กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1071: กําเนิดนิทราวิญญาณเหิน
ถือเป็นคู่ต่อสู้ที่มีร่างกายใหญ่โตมากที่สุด
นับตั้งแต่ อู่ อวี้ ได้พบเจอมา
หากอยู่ภายในมหาสมุทรอันไร้สิ้นสุด อสูร
วิญญาณเหิน คงปลดปล่อยความแข็งแกร่ง
ได้เหนือยิ่งกว่าระดับของตนเอง
อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่มหาสมุทร แต่เป็นปั่า
แน่นอนว่า อู่ อวี้ มิได้ดูถูกคู่ต่อสู้ของตน
เนื่องจากในท้ายสุดแล้ว ฝั่ายตรงข้ามคือนาย
เหนือหัวแห่งน่านน้ำสมุทรอันน่าสะพรึงกลัว
ซึ่งฝึกฝนบำเพ็ญตนมาถึงอาณาจักรนี้ได้ เมื่อ
ลองคิดดูแล้ว หากร่างขนาดมหึมานี้ เคลื่อน
ตัวอยู่ภายในมหาสมุทร มันจะน่าประหวั่น
พรั่นพรึงมากเพียงใด
เมื่อคู่ต่อสู้กลับคืนสู่ร่างจริง มันก็เปิดฉาก
โจมตีทันที
“กำเนิดนิทราวิญญาณเหิน”
ปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวส่วนใหญ่ ล้วนถือ
กำเนิดมาพร้อมกับแก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์
เสมอ และอสูรวิญญาณเหินก็ไม่มีข้อยกเว้น
เช่นกัน อู่ อวี้ รู้สึกว่าตนได้ยินเสียงกริ๊งกริ๊งดัง
ออกมาจากภายในร่างของคู่ต่อสู้ เขาก็
ตระหนักได้ทันทีว่าฝั่ายตรงข้ามปลดปล่อย
แก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ของมันออกมาแล้ว
” อู่ อวี้ พลังอิทธิฤทธิ์ของอสูรวิญญาณ
เหินตนนี้ มีอยู่ทั้งหมด 3 ชนิด หนึ่งคือกำเนิด
นิทราวิญญาณเหิน ชีพอนันต์ และ ประกาย
แสงแห่งความตาย และคาดว่ากำเนิดนิทรา
วิญญาณเหิน คือพลังอิทธิฤทธิ์ประเภทสะกด
จิตอันน่าสะพรึงกลัว เมื่อใดก็ตามที่มันถูก
ปลดปล่อยออกไป มันสามารถทำให้สัตว์
ทะเลมากมายภายในน่านมหาสมุทรตกเข้าสู่
ห้วงแห่งนิทรา จากนั้นก็ปลดปล่อยพลัง
อิทธิฤทธิ์ซึ่งทรงอำนาจมากที่สุดทั้งสองเข้าใส่
ศัตรู นี่คือทั้งหมดที่ข้ารู้… ”
นับว่าโอรสเล่อยังมีใจห่วงหาอาวรณ์ยิ่ง
ยามนี้เขาตะโกนบอกข้อมูลของอสูรวิญญาณ
เหินให้แก่ อู่ อวี้ ฟัง
“สะกดจิต?” ถึงว่าทำไมเสียงที่ดังออกมา
จากภายในร่างกายอสูรวิญญาณเหิน จึงฟังดู
อ่อนโยน และน่าพึงพอใจถึงเพียงนี้ ราวกับ
ว่ามันดังก้องกังวานไปถึงจิตวิญญาณของเขา
นำมาซึ่งความรู้สึกสงบสุขอย่างหาใดเปรียบ
มันมิได้ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกมีโทสะคลุ้มคลั่งมาก
ยิ่งขึ้น แม้กระทั่งความปรารถนาที่จะต่อสู้และ
โลหิตในกายที่เดือดพล่านสงบลง ใน
ขณะเดียวกันก็มีความคิดเรื่องจะยอมแพ้ผุด
ขึ้นมาในจิตใจของเขา นี่ถือเป็นสภาวะจิตใจ
ในเชิงลบ ซึ่งเป็นผลมาจาก ‘กำเนิดนิทรา
วิญญาณเหิน’
คนเร่งระมัดระวังตัวให้มากขึ้น!
“เขตแดนอัคคีตัดสวรรค์!”
เพื่อต่อต้านกับพลังอิทธิฤทธิ์ของศัตรู อู่
อวี้ จึงปลดปล่อยพลังอิทธิฤทธิ์ออกไปต่อต้าน
ศัตรูทันที นี่คือการโจมตีที่ทรงประสิทธิภาพ
มากที่สุดกับสิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์ทะเลอย่าง
อสูรวิญญาณเหิน อีกทั้งร่างกายของฝั่ายตรง
ข้ามยังมีขนาดใหญ่โตเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมันไม่มี
ทางที่จะหลบหนีไปได้ เมื่อดวงเนตรแห่ง
สวรรค์ดวงเนตรแห่งปฐพีปรากฏขึ้นเสาเพลิง
ก็ถูกปลดปล่อยออกไปทันที ภายใต้อัคคี
ทองคำลุกกระหน่ำโชติช่วง อู่ อวี้ สามารถแล
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า อสูรวิญญาณเหินกำลัง
พยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนด้วยการหด
ตัวลง ซึ่งทั่วทั้งร่างของมันปรากฏบาดแผล
ขึ้นมาอย่างชัดเจน ทว่าอันตรายก็ยังคงอยู่
กำเนิดนิทราวิญญาณเหิน มิได้หายไปไหน
นับตั้งแต่ฝึกฝนบำเพ็ญตนมา อู่ อวี้ ไม่เคย
รู้สึกง่วงนอนขนาดนี้มาก่อน
“ช่างเป็นพลังอิทธิฤทธิ์ที่ร้ายกาจยิ่งนัก!”
อู่ อวี้ ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าคู่ต่อสู้ของ
ตนนั้นแข็งแกร่งมากเพียงใด แต่ช่างน่า
เสียดายที่เขามีวิชาหลบเลี่ยงอันน่า
สะพรึงกลัวยิ่งกว่า แน่นอนว่ามันคือเมฆา
ตลบฟั้า เมื่อเขารู้สึกว่าตนเองกำลังจะตกเป็น
ฝั่ายเพลี่ยงพล้ำ เขาก็ใช้ออกด้วยเมฆาตลบ
ฟั้ากระโดดตีลังกาพลิกตลบออกมาทันที
บัดนี้เขาเดินทางมาไกลจากด้านหน้ามาจนถึง
ด้านหลังของอสูรวิญญาณเหิน จนกระทั่งพ้น
จากรัศมีการโจมตีของศัตรู อู่ อวี้ จึงฟืนคืน
สติกลับมาทันที!
เมื่อ อู่ อวี้ ได้สติกลับคืนมาเขาก็โจมตี
สวนกลับไปทันที!
หวืด!
เขารีบทะยานไปอีกด้านหนึ่งของอสูร
วิญญาณเหิน จากนั้นก็ชูพลองฟั้าเพลิงผลาญ
ในมือขึ้นสู่ท้องเวหา แล้วทันใดนั้นเองไม้
พลองยืดขยายออกไปถึงขีดสุด จนเขา
ในตอนนี้ดูไม่ต่างจากมดที่กำลังถือตะเกียบ
ขนาดใหญ่อยู่ แต่ถือเป็นราชันแห่งมดผู้เปียม
ไปด้วยความแข็งแกร่งมหาศาล! พลองฟั้า
เพลิงผลาญมีขนาดเทียบเท่าได้กับต้นพฤกษา
ยักษ์ จากนั้นมันก็ถูกฟาดลงมาอัดกระแทกลง
มาจากสวรรค์ โดยมีเปั้าหมายอยู่ที่ร่างของ
อสูรวิญญาณเหิน!
“ก๊าซซ ข้าจะฉีกร่างของเจ้า!!!”
เมื่อถูก อู่ อวี้ โจมตีเข้าใส่ พลังอิทธิฤทธิ์
ของอสูรวิญญาณเหินก็หายไปอย่างสิ้นเชิง
จากนั้นมันก็กรีดร้องก่นด่าสาปแช่งตนเอง
อย่างโหยหวน แน่นอนว่าอำนาจของไม้
พลองนี้มาจากวงเวทเก้าทัณฑ์ผลาญฟั้า
ทลายอเวจี ซึ่งมีความสามารถในการบดขยี้
ทำลายล้างศัตรู เมื่อมันอัดกระแทกเข้าใส่อสูร
วิญญาณเหินร่างของมันก็เกิดการระเบิดขึ้น
อย่างรุนแรง จากนั้นร่างกายของมันก็หดเล็ก
ลง จนเหลือเพียงขนาด 3 ใน 4 ส่วนจาก
ก่อนหน้านี้เท่านั้น!
ร่ำลือกันว่ายิ่งอสูรวิญญาณเหินมีร่างกาย
ใหญ่มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งแข็งแกร่งมาก
เท่านั้น ซึ่งการโจมตีของ อู่ อวี้ เทียบเท่ากับ
การทำลายข้อได้เปรียบของฝั่ายตรงข้าม
บัดนี้การผสานรวมระหว่างพลังอำนาจแห่ง
กายเนื้อและพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง ได้ถูก
ปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์!
ภาพฉากดังกล่าว ทำให้ผู้คนต้องอึ้งตะลึง
งันด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เนื่องจากขณะนี้
สิ่งที่ อู่ อวี้ กำลังทำคือการบดขยี้คู่ต่อสู้อยู่
ฝั่ายเดียว ด้วยเพราะที่นี่ไม่ใช่มหาสมุทรอัน
กว้างใหญ่ ดังนั้นร่างกายอันใหญ่โตของอสูร
วิญญาณเหิน จึงถือเป็นภาระอย่างใหญ่หลวง
…
ซึ่งในระหว่างนี้ อู่ อวี้ ดูราวกับมดที่กำลัง
ต่อสู้อยู่กับช้าง …
แน่นอนว่า หลิงฮั่น ไม่ยอมให้ อู่ อวี้
กดดันมันอยู่ฝั่ายเดียวเช่นกัน บัดนี้มันเริ่มลง
มือตอบโต้ด้วยการปลดปล่อยแก่นพลังชีวิต
ศักดิ์สิทธิ์วิถี 2 ออกมาอย่างฉับพลัน ไม่
คาดคิดว่าร่างกายโปร่งใสของมันจะ
ปลดปล่อยพลังเช่นนี้ออกมาได้ บัดนี้ทั่วทั้ง
ร่างของแมงกะพรุนส่องสว่างแสงสุกใส ราว
กับเป็นจุดกำเนิดแสงสีน้ำเงิน เฉกเช่นดัง
จันทราร่วงหล่นลงมาสู่ผืนพนมพงไพร กลุ่ม
แสงได้หลอมรวมบรรจบเข้าด้วยกัน ก่อตัว
เป็นเสาประกายแสงอำไพขนาดใหญ่ พวยพุ่ง
เข้าใส่ อู่ อวี้ ในทันที!
ไม่รู้ว่านี่คือพลังอิทธิฤทธิ์ที่มีชื่อว่า ชีพ
อนันต์ หรือ ประกายแสงแห่งความตาย กัน
แน่ แต่ดูจากลักษณะแล้วเป็นไปได้ว่ามันคือ
ประกายแสงแห่งความตาย เมื่อพลังอิทธิฤทธิ์
นี้ถูกปลดปล่อยออกมา อู่ อวี้ ก็แลเห็นว่าฝั่าย
ตรงข้ามแสดงท่าทางวิตกกังวล ผสมปนเปไป
ด้วยความร้อนรน และหวาดกลัวในตัวเขา
ออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ในเวลานี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ ประกาย
แสงแห่งความตาย อันน่าสะพรึงกลัว ผู้คนก็
อดคิดอย่างช่วยไม่ได้ว่า อู่ อวี้ ต้องถูกการ
โจมตีครั้งนี้อย่างแน่นอน หรืออาจจะตกตาย
ไปเลยด้วยซ้ำ แต่ อู่ อวี้ ก็ยังคงหัวเราะโดย
มิได้หวั่นเกรงใด ๆ ไม่เพียงเขาจะสามารถ
สยบหลิงฮั่นไว้แทบเท้า แต่ยังแสดงท่าทาง
เหนือกว่าออกมาอย่างเห็นได้ชัด แล้วเขาก็ทำ
ในสิ่งที่ผู้คนไม่คาดคิด นั่นก็คือเก็บพลองฟั้า
เพลิงผลาญกลับไป ซึ่งนี่ถือเป็นการลดความ
ระมัดระวังตัวแบบที่ไม่สมควรทำยิ่ง แล้ว
ทันใดนั้นเองเขาก็พลิกตลบตีลังกาออกไป
ขณะที่ประกายแสงแห่งความตายกำลังจะบด
ขยี้เขาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ทว่าฉับพลัน อู่
อวี้ ก็หายตัวจากสายตาผู้คนอีกครั้ง!
เมื่อเขาฝึกฝนเมฆาตลบฟั้า จนเขาใช้งาน
มันได้อย่างเชี่ยวชาญ เมื่อต้องตกอยู่
ท่ามกลางดงแห่งการสังหารเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็
เสมือนดั่งอยู่ยงคงกระพันเลยทีเดียว ความ
จริงแล้วการโจมตีของมันได้สัมผัสถูกตัวของ
อู่ อวี้ แล้ว จนผิวหนังบางส่วนของเขาไหม้
เกรียมดำเป็นตอตะโก แต่เมื่อเขาตีลังกาพลิก
ตลบออกไป แล้วย้อนกลับมาอีกครั้ง อาการ
บาดเจ็บเหล่านั้นก็หายดีเป็นปลิดทิ้ง!
ยามนี้หลิงฮั่นรู้สึกสิ้นหวังอย่างยิ่ง มันได้
ปลดปล่อยการโจมตีพลังโจมตีอันน่าประหวั่น
พรั่นพรึงอย่างที่สุดของตนเองออกไปแล้ว แต่
ดูเหมือนว่าจะไม่อาจสร้างบาดแผลให้กับ อู่
อวี้ ได้แม้แต่เพียงน้อยนิด แม้เขาจะไม่อาจแล
เห็นสีหน้าและการแสดงออกของมัน แต่เขาก็
รู้ดีว่าชายผู้นี้กำลังตื่นตระหนกอย่างที่สุด
ในเวลานั้นเองหิ่งห้อยมายาของ อู่ อวี้ ก็
บินทะยานขึ้นมาอยู่เหนือศีรษะของอสูร
วิญญาณเหิน ถึงแม้ว่าปัจจุบันพลังของเขา
จะเพิ่มพูนขึ้นมากแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังรู้ว่า
ตัวเองนั้นยังมีจุดอ่อนอยู่ นั่นก็คือพลังโจมตีที่
ยังขาดไปเล็กน้อย ด้วยเหตุนี้เขาจึงชดเชยมัน
ด้วย วงเวทหิ่งห้อยสังหารเทพ ของหิ่งห้อย
มายา!
หลังจากนั้นอสูรวิญญาณเหินปลดปล่อย
ประกายแสงแห่งความตายออกไปแล้ว สี
เขียวแสงจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งทะยานจู่โจม
เข้าใส่ร่างกายขนาดยักษ์ของมันทันที เวลานี้
มันกำลังไร้ซึ่งแรงต้านทาน ต่อมาร่างกาย
ของมันก็ค่อย ๆ หลอมละลาย กลายเป็นสาย
วารีที่ร่วงหล่นลงสู่ผืนปฐพี ในช่วงเวลานี้
ผู้คนได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องอันโหยหวน
ของหลิงฮั่นเท่านั้น!
ร่างของอสูรวิญญาณเหินถูกปกคลุมไป
ด้วยแสงสีเขียวนวล ราวกับว่ามันกำลังกัด
กร่อนกลืนกินร่างกายของอสูรวิญญาณเหิน
นอกจากนี้ร่างกายของมันยังหดตัวอย่าง
ต่อเนื่อง เมื่อภาพดังกล่าวประจักษ์แก่สายตา
ของทุกผู้คน ทุกคนก็ต่างรู้ดีว่าบัดนี้อสูร
วิญญาณเหินได้พ่ายแพ้อย่างราบคาบแล้ว
ชั่วพริบตา เวลานี้ อู่ อวี้ ก็ปรากฏตัวขึ้นอีก
ครั้ง พร้อมกับระเบิดพลานุภาพของพลองฟั้า
เพลิงผลาญ ระดมโจมตีเข้าใส่ประตูพร้อมกับ
วงเวทหิ่งห้อยสังหารเทพอย่างต่อเนื่อง ทำให้
ร่างของอสูรวิญญาณเหินได้รับความเจ็บปวด
อย่างสุดแสนสาหัส ร่างกายของมันบิดเบี้ยว
จนกระทำได้เพียงร้องขอความเมตตาเท่านั้น!
“อู่ อวี้ ข้าพ่ายแพ้แล้ว! ข้าขอยอมรับใน
ความผิด! ข้ายอมแพ้! ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า!
เจ้าฝั่ายชนะแล้ว! ละเว้นข้าเถิด ปล่อยข้า
ไป!”
แม้ว่าในยามนี้มันจะร้องขอเมตตา ขอให้
เขายอมละเว้นชีวิตของมัน แต่ทัศนคติของ
ชายผู้นี้ก็ยากจะไปเปลี่ยนแปลง ดังนั้น อู่ อวี้
จึงตอบเพียงแค่เสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยันใน
ลำคอเท่านั้น วงเวทหิ่งห้อยสังหารเทพถูกใช้
ไปแล้ว เขาจึงไม่สามารถใช้มันได้ซ้ำอีก ด้วย
เพราะมันเป็นวงเวทหลัก ภายใต้การระเบิด
ของหิ่งห้อยอย่างต่อเนื่อง อสูรวิญญาณเหิน
ทำได้แค่เพียงส่งเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวน
หลังจากนั้นมันก็ถูกบดขยี้ทำลายอย่าง
รวดเร็ว!
“อู่ อวี้! เจ้ากล้าสังหารข้า! เจ้าจะต้องไม่
ตายดี เผ่าปีศาจแห่งความตายจะไม่ปล่อย
เจ้าไป!” แม้ช่วงวินาทีสุดท้ายอีกฝั่ายยังคง
กรีดร้องพยายามข่มขู่ อู่ อวี้ แต่ อู่ อวี้ หาได้
ใส่ใจคำพูดมันแม้แต่น้อยนิดไม่ ถ้า
สถานการณ์ในตอนนี้กลับกลายเป็นฝั่ายมันที่
กุมความได้เปรียบ พวกมันย่อมไม่ยอมปล่อย
เขาไปอย่างแน่นอน ฉะนั้นเขาควรตัดไฟให้
สิ้นซากด้วยการส่งมันไปยังปรโลกเสียจะ
ดีกว่า
ตูมมมมม!
อสูรวิญญาณเหินถูกบดขยี้จนร่าง
แหลกลาญเป็นชิ้น ๆ
ในขณะนี้ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างตื่นตระหนก
ตกใจเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากนั้น อู่ อวี้ ก็มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
เวลานี้เผ่าปีศาจแห่งความตายที่กำลัง
ต่อสู้อยู่ในด้านอื่น ต่างตกตะลึงกับสิ่งที่
เกิดขึ้น พวกมันพยายามจะเข้าไปช่วยเหลือห
ลิงฮั่น แต่ร่างกลืนสวรรค์ก็ไม่ยอมปล่อยให้
พวกมันไป บัดนี้ หลิงฮั่นได้ตกตายไปแล้ว
พวกมันทั้งหมดล้วนชั่วร้ายใจคอโหดเหี้ยม
โหดอำมหิต คิดสังหารผู้อื่นเพื่อให้ตนเองรอด
แน่นอน อู่ อวี้ จะไม่ปรานีหรือยั้งมือให้กับ
พวกมันแม้แต่น้อย นี่คือเจตจำนงและวิธีการ
ของเขา โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาล โลก
ของผู้ฝึกตนก็คือการแย่งชิง ไขว่คว้าหา
โอกาสให้ตนเองได้กลายเป็นเซียนอมตะ
ผู้ฝึกฝนคือการแย่งชิง และพลังก็คือความ
ยุติธรรมอย่างอย่างแท้จริง
หากต้องเผชิญต่อสู้เขาไม่เคยคิดถอยหนี
หลังจากหลิงฮั่นตกตายไปแล้ว ร่างกลืน
สวรรค์ก็ส่งพวกเดรัจฉานจากเผ่าปีศาจแห่ง
ความตายตัวอื่น ๆ ไปยังปรโลกเช่นกัน ส่วน
เหตุผลที่ว่าทำไมมันจึงถูกเรียกว่าเผาปีศาจ
แห่งความตาย ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพวกมัน
ครอบครองอาณาเขตสมุทรส่วนหนึ่งเอาไว้
นอกจากมันได้ทำเรื่องโหดเหี้ยมอำมหิต
มาแล้วนับไม่ถ้วน มีวิญญาณผู้บริสุทธิ์มกา
มายต้องจมดิ่งสู่ห้วงทะเลลึก ด้วยเหตุนี้พวก
เขาจึงตั้งชื่อให้กับมันว่าเผ่าปีศาจแห่งความ
ตาย
พวกมันเทียบเท่าปีศาจและผู้ฝึกตนนอก
รีตที่ผสมผสานความชั่วร้ายปะปนเข้าหากัน
ส่วนอีกด้านหนึ่งเย่ซีซีใช้ความสามารถ
ของตนเองสังหารปลาหมึกยักษ์ทะเลมรณะ
ส่วนอสูรตะเกียงทะเลลึกก็กำลังจะตาย
เช่นเดียวกัน ทางด้านร่างกลืนสวรรค์ของ อู่
อวี้ ก็สามารถจัดการกับเผ่าปีศาจแห่งความ
ตายได้เพียงชั่วเวลาสั้น ๆ ความวุ่นวายก่อน
หน้านี้ได้กลับคืนสู่ความสงบสุขดังเดิม ด้วย
เหตุนี้ อู่ อวี้ , เย่ซีซี , หิ่งห้อยมายาก็กลับมา
รวมตัวกันอีกครั้ง พวกเขาทั้งหมดต่างจับจ้อง
ไปยังทิศทางเหลยเปั้า
” แล้วเจ้าล่ะ..อยากตายหรือยังอยากมี
ชีวิตอยู่ต่อ ? ” อู่ อวี้ ถามมัน
เหลยเปั้าสูดหายใจเข้ายาวเหยียด มัน
พยายามควบคุมขาที่สั่นเทาทำใจกล้ามอง อู่
อวี้ แล้วกล่าว ” ความสามารถอันโดดเด่น
ของเจ้าภายในชมพูทวีปโลกธาตุนับพัน ๆ ปี
ก็ยังไม่เคยมีปรากฏมาก่อน เจ้านับเป็น
ปาฏิหาริย์เพียงหนึ่งเดียวไม่มีสอง ข้าขอ
ยอมรับความพ่ายแพ้! ”
เวลานี้หากคน ๆ นั้นพอมีสมองอยู่บ้าง ก็
จะรู้ว่าควรจะหลบหนีไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด
พวกมันรู้สึกโชคดีมากที่ตัดสินใจจับตัวโอรส
เล่อกับพวกพ้องไว้ ไม่ได้เข้าไปร่วมวงสังหาร
อู่ อวี้ เช่นดั่งเผ่าปีศาจแห่งความตาย
ชาวเหลยยวนรีบหลบหนีออกจากที่นี่
ทันที
เท่ากับที่นี่เหลือเพียง อู่ อวี้ กับพวกเขา
เท่านั้น ส่วนฝูงชนที่คอยเฝั้าจับตา ซึ่งยังไม่ได้
หลบหนีไปก็เป็นเพราะว่ามันกำลังหวาดกลัว
ตกตะลึงจนแข้งขาไม่ขยับ แต่พอนึกขึ้นมาได้
ว่าตนเองไม่ได้มีเรื่องบาดหมางขัดแย้งกับ อู่
อวี้ แต่อย่างใดดังนั้นพวกมันจึงไม่รีบหลบหนี
” อันที่จริงเหลยเปั้านั้นกล่าวถูกต้อง
หลังจากเจ้าฟังเทศนาเต๋าองค์จักรพรรดิ
โบราณ ก็ดูเหมือนความคืบหน้าของเจ้านั้น
อยู่ในระดับที่น่าสะพรึงกลัวจริง ๆ ” ชวี่ห้าว
เหยียนมอง อู่ อวี้ พร้อมกับกล่าวชื่นชมอย่าง
จริงใจ แม้ว่าชวี่เฟิงอวี๋จะไม่ได้พูดอะไร แต่
นางต้องรู้สึกเช่นเดียวกันอย่างแน่นอน
อู่ อวี้ มองไปโอรสเล่อแล้วกล่าวว่า ”
ก่อนหน้านี้ความแข็งแกร่งของเราต่อเจดีย์
วิญญาณบรรพกาล ยังถือว่าไม่เพียงพอ แต่
ตอนนี้เราสามารถขึ้นไปชั้นที่ 4 ชั้นที่ 5 หรือ
อาจจะสูงกว่านั้นกันได้แล้ว ”
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็เต็มใจจะขึ้นไปสู่ชั้นที่ 4
ของเจดีย์เสียที เมื่อได้ยินเช่นนี้โอรสเล่อก็รู้สึก
โล่งใจ
“ แล้วหนานซานหวางเยว่ล่ะ? ” โอรส
เล่อถาม
ถึงแม้ตอนนี้หนานซานยังไม่กลับมา แต่ อู่
อวี้ คิดว่าคงไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร “รอ
เขาสักพักแล้วกัน”
เวลานี้คนอื่น ๆ รีบออกจากที่เกิดเหตุ
อย่างรวดเร็ว พวกมันหวาดกลัวเกินกว่าที่จะ
อยู่เฝั้าดูเหตุการณ์ต่อไป โดยกลัวว่า อู่ อวี้
จะมาหาเรื่องเพราะพวกมันไม่ยอมยื่นมือเข้า
ไปช่วยเหลือตั้งแต่แรก แม้แต่ชาวเหยียนหวง
ก็ยังไม่กล้าอยู่ต่อ
หลังจากนั้นหนานซาน หวางเยว่ ก็
กลับมาด้วยสีหน้าสดใสเปล่งปลั่งดูอารมณ์ดี
เป็นพิเศษ แต่ดูเหมือนแข้งขาของเขา
ค่อนข้างอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงราวกับว่าเพิ่ง
ถูกใช้งานอย่างหนัก
“แล้วพวกนางล่ะ?” อู่ อวี้ ถาม
หนานซาน หวางเยว่ รอยกรุ้มกริ่มแล้ว
พูดว่า ” พวกนางยอมศิโรราบให้แก่อัญมณี
ใต้เปั้ากางเกงของข้า ตอนนี้คงกำลังรื่นรมย์
อิ่มเอมใจอย่างสุดแสนอยู่กระมั้ง”