กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1095: ถือกําเนิดใหม
กายาเพชรอมตะ
ขั้นที่ 4 คือ กายาเจ้ามังกรสักการะราชันอรหันต์ไม่
ดับสูญ
ขั้นที่ 5 คือ กายาหกพิภพสวรรค์สักการะราชัน
อรหันต์ไม่ดับสูญ
ส่วนขั้นที่ 6 คือขั้นต่อไป
หลังจาก อู่ อวี้ ร่ายสัจจคาถา เขาก็รู้ว่าในขั้นที่ 6 นี้
คือการตายแล้วเกิดใหม่
เขารู้แค่ว่าในขั้น 6 แตกต่างจากสองขั้นก่อนหน้านี้
ดูเหมือนว่าจะมันจะเป็นการดับแล้วถือกำเนิด เพื่อ
ทะยานขึ้นสู่ระดับใหม่
และชื่อของมันก็คือ : กายาวัชระอรหันต์มหาสุริยะ
โชติ
ดูเหมือนว่ากายาเพชรอมตะ จะยิ่งคืบหน้าเข้าใกล้
แก่นแท้ของมันมากขึ้นได้เรื่อย ๆ
อู่ อวี้ ไม่แน่ใจว่ามหาสุริยะโชติมันคืออะไร แล้วเขา
ก็ไม่รู้ด้วยว่ากายาวัชระอรหันต์คืออะไร แต่ที่แน่ ๆ
แก่นแท้ของกายาเพชรอมตะ คือสิ่งที่เรียกว่า
‘อรหันต์’
เขารู้ว่า ‘อรหันต์’ คืออะไร
เขาคิดว่ามันน่าจะเป็นรูปแบบหนึ่งของผู้ฝึกตน
เพียงแต่น่าจะแตกต่างจากปกติ เพราะดูเหมือนว่า
จะเป็นการบำเพ็ญเพียรที่ให้ความสำคัญกับกายเนื้อ
สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว พลังแก่นแท้ตำหนักม่วงก็คือ
‘ปราณ’
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสำหรับผู้ฝึกตนก็คือ เต๋า
ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นจิตวิญญาณหรือแก่นแท้เลยก็
ว่าได้
และอรหันต์ เป็นสิ่งที่อยู่เหนือกว่าจิตวิญญาณ แต่ อู่
อวี้ ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร
แต่เขามีลางสังหรณ์เล็ก ๆ ว่า อรหันต์ กับ ผู้ฝึกตน
และผู้ฝึกตนนอกรีต นั้นมีเส้นทางเต๋าที่แตกต่างกัน
อย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้เขายังรู้ว่าพระอรหันต์นั้นมีลักษณะ
อย่างไร ส่วนใหญ่จะเป็นแสงสีทองส่องสว่าง เสมือน
กายาทองคำนิ่งสงบไม่ไหวติงมั่นคงดุจภูผา ดูล้ำลึก
เก่าแก่โบราณ
ยามนี้เขานั่งสมาธิอยู่ตรงใจกลางดวงตะวันดวง
ประสานมือทั้งสองเข้าด้วยกัน เฉกเช่น ‘พระ
อรหันต์’
เขาทุ่มเทอุทิศตนเพื่อ ‘อรหันต์’ เขารู้ว่าคำนี้ไม่ได้
ออกเสียงเหมือนกันคำว่า ‘คล้าย’ แค่เป็นคำว่า
อรหันต์ ที่ออกเสียงอีกแบบนึง
เขาท่องสัจจคาถาอย่างตั้งอกตั้งใจ เขายังคงท่องวน
ไปวนมาอยู่ซ้ำ ๆ บอกตามตรงว่าว่าสัจจคาถา
เหล่านี้ยากจะเข้าใจความหมายของมันได้ เขา
พยายามมุ่งมั่นท่องสัจจคาถาตั้งแต่เริ่มต้น ถึงแม้จะ
ไม่รู้ว่าสัจจคาถามากมายเหล่ามีความหมายว่า
อย่างไร
เขารู้ว่ากายาเพชรอมตะ มิได้อยู่ภายในขอบเขตของ
คำว่าเต๋า ซึ่งถือว่ามีความแตกต่างกับ มหาเคล็ดวิถี
เทียนเซียน อย่างใหญ่หลวง
เขาคาดว่ากายาเพชรอมตะ กับ กายาจักรพรรดิ
เซียนเก้าแปรเปลี่ยน ของ หนานซาน หวางเยว่ นั้น
แตกต่างกัน ในความเป็นจริงกายาจักรพรรดิเซียน
เก้าแปรเปลี่ยนอยู่ในหมวดหมู่เต๋า ด้วยเหตุนี้ อู่ อวี้
จึงพูด คุยแลกเปลี่ยนกับ หนานซาน หวางเยว่ มา
บ้างแล้ว
ส่วนวิถีของผู้ฝึกตนนอกรีต เสมือนกับเส้นทางที่ถูก
แยกออกมา ยกตัวอย่างเช่นเย่ซีซีแม้นางจะฝึกฝน
บำเพ็ญเต๋าเหมือนกัน แต่ก็แตกต่างจากผู้ฝึกตน
ทั่วไปไม่น้อย
ดังนั้นกายาวัฏจักรแดนอเวจีจึงเป็นเต๋าชนิดหนึ่ง
ดังนั้นพลังอำนาจแห่งการเนื้อของ กายาวัฏจักรแดน
อเวจี และ กายาจักรพรรดิเซียนเก้าแปรเปลี่ยน จึง
ไม่อาจเทียบเคียงได้กับกายาเพชรอมตะของ อู่ อวี้
เขาค่อย ๆ ดำดิ่งจมลึกลงไปในห้วงสมาธิ
นอกจากกลุ่มคนของ หนานซาน หวางเยว่ กับ องค์
หญิงโยว่เสี่ยแล้ว ไม่มีผู้ใดรู้ว่า อู่ อวี้ ยังคงมีชีวิตอยู่
บนดวงตะวันตรงใจกลาง
ปัจจุบันหลายคนได้ขึ้นไปบนเจดีย์วิญญาณบรรพ
กาลชั้นที่ 6 กันแล้ว ถึงแม้จะรู้ว่ายากที่จะพบเจอ
ไข่มุกทองคำเหยียนหวงในช่วงอันสั้นก็ตาม แต่การ
รั้งอยู่ในชั้นที่ 5 ก็ไม่มีประโยชน์ใด ๆ เพราะไข่มุก
ทองคำเหยียนหวงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว
ทว่าก็มีอีกหลายคนที่ยังคงติดแหงกอยู่ในชั้นนี้อย่าง
ไม่เต็มใจ ถึงแม้พวกมันจะพยายามหาวิธีขึ้นสู่ชั้นที่ 6
แต่ก็ไร้ซึ่งหนทางจะไปต่อ ดังนั้นมันจึงต้องยอมแพ้
ในที่สุด
บางคนพยายามหลายครั้งแต่ก็ยังล้มเหลว ดังนั้น
พวกมันจึงยอมยกธงขาว และอยู่ที่เจดีย์วิญญาณ
บรรพกาลชั้นที่ 5 ต่อไป
มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่มีความแข็งแกร่งอยู่ใน
ระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่ 5 แต่กลับโชคดี
ขึ้นไปได้
ส่งผลให้ในยามที่ชั้นที่ 5 มีคนน้อยลงเรื่อย ๆ แล้ว
ท้ายที่สุดก็เหลือจำนวนแค่ไม่กี่คนเท่านั้น แน่นอน
ไม่ได้รวมถึงผู้ที่หลบซ่อนตัวอยู่เช่นดั่งโอรสเล่อกับ
พรรคพวก
” ไม่ต้องกังวล อาจต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าตัวข้า
อีกคนจะออกมา แต่ข้ายืนยันได้ว่าเขายังไม่ตกตาย ”
ร่างกลืนสวรรค์บอกกับคนอื่น ๆ
เมื่อได้ยินคำยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะเช่นนั้น โอรส
เล่อก็เผยรอยยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า ” มาช้าหน่อยก็
ไม่เป็นไร… พวกเราไม่รีบ เดี๋ยวรอให้ร่างต้นของเจ้า
ฟืนตัว แล้วเราค่อยขึ้นไปชั้นที่ 6 ก็ได้ ”
ชวี่ เฟิงอวี๋กล่าวว่า ” คนพวกนั้นมันช่างต่ำช้าสิ้นดี
พูดจาเหลวไหลว่าร่างต้นของเจ้าตกตายไปแล้ว แถม
ยังพูดคุยหัวเราะกันอย่างมันปาก ชั่วพริบตาเดียวก็
หายหัวกันไปหมด อยากรู้จริง ๆ ถ้าพวกมันรู้ว่าร่าง
ต้นของเจ้ายังมีชีวิต พวกมันจะทำหน้ากันอย่างไร!”
” ใช่! พวกมันหัวเราะเยาะสมน้ำหน้ากันใหญ่ เพราะ
คิดว่าชาตินี้เราคงหมดโอกาสได้รับไข่มุกทองคำเห
ยียนหวงแล้ว หลังจากนี้เราจะไปสังหารมันเหี้ยน! ”
ไปั๋หลี่ จุยหุน กล่าว
” มันก็แหงอยู่แล้วล่ะ เจ้าไม่ใช่คนลงมือนี่ แต่มา
เที่ยวเล่นเฉย ๆ “เย่ซีซีพูดอย่างไม่พอใจ
นางพูดไปร่ำไห้ไป เนื่องจากนางไม่เห็นว่าพวกมันจะ
สนใจไยดีว่า อู่ อวี้ จะเป็นหรือตาย แล้วบ่อยครั้งที่
พวกมันคิดเอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตน เห็นแก่
ตัวอย่างที่สุด
คำพูดนี้ทำให้ ชวี่ เฟิงอวี๋ ถึงกลับเป็นเดือดเป็นแค้น
แต่นางถูก ชวี่ ห้าวเหยียน หยุดเอาไว้ โอรสเล่อไม่ได้
พูดอะไรมากเขาเพียงแค่รอคอยการกลับมาของ อู่
อวี้ เท่านั้น
ณ ดวงตะวันตรงกลาง อู่ อวี้ ยังคงแน่วแน่อยู่กับ
การหลอมสร้างกายาต่อไป ด้วยวิถีบ่มเพาะและ
สภาพแวดล้อมอันร้อนแรงของดวงตะวัน มันคือ
กุญแจสำคัญในการหลอมสร้างกายาผนวกกับการ
ท่องสัจจคาถา ที่เหลือเขาก็ต้องใช้ประสบการณ์
กอปรการทำความเข้าใจในวิธีการ แน่นอนว่าเขามี
ความอดทนพากเพียรพยายาม แล้วสิ่งสำคัญยิ่งไป
กว่านั้นก็คือความมุ่งมั่นอดทนต่อความเจ็บปวด
สำหรับกายาเพชรอมตะแล้ว ยิ่งร่างกายแข็งแรงมาก
เท่าไหร่ก็ยิ่งได้รับความทุกข์ทรมานมากขึ้นเท่านั้น
กล่าวได้ว่ามันคือความเจ็บปวดทุกข์ทรมานและ
ความยากลำบาก ที่ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นทีละขั้น
บทสวดสัจจคาถานั้นลึกซึ้งซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ใน
คราแรก อู่ อวี้ ท่องสัจจคาถาไปแล้วหลายพันรอบ
จนเสียงในคอของเขาแห้งผาก อักษรอักขระทองคำ
ที่ล้อมรอบอยู่ร่างกายของเขาค่อย ๆ หนาแน่นมาก
ขึ้นเรื่อย ๆ เสมือนดั่งรังไหมสีทองที่ห้อมล้อมอยู่
นอกกายของเขา ซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นชั้นแล้วชั้นเล่า
หากมองจากระยะไกลอาจจะเห็นมันเป็นรังไหม แต่
ถ้าเพ่งมองดูอย่างพินิจแล้วล่ะก็ จะรู้ว่านี่คืออักขระ
ทองคำที่ก่อตัวขึ้นอย่างหนาแน่น
จำนวนสัจจคาถาหลายพันคำนี้ เขาท่องซ้ำไปซ้ำมา
อยู่หลายพันรอบ พยายามทำความเข้าใจกับสัจจ
คาถาหลายพันคำนี้ ในที่สุดเขาก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
จนบังเกิดความก้าวหน้าขึ้นบางส่วน ทว่าหากเข้าใจ
จนทะลุปรุโปร่ง คงต้องใช้เวลาอีกนานมาก
กายาแต่ละขั้น จำเป็นต้องใช้ความเข้าใจและรู้แจ้ง
อย่างลึกล้ำ
การหลอมสร้างกายาเพชรอมตะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
อย่างน้อยอักษรที่ห่อหุ้มปกคลุมร่างกายของเขา ก็
ช่วยปิดกั้นไม่ให้ อู่ อวี้ ถูกเปลวเพลิงแผดเผาจน
กลายเป็นเถ้าถ่าน
เขาตระหนักดีว่า ไม่อาจปล่อยให้อารมณ์ของตนเอง
นำพาได้ เขาต้องเหยียบก้าวเข้าสู่อาณาจักรแห่ง
พระอรหันต์ เป็นดินแดนแห่งพระพุทธเจ้า ไม่รีบ
และไม่ช้าจนเกินไป เดินอยู่ในทางสายกลาง หว่าน
เมล็ดกรรม ทุ่มเทกายใจไปกับการบ่มเพาะบำเพ็ญ
เขาจะต้องมีสมาธิแน่วแน่อยู่กับมัน
หากตนเองไม่มีไหวพริบปฏิภาณมากพอ ยังไม่เข้าใจ
อย่างแจ่มแจ้ง ก็จงทุ่มเทสมาธิไปกับการสวดท่อง
สัจจคาถาต่อไป
อู่ อวี้ ยังคงท่องบทสวดสัจจคาถาซ้ำไปซ้ำมา ถึงแม้
จะท่องวนซ้ำไปซ้ำมานับพัน ๆ ครั้ง แต่ก็ยังไม่ค่อย
คืบหน้าเท่าใดนัก ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังท่องสัจจคาถา
ต่อไป และมันทำให้เขามีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น
เรื่อย ๆ อย่างน้อยเขาก็มีความคืบหน้าขึ้นบางส่วน
ประเด็นสำคัญก็คือว่ารังไหมอักษรทองคำ ที่กำลังมี
ขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้บุคคลที่อยู่ภายนอก
ดวงตะวันจะไม่สามารถมองเห็นได้ อันที่จริงแล้ว
มันมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 จั้ง เลย
ทีเดียว ส่วนสาเหตุที่ไม่อาจมองเห็นได้เพราะมันเป็น
ทองคำบริสุทธิ์
อีกพันรอบ!
ถ้ายังไม่รู้แจ้งอีกเขาก็จะสวดเพิ่มขึ้นอีกพัน ๆ ครั้ง!
ระดับความเร็วในการท่องเรียกได้ว่าค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเป็นเพราะว่าเขาคุ้นเคยมากขึ้น
ยิ่งสวดมากขึ้นเท่าไหร่เขาก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น
นับตั้งแต่เริ่มทำการหลอมสร้างจวบจนปัจจุบัน เวลา
ได้ล่วงเลยผ่านไปกว่า 10 วันแล้ว ในช่วงเวลา 10
วันนี้ อู่ อวี้ สวดสัจจคาถาอย่างต่อเนื่อง เขาจมสู่
ห้วงแห่งสมาธิไม่รู้วันรู้คืน ไม่สนใจว่าอักษรทองคำ
จะมีขนาดใหญ่โตมากมายเท่าไหร่ เวลานี้มัน
ครอบครองพื้นที่ดวงตะวันตรงกลางไปกว่าครึ่งแล้ว!
จวบจนปัจจุบัน อู่ อวี้ ไม่รู้ว่าเขาสวดสัจจคาถาไปกี่
ครั้งแล้ว
อาจจะเป็น 10,000 ครั้ง หรืออาจหลายหมื่นครั้ง
แล้วก็ได้ เนื่องจากว่าเขาท่องสัจจะคาถาด้วย
ความเร็วสูงล้ำยิ่ง ไม่เพียงแต่ปากของเขาที่ขยับท่อง
สัจจคาถาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทุกอณูภายใน
ร่างกายของเขา ยังดังก้องกังวานไปด้วยบทสวดนี้
แถมยังดังก้องกังวานขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย อันที่จริง
แล้วหากมีผู้ใดอยู่ใกล้กับมหาตะวัน ก็สามารถได้ยิน
เสียงบทสวดของเขาดังแว่วมาอย่างเลือนราง
เพียงแค่ 10 วันที่ผ่านมานี้ไม่มีผู้ใดสนใจมหาตะวัน
ทั้งเก้า ด้วยเพราะที่นี่ไม่มีผู้ใดอยู่
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเวลานี้ มีแสงสีทองส่องสว่างออกมาจาก
ใจกลางของมหาตะวัน ดูเหมือนจะมีบางสิ่ง
บางอย่างอยู่ในนั้น
โอรสเล่อกับพวกพ้องของเขา อยากรู้เป็นอย่างมาก
ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง จึงพยายามถามร่างกลืน
สวรรค์อยู่สองสามครั้ง แต่ร่างกลืนสวรรค์ไม่ได้พูด
อันใด กล่าวแค่ว่าเดี๋ยวพวกเขาก็รู้เอง
อันที่จริงเวลานี้ร่างกลืนสวรรค์ก็ช่วยสวดสัจจคาถา
อีกแรงเช่นกัน เขานั่งขัดสมาธิลงกับพื้นเอามือขวา
ทับมือซ้าย หลับตาลงพร้อมกับสัจจคาถาอย่าง
ต่อเนื่อง
เมื่อเห็นการกระทำของร่างกลืนสวรรค์ หนานซาน
หวางเยว่ ก็รู้ทันทีว่าพวกเขากำลังหลอมสร้างกายา
เพชรอมตะกันอย่างแน่นอน
” เหลาอวี้เอ๋ย∼ เจ้าคงกำลังหลอมสร้างกายาอยู่
สินะ เดิมทีฟังเทศนาเต๋าจากตำหนักเต๋าจักรพรรดิ
โบราณก็ก้าวหน้ามากแล้ว แต่เป็นเพราะความ
ได้เปรียบของกายเนื้อไม่เป็นเช่นดังแต่เก่าก่อนเจ้าก็
คงไม่ค่อยสบายใจ ถ้าครั้งนี้เจ้าสามารถยกระดับการ
เนื้อเพิ่มขึ้นอีกระดับ ข้าเกรงว่าคงมีไม่กี่คนภายใน
เจดีย์วิญญาณบรรพกาลที่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ของเจ้า
ได้ ไม่ใช่สิ…คงต้องบอกว่า ต่อให้เป็นทั่วทั้งชมพู
ทวีปโลกธาตุก็คงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ” หนานซาน
หวางเยว่ รู้สึกริษยาเป็นยิ่งนัก
” พี่ชายอวี้ของข้าเก่งกล้าสามารถเหนือใคร การที่
เขามีโชควาสนาก็นับว่าเป็นเรื่องสมควรแล้ว ” เย่ซีซี
กล่าวอย่างภูมิใจ
” ข้าเหมือนกัน ข้าก็เก่งกล้าสามารถ แถมยังมั่นใจใน
ตัวเองอีกด้วย ” หนานซาน หวางเยว่ กล่าวแล้ว
หัวเราะ
” ท่านมันขี้โม้ แล้วก็หลงตัวเองมากกว่าใคร ๆ ถ้า
เปรียบเทียบท่านกับพี่ชายอวี้ ท่านมันก็เป็นแค่คน
ฟันเฟือนเท่านั้นแหละ ”
” เฮ้∼ เจ้ากล้าใส่ร้ายข้าเช่นนั้นรึ อย่ามาพูดจา
เหลวไหลเลอะเทอะ ที่เจ้าพูดอย่างนี้ได้เพราะเจ้ายัง
อ่อนเยาว์นัก จึงไม่รู้ว่าเสน่ห์ของความเป็นชายนั้น
เป็นเช่นไร ถ้าพูดถึงเรื่องเสน่ห์มัดใจสตรีแล้วล่ะก็
ข้ากับเหลาอวี้ต่างกันเยอะ ฮ่า ๆ ๆ … ”
การตีฝีปากของทั้งสองถือเป็นเรื่องปกติสำหรับ อู่
อวี้ เขาคุ้นกับมันมานานแล้ว
ตอนนี้เขากำลังใจจดใจจ่อกับการท่องสัจจคาถา จน
ไม่ทันสังเกตว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดอย่างนั้น
อีกต่อไป หลังจากท่องสัจจคาถามามากมายเขาก็
เริ่มรู้แจ้งมากขึ้น ในบางครั้งเขารู้สึกว่าตนเองรู้แจ้ง
จนทะลุปรุโปร่ง
กระจ่างใสประดุจแก้วกระจก
ในยามนี้ไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดอันใดเกิดขึ้น
แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าตนเองนั่งท่องสัจจคาถามานาน
เท่าไหร่แล้ว
ในช่วงสุดท้ายเขารู้สึกว่า ทุกอณูร่างกายของเขา
ไหลเวียนไปด้วยบทสวดสัจจคาถาสีทองคำ ยามนี้
ทั่วทั้งสรรพางค์ร่างถูกปกคลุมไปด้วยอักษรสีทองคำ
จำนวนนับไม่ถ้วน ในช่วงเวลานั้นเขาก็ประสบ
ความสำเร็จในขั้นตอนสุดท้าย และบังเกิดการ
เปลี่ยนแปลงสองครั้งใหญ่ขึ้น
การเปลี่ยนแปลงครั้งแรกคือ : อักษรทองคำจำนวน
นับล้านเสมือนดั่งมีชีวิต มันเหมือนกับสัตว์ร้ายตัว
เล็ก ๆ ที่บัดนี้กำลังอ้าปาก กลืนเปลวเพลิงที่อยู่
โดยรอบ ซึ่งเปลวเพลิงเหล่านี้เป็นรากฐานของดวง
ตะวันตรงใจกลางนี้
หลังจากกลืนกิน ทุกตัวอักษรทุกอักขระบนเกิดการ
เปลี่ยนแปลงขึ้น มันได้แปรเปลี่ยนเป็นอักษรที่ลุก
ท่วมไปด้วยเปลวเพลิง
ชุดอักษรจำนวนนับไม่ถ้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงใน
ชั่วพริบตา เพียงช่วงสั้น ๆ ก็ดูราวกับว่า เปลวเพลิง
บนมหาตะวันได้ถูกกลืนกินไปจนหมด
จากนั้นการเปลี่ยนแปลงครั้งที่สองก็เกิดขึ้น ทุก
ตัวอักษรกำลังลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรง
ทันใดนั้นมันก็หดตัวผสมผสานหายไปในร่างกายของ
อู่ อวี้ แปรเปลี่ยนกลายเป็นอนุภาคเล็ก ๆ ผสานเข้า
สู่ร่างกายของเขา
ในช่วงเวลาเช่นนี้ อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลง
ครั้งยิ่งใหญ่
เมื่ออณูเหล่านั้น ผสานหลอมรวมเข้ากับอักษรสัจจ
คาถาแล้ว แล้วทันใดนั้นมันก็แปรเปลี่ยนกลายเป็น
‘พระอรหันต์’ ทองคำอย่างฉับพลัน
ทุกอณูภายในร่างของเขาตอนนี้เต็มไปด้วย ‘พระ
อรหันต์’ ทองคำจำนวนนับไม่ถ้วน
เมื่อแก่นแท้ของมหาตะวันที่อยู่ตรงใจกลาง ถูกกลืน
กินเข้าสู่ร่างกายของเขา มันก็แปรเปลี่ยนกลายเป็น
‘อรหันต์’ ทองคำจำนวนนับไม่ถ้วนอัดแน่นอยู่
ภายในร่างของเขา หลังจากนั้น ‘อรหันต์’ ก็ค่อย ๆ
ผสานรวมเข้าด้วยกัน…
กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้รวดเร็วอันใด คาด
ว่าอาจคงต้องใช้นานกว่าครึ่งวัน แต่ อู่ อวี้ พอ
จินตนาการได้ว่า เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งวันแล้วกาย
เนื้อของเขาจะแข็งแกร่งมากเพียงใด