กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1067: อสูรพันปาก
อู่ อวี้ , หนานซาน หวางเย่ว , เย่ซีซี สาม
ศรีพี่น้องรวมทั้ง ‘หิ่งห้อยมายา’ ค่อย ๆ ย่อง
เข้ามาใกล้รุกขชาติโลหิตอย่างเงียบ ๆ ยามนี้
รุกขชาติโลหิตยังไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
แต่ถ้า อู่ อวี้ คิดจะหลบไหมมันต้องไล่ตาม
อย่างแน่นอน
” ข้าไม่มีคู่ปรับจริง ๆ จัง ๆ อย่าง
ชาวบ้านชาวช่องเขามานานแล้ว แต่ละต้นที่
พบเจอก่อนหน้านี้ไม่คณามือข้าสักตน ข้าก็
หวังว่าวันนี้ต้นไม้ต้นนี้จะทำให้ท่านปูั่อย่างข้า
ไม่เสียเวลา ได้ยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย ”
หนานซาน หวางเยว่ พูดอย่างร่าเริงแจ่มใส
ราวกับว่าเขาอดใจรอที่จะต่อสู้ไม่ไหวแล้ว
หลังจากได้ฟังเทศนาเต๋าของจักรพรรดิ
โบราณ ระดับพื้นฐานฝึกตนของเขาก็พุ่ง
ทะยานขึ้นสู่ระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋า
นับเป็นการยกระดับแบบก้าวกระโดดครั้ง
ใหญ่ ด้วยกายาจักรพรรดิเซียนเก้า
แปรเปลี่ยผนวกกับเขตแดนสวรรค์ไร้รอย
นอกจากนี้ยังมีเนตรปีศาจมายา กำเนิด
พฤกษชาติและบุปผาคันฉ่องจันทราวารี
รวมถึงพลังอิทธิฤทธิ์อื่น ๆ ด้วย ดังนั้นการที่
จะต้องเจอกับคู่ต่อสู้ระดับสามภัยพิบัติค้นหา
เต๋า ขั้นที่ 5 หรือ 6 ก็ไม่น่าจะใช่ปัญหา
อย่างไรก็ตามการเผชิญหน้ากับราชา
สรรพเทวะวิญญาณภายในเจดีย์ชั้นที่ 3 แห่ง
นี้ จำเป็นต้องระวังตัวเอาไว้มาก ๆ อู่ อวี้ ยัง
จำได้ดีถึงตอนที่รับมือกับแมงปั่องทองคำใน
ชั้นที่ 1 นั้นยากลำบากเพียงใด เนื่องจากมัน
แข็งแกร่งกว่ามดทองคำเข้มช่วงใหญ่เลย
ทีเดียว
” จริงสิ! ก่อนหน้านี้ไข่มุกทองคำเหยียน
หวงมันติดอยู่บนหางของแมงปั่องทองคำ
ต่อมามันก็ไปติดอยู่บนท้องของเต่าหิน
เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันจะอยู่ในท้องของเจ้า
ต้นไม้ต้นนี้? ” เย่ซีซีกล่าว ขณะที่ร่างของนาง
วูบวาบไปมาราวกับภูตผี เมื่อไม่นานมานี้นาง
ได้ฝึกฝนยกระดับทรายทมิฬเงาอสูรก้าวสู่ขั้น
ที่สูงขึ้น ทำให้เวลานี้นางเปลี่ยนแปลงไปมาก
เมื่อเสริมไม่กลับเจ้าแมวหมื่นผสานที่ช่วย
ยกระดับความแข็งแกร่งของนางขึ้นไปอีกขั้น
พื้นฐานฝึกตนของนางจึงเทียบเท่ากับ
ขอบเขตค้นหาเต๋าขั้นที่ 3 รวมถึงการ
เปลี่ยนแปลงพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงจาก
สมบัติปฐพีเทพมารทศจักรสูตร ทำให้การ
ต่อสู้กับระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่ 5
มิใช่ปัญหาอันใด
เย่ซีซีเตือน อู่ อวี้ ว่าจักรพรรดิโบราณ
อาจจะเอาไข่มุกทองคำเหยียนหวงมาซ่อนไว้
ในรุกขชาติโลหิตก็เป็นได้ ดังนั้นเขาจึงใช้
เนตรเพลิงตรวจสอบดูอีกครั้ง อย่างน้อย
บริเวณด้านหน้าก็ไม่ตรวจพบสิ่งใด เขาคิด
คาดคะเนว่าบางทีไข่มุกทองคำเหยียนหวง
อาจจะยังอยู่ในขั้นที่ 3 ยังไม่ได้ขึ้นไปสู่ชั้นที่
สูงมาก นอกเสียจากว่าจักรพรรดิโบราณจะ
เอาไข่มุกทองคำเหยียนหวงมาวางไว้ตรงหน้า
ของเขา
บัดนี้พวกเขาทั้งสามเข้าและหิ่งห้อยมายา
ได้เข้าสู่กิ่งก้านสาขาของรุกขชาติโลหิตแล้ว
ด้านบนของลำต้นมีกิ่งก้านสาขาแตกแขนง
อยู่มากมาย ดูราวกับเส้นผมสีแดงโลหิต
หรือไม่ก็อสรพิษสีโลหิตก็ไม่ปาน แต่ละ
กิ่งก้านสาขาล้วนเป็นอิสระเอกเทศ ในเวลานี้
มันกำลังค่อย ๆ เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ เสียง
ดังเอี๊ยดอ๊าดฟังดูชวนขนลุกขนพองสยอง
เกล้า อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงพลังฟั้าดินอันเข้มข้น
แผ่ออกมาจากรุกชาติต้นนี้
“ระวังตัวกันด้วย เจ้าตัวนี่มันแข็งแกร่งยิ่ง
กว่าแมงปั่องทองคำที่อยู่ชั้นแรกเสียอีก” เขา
ร้องเตือนคนทั้งสอง
“อืม!” หนานซาน หวางเยว่ ใช้เขตแดน
สวรรค์ไร้รอยอีกครั้งฉับพลันร่างของเขาก็
หายไปในพริบตา แม้แต่ อู่ อวี้ ก็ยังแกะรอย
หาตำแหน่งของเขาได้ยากยิ่ง ภายใต้
สถานการณ์เช่นนี้ถ้าเขาใช้พลังอิทธิฤทธิ์และ
เคล็ดมายา จะทำให้เขาได้เปรียบมาก
ถึงแม้เย่ซีซีนางจะสืบทอดมรดกเซียน
อมตะมาเมื่อไม่นานมานี้ ทว่าปัจจุบันห้วง
อารมณ์ กลิ่นอาย และบุคลิกของนางนั้น
เปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกัน ด้วยเพราะกา
ยาวัฏจักรแดนอเวจีทำให้นางสงบเยือกเย็น
ลง ซึ่งทำให้นางดูลึกลับน่าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง
เสมือนดั่งห้วงวังวนที่ดึงดูดผู้คนให้ตกเข้าสู่
ขุมนรกอเวจี ความรู้สึกแข็งแกร่งมากขึ้นไป
เรื่อย ๆ แสดงให้เห็นว่าอนาคตนางต้อง
ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง
กายาจักรพรรดิเซียนเก้าแปรเปลี่ยน และ
กายาวัฏจักรแดนอเวจีแตกต่างจากกายา
เพชรอมตะ เนื่องจากมันมิได้เปียมไปด้วย
ความแข็งแกร่งอหังการเช่นดั่งกายาเพชร
อมตะ แต่กลับเปียมไปด้วยคุณสมบัติอันโดด
เด่น ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างมาก ดังนั้นห้วง
อารมณ์และกลิ่นอายของ หนานซาน หวาง
เยว่ จึงโดดเด่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้ความรู้สึก
ราวกับหลุดออกจากโลกแห่งโลกีย์ เสมือนดั่ง
เทพเซียนซึ่งเปียมไปด้วยความสะอาดบริสุทธิ์
แต่ยังคงไว้ด้วยความหล่อเหลางดงามไร้ที่ติ
รวมไปถึงบารมีของจักรพรรดิเซียนที่แผ่
ออกมา ซึ่งมันแตกต่างจากบุคลิกของ อู่ อวี้
พอสมควร
เย่ซีซีแตกต่างจากหนานซาน แม้ว่านาง
จะให้ความรู้สึกเสมือนดังเทพมารจากนรก
อเวจี แต่บรรยากาศที่แผ่ออกมา กลับบริสุทธิ์
ราวกับความมืดมิดทมิฬสุดขั้ว เปลือกตาของ
นางค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีเทาอย่างเห็นได้
ชัด นำมาซึ่งความรู้สึกอันว่างเปล่าแก่ผู้พบ
เห็น แต่ อู่ อวี้ รู้เนื้อแท้ของนางเป็นอย่างดี
นางเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ซึ่งมีลักษณะ
นิสัยอันเรียบง่าย แต่นางกลับต้องแบกรับ
ความเกลียดชังอย่างหนักหนา ทั้งยังต้องคอย
สะกดข่มอดกลั้นมันไว้
สามคน สามขั้วอารมณ์ที่แตกต่างกัน!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ รุกขชาติโลหิต เขา
จึงจำเป็นต้องเพิ่มความแข็งแกร่ง อู่ อวี้
แปรเปลี่ยนกลายเป็นร่างจำแลงเซียนวานร
พร้อมกับใช้ออกด้วยเทียมฟั้าจรดดิน ยืด
ขยายร่างกายจน 6 จ้าง ซึ่งอย่างน้อยตอนนี้
เขาก็มีขนาดความสูงมากกว่า รุกขชาติโลหิต
พลองฟั้าเพลิงผลาญในมือลุกโหมกระหน่ำไป
ด้วยเปลวเพลิง ราวกับว่าสามารถบดขยี้
ทำลายต้นพฤกษาเก่าแก่จนสิ้นราพณาสูร
ทางด้านของ หนานซาน หวางเยว่ มันได้หาย
ตัวไปนานแล้ว ส่วน เย่ซีซี ก็ยืนอยู่ห่าง
ออกไป มิได้รีบร้อนเข้าปะทะต่อสู้ แต่รอคอย
เวลาลงมือที่เหมาะสม บางทีผู้ที่คอย
ช่วยเหลือสนับสนุน อู่ อวี้ ในการต่อสู้ครั้งนี้
อาจไม่ใช่นาง เพราะนางจะเป็นผู้ลงมือ
สังหารเสียเอง
สำหรับหิ่งห้อยมายาซึ่งตอนนี้มีขนาด
เท่ากับนิ้วหัวแม่มือ กำลังบินอยู่เหนือต้น
พฤกษาดึกดำบรรพ์ เพื่อรอคอยคำสั่งโจมตี
จาก อู่ อวี้ ส่งผลให้ยามนี้ผู้ที่เผชิญหน้าอยู่
กับ รุกขชาติโลหิต ดูเหมือนจะมีเพียง อู่ อวี้
คนเดียวเท่านั้น!
อยากรู้ว่าต้นรุกขชาติมีความแข็งแกร่ง
ขนาดไหนงั้นหรือ เขาคงต้องลงมือพิสูจน์
ด้วยตนเอง ชั่วประกายหินเหล็กไฟเมื่อ อู่ อวี้
ใช้ออกด้วยวิชาอภินิหารของตนเอง ขณะที่
วานรทองคำปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า รุกข
ชาติโลหิต มันก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอย่าง
ใหญ่หลวง แล้วทันใดนั้นกิ่งก้านสาขาจำนวน
นับไม่ถ้วน ซึ่งมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับพลองฟั้า
เพลิงผลาญในมือของ อู่ อวี้ ก็เริ่มสะบัดตวัด
วาด กลายเป็นคลื่นโลหิตจำนวนนับไม่ถ้วน
อัดกระแทกเข้าใส่ร่างของ อู่ อวี้ ทันที!
อันที่จริงแล้วความแข็งแกร่งของกิ่งก้าน
เหล่านี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าศาสตราวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณเลย
เสียงหวีดหวิวแหวกฝั่าอากาศด้วย
ความเร็วถึงขีดสุดดังสะท้อนก้องปกคลุมไป
ทั่ว เพียงไม่นานนักทั่วทั้งร่างของ อู่ อวี้ ก็ถูก
ปกคลุมไปด้วยกิ่งก้านสีโลหิต ไม่ว่าซ้ายบน
หน้าหลัง เต็มไปด้วยกิ่งก้านที่กำลังตวัดฟาด
เข้ามาด้วยความเร็วถึงขีดสุด บัดนี้ อู่ อวี้
กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตแล้ว
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ รู้สึกชื่นชอบการ
ปะทะห้ำหั่นกันอย่างตรงไปตรงมา โดยไร้ซึ่ง
พลังอิทธิฤทธิ์หรือเคล็ดวิชาเต๋าเช่นนี้มาก
ที่สุด เขาเคลื่อนตัวไปด้วยความเร็วสูงล้ำยิ่ง
หรือไม่ก็เป็นเพราะกิ่งก้านเหล่านี้มิได้รวดเร็ว
อย่างที่เขาคิดไว้ เพียงชั่วอึดใจ เปลวเพลิง
เก้าสีที่กำลังลุกโชติช่วงอยู่บนพลองฟั้าเพลิง
ผลาญ ก็ปรากฏเป็นเงาร่างภาพติดตา
เคลื่อนไหวไปทั่วทุกแห่งหน ความเชี่ยวชาญ
ในการควบคุมไม้พองของ อู่ อวี้ ได้บรรลุถึง
ระดับสุดยอดแล้ว ถึงแม้กิ่งก้านเหล่านั้นจะ
รวดเร็วมาก แต่ อู่ อวี้ ก็มิได้ด้อยไปกว่ากัน
ภายใต้อำนาจกายเนื้อและพลังแก่นแท้
ตำหนักม่วง ส่งผลให้ในทุก ๆ การปะทะ
ระหว่างพลองฟั้าเพลิงผลาญกับกิ่งก้านโลหิต
พวกมันล้วนถูกบดขยี้ทำลายทันที!
ตูมตูมตูมตูมตูมตูม!!!
ท่ามกลางกิ่งก้านจำนวนนับไม่ถ้วน มี
บางครั้งบางคราวที่ อู่ อวี้ ถูกมันตวัดฟาดเข้า
ใส่ จนบังเกิดรอยโลหิต ราวกับถูกคมมีดกรีด
เฉือนขึ้นบนร่าง สำหรับคนอื่น ๆ แล้ว หาก
ต้องทนแบบรับการโจมตีเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
อาจมอดม้วยมรณาเอาได้ ทว่าสำหรับ อู่ อวี้
กายาของเขามีความแข็งแกร่งและ
ความสามารถในการฟืนฟูสูงล้ำถึงขีดสุด แม้
จะถูกโจมตีจนถึงขั้นเลือดตกยางออก แต่ก็
สามารถฟืนตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น
การโจมตีเช่นนี้ อู่ อวี้ สามารถยืนรับมันได้ทั้ง
วันก็ยังไหว
แต่ก็มีสิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องรู้สึก
ประหลาดใจนั่นก็คือ รุกขชาติโลหิต มี
ความสามารถในการฟืนตัวที่น่าสะพรึงกลัว
เป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้กิ่งก้านของมันจะถูก อู่ อวี้
บดขยี้ทำลาย แต่เพียงไม่นานนักมันก็
สามารถฟืนฟูกลับมาได้สมบูรณ์ดังเดิม
จากนั้นมันก็ระเบิดการโจมตีเข้าใส่ อู่ อวี้ ต่อ
สามารถแลเห็นได้อย่างชัดเจนว่า รุกขชาติ
โลหิต ที่หยั่งรากลึกลงอยู่บนผืนแดน กำลังดึง
พลังงานจากปฐพีมาใช้อยู่
ดังนั้นการปะทะกันในครั้งนี้จึงวัดกันที่
ความอดทนของทั้งสองฝั่าย ว่าผู้ใดจะตกเป็น
ฝั่ายเพลี่ยงพล้ำก่อนกัน อย่างไรก็ตามเห็นได้
ชัดว่า รุกขชาติโลหิต หาได้กังวลเรื่องนี้แม้แต่
น้อย เนื่องจากการโจมตีของมันนับตั้งแต่ต้น
ยังจบ ยังมิได้กระตุกหยุดยั้งเลยสักครา
แต่เพียงไม่นานนัก ร่างของมันก็แตก
กระจายออกมาจากภายใน ปรากฏเป็น
เถาวัลย์สีเขียวจำนวนนับไม่ถ้วนเติบโตขึ้น
อันที่จริงแล้ว หนานซาน หวางเยว่
เชี่ยวชาญในธาตุน้ำกับไม้เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น
เขาจึงคุ้นเคยกับคู่ต่อสู้ประเภทนี้มากที่สุด
ส่งผลให้ชั่วอึดใจที่ดอกบุปผาเถาวัลย์เติบโต
ขึ้นอย่างต่อเนื่อง กิ่งก้านของ รุกขชาติโลหิต
ที่กำลังระเบิดการโจมตีอย่างบ้าคลั่งก็ถูกฝืน
รั้งให้หยุดลง ทั่วทั้งร่างของมันปกคลุมไปด้วย
เถาวัลย์สีเขียวมัดพันกิ่งก้านเหล่านั้นไว้
การโจมตี หนานซาน หวางเยว่ ให้
ความรู้สึกราวกับว่าปรากฏขึ้นมาจากความ
ว่างเปล่า ไม่อาจแลเห็นหรือสัมผัสได้
อู่ อวี้ มีโอกาสพักหายใจเล็กน้อย เมื่อ
เห็นอีกฝั่ายไม่สามารถ โจมตีได้ชั่วคราว เขาก็
ทะยานพุ่งเข้าไปหารุกขชาติโลหิตโดยไม่พูด
พร่ำทำเพลงใด ๆ พลองฟั้าเพลิงผลาญในมือ
ตวัดฟาดเข้าใส่ รุกขชาติโลหิต อย่างไม่
หยุดยั้ง เพียงชั่วพริบตาทั่วทั้งร่างของมันก็
ถูกบดขยี้ทำลายจนปรากฏหลุมบ่อและรอย
ร้าวขึ้นมากมาย มีบางจุดที่เกือบจะถูก อู่ อวี้
บดขยี้ทำลายจนสิ้น บนพื้นผิวของมันดูไม่
เหมือนกับต้นพฤกษา แต่เป็นเฉกเช่นดั่งเนื้อ
หนังของมนุษย์ รุกขชาติโลหิต เจ็บปวด
ทรมานอย่างสุดแสน ฉับพลันมันก็กรีดร้อง
คำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด ทันใด
นั้นเองร่างกายส่วนลำต้นของมัน ก็
เคลื่อนไหวไปมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่รู้ว่ามันไป
เอาพลังขนาดนั้นมาจากไหน ส่งผลให้หมู่
มวลพฤกษาที่กำลังโตเบ่งบานอยู่บนร่างของ
รุกขชาติโลหิตถูกสลัดทิ้งฉีกขาดออกไปจน
หมด
แล้วทันใดนั้นร่างของมันก็ปรากฏรอย
แตกร้าวขึ้นจำนวนนับไม่ถ้วน ก่อรูปขึ้นเป็น
ปากนับพัน ภาพฉากเบื้องหน้านี้ทำให้ อู่ อวี้
หวนนึกไปถึงปีศาจพฤกษาพันตาในทวีป
ปีศาจทายาททักษิณ แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นบนลำ
ต้นของรุกขชาติ มิใช่ดวงตา แต่เป็นปาก
โลหิตนับพัน หากกลุ่มของโอรสเล่ออยู่ที่นี่
พวกเขาคงหวาดกลัวจนตัวสั่น เนื่องจากว่า
ในท้ายสุดแล้ว นี่คือสรรพเทวะวิญญาณ ที่
ดำรงอยู่อย่างแท้จริง
ฟูั่!!
จากนั้นปากจำนวนนับไม่ถ้วนก็พ่นหมอก
โลหิตออกมา หมอกโลหิตแผ่ขยายราวกับ
คลื่นสมุทรม้วนกวาดไปทั่วทุกทิศทาง ด้วย
การโจมตีครั้งใหญ่นี้ อู่ อวี้ กับพรรคพวก
ล้วนตกอยู่ในอาณาเขตของหมอก
อันตรายยิ่งนัก!
อู่ อวี้ ใช้เนตรเพลิงเพ่งพินิจดู ไม่คาดคิด
ว่าหมอกโลหิตนี้ จะประกอบขึ้นจากละออง
โลหิตจำนวนนับไม่ถ้วน พวกมันเป็นเสมือน
ดังอาภรณ์ที่ปกคลุมต้นรุกขชาติไว้ แล้วทันใด
นั้นก็บังเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับละออง
โลหิตบนอากาศ มันกลายเป็น ‘สิ่งเล็ก ๆ ‘
จำนวนนับไม่ถ้วน เจ้าสิ่งนี้ดูแปลกประหลาด
เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมันมีรูปลักษณ์
คล้ายคลึงรุกขชาติโลหิต เพียงแต่มีขนาดเล็ก
กว่า อีกทั้งกิ่งก้านของมันยังเป็นเสมือนดั่ง
หนามอันแหลมคม ด้วยจำนวนมากมาย
มหาศาล ส่งผลให้พวกมันดูเสมือนกับก้อน
เมฆที่เคลื่อนตัวเข้ามาหา อู่ อวี้ โดยหมาย
มาดกะซวกแทงเข้าไปในร่างของเขา
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า รุกขชาติเล็ก ๆ
เหล่านี้เป็นเสมือนดั่งเข็มสังหารนับหมื่นนับ
พันซึ่งมีขนาดเล็กมาก อู่ อวี้ คาดการณ์ว่า
หากถูกมันโจมตีเข้าใส่ รุกขชาติต้นเล็กนี้จะ
ทะลวงแทงเข้าไปในร่างกายเขาอย่างสมบูรณ์
และสิ่งที่แย่ที่สุดก็คือมันจะดูดซับแก่นแท้แห่ง
เลือดเนื้อในร่างกายของเขา นอกจากนี้ด้วย
จำนวนอันมากมายนับไม่ถ้วน หาก อู่ อวี้ ถูก
มันโจมตีเข้าใส่จริง ๆ เขาคงจะกลายเป็น
ซากศพในชั่วพริบตา!
นี่เป็นการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่าง
ยิ่ง แม้กระทั่ง หนานซาน หวางเยว่ ก็ยังรู้สึก
เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ อู่ อวี้ จึงอดตะโกน
ให้เย่ซีซีถอยออกไปก่อนอย่างช่วยไม่ได้
เนื่องจากในท้ายสุดแล้วมันมีจำนวนมาก
เกินไป หากอยู่ภายในสถานที่ปิด การโจมตี
ของมันเพียงครั้งเดียวสามารถสังหารผู้ฝึกตน
ได้ในพริบตา