กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1066: ราชารุกขชาติโลหิต
ตามการคาดเดาของ อู่ อวี้ หากไม่ใช่
ตัวตนผู้แข็งแกร่งในระนาบบนสุด ก็ยากที่จะ
ขึ้นไปเจดีย์ชั้น 6 หรือสูงมากกว่านั้นได้
ดังนั้นพวกเขาคงขึ้นสู่ชั้นต่อไปของเจดีย์
วิญญาณบรรพกาลได้มากสุดแค่ชั้น 4 หรือ 5
เพียงเท่านั้น
แต่ถ้าเป็นกลุ่มของราชาเงาเดียวดาย ,
องค์หญิงโย่วเสี่ย ฯลฯ การจะขึ้นไปชั้น
ดังกล่าวคงมิใช่ปัญหา
จำนวนคนที่อยู่บนเจดีย์วิญญาณบรรพ
กาลชั้นที่ 3 มีค่อนข้างบางตา แต่แท้ที่จริง
แล้วยังคงมีผู้ฝึกตนอยู่ในชั้นนี้เป็นจำนวนมาก
ครั้นตอนที่โอรสยวี่ยังติดตามพวกเขาอยู่ อู่
อวี้ ก็ได้พบกับคนอื่น ๆ หลายต่อหลายครั้ง
แต่สิ่งที่พวกเขาพบเจอมากที่สุดก็คือ
สรรพเทวะวิญญาณ รุกขชาติสูงใหญ่เก่าแก่
โบราณบางต้นเป็นของจริงบางต้นก็เป็นของ
ปลอม แต่ที่แน่ ๆ เหล่าสรรพเทวะวิญญาณ
กำลังหลบซ่อนเร้นกายอยู่ท่ามกลางรุกขชาติ
เหล่านี้ คอยซุ่มโจมตีผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา
บ่อยครั้งที่ชวี่ห้าวเหยียนกับพวกพ้อง ถูก
เถาวัลย์รุกขชาติโจมตีเกี่ยวพันรัดลำคอรัด
ร่างกาย แล้วทุกครั้งพวกมันก็ถูก อู่ อวี้
ช่วยเหลือเอาไว้ ด้วยระดับพลังฝีมือของโอรส
เล่อกับเหล่าพวกพ้อง การที่ต้องอยู่บนเจดีย์
วิญญาณบรรพกาลชั้นที่ 3 ถือว่าเป็นเรื่อง
อันตรายอย่างยิ่ง
ถึงกระนั้น อู่ อวี้ ยังยืนยันกับพวกเขาว่า
จะอยู่บนเจดีย์วิญญาณบรรพกาลชั้นที่ 3 นี้
ไปก่อนสักพัก
การที่เขายังคงห่วงรั้งอยู่ชั้นนี้ เป็นเพราะ
ที่นี่มีสรรพเทวะวิญญาณอยู่เป็นจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้ อู่ อวี้ จึงคอยเก็บรวบรวมร่างของ
สรรพเทวะวิญญาณเก็บไว้ในถุงจักรวาล
ถึงแม้ว่าสรรพเทวะวิญญาณบนชั้นนี้จะ
ค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่ว่ารสชาติของมันกลับ
ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย แต่สิ่งที่เขาต้องการคือ
‘พลัง’ ไม่ใช่รสชาติ ประจวบเหมาะกับร่าง
กลืนสวรรค์อยู่ใกล้ ๆ แถวนั้นเขาจึงสามารถ
กลืนกินได้เลย
เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาจากคนภายนอก อู่
อวี้ จึงนำถุงจักรวาลที่ใส่ซากศพของสรรพเท
วะวิญญาณไว้ในเจดีย์ล่องกำเนิด จากนั้นก็
ให้ร่างกลืนสวรรค์เขากลืนกินเข้าไป ส่งผลให้
ยามนี้ร่างกลืนสวรรค์ของเขาค่อย ๆ แข็งแรง
ขึ้นอย่างช้า ๆ
ด้วยเพราะเนื้อหนังของสรรพเทวะ
วิญญาณมีคุณประโยชน์มากกว่าซากศพของ
เหล่าปีศาจเสียอีก และด้วยความแข็งแกร่ง
ในปัจจุบันของ อู่ อวี้ รุกขชาติสรรพเทวะ
วิญญาณเหล่านี้จึงไม่ได้แข็งแกร่งอะไร
มากมายจนทำให้เขารู้สึกตึงมือ
แม้ว่าร่างกลืนสวรรค์จะแข็งแกร่งขึ้น แต่
เมื่อประเมินระดับความเร็วในการเติบโตของ
มัน อู่ อวี้ คาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย
ประมาณ 10 วัน ถึงจะมีพลังการต่อสู้มาก
พอจะท้าทายหุ่นเชิดลำดับถัดไป ซึ่งมีพื้นฐาน
ฝึกตนอยู่ในระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่
7
ถ้าหากประสบความสำเร็จ ไม่ว่าที่ใดใน
เจดีย์วิญญาณบรรพกาล เขาจะสามารถ
ตะลุยฝั่าไปได้อย่างอิสระ
ส่วนโอรสเล่อกับพวกพ้อง พวกเขาไม่
เข้าใจว่าทำไมถึงต้องอยู่ในชั้นที่ 3 ต่อไปด้วย
เพราะพวกเขาต้องการขึ้นไปชั้นที่สูงขึ้น
มากกว่านี้ เพื่อไปยังตำแหน่งที่มีผู้คนบอกว่า
พบเห็นไข่มุกทองคำเหยียนหวงปรากฏขึ้น
ผู้คนต่างล่ำลือกันว่าไข่มุกปรากฏอยู่ชั้นที่ 5
สองครั้ง ชั้นที่ 4 สองครั้ง ส่วนชั้นที่ 3 มัน
ปรากฏให้ผู้คนพบเห็นแค่เพียงครั้งเดียว
แล้วครั้งล่าสุดมันปรากฏขึ้นบนชั้นที่ 5
แต่ผู้คนได้คาดการณ์กันว่ามันน่าจะ
ปรากฏขึ้นบนชั้นที่ 6,7,8 บ่อยกว่านี้ เพียงแต่
ไม่มีผู้ใดรู้ก็เท่านั้น อย่างเช่นเมื่อ อู่ อวี้ เห็น
ไข่มุกทองคำเหยียนหวงลำพังก็ไม่มีผู้ใดรู้
” พระโอรส พระองค์จะรับสั่งให้ อู่ อวี้ ขึ้น
ชั้นต่อไปเลยดีหรือไม่? พลังฝีมือของพวกเรา
ในตอนนี้ น่าจะเพียงพอที่ขึ้นไปชั้นต่อไปแล้ว
” ชวี่ ห้าวเหยียนแอบกระซิบกับโอรสเล่อ
อย่างลับ ๆ
” ไม่ต้องกล่าวอันใดทั้งสิ้น อู่ อวี้ ย่อมมี
เหตุผลของเขาเป็นแน่ ” แม้ว่าพวกเขาจะ
ติดตาม อู่ อวี้ ไล่ล่าสังหารสรรพเทวะ
วิญญาณอย่างต่อเนื่อง โอรสเล่อก็ยังอดทน
ต่อไป ด้วยเพราะคิดว่าบางทีนี่อาจจะเป็น
กุญแจสำคัญที่จะได้รับไข่มุกทองคำเหยียน
หวง อย่างไรเสียการใหญ่ครั้งนี้เขาต้องพึ่งพา
อู่ อวี้
เจดีย์วิญญาณบรรพกาลชั้นที่ 3 รุกขชาติ
ต้นเล็กสุดมีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 10
จั้ง ฉะนั้นจึงแทบไม่ต้องพูดถึงระดับความสูง
ของลำต้น ความสูงของมันเสียดแทงไปจนถึง
ท้องฟั้า ด้วยความใหญ่โตของรุกขชาติ
เหล่านี้ถ้านำไปแปรรูปรับรองว่าคงสร้างเมือง
ใหญ่ได้ทั้งเมือง
เรียกได้ว่าพื้นที่ของชั้น 3 ทุกตารางนิ้วถูก
ปูเต็มไปด้วยผืนปั่า
บนท้องฟั้าเหนือยอดรุกขชาติ จะได้ยิน
เสียงหวีดหวิวของลมพายุอันน่าสะพรึงกลัว
สามารถแลเห็นได้ว่าภายในลมพายุนั้น
ปรากฏเป็นคมมีดสีเขียวมรกตขนาดใหญ่ คม
มีดจำนวนนับไม่ถ้วนตัดฝั่าผืนปั่าอย่าง
ต่อเนื่อง ดังนั้นไม่ว่ารุกขชาติเหล่านี้จะสูงมาก
เพียงใด หากมันเติบโตเสียดแทงขึ้นไปกระแส
สายวาโย มันจะถูกกระแสลมแรงถูกตัดออก
ทั้งสิ้น
หากสามารถข้ามผ่านกระแสสายวาโยสี
เขียวเหล่านี้ไปได้ ก็จะขึ้นสู่ชั้น 4 ของเจดีย์
วิญญาณบรรพกาล
เวลานี้ ชวี่ ห้าวเหยียน , ชวี่ เฟิงอวี๋
กระตือรือร้นอยากจะขึ้นสู่ชั้นต่อไปอย่างที่สุด
พวกเขาทั้งสองคิดว่าชั้นบนเป็นสถานที่ที่คน
นิยมขึ้นไป เพราะมีโอกาสที่จะได้รับไข่มุก
ทองคำเหยียนหวงสูงมาก
แต่การตัดสินใจนี้ต้องขึ้นอยู่กับหัวหน้า
กลุ่มซึ่งก็คือ อู่ อวี้ หาใช่โอรสเล่อ พวกมัน
แอบคิดเล็กน้อยว่าที่พวกมันพูดอะไรไม่ได้นั้น
เป็นเพราะ อู่ อวี้ มีพลังฝีมือเหนือกว่าพวก
มันเท่านั้น อีกอย่างหนึ่งก็คือโอรสเล่อไว้อก
ไว้ใจเขาเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ทุกคนใน
กลุ่มจึงยังเตร็ดเตร่อยู่ในชั้นที่ 3 ของเจดีย์
วิญญาณบรรพกาล
พลังฝีมือของผู้ฝึกตนที่อยู่ในชั้นที่ 3 ของ
เจดีย์วิญญาณบรรพกาลอยู่ในระดับสามภัย
พิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่ 2 ขั้นที่ 3 ซึ่งผู้ฝึกตน
ส่วนใหญ่เหล่านี้จะบำเพ็ญเพียรมานานกว่า
200 ปี ส่วนผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับก่อร่าง
กำเนิดจิตเทวะ หากไม่มีผู้อาวุโสคอยเบิกทาง
ปกปั้องคุ้มภัยให้ ก็จะไม่สามารถขึ้นมาถึงชั้น
นี้ได้ คนที่มีฝีมืออยู่ในระดับนี้จะถูกทิ้งรั้งท้าย
ไว้ชั้นที่ 1 ของเจดีย์วิญญาณบรรพกาล
ดังนั้นผู้ฝึกตนระดับนี้ ถ้าหาญกล้ามาท้า
ทาย อู่ อวี้ จะถูกบดขยี้อย่างง่ายดาย
เท่ากับว่าช่วงเวลานี้ อู่ อวี้ กระทำเพียง
สิ่งเดียวก็คือไล่ล่าสังหารสรรพเทวะวิญญาณ
ทุกตัวที่ขวางหน้า หลังจากจัดการตัวหนึ่งเขา
ก็จะค้นหาตัวต่อไป เนื่องจากว่าภายในชั้นนี้มี
สรรพเทวะวิญญาณจำนวนมากที่ปลอมตัว
เป็นรุกขชาติ
ผลอีกอย่างที่ทำให้ ชวี่ ห้าวเหยียน กับ
พวกเขาอยากจะขึ้นไปชั้นที่ 4 ของเจดีย์
วิญญาณบรรพกาลซะเหลือเกิน นั่นเป็น
เพราะว่าพวกมันมักจะถูกเถาวัลย์ของสรรพ
เทวะวิญญาณโจมตีอยู่บ่อยครั้ง ในที่สุด อู่
อวี้ ก็ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือโดยการใช้วง
เวทเจ็ดดาราพิทักษ์ เพราะอย่างน้อยพลัง
ของเต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดาราก็อยู่ในระดับ
สามภัยพิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่ 4 ซึ่งมากพอที่จะ
ปกปั้องพวกมัน
การปกปั้องนี้ทำให้พวกมันอุ่นใจไม่น้อย
ถึงแม้ว่าพวกมันจะมีฝีมืออยู่ในระดับสามภัย
พิบัติค้นหาเต๋า ถ้าแค่เพียงชั้นที่ 1 ก็ยัง
พอทำเนา แต่ถ้าต้องอยู่ในชั้นที่ 2 ขึ้นไปพวก
มันก็ยังถือว่าเป็นกลุ่มที่มีพลังฝีมืออ่อนแอ
ที่สุด
ไม่กี่วันต่อมาแม้พวกมันจะไม่ได้ปริปาก
พูดอะไรเลย แต่สีหน้าก็แสดงออกอย่าง
ชัดเจนว่าไม่พอใจ พวกมันพยายามพูดคุย
เรื่องนี้กับโอรสเล่อแล้วหลายครั้ง พวกมัน
รู้สึกว่าหากยังรั้งรออยู่ที่นี่ ชาตินี้คงไม่มี
โอกาสได้รับไข่มุกทองคำเหยียนหวงเป็นแน่
แน่นอนว่าจุดประสงค์ของ อู่ อวี้ คือ
ยกระดับพลังให้กับร่างกลืนสวรรค์ ในช่วง
เวลานี้ อู่ อวี้ หนานซาน หวางเยว่ และ เย่ซี
ซี เข่นฆ่ารุกขชาติสรรพเทวะวิญญาณไป
จำนวนนับแสน รุกขชาติภายในผืนปั่านี้มี
รูปลักษณ์แลสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน บางต้น
เป็นเหล็กกล้าทั้งลำ ส่วนบางต้นก็เป็นหยก
สรรพเทวะวิญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลาง
สวรรค์และปฐพี ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วไร้ซึ่ง
สติปัญญาใด ๆ แต่พลังการต่อสู้นั้นแข็งแกร่ง
เป็นอย่างมาก อีกทั้งร่างกายยังประกอบไป
ด้วยแก่นแท้แห่งสวรรค์และปฐพีอีกจำนวน
มาก สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นท่ามกลางสวรรค์และ
ปฐพี มีความบริสุทธิ์เสียยิ่งกว่าปีศาจหรือผู้
ฝึกตนที่บำเพ็ญเพียรมาได้ไม่นาน ดังนั้น
สรรพเทวะวิญญาณจึงมีประโยชน์ต่อร่าง
กลืนสวรรค์เป็นอย่างมาก
สรรพเทวะวิญญาณที่อยู่บนชั้นนี้มีจำนวน
นับล้าน ร่างกลืนสวรรค์กลืนกินพวกมันจน
พื้นฐานฝึกตนเติบโตไปถึงระดับสามภัยพิบัติ
ค้นหาเต๋าขั้นที่ 5 หรือขั้น 6 ซึ่งอาณาจักรจิต
เทวะของ อู่ อวี้ ร่างต้นในปัจจุบันยังสามารถ
ควบคุมมันได้อย่างไม่มีปัญหา ดังนั้นอสูรกลืน
สวรรค์จึงยังมีช่องว่างในการเติบโตขึ้นไปอีก
เขาจึงประเมินว่าน่าจะต้องกินซากศพของ
สรรพเทวะวิญญาณอย่างน้อยหนึ่งร้อยตัว
ด้วยเหตุนี้เขาคงต้องปักหลักอยู่ที่นี่อีกสักสอง
สามวัน
เขารู้ว่าโอรสเล่อคงกังวลอยู่พอสมควร
เพราะเวลาก็ผันผ่านมาเนิ่นนานแล้ว
จนกระทั่งบัดนี้พวกเขายังมิได้สัมผัสไข่มุก
ทองคำเหยียนหวงเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ อู่
อวี้ ก็คิดว่าการยกระดับความแข็งแกร่งถือ
เป็นกุญแจสำคัญในการช่วงชิงไข่มุกด้วย
เช่นกัน
” โลกภายในเจดีย์วิญญาณบรรพกาลช่าง
ไร้สิ้นสุด หลังจากเตร็ดเตร่ตระเวนมาหลาย
วันก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงจุดสิ้นสุด ” หนาน
ซาน หวางเยว่ ยืนอยู่ยอดไม้สูงพร้อมทั้ง
กวาดสายตามองไปรอบ ๆ
” ไม่กี่วันมานี้ ไม่เห็นมีผู้ใดมาท้าตีท้าต่อย
กับเราสักคน ”
ถ้าผู้มีฝีมือระดับพอ ๆ กับเจ็ดนายน้อย
แห่งนครมาร หากมาพบเจอกับพวกเขา
ตอนนี้ ผู้ที่โชคร้ายก็คงมีแต่ฝั่ายตรงข้าม
เท่านั้น
“หยุดก่อน” ระหว่างที่กำลังก้าวเดินไป
ข้างหน้า แต่แล้วอยู่ ๆ อู่ อวี้ ก็บอกให้ทุกคน
หยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน แล้วทันใดนั้น
ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายแสงสีทองเจิด
จ้า ในตอนนี้เขาได้ใช้เนตรเพลิงมองตรงไปยัง
พุ่มไม้ด้านหน้า ทุกคนต่างมองตามทิศทาง
ดังกล่าว แลเห็นว่าท่ามกลางรุกขชาติจำนวน
นับไม่ถ้วน มีพฤกษาเล็ก ๆ ต้นหนึ่งกำลังตั้ง
ตระหง่านอยู่
ถึงจะบอกว่าเป็นพฤกษาขนาดเล็ก แต่
เมื่อเปรียบเทียบกับรุกขชาติใหญ่ ๆ ต้นอื่น
แล้ว มันก็มีเส้นผ่าศูนย์กลางหนา 5 จั้ง และ
สูงอีก 1 จ้าง อันที่จริงแล้วขนาดของมันถือ
ว่าไม่น้อยทีเดียว แต่เมื่อเทียบกับรุกขชาติ
ขนาดยักษ์ต้นอื่น ๆ เลยกลายเป็นว่ารุกขชาติ
ต้นนี้มันเล็กไปในพริบตา จากภาพที่เห็นมันดู
เหมือนเพียงพุ่มไม้ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่
จำนวนมากเท่านั้น
แต่ความพิเศษของรุกขชาติต้นนี้หาใช่
ขนาดเล็ก หรือเป็นรุกขชาติชาติหัวโล้นไร้ซึ่ง
กิ่งใบ แต่ยังเต็มไปด้วยใบไม้หนาแน่น รุกข
ชาติต้นนี้มีสีแดงโลหิต ตรงส่วนเปลือกด้าน
นอกเห็นไม่ชัดว่ามีโลหิตสีแดงฉานไหลหยด
ย้อยลงมา ตรงส่วนของเปลือกที่ควรจะ
ขรุขระกลับเรียบเนียนราวกับผิวหนังมนุษย์ก็
มิปาน
ขาดเพียงอวัยวะรับรู้ทั้ง 5 ไม่เช่นนั้นมัน
คงดูเหมือนกับมนุษย์ นับว่าพฤกษาต้นนี้ช่าง
ดูแปลกประหลาดเป็นยิ่งนัก อีกทั้งแรงกดดัน
ที่แผ่ออกมายังรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ
รูปร่างแลลักษณะโดยรวม แน่นอนว่ามันไม่
อาจหนีพ้นจากเนตรเพลิงของ อู่ อวี้ ไปได้
ตัวตนที่แท้จริงของมันก็คือสรรพเทวะ
วิญญาณ มันไม่เหมือนกับรุกขชาติสรรพเท
วะวิญญาณที่ผ่าน ๆ มา ความแข็งแกร่งของ
มันจัดอยู่ในระดับราชาของพงพนาแห่งนี้เลย
ก็ว่าได้ ซึ่งมันกำลังเฝั้ารอคอยการปรากฏตัว
ของ อู่ อวี้ อยู่เงียบ ๆ
ตัวทั้งร่างเปียมไปด้วยบรรยากาศอันหนัก
อึ้ง ผสมผสานไปด้วยกลิ่นอายโลหิตลอย
คละคลุ้งชวนให้คลื่นเหียน อู่ อวี้ จดจำ
ความรู้สึกนี้ได้ดี เขาเคยเจอมันแล้วที่ชั้นที่ 1
ของเจดีย์วิญญาณบรรพกาล ในตอนนั้นเขา
เจอกับมดสีทองเข้ม แต่ในบรรดามดกลับมี
แมงปั่องทองคำซึ่งมีความแข็งแกร่งที่สุดอยู่
ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่าง ‘รุกขชาติโลหิต’
กับต้นพฤกษาสรรพเทวะวิญญาณธรรมดา ๆ
ทั่วไป จึงเป็นเหมือนกับมดสีทองเข้ม และ
แมงปั่องทองคำ
อู่ อวี้ รู้สึกว่าฝั่ายตรงข้ามกำลังจ้องมอง
เขม็งมาที่เขา สิ่งนี้ทำให้ตระหนักว่าไม่ใช่ว่า
เขาบังเอิญมาพบกับ ‘รุกขชาติโลหิต’ ที่นี่ แต่
มันมาดักรอเขาที่นี่ต่างหาก ทันทีที่มันได้พบ
กับเขา มันก็แสดงออกถึงความตื่นเต้นอย่าง
เห็นได้ชัด อู่ อวี้ เองก็รู้สึกไม่แพ้กัน นี่แหละ
คือสิ่งที่ร่างกลืนสวรรค์ของเขายังคงขาดไป
เป็นการเติมเต็มที่เขาจะต้องนำรุกขชาติโลหิต
มาเป็นอาหารให้กับร่างกลืนสวรรค์ให้จงได้
ทั้งสองฝั่ายพานพบเผชิญหน้ากันที่นี่ จัก
ต้องบังเกิดการต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างไม่ต้อง
สงสัย ตอนนี้โอรสเล่อกับพวกพ้องถึงกับร้อง
อุทานออกมาเมื่อเห็นมัน แล้วก็มีคนร้อง
ตะโกนขึ้นมาว่า ” หนีเร็ว ข้าไม่เคยเจอสรรพ
เทวะวิญญาณแข็งแกร่งถึงเพียงนี้มาก่อน! ”
” ยี้!! ช่างน่าขยะแขยงอะไรถึงเพียงนี้ น่ะ
น่ากลัว หนีกันเร็ว! ”
” ไปกันก่อนเลย เดี๋ยวพวกเราจะจัดการ
มันเอง พวกเจ้าอดทนรอสักครู่ก็แล้วกัน “อู่
อวี้ ไม่อาจให้โอรสเล่อกับพวกพ้องเข้าร่วม
การต่อสู้ เพราะมันอันตรายมากเกินไป ดังนั้น
เขาจึงบอกให้วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์พาพวก
เขาออกไป พอระลึกถึงว่าที่นี่คือเจดีย์
วิญญาณบรรพกาลชั้นที่ 3 แค่วงเวทเจ็ด
ดาราพิทักษ์อาจจะไม่สามารถปกปั้อง
คุ้มครองทุกคนได้ ดังนั้น อู่ อวี้ จึงสั่งให้
‘ตั๊กแตนจันทราเงิน’ ติดตามไปช่วยปกปั้องอีก
แรง การที่มีตั๊กแตนจันทราเงิน และ เต่าทอง
ปีกเหล็กเจ็ดดาราปกปั้องเช่นนี้ทำให้เขารู้สึก
วางใจ แล้วตัวเขาจะได้ทุ่มเทสมาธิกับการ
เผด็จศึก ‘รุกขชาติโลหิต’!