กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1072: วายุกระหน่ําไปทั่วทั้งผืนฟา
หรือจะให้พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หนานซาน
หวางเยว่ ไม่ได้สังหารพวกนาง
ฝาแฝดทั้งสองนิสัยหยิ่งผยอง จิตใจ
โหดเหี้ยมอำมหิตไม่สนถูกผิด ดังนั้นจึง
จำเป็นต้องใช้คนที่ชั่วช้ายิ่งกว่าจัดการ
ช่างน่าอนิจจัง หนานซาน หวางเยว่ ก็คือ
คนที่ต่ำช้ายิ่งกว่าคนนั้นนั่นเอง
คนต่ำช้าย่อมมีวิธีชั่วร้ายสัปดนมากมาย
นอกจากนี้ความเชี่ยวชาญในวิชามายา
ของเขา ยังจัดอยู่ในระดับสุดยอด บางทีคน
ทั้งสอง อาจจะอยู่ในห้วงอารมณ์แห่งความ
รื่นรมย์ตามที่เขาว่าไว้
” เฮ้อ∼ ถ้าไม่ติดว่าพระโอรสจะต้องไป
ตามหาไข่มุกทองคำเหยียนหวงล่ะก็ บอกตาม
ตรงข้าคงไม่ยอมแยกจากแม่นางทั้งสองเป็น
แน่ ระหว่างที่ข้ากำลังจะจากมา แม่ผู้แสน
น่ารักและอ่อนโยนทั้งสอง ก็เข้ามาเกาะเกี่ยว
ข้าไว้โดยไม่อยากพรากจาก ปากก็พร่ำบอก
ว่าข้าคือคนที่พวกนางตามหา เป็นคนที่ใช่
สำหรับพวกนาง แล้วข้าจะทิ้งพวกนางได้
อย่างไร ” หนานซาน หวางเยว่ กล่าวยิ้ม ๆ
โอรสเล่อหัวเราะแล้วพูดว่า ” ถ้าเป็น
เช่นนั้นก็ดีนะสิ… เจ้าก็ให้พวกนางติดตามเรา
มาด้วยเลยเป็นไง อีกอย่างฝีไม้ลายมือของ
พวกนางมิใช่ย่อยเลย คงจะช่วยเหลือพวกเรา
ได้มาก ต่อจากนี้ตลอดการเดินทางของเจ้าก็
จะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป ”
ได้ยินเช่นนั้น หนานซาน หวางเยว่ ก็
หัวเราะร่วนแล้วรีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว ”
แม้พรหมลิขิตจะทำให้พบเจอกัน แต่ข้ากับ
สาวงามทั้งคงไม่อาจเดินร่วมทางกันได้ ปล่อย
มันให้เป็นเพียงความทรงจำอันแสนงดงาม
ระหว่างข้ากับพวกนางก็แล้วกัน! ให้น้องชาย
ข้า ฝังตราตรึงอยู่ในใจตลอดไป! ”
” ชิ! ไร้ยางอายชะมัด หุบปากเหม็น ๆ
ของเจ้าไปเลยดีกว่า ” เมื่อเห็นเขาแสดง
ท่าทางเช่นนั้น เย่ซีซีก็พูดขึ้นด้วยความไม่
พอใจ
” โธ่ ๆ ๆ แม่สาวน้อยอย่าเกลียดชังข้า
เลยนะ ก็ได้ ข้าจะรีบหุบปากเดี๋ยวนี้ ” หนาน
ซาน หวางเยว่ ตอบพร้อมหัวเราะ
ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ย่อมไม่มีผู้ใดสมบูรณ์ ไม่
ว่าจะเป็น หนานซาน หวางเยว่ , เย่ซีซี หรือ
อู่ อวี้ ก็ตาม เวลาอยู่ด้วยกันนาน ๆ ย่อมมี
เรื่องขัดแย้งไม่พอใจกระทบกระทั่งกันบ้าง
แต่พวกเขาทุกคนล้วนเป็นคนพิเศษ
ทว่าเรื่องนี้ไม่สามารถสั่นคลอนความ
มั่นคงสามัคคีรวมใจเป็นหนึ่งของคนทั้งสาม
ไปได้
ระหว่างนั้นเองสองพี่น้องฝาแฝด เซวี๋ยน
ซิง, เซวี๋ยนเฉิน ก็ไล่ตามมาพอดี ใบหน้าของ
พวกนางทั้งสองแดงก่ำ ดวงตาทั้งคู่ล้นไปด้วย
หยาดน้ำตา อีกทั้งสรรพนามที่เคยใช้เรียก
หนานซาน หวางเยว่ เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน
เรียกได้ว่าทันทีที่หนานซานแลเห็นพวกนาง
ทั้งสอง มันก็รีบแผ่นแน๊บหลบหนีไปก่อน
อย่างรวดเร็ว
อู่ อวี้ ไม่สามารถปล่อยให้พวกนางทั้ง
สองติดตามมาได้ ดังนั้นก่อนที่พวกนางจะ
มาถึง เขาจึงรีบพาโอรสเล่อกับคนอื่นออก
จากที่นี่ทันที ถ้าพวกนางไล่ตามมาทัน จัก
ต้องเกิดเรื่องวุ่นวายอย่างชิงรักหักสวาทขึ้น
เป็นแน่ …
ด้วยความเร็วในปัจจุบันของ อู่ อวี้ ถ้า
หากพวกนางทั้งสองสามารถไล่ตามทัน คงถือ
เป็นเรื่องแปลกประหลาดยิ่ง
เมื่อ อู่ อวี้ กับพวกพ้องจากไป คนอื่น ๆ
ที่หลบซ่อนตัวเฝั้าดูสถานการณ์ก็ค่อย ๆ
ทยอยปรากฏตัวกันออกมา ด้วยความรู้สึก
หลากหลายซับซ้อนแตกต่างกันไป
” อู่ อวี้ ว่าแย่แล้ว สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ
กลุ่มของพวกเขา ข้าชักเริ่มเชื่อนิด ๆ แล้วว่า
โอรสเล่อเป็นผู้ที่จักรพรรดิโบราณเลือกแล้ว
จริง ๆ”
” มิฉะนั้น อู่ อวี้ คงไม่กล้าสังหารผู้ใด
โจ่งแจ้งเช่นนี้ เพราะอย่างไรเขาก็ต้องรู้ว่า ถ้า
ลงมือสังหาร หลิงฮั่น กับ หลิงอี้ มหาราชา
ปีศาจแห่งความตาย , มหาราชาปีศาจ
วิญญาณเหิน ฯลฯ จะต้องกลับมาแก้แค้นเขา
อย่างแน่นอน ”
” แต่ดูสิ เขาไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย ซึ่งมัน
ก็แสดงให้เห็นว่าเขาไม่หวาดกลัวอะไรทั้งสิ้น
”
“ แม้ว่าภายในเจดีย์วิญญาณบรรพกาล
ชั้นที่ 3 จะไม่มีผู้คนหนาแน่น แต่รับรองว่า
ความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของกลุ่มคณะ
อู่ อวี้ จะต้องแพร่หลายออกไป แน่นอนว่ามัน
ย่อมสร้างความตื่นตะลึงให้แก่จิตใจของทุก
ผู้คน จนถึงตอนนี้คนภายนอกจะรู้ถึงการ
เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพวกเขาหรือยังนะ
… ”
” อย่างไรเจดีย์วิญญาณบรรพกาลก็อยู่
ภายใต้การควบคุมของจักรพรรดิโบราณ
พวกเราอาจเป็นเพียงเครื่องประกอบฉาก
หรือการแข่งขันแย่งชิงไข่มุกทองคำเหยียน
หวง จักรพรรดิโบราณได้กำหนดให้โอรสเล่อ
แล้วหรือไม่ ? ”
” แม้ว่าสภาพการณ์ตอนนี้จะเป็นไปเบน
ทิศทางดังกล่าวก็จริง แต่อย่าลืมว่าจักรพรรดิ
โบราณยังมิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด ข้าไม่เชื่อว่า
จักรพรรดิโบราณจะเป็นคนไม่ยุติธรรม หรือ
ทำเรื่องนี้เพียงแค่ต้องการหยอกล้อพวกเรา
เล่นหรอก … ”
” ต่อให้เดาสุ่มไปมันก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี
รอดูต่อไปดีกว่าว่าผลจะเป็นเช่นไร ข้าจำได้
ว่าก่อนหน้านี้ไข่มุกทองคำเหยียนหวงก็
ปรากฏขึ้นในสามชั้นแรก แต่ดูเหมือนว่าพวก
นั้นก็ไม่ได้มันไป ”
ไข่มุกทองคำเหยียนหวงปรากฏให้ผู้คน
เห็นอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดก็เพื่อสร้าง
ความหวังให้พวกมันคิดว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะ
ไขว่คว้าครอบครองมันได้ อีกทั้งพวกมันยัง
เชื่อมั่นว่านี่ไม่ใช่การจัดฉากปันหัวพวกมัน
เล่น สมทบกับพวกมันได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ
ไข่มุกมามากมายเหลือเกิน
ปัจจุบัน อู่ อวี้ ได้เบี่ยงเบนทิศทางโดยมี
เปั้าหมายการขึ้นไปบนเจดีย์ชั้น 4
บนท้องเวหาชั้นที่ 3 เหนือยอดรุกขชาติ
ยักษ์ ท่ามกลางความว่างเปล่านั้นมีสายวาโย
พัดโหมกระหน่ำกรรโชกอย่างรุนแรง สาย
วาโยสีเขียวโบกสะบัดราวคมมีดอันคมกริบ
จำนวนนับพันนับหมื่นเฉือนตวัดกระจัด
กระจายอยู่ทุกหนทุกแห่ง ด้วยความรุนแรง
สูงล้ำ มันตวัดเฉือนยอดไม้กระจัดกระจาย
ปลิวว่อนไปทั่ว สร้างความตื่นตกใจแก่ผู้พบ
เห็นเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว
หากผู้ที่อยากจะฝั่าข้ามไปมีพลังฝีมือไม่สูงส่ง
พอ คนผู้นั้นอาจจะถูกเฉือนกระชาก
แหลกลาญเป็นชิ้นก็เป็นได้
ด้วยความน่าสะพรึงกลัวดังกล่าวทำให้
บางคนจึงยังคงอยู่ในชั้นที่ 3 คงต้องกล่าวว่า
ไม่ใช่เพราะมันไม่มีโอกาสที่จะฝั่าขึ้นไป แต่
เป็นเพราะมันไม่สามารถขึ้นไปได้มากกว่า
ถึงกระนั้นบนเจดีย์วิญญาณบรรพกาลชั้น
ที่ 4 และ 5 ก็ถือเป็นสถานที่ที่มีความคึกคัก
มากที่สุด
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ไม่กล้าที่จะพึ่งพาความ
แข็งแกร่งของตนเองเพื่อฝั่าขึ้นไป แต่ด้วย
เพราะปัจจุบันพลังฝีมือของเขาได้ถูกยกระดับ
สูงขึ้น จึงทำให้เขามีความกล้าขึ้นมาก แล้ว
ตอนนี้เขามาอยู่บนยอดรุกขชาติขนาดยักษ์
ภายใต้ลมพายุสีเขียว เตรียมพร้อมที่จะ
ทะยานขึ้นสู่ชั้นที่ 4
หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี
เตรียมพร้อมรับมือกับคมพายุนี้ด้วยตนเอง
ส่วนคนอื่น ๆ อู่ อวี้ เป็นผู้รับผิดชอบนำพา
พวกเขาไป และดูเหมือนว่าครั้งนี้การปั้องกัน
จากวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์ยังไม่เพียงพอ คง
ไม่อาตต้านทานคมมีดวาโยสีเขียวจำนวนนับ
ไม่ถ้วนนี้ได้ แต่ความเร็วของ อู่ อวี้ ก็สูงล้ำ
พอจะพามันหลบเลี่ยงไปได้ เขาจึงใช้วิธีการ
โดยใช้เทียมฟั้าจรดดินย่อขนาดร่างกายและ
วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์ให้เล็กที่สุดไปพร้อม ๆ
กัน จากนั้นก็ใช้พิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิงมัด
พันวงเวทไว้ พวกเขาทั้ง 4 คนอัดแน่นอยู่
ภายในวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์ขนาดจิ๋ว ภาพ
ในตอนนี้เหมือน อู่ อวี้ เป็นมดตัวเล็ก ๆ ที่
กำลังแบกถือไข่ เหินทะยานขึ้นไปบนท้อง
เวหาฝั่าทะลวงผ่านคมมีดวายุ!
แล้วก็เร่งความเร็วขึ้น!
เขาจะพุ่งตรงไปด้วยความเร็วสูงสุด
ภายใต้การฉุดกระชาก วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์
ก็พุ่งทะยานขึ้นไป จนเห็นเป็นเพียงภาพเงา
ติดตาเท่านั้น ความเร็วปัจจุบันเหนือของ อู่
อวี้ เหนือล้ำยิ่งกว่าวายุคมมีด ผนวกไปกับ
ความคล่องตัวและยืดหยุ่น ทำให้เขาหลบ
หลีกวายุคมมีดได้อย่างคล่องแคล่ว ถ้าไม่ใช่
เพราะวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์ คมมีดเหล่านี้คง
ไม่มีทางแตะตัวเขาได้!
ในระหว่างที่เขาบิดตัวหลบหลีกวายุคมมีด
อย่างลื่นไหล ก็จะได้ยินเสียงร้องของโอรสเล่อ
กับพวกพ้องดังขึ้นเป็นครั้งคราว นั่นเป็น
เพราะพวกเขา กำลังลุ้นระทึกว่าคมมีดวายุ
จะอัดกระแทกเข้าใส่วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์
หรือไม่ แต่ อู่ อวี้ ก็สามารถคาดการณ์ได้
อย่างแม่นยำ แล้วหลบหลีกคมมีดอันน่า
สะพรึงกลัวดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว
จากสภาพการณ์สามารถแลเห็นได้อย่าง
ชัดเจนว่า แรงกดดันที่วงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์
ต้องแบกรับ น้อยกว่าการฝั่าทะลวงสายอัสนี
ทมิฬในเจดีย์ชั้นที่ 2 เนื่องจากก่อนหน้านี้
พวกเขาโดนโจมตีหลายครั้งมาก แต่ในครั้งนี้
พวกเขาสามารถหลบหลีกการโจมตีได้อย่าง
เฉียดฉิว จน อู่ อวี้ ยังไม่ถูกโจมตีเลยแม้แต่
ครั้งเดียว อย่างไรก็ตามด้วยพลังแก่นแท้
ตำหนักม่วงที่เพิ่มพูนขึ้น ต่อให้ถูกโจมตี คม
มีดวายุก็ไม่มีทางทำลายการปั้องกันของวง
เวทเจ็ดดาราพิทักษ์ได้
หวืด หวืด หวืด!
หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี ตามหลัง
เขามาติด ๆ ความจริงพวกเขาทั้งสอง
สามารถไปหลบอยู่ในวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์
ได้เช่นกัน แต่ก็ไม่ทำเพราะปัจจุบันความแข็ง
ของพวกเขาเพิ่มพูนสูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
มันคงจะเป็นการดีกว่าหากจะช่วยเหลือ
ตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งการฝั่าทะลวงในครั้ง
นี้ได้สร้างเสริมประสบการณ์เพิ่มเติมให้กับ
พวกเขาไปในตัว นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
อย่างน้อยมันก็ช่วยทำให้เย่ซีซีคุ้นชินกับ
ความแข็งแกร่งของตนเองมากขึ้น
นับแต่ที่นางได้พลังอิทธิฤทธิ์ทรายทมิฬเงา
อสูรมา จวบจนทุกวันนี้นางยังคงพัฒนาอย่าง
ต่อเนื่อง นอกจากนี้นางยังไตร่ตรองทำความ
เข้าใจพลังอิทธิฤทธิ์วิถีอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่ง
ความสามารถของมันเกือบจะเทียบเคียงได้
กับ สี่มหาวิธีพลังอิทธิฤทธิ์ของ อู่ อวี้
เนื่องจากในท้ายสุดแล้วท่ามกลางพวกเขาทั้ง
สามคน เย่ซีซี เป็นคนที่มีอาณาจักรฝึกตนสูง
มากที่สุด
การฝั่าด่านวายุคมมีดสีเขียวอันบ้าคลั่งนี้
เป็นเรื่องท้าทายสำหรับ อู่ อวี้ เป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะปัจจุบันยิ่งเขาหลบหลีกมันได้มาก
ขึ้นเท่าไหร่ ทั้งความเร็วและความรุนแรงของ
มันก็เพิ่มตามมากขึ้นเท่านั้น ระดับความเร็ว
และจำนวนที่หนาแน่นของมันยากที่จะ
หลีกเลี่ยงได้ จนเรียกได้ว่าท้าทายขีดจำกัด
ความเร็วในการควบคุมของเขาเลยก็ว่าได้ ผู้
ที่เฝั้ามองดูจะเห็นได้ชัดว่าเขากำลังหลบหลีก
พลิ้วไหว กระโดด ๆ ขึ้น ๆ ลง ๆ ฝั่าทะลวง
วายุคมมีดพิฆาตได้อย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าเขาจะมีวงเวทเจ็ดดาราพิทักษ์เป็น
ภาระ แต่ก็ยังสามารถหลบหลีกได้อย่าง
คล่องแคล่ว ทว่าสำหรับหนานซาน หวางเยว่
กับ เย่ซีซี นั้นค่อนข้างต่างออกไป คนทั้งสอง
ยังถูกโจมตีอยู่หลายครั้ง โชคดีที่พวกเขายัง
พอฝืนขึ้นมาต่อได้ นอกจากนี้กายาวัฏจักร
แดนอเวจีกับกายาจักรพรรดิเซียนเก้า
แปรเปลี่ยนยังไม่แข็งแกร่งเท่ากับกายาเพชร
อมตะของ อู่ อวี้ ได้ ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาใน
การฟืนคืน
หลังจากผ่านไปได้ประมาณ 1 ก้านธูป
ท่ามกลางความยุ่งเหยิงอลหม่าน ในที่สุด อู่
อวี้ ก็สามารถออกจากวายุคมมีดได้ บน
ร่างกายของเขายังคงเห็นร่องรอยบาดเฉือน
ของคมมีดวายุสองสามแห่ง ที่สำคัญยิ่งไป
กว่านั้นก็คือตั้งแต่ต้นจนจบวงเวทเจ็ดดารา
พิทักษ์ถูกโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว หลังจาก
ผ่านพ้นอุปสรรคมาได้ พวกเขาทั้งหมดก็เข้าสู่
วังวนสีทอง เมื่อหลุดออกมา ใต้ฝั่าเท้าของ
พวกเขาก็เหยียบย่ำลงบนกับผืนแผ่นดินแล้ว
ตามมาด้วย หนานซาน หวางเยว่ , เย่ซีซี
ในที่สุดพวกเขาก็พึ่งพาความพยายามของ
ตนเอง จนขึ้นมาสู่ชั้นที่ 4 ได้
” ถ้าจะต้องเจอหนักขนาดนี้… รู้งี้ให้
โอรสยวี่พาขึ้นมาดีกว่า ด้วยระดับฝีมืออย่าง
เขาคงสามารถขึ้นไปถึงชั้นที่ 8 แล้วค่อยสลัด
เขาทิ้งที่หลังก็ได้ ” หนานซาน หวางเยว่ ขบ
เขี้ยวเคี้ยวฟันอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบ สามารถ
แลเห็นได้ว่าร่างกายของเขาเต็มไปด้วย
ร่องรอยบาดแผล ส่วนทางด้านของเย่ซีซี
ถึงแม้ว่าตามตัวของนางจะมีร่องรอย
บาดแผลให้เห็น แต่พระนางอดทนไม่กรีดร้อง
โอดครวญบ่นออกมาสักแอะเดียว ซึ่งตรงกัน
ข้ามกับหนานซานหวางเยว่ที่อดทนจนเกิน
ความจริง
ส่วน อู่ อวี้ ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
กำลังแสดงท่าทางผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อมาถึงเขาก็มองขึ้นไปบนท้องฟั้าของชั้นที่
4 เจดีย์วิญญาณบรรพกาล สิ่งที่เขาพบเห็น
คือผืนหญ้ากว้างใหญ่ไร้สิ้นสุด บรรยากาศ
เงียบสงัดไร้ซึ่งสุรเสียง เสมือนดั่งเจดีย์ชั้นที่ 3
แต่มีบางสิ่งที่แตกต่างกันอยู่ เนื่องจากชั้นที่ 3
เต็มไปด้วยต้นไม้และสรรพเทวะวิญญาณ แต่
ชั้นนี้หาได้มีไม่
นอกจากนี้บนท้องฟั้าเหนือศีรษะยังไร้ซึ่ง
ดวงตะวัน แต่มีกระแสวังวนสีทองเหมือนกับ
เจดีย์ชั้นแรก ภายในวังวนสามารถแลเห็น
ผู้คนพยายามฝั่าทะลวงขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเคลื่อนตัว
ไปยังทิศทาง ก็จะมีสายอัสนีหลากสีสันคอย
ฟาดผ่าตามไปด้วย เมื่อเทียบกับอัสนีสีดำ
แล้ว สายอัสนีหลากสีสันเหล่านี้ ล้วน
หนาแน่นและทรงพลังยิ่งกว่าหลายเท่า
ฉะนั้นหากเขาต้องการเข้าสู่ชั้นที่ 5 เจดีย์
วิญญาณบรรพกาลเขาจะต้องผ่านท้ายอัสนี
ดังกล่าว เมื่อคิดใคร่ครวญถึงความสามารถ
ในระดับปัจจุบันของพวกเขา อู่ อวี้ จึง
ตัดสินใจว่าเขาจะขึ้นสู่ชั้นที่ 5 เลยดีกว่า ด้วย
เหตุนี้เขาจึงบอกกับทุกคนว่า ” พวกเราขึ้น
ชั้น 5 เลยแล้วกัน ”
อาจด้วยเพราะการโจมตีของชั้นที่ 4 ไม่ได้
สร้างอันตรายให้แก่พวกเขามากนัก
ทุ่งหญ้าแห่งนี้มีลมพัดโชยอ่อนอยู่ในเนือง
ๆ นับเป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลายอย่างยิ่ง ซึ่ง
แตกต่างจากชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 อันเต็มไป
ด้วยความวุ่นวายโกลาหล
อาการบาดเจ็บ อู่ อวี้ ได้รับฟืนฟูหายกลับ
เป็นปกติอย่างรวดเร็ว ส่วนของหนานซาน
หวางเยว่ กับ เย่ซีซี ยังต้องใช้เวลาพักฟืนชั่ว
ครู่