กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1070: รางจริงของอสูรวิญญาณเหิน
ทางด้านของหนานซานหวางเยว่ อู่ อวี้
มิได้กังวลแม้แต่น้อย
ดรุณีทั้ง 2 ถึงแม้จะงดงามราวบุปผาและ
จันทรา แต่หากจิตใจร้อนรนหลงมัวเมาไปกับ
คำยั่วยุ พวกนางจะต้องชดใช้ในความ
ประมาทเลินเล่ออย่างเจ็บแสบเป็นแน่
โดยเฉพาะ เซวียเฉิน นางเป็นคนบอกให้
เหลยเสวี่ยเฟิง สร้างความอัปยศกับ เย่ซีซี
ด้วยเหตุนี้ อู่ อวี้ จึงต้องลงมือสังหารมันทิ้ง
เสีย
ตอนนี้ก็เหลือแต่ หลิงฮั่น อสูรวิญญาณ
เหินที่มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับสามภัยพิบัติ
ค้นหาเต๋าขั้นที่ 6 ซึ่งยามนี้มันกำลังเฝั้าดู
สถานการณ์อยู่
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ จะไม่ยอมปล่อยให้เย่
ซีซีต้องรับมือกับกลุ่มปีศาจจากเผ่าปีศาจแห่ง
ความตายเพียงลำพัง ดังนั้นเวลานี้ผู้
ช่วยเหลือที่มีพลังอยู่ในสามภัยพิบัติค้นหาเต๋า
ขั้นที่ 6 ก็มีแต่หิ่งห้อยมายา ตอนนี้มันกำลัง
บินประกบอยู่ข้าง ๆ เย่ซีซี เมื่อหลิงฮั่นเข้ามา
ในระยะสายตาของอู่ อวี้ คนอื่น ๆ ก็ทำการ
ปิดล้อมเย่ซีซีทันที ในระหว่างที่พวกมันกำลัง
แสยะยิ้มอย่างน่าสะพรึงกลัวใส่ อู่ อวี้ อยู่นั้น
ร่างกลืนสวรรค์ก็ออกมาจากเจดีย์ล่องกำเนิด
ทันทีที่เห็นร่างกลืนสวรรค์ พวกมันก็แสดง
อาการตื่นตระหนกระคนคนหวาดกลัวอย่าง
สุดแสน โดยเฉพาะอสูรวิญญาณเหินหลิงฮั่น
มันสัมผัสได้ถึงวิกฤติอันตรายร้ายแรงจนต้อง
หยุดฝีเท้าของตนเลยทีเดียว การที่ร่างกลืน
สวรรค์ได้กลืนกินรุกขชาติโลหิตทำให้พื้นฐาน
ฝึกตนยกระดับก้าวหน้าขึ้นอีกครั้ง เป็นระดับ
ฝึกตนที่สมดุลกับพื้นฐานจิตเทวะของร่างต้น
สำหรับเขาในตอนนี้ แค่เพียงศาสตราวิถีแท้
สุดยอดวิญญาณทั้ง 3 ชิ้นก็ถือว่ามาก
เพียงพอแล้ว
นัยน์ตาสีแดงโลหิต เส้นเกศาสีขาวปลิด
ปลิวพลิ้วกระจายไปตามกระแสสายวาโย ร่าง
กลืนสวรรค์ถือจับพิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิงไว้
ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งก็ถือกระบี่
สยบโลหิต เพียงชั่วพริบตาเขาก็มาปรากฏ
กายอยู่ด้านข้าง เย่ซีซี จากนั้นก็ดึง เย่ซีซี ฉีก
ออกไปอีกสนามรบหนึ่ง ระหว่างนั้นร่างกลืน
สวรรค์กล่าวว่า ” พวกเจ้าร่วมมือกัน เพื่อ
กลั่นแกล้งรังแกเด็กผู้หญิงตัวน้อย ๆ คนหนึ่ง
ช่างน่าละอายยิ่งนัก แต่ก็นะ ดูเหมือนพวก
เจ้าจะเคยชินกับความอัปยศอยู่แล้ว เช่นนั้นก็
ดาหน้ากันมาให้หมด”
“ โอหัง จัดการเจ้าร่างแยกนั่นซะ!” หลิง
ฮั่น สาดประกายดวงตาแข็งกร้าว พร้อมกับชี้
นิ้วสั่ง ปีศาจจากเผ่าปีศาจมายาตนอื่น ๆ ให้
ปิดล้อมพวกเขา ซึ่งอันที่จริงแล้วพวกมันไม่
ทราบว่า ยังมีนักฆ่าที่น่ากลัวมากที่สุดอยู่อีก
ด้านหนึ่ง นั่นก็คือ หิ่งห้อยมายา
กำลังรบทั้งสองของเขา เปรียบได้กับ
อาณาจักรค้นหาเต๋าขั้น 6 ซึ่งสามารถสังหาร
ผู้ที่อยู่ในระดับค้นหาต่อขั้นที่ 5 ได้อย่าง
ง่ายดาย เพียงแค่นี้ก็เกินพอที่จะจัดการกับ
พวกมัน เพราะในท้ายสุด อู่ อวี้ ถือว่า
แข็งแกร่งพอสมควร!
บัดนี้สงครามระหว่างร่างกลืนสวรรค์กับเย่
ซีซี และเหล่าผู้ร่วมอุดมการณ์ของ หลิงฮั่น
ได้อุบัติขึ้นแล้ว ในระหว่างการปะทะหิ่งห้อย
มายามิได้ยื่นมือเข้ามายุ่งชั่วคราว มันกระทำ
เพียงเกาะอยู่ไหล่ของ เย่ซีซี ส่วนตั๊กแตน
จันทราเงินที่อยู่ไม่ไกลนัก เมื่อเห็นว่าการต่อสู้
เริ่มขึ้น มันก็ทะยานเข้าประหัตประหารด้วย
ทันที อย่างไรก็ตามร่างกลืนนสวรรค์ของ อู่
อวี้ ยังมิได้ปลดปล่อยความแข็งแกร่งเพื่อบด
ขยี้สังหารศัตรู โดยต้องการให้ เย่ซีซี ทุ่มเท
ความแข็งแกร่งทั้งหมด เพื่อขัดเกลาฝึกฝน
การต่อสู้จริงกับเผ่าปีศาจแห่งความตาย
เหล่านี้เสียก่อน
อย่างไรก็ตามภายใต้สายตาของฝูงชนแล้ว
พวกมันมิได้ตระหนักถึงความเมตตาของ อู่
อวี้ ดังนั้นจึงเห็นเพียงว่านี่คือการต่อสู้อย่าง
สูสีเท่าเทียมกัน! แต่ปัญหาก็คือ ถึงแม้ว่าจะดู
สูสี แต่ภาพที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ก็ทำให้
พวกมันรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงอยู่ไม่น้อย
เพราะยามนี้ เย่ซีซี สามารถรับมือกับยอด
ฝีมือผู้แข็งแกร่งซึ่งมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ใน
ระดับค้นหาเต๋าขั้นที่ 5 โดยไม่ตกเป็นรองแต่
อย่างใด ผู้คนต่างพากันเบิกตาโพลง ด้วย
ความรู้สึกที่แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของ
ตนเอง!
“ผู้ฝึกตนนอกรีตผู้นี้แข็งแกร่งขนาดไหน
กัน!”
“นางแข็งแกร่งยิ่งกว่า อู่ อวี้ เสียอีก!
เป็นไปได้อย่างไรกัน! ร่างแยกของ อู่ อวี้ ดู
เหมือนจะกระทำได้เพียงต้านรับการโจมตี
แล้วถอยหนีไปเรื่อย ๆ เท่านั้น แต่นางกลับ
สามารถเผชิญหน้ากับยอดฝีมือทั้งสองได้
อย่างเท่าเทียม! โดยที่สองคนนั้นอย่างน้อย ๆ
ก็มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับค้นหาเต๋าขั้นที่ 5
เชียวนะ!”
“ แถมพวกมันยังใช้ร่างจริงกันแล้วด้วย!
ข้ารู้จักพวกมัน ยืนยันได้เลยว่าปีศาจจากเผ่า
ปีศาจแห่งความตายทั้งสองตนนี้ มีพื้นฐานฝึก
ตนอยู่ในระดับค้นหาเต๋าขั้นที่ 5 ตัวหนึ่งคือ
ปลาหมึกยักษ์ทะเลมรณะ ส่วนอีกตัวหนึ่งก็
คืออสูรตะเกียงทะเลลึก!
ภายใต้สายตาของฝูงชน ปลาหมึกยักษ์ตัว
สีเทาที่ดูราวกับซากศพ ทั่วทั้งร่างพัน
ล้อมรอบไปด้วยหนวดปลาหมึกและพฤกษา
ขนาดใหญ่นับไม่ถ้วน นอกจากนี้บนร่างของ
มันยังมีรูเล็ก ๆ อีกมากมาย ซึ่งดูราวกับ
ปล่องภูเขาไฟก็มีปาน นอกจากนี้ปากขนาด
ใหญ่ของมันยังดูน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ระหว่างที่
มันฉีดพ่นน้ำออกมา ก็แทบจะทำให้
สภาพแวดล้อมโดยรอบแปรเปลี่ยนกลายเป็น
มหาสมุทร ส่วนปีศาจอีกตัวหนึ่งที่กำลังต่อสู้
อยู่กับ เย่ซีซี มันคือมัจฉาที่มีรูปลักษณ์น่า
เกลียดน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ผิวหนังบางส่วน
ของร่างกายเน่าเปือยขาดหาย จนกระดูก
ซี่โครงยื่นโผล่ออกมา และสิ่งที่สามารถแล
เห็นได้อย่างเด่นชัดมากที่สุดก็คือหนวดที่ยื่น
ออกมาจากหัวของมัน ตรงส่วนปลายของ
หนวดมีแสงส่องสว่างวูบวาบ เสมือนมี
ตะเกียงอยู่ภายใน ถึงแม้จะดูเหมือนตะเกียง
แต่สิ่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมัน
ทั้งพื้นฐานฝึกตนและแก่นแท้พลังชีวิต
ศักดิ์สิทธิ์ของปีศาจประเภทนี้ ถือว่ายากจะ
รับหรือต้านทานได้ อาศัยเพียง เย่ซีซี ลำพัง
คงยากที่จะจัดการกับพวกมันได้ อย่างไรก็
ตามไม่คาดคิดว่า นับตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ตราบ
จนถึงปัจจุบัน เย่ซีซี กลับดูเฉกเช่นดั่งภูต
พราย ไปมาไม่เห็นหัวไม่เห็นหาง ด้วยการ
จำแลงร่างกายเป็นพายุทราย จนคู่ต่อสู้ไม่
อาจหานางพบ!
ภายใต้การต่อสู้อันดุเดือดเลือดพล่านนี้
หมู่มวลพฤกษาล้วนถูกบดขยี้ทำลายล้มพัง
ระเนระนาดเป็นแถบ ๆ ส่งผลให้สถานการณ์
ตกเข้าสู่ห้วงแห่งความโกลาหล อาณาเขต
การต่อสู้ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ จน
ผู้คนที่เฝั้าชมการต่อสู้กระทำได้เพียงถอยร่น
ออกไปเท่านั้น อู่ อวี้ กวาดตามองปราดเดียว
ก็พบว่าอันที่จริงแล้วมีผู้คนมารวมตัวกันมาก
ขึ้นกว่าเดิม แถมหนึ่งในจำนวนนั้นยังมีชาวเห
ยียนหวงอยู่หลายคน แต่เมื่อแลเห็นการต่อสู้
ครั้งใหญ่เบื้องหน้า พวกมันก็ตระหนักว่าด้วย
ความสามารถของตน คงไม่อาจสอดมือเข้า
ไปยุ่งเกี่ยวได้ ดังนั้นจึงตัดสินใจหลบซ่อนตัว
ต่อไป
“ ต่อให้ผู้ฝึกตนนอกรีตนางนี้แข็งแกร่ง
หรือมีความสามารถชนิดที่เรียกได้ว่าฝืนลิขิต
สวรรค์มากเพียงใด มันก็ไม่มีประโยชน์อันใด
เนื่องจากในท้ายสุดแล้ว อู่ อวี้ ก็ไม่อาจ
หยุดยั้งอสูรวิญญาณเหินได้อยู่ดี ” มีคนผู้
หนึ่งกล่าวขึ้น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้คนตกตะลึงใน
ความสามารถอันน่าสะพรึงกลัวของ เย่ซีซี
มากเพียงใด แต่พวกมันก็รู้ว่ายามนี้ หลิงฮั่น
กับกลุ่มของชาวเหลยยวนยังไม่ได้ลงมือ ส่วน
สาเหตุความแค้นในครั้งนี้เกิดขึ้นจาก อู่ อวี้
ลงมือปลิดชีพนายน้อยของพวกมัน
” พวกมันช่างบังอาจยิ่งนัก ถึงได้กล้าจับ
ตัวโอรสของพวกเราไว้เช่นนี้!” มีชาวเหยียน
หวงหลายคนรู้สึกเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง แต่
เมื่อดูจากสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว พวกมัน
ก็มิกล้าเผชิญหน้ากับชาวเหลยยวน ดังนั้นจึง
กระทำได้เพียงก่นด่าสาปแช่งจากระยะไกล
เท่านั้น
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ เย่ซีซี แสดงออกมาให้
เห็น ทำให้ หลิงฮั่น รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ทว่ามันก็รู้สึกดูถูกดูแคลนด้วยเช่นกัน
เนื่องจากมันเป็นแค่การดิ้นรนอย่างไร้
ประโยชน์เพียงเท่านั้น บัดนี้ อู่ อวี้ ได้แปร
เปลี่ยนเป็นร่างจำแลงเซียนวานรซึ่งมีขนาด
ความสูงกว่า 6 จั้ง ยืนประจันหน้า
ปลดปล่อยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวบดขยี้
กดทับมายังร่างของมัน หลิงฮั่นรู้สึกประหวั่น
เล็กน้อย มันจึงลงมือตอบโต้กลับไปโดยพลัน
อสูรวิญญาณเหิน เหยียดมือออกไป พร้อมกับ
ทำท่าเสมือนดั่งใบมีด แล้วในชั่วอึดใจนั้น จิต
สังหารก็แผ่พุ่งออกมาจากดวงตาของมัน
ขณะที่นิ้วมือชี้ไปทาง อู่ อวี้ ปราณกระบี่
โปร่งใสแสนคมกริบขนาดใหญ่ ก็พุ่งทะลวง
แทงออกไปทันที ในสายตาของผู้คน อู่ อวี้ ไม่
มีทางหลบได้อย่างแน่นอน ลำคอของเขาจัก
ต้องถูกแทงทะลุด้วยปราณกระบี่เล่มนี้!
“อ๊า!!!” ผู้คนต่างจินตนาการไปถึง ภาพ
ลำคอของ อู่ อวี้ ถูกกระบี่สะบั้น จนศีรษะร่วง
หล่นสู่พื้น …
ตึง!!!
ไม่คาดคิดว่าเสียงที่ดังออกมา หลังจาก
การทะลวงแทงจะเป็นเช่นนี้ เมื่อเงยหน้ามอง
ขึ้นไปสามารถแลเห็นได้ว่า ศีรษะของ อู่ อวี้
ยังตั้งตรงอยู่เช่นเดิม อีกทั้งสีหน้าของเขายัง
มิได้แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย เมื่อผู้คนพยายาม
เพ่งพินิจมองดู ก็แลเห็นว่าตรงลำคอของเขา
ปรากฏเพียงรอยขาว ๆ รอยหนึ่งขึ้นเท่านั้น
…
ระหว่างนั้น อู่ อวี้ ก็ยิ้มเหยียด พร้อมกับ
กล่าวขึ้นว่า “หลิงฮั่น ทำไมเจ้าถึงได้อ่อนแอ
ขนาดนี้ หยุดการทดสอบแสนน่าเบื่อหน่าย
ของเจ้าได้แล้ว หรือว่าเจ้ามีพลังเพียงเท่านี้?”
อหังการ!
บัดนี้! ผู้คนได้ถูกความยิ่งใหญ่อหังการ
ของ อู่ อวี้ ครอบงำไว้อย่างสิ้นเชิง เนื่องจาก
ภาพที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า อยู่เหนือเกินกว่า
ความคาดหมายของพวกมันไปมากโขเลย
ทีเดียว เดิมทีหลิงฮั่นคิดว่านอกจาก หนาน
ซาน หวางเยว่ แล้ว พวกเขาน่าจะถูกบดขยี้
สังหารจนสิ้นซาก ทว่ายามนี้ หลิงฮั่น กลับ
เป็นฝั่ายที่ถูกสยบเสียเอง ถึงแม้มันจะรู้สึกงง
งันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าเล็กน้อยก็
ตาม
หลังสิ้นคำพูด อู่ อวี้ ก็ชูพลองฟั้าเพลิง
ผลาญในมือขึ้นสู่ฟากฟั้า จากนั้นไม้พลองก็
ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้สายตา
ของ หลิงฮั่น ที่อยู่เบื้องล่าง มันรู้สึกราวกับว่า
กำลังมีขุนเขาอัดกระแทกลงมาก็มิปาน!
ตูม!!!
ชั่วขณะที่การโจมตีอัดกระแทกลงมา
ทันใดนั้นก็ปรากฏม่านปราการปกปั้อง หลิง
ฮั่น ไว้ แต่แล้วม่านปราการก็ถูกบดขยี้ทำลาย
ในฉับพลัน ร่างของหลิงฮั่นถูกไม้พลองอัด
กระแทกเข้าใส่ จนลอยละลิ่วอัดกระแทกเข้า
ใส่ต้นพฤกษาขนาดยักษ์ที่อยู่ห่างออกไปนับ
ร้อยจั้ง!
“เพ้ย!”
ภาพที่ปรากฏขึ้นยิ่งทำให้ผู้คนอึ้งตะลึงงัน
มากเข้าไปอีก เนื่องจากผลการต่อสู้ในครั้งนี้
ค่อนข้างชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง หลิงฮั่น โจมตีใส่
อู่ อวี้ แต่เขากลับไม่ได้รับผลกระทบอันใด
ทว่าหลังจากที่ อู่ อวี้ ใช้ศาสตราเต๋าวิถีแท้
โจมตีสวนกลับมา ทำให้ อสูรวิญญาณเหิน ผู้
เปียมไปด้วยชื่อเสียงเลื่องลือภายในท้องทะเล
ลึกตกเข้าสู่สถานการณ์อันยากลำบาก
ในทันที!
นี่เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า อู่ อวี้ มีความ
แข็งแกร่งมากพอจะต่อสู้กับอสูรวิญญาณเหิน
ตนนี้!
เมื่อ หลิงฮั่น ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า อู่
อวี้ อีกครั้ง มันก็แสดงท่าทางตกตะลึงอย่าง
สุดแสน ไม่ต่างจากฝูงชนที่อยู่โดยรอบ
เนื่องจากมันทราบดีว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดใน
กลุ่มโอรสเล่อก็คือ อู่ อวี้
” อย่าได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกเช่นนั้น
อีก ไม่ต้องคิดว่าข้ามาถึงขั้นนี้ได้อย่างไร หาก
เจ้าไม่ยอมงัดทุกอย่างที่มีออกมาใช้ ก็อย่า
หวังว่าจะหนีรอดจากเงื้อมมือของข้าไปได้
หากเข้าใจที่ข้าพูด ก็ปฏิบัติตามเสีย เจ้าจะได้
ไม่ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป จนดูน่าสมเพช
มากเกินไป ” อู่ อวี้ ชี้พลองฟั้าเพลิงผลาญไป
ทาง หลิงฮั่น จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียง
ก้องกังวานราวกับอัสนีบาตฟาดผ่า ดังก้อง
สะท้อนอยู่ภายในหูของผู้คน
ช่างเป็นการกระทำที่หยิ่งยโสโอหังถึงขีด
สุด อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ในปัจจุบัน
ของ อู่ อวี้ ผู้คนกลับมิได้รู้สึกแบบนั้นแม้แต่
น้อย ตรงกันข้ามกับอสูรวิญญาณเหินที่ดู
อ่อนแอลงไปถนัดตา
” เป็นแค่ผู้เยาว์ที่ได้รับโชควาสนาเข้า
หน่อย ก็แสดงท่าทางลำพองใจคิดว่าตน
ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน คนเช่นเจ้าข้าเห็นมานัก
ต่อนักแล้ว ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครสักคนที่ได้
กลายเป็นเซียนอมตะ ” หลิงฮั่น ไม่ปล่อยให้
ตนถูกเคี้ยวง่าย ๆ ถึงแม้มันจะตกตะลึงกับ
การเปลี่ยนแปลงของ อู่ อวี้ แต่มันก็ได้สติ
กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งอันที่จริงแล้ว
ดวงตาของมันก็ดูแปลกไปเล็กน้อย ไม่ใช่
นัยน์ตาข้างใน แต่เป็นตาขาว
” ไม่คาดคิดว่า อู่ อวี้ จะทรงพลังถึงเพียง
นี้ แต่… นี่มันบ้าอะไรกัน… คนกลุ่มนี้มัน…
เหตุใดข้าถึงเห็นว่าโอรสเล่ออยู่ในอาณาจักร
ค้นหาเต๋า… ” ฝูงชนที่เฝั้าชมการต่อสู้เริ่มได้
สติกลับคืนมา
ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้พวกมัน
เกิดช่องว่างบางอย่างขึ้นภายในจิตใจ ถึงแม้
คำพูดของ อู่ อวี้ จะสะท้อนให้เห็นถึงความ
อหังการถึงขีดสุด แต่การโต้ตอบของ หลิงฮั่น
ก็ยังดูเหนือกว่า อู่ อวี้ เล็กน้อย
อย่างไรก็ตามความแข็งแกร่ง หลิงฮั่น ก็
จัดอยู่ในระดับที่น่าทึ่งมาก อย่างน้อย ๆ
ภายในเจดีย์วิญญาณบรรพกาลชั้นที่ 2 คงไม่
อาจหาคนแข็งแกร่งเท่ากับมันได้ หลังจากได้
เห็นความสามารถที่แท้จริงของ อู่ อวี้ มันก็
เลือกจะเปลี่ยนกลับคืนสู่ร่างจริง เข้าสู่สภาวะ
แข็งแกร่งที่สุดของตนเอง โดยมันคิดว่า อู่ อวี้
เป็นคู่ต่อสู้ที่คนควรค่าให้มันต้องทุ่มอย่าง
สุดกำลัง!
แล้วทันใดนั้นร่างของมันก็แปรเปลี่ยนเป็น
ของเหลว จากนั้นก็แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้ง
ผืนปั่า เพียงชั่วพริบตา อู่ อวี้ ก็รู้สึกราวกับว่า
มีมหาสมุทรขนาดใหญ่กำลังลอยอยู่เบื้องหน้า
ทว่าแท้จริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นี่คือร่าง
จริงของอสูรวิญญาณเหิน มันมีร่างกาย
โปร่งใส อีกทั้งสิ่งที่อยู่ภายในยังไม่ใช่สายวารี
แต่เป็นพลังกันแท้ตำหนักม่วงที่อัดแน่นอยู่!
ถ้า อู่ อวี้ ไม่มีร่างกายใหญ่พอแล้วก็ เขา
คงไม่อาจแลเห็นขนาดที่แท้จริงของอสูร
วิญญาณเหินได้ และคงจะรู้สึกว่ามีมหาสมุทร
ลอยอยู่เบื้องหน้าตนเอง อันที่จริงแล้วหาก
อาศัยอยู่แถวชายหาด หลายคนคงจะคุ้นเคย
กับสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ดี เนื่องจากว่ามันคือ
‘แมงกะพรุน’ สายพันธุ์หนึ่ง
ใช่แล้ว อสูรวิญญาณเหินก็คือ
แมงกะพรุน นั่นเอง แน่นอนว่ามันไม่ใช่
แมงกะพรุนที่ อู่ อวี้ เคยเห็นในทะเลตงไห่ แต่
เป็นแมงกะพรุนขนาดมหึมาเฉกเช่นดั่ง
มหาสมุทร เมื่ออยู่ต่อหน้ามัน อู่ อวี้ ก็ไม่ต่าง
อะไรจากฝุั่นละอองตัวเล็ก ๆ!