงขีดสุด มันก็
แปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มแสงสีเขียวในฉับพลัน
เมื่อ อู่ อวี้ เห็นรูปลักษณ์ของมันเข้าก็รู้สึก
แปลกใจเล็กน้อย
“หิ่งห้อย?”
เริ่มจากเต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดารา ต่อมาก็
เป็นหุ่นเชิดที่มีแข็งแกร่งอยู่ในระดับสามภัยพิบัติ
ค้นหาเต๋าขั้นที่ 6 ซึ่งมีรูปร่างคล้ายคลึงกับ
ตั๊กแตน ทว่าหลังจากที่แสงของวงเวทหายไป
ปรากฏว่าหุ่นเชิดตนนี้ก็คือ หิ่งห้อย
เมื่อมองดูหิ่งห้อยนี้ตัวนี้อย่างละเอียด จะเห็น
ว่านอกจากส่วนหางที่เรืองแสง ส่วนอื่น ๆ ล้วน
เป็นเหล็กกล้าทั้งหมด ซึ่งเหมือนกับเต่าทองปีก
เหล็กเจ็ดดารา นอกจากนี้วัสดุยังดูดีกว่าเต่าทอง
ปีกเหล็กเจ็ดดารา นอกจากนี้วงเวทที่วาด
ประทับอยู่บนร่างของมัน ยังซับซ้อนมากกว่า
เต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดารา โดยเฉพาะในส่วนที่
เรืองแสงจะมีวงเวทมารวมตัวอัดแน่นอยู่ตรง
บริเวณนั้น ถึงแม้ว่าหุ่นเชิดหิ่งห้อยตัวนี้จะดูไม่
องอาจสง่างามเท่าเต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดารา แต่
พลังของมันกับมีมากกว่า 1 ถึง 2 ขั้นทีเดียว
เป็นไปได้วงเวทที่ประทับอยู่บนหิ่งห้อยตัวนี้
น่าจะพิเศษและหนาแน่นมากยิ่งขึ้น หลังจาก
กระบวนการเสร็จสิ้นหิ่งห้อยก็ไม่พูดพร่ำทำ
เพลงพุ่งเข้าโจมตี อู่ อวี้ ทันที การกระทำแรก
ของมันอยู่เหนือเกินกว่าที่ อู่ อวี้ คาดคิดไว้
เนื่องจากดูเหมือนว่ายามนี้มันกำลังปลดปล่อย
ร่างแยกออกมา …
เริ่มจากการทำงานของวงเวทบางชนิด ทำ
ให้แสงจากส่วนหางของมันทวีความรุนแรงส่อง
สว่างปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน แสงสีเขียวสดใส
ทำให้หิ่งห้อยดูงดงามน่าอัศจรรย์มากยิ่งขึ้น
ต่อมากลุ่มแสงก็แยกออกเป็นสองกลุ่ม หลังจาก
แยกออกมามันไม่ได้หยุดลง แต่กลับเพิ่มจำนวน
มากขึ้นเรื่อย ๆ …
หลังจากแยกออกเป็น 2 กลุ่ม มันก็ทวี
จำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากผ่านไป 10
ลมหายใจต่อมา เมื่อ อู่ อวี้ เงยหน้าขึ้นมอง ทั่ว
ทั้งเจดีย์ล่องกำเนิด ก็ถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มแสง
จากหิ่งห้อย ภาพฉากนี้ช่างดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง
กลุ่มแสงหิ่งห้อยลอยอ้อยอิ่ง ไร้ซึ่งพิษสง
อันตราย แต่ อู่ อวี้ สัมผัสได้ว่า ท่ามกลางการ
เปลี่ยนแปลง ร่างแยกของหิ่งห้อยจำนวนนับไม่
ถ้วนนี้ เก็บซ่อนขุมพลังอำนาจสะพรึงกลัวเอาไว้
อยู่
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ย่อมไม่ประมาทความ
แข็งแกร่งของมัน เขาโคจรพลังแก่นแท้ตำหนัก
แล้วใช้ออกด้วยเทียมฟั้าจรดดินทันที ร่างกาย
ของเขาขยายใหญ่ขึ้นภายใต้กลุ่มแสงสีเขียว
พร้อมทั้งแปรเปลี่ยนเข้าสู่ร่างจำแลงเซียนวานร
ถือจับพลองฟั้าเพลิงผลาญเก้าทัณฑ์เตาหลอม
เอาไว้ในมือ บัดนี้ อู่ อวี้ ปลดปล่อยพลังออก
มาถึงขีดสุด
หลังจากเขาเพิ่งเตรียมรับมือเสร็จสิ้น
หิ่งห้อยก็ลงมือโจมตีทันที แน่นอนว่าการโจมตี
นั้นไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของเขา กลุ่ม
แสงบนท้องเวหา พุ่งทะยานลงมาเบื้องล่างราว
กับดาวตก เมื่อแสงสีเขียวนวลแสนอ่อนโยนนี้
สัมผัสเข้ากับร่างกับเขา กลับเกิดพลังทำลาย
ล้างอันน่าเหลือเชื่อ เรียกได้ว่าการโจมตีในครั้งนี้
ดูธรรมดาและเคลื่อนไหวอย่างเบาบางยิ่ง ทว่า
เพียงสัมผัสเบา ๆ กลับสร้างความเสียหายอย่าง
ร้ายแรง ชั่วขณะนั้นเอง อู่ อวี้ ใช้ออกด้วยวง
เวทเก้าตำหนักไม่สั่นคลอนปกคลุมห่อหุ้ม
ร่างกายไว้ อย่างไรก็ตามสามารถแลเห็นได้อย่าง
ชัดเจนว่าวงเวทเก้าตำหนักไม่สั่นคลอนไม่อาจ
ทานทนรับการโจมตีนี้ได้ มันกำลังค่อย ๆ
ละลายและใกล้จะถูกทำลายลงในที่สุด
ถึงแม้ว่าเขาจะใช้พลังแก่นแท้ที่ยกระดับขึ้น
ของตนเองโคจรเข้าสู่วงเวทเก้าตำหนักไม่
สั่นคลอนอย่างต่อเนื่อง ทว่าหลังจากผ่านไป 10
ลมหายใจ มันก็พังทลายลงในที่สุด