กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1103: ผูลากับเหยื่อ
ตอนนี้ร่างต้นมีทวนศึกกิเลนจักรพรรดิเสด็จ กับ
หงส์เพลิงทมิฬ ที่มีพลังต่อสู้เทียบเท่าระดับสามภัย
พิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่ 7
ส่วนร่างกลืนสวรรค์ถึงแม้จะแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย
แต่ก็ยังมีพื้นที่ว่างในจิตเทวะ พอให้ อู่ อวี้ ควบคุม
มันได้อยู่
อย่างไรก็ตามเจดีย์วิญญาณบรรพกาลชั้นที่ 6 แห่งนี้
เต็มไปด้วยสรรพเทวะวิญญาณ ที่หลบซ่อนตัวอยู่ใน
บึงโคลน นอกจากนี้ร่างกายของมันยังถูกสร้างมา
จากโคลนตมอีกด้วย หากร่างกลืนสวรรค์ได้กลืนกิน
มันล่ะก็ ผลที่ได้ก็คงไม่ดีเท่าใดนัก ดูเหมือนว่าร่าง
กลืนสวรรค์มีแนวโน้มที่ปรารถนากลืนกินเนื้อมาก
ยิ่งขึ้น
ปัจจุบันร่างต้นของเขากับหุ่นเชิดที่ได้รับมาสด ๆ
ร้อน ๆ ทำให้พลังต่อสู้ของเขาเพิ่มขึ้น ตอนนี้เหลือ
เพียงร่างกลืนสวรรค์ที่ยังไม่ถึงขีดจำกัดของมันเต็มที่
และด้วยเพราะตอนนี้เขามีเม็ดยาค้นหาเต๋าอยู่กับตัว
เป็นจำนวนมาก มันจึงทำให้จิตใจของเขาร้อนรุ่มอยู่
ไม่สุขยังไงชอบกล ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าร่างอวตาร
นอกวิถีจะค่อนข้างผลาญทรัพยากรเป็นอย่างมากก็
ตาม แต่เขาก็เต็มใจทำให้พวกมันเติบโตสู่จุดสูงสุด
” เจ้านี่มันเสียสติไปแล้วแน่ ๆ พอเราเริ่มรู้สึกว่า
พอจะเทียบเคียงกับเจ้าได้บ้าง เจ้าก็ทิ้งห่างเราจนไม่
เห็นฝุั่นไปอีก ตอนนี้ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น พวกเรา
คงไม่มีปัญญาช่วยเหลือเจ้าได้ ” หนานซาน หวาง
เยว่ กล่าวด้วยน้ำเสียงตกตะลึง
“ อย่าห่วงเลย เดี๋ยวเจ้าก็ตามข้าทัน กว่าจะ
ยกระดับในขั้นต่อไปคงอีกนานโข แต่การที่เจ้าจะ
ตามข้ามาได้ทันหรือไม่นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับตัวเจ้า
ทั้งสิ้น ” อู่ อวี้ แกล้งหยอกเย้า
หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความก้าวหน้าอย่างใหญ่
หลวงมาแล้ว จึงเป็นเรื่องยากอย่างที่จะสามารถ
คืบหน้าในขั้นต่อไปได้อีก
“ อย่างข้าเนี่ยนะ? จะทำไม่ได้? รอให้ถึงเวลานั้น
เมื่อไหร่ ข้าจะทำให้เจ้าก้มหัวคุกเข่า ร้องขอความ
เมตตาจากข้า แล้วก็เรียกข้าว่าท่านปูั่ ” หนานซาน
หวางเยว่ กล่าวไปหัวเราะไป
” อย่าคุยโม้คุยโตไปหน่อยเลย อย่างท่านเนี่ยนะกว่า
จะตามพี่ชายอวี้ทัน อีกนับร้อย ๆ ปีนู่นแหละ! ” เย่ซี
ซีขัดคอขึ้นอย่างหมั่นไส้
” โอ๊ะ! หนอยๆๆ แม่สาวน้อยนางนี้ช่างมีจิตใจ
ลำเอียงยิ่งนัก ไยเจ้าถึงไม่เบิ่งตาดูให้ดี ๆ เสียก่อน?
ว่าตัวข้านั้นแก่กว่าเหลาอวี้นับร้อย ๆ เท่าเชียวนะ
ไฉนเจ้าถึงอคติลำเอียงเยี่ยงนี้ ” หนานซานหวางเยว่
กล่าวอย่างฟึดฟัดโวยวาย
เย่ซีซีหัวเราะกับพูดว่า ” ฮ่ะๆๆ ชิ! เหลวไหลสิ้นดี
ถึงแม้เนื้อหนังที่สวมใส่อยู่ตอนนี้จะดูงดงามมาก
เพียงใด แต่ก็ไม่อาจปิดบังความเหม็นโฉ่ชั่วร้ายของ
ท่านได้หรอก ท่านมันคนขี้โกงหลอกลวง ”
โอรสเล่อและคนอื่น ๆ มองดูทั้งคู่ทะเลาะกันด้วย
รอยยิ้ม ชวี่ ห้าวเหยียนและอื่น ๆ เห็นพวกเขาคน
ทั้งสามกลมเกลียวกันมากเช่นนี้ พวกมันก็รู้สึก
ละอายใจอยู่ไม่น้อย เพราะพวกมันต่างรู้ตัวดีว่า
ตนเองคงไม่อาจรวมกลุ่มกับ อู่ อวี้ ได้
เย่ซีซียังคงศึกษาศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภาทั้งสอง
ชิ้นอย่างขะมักเขม้น
นาวามังกรเกราะเต่าโผล่ออกมาจากบึงโคลน
ด้านล่าง หลังจากโผล่พ้นบึงโคลนแล้ว สิ่งที่เห็นคือ
ความมืดมิดอันไร้สิ้นสุด ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นในช่วงนี้
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องสนใจสรรพเทวะวิญญาณ
ด้วยเพราะเจดีย์วิญญาณบรรพกาลชั้นนี้ มีสรรพเท
วะวิญญาณค่อนข้างหนาแน่น ดังนั้นขณะที่ อู่ อวี้
กำลังควบคุมตราประทับให้เคลื่อนตัวไปข้างหน้า
มันจึงดึงดูดความสนใจของอสรพิษ 8 หัว
อย่างไรก็ตามเขาก็แผดเผามันด้วยดวงเนตรเพลิง
หลังจากนั้นก็รีบออกจากที่เกิดเหตุดังกล่าวทันที
ด้วยเพราะเปลวเพลิงที่เขาโจมตีออกไปค่อนข้างแสง
ส่องสว่างโดดเด่น จนทำให้ผู้คนที่อยู่หลายพื้นที่แล
เห็นแสงสว่างดังกล่าว ซึ่งหลายคนยังซุ่มซ่อนตัวอยู่
ภายในเจดีย์วิญญาณบรรพกาลชั้นที่ 6
กล่าวได้ว่าไข่มุกทองคำเหยียนหวงยังไม่ปรากฏ
พวกมันก็จะไม่ยอมโผล่หัวออกมาให้เห็น
หลังจากออกเดินทางได้ไม่นานนัก อู่ อวี้ ก็เจอกับ
กลุ่มอื่น
กลุ่มที่เขาเจอเป็นกลุ่มเขาองค์หญิงโย่วเสี่ยกับราชา
เงาเดียวดาย กลุ่มของเขาขึ้นมาบนเจดีย์วิญญาณ
บรรพกาลชั้นที่ 6 มาเมื่อไม่นาน
ตอนที่คนอื่น ๆ แย่งชิงไข่มุกอยู่ในเจดีย์ชั้นที่ 5
อย่างดุเดือด ราชาเงาเดียวดายไม่ได้มาร่วมแย่งชิง
ด้วย
พวกเขาก็รู้ว่า อู่ อวี้ ยังไม่ตาย ผ่านการบอกเล่าของ
องค์หญิงโย่วเสี่ย
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ทราบว่าทำไม องค์หญิงโย่ว
เสี่ย ถึงได้มั่นอกมั่นใจนักหนาว่า อู่ อวี้ ยังไม่ตกตาย
แต่พอได้มาเห็นเขายังคงอยู่ดีมีสุข แข็งแรงครบถ้วน
ทุกประการ ราชาเงาเดียวดายกับคนอื่น ๆ จึงเชื่อใน
สิ่งที่นางบอก
” อู่ อวี้ ขอแสดงความยินดีด้วย เจ้านี่เก่งมากจริง ๆ
ถึงรอดมาได้เยี่ยงนี้ … ” ราชาเงาเดียวดายพูดด้วย
อารมณ์ความรู้สึกอันซับซ้อน
ด้วยเพราะเขาไม่อยากจะเชื่อว่า อู่ อวี้ จะสามารถ
รอดมาจากสถานการณ์เหล่านั้นได้
อู่ อวี้ ยิ้มให้กับเขาเล็กน้อย แล้วหันมามองสบตา
กับองค์หญิงโย่วเสี่ย หลังจากนั้นเขาก็หยิบ ‘พิมาน
จักรพรรดิเปั่ยหมิง’ ออกมาให้แก่นาง พิมาน
จักรพรรดิเปั่ยหมิงดึงดูดสายตาของนางเป็นอย่าง
มาก
” ข้าทำตามคำสัญญา อ้ะ… ข้าเอามันมาคืนให้เจ้า
แล้ว ” อู่ อวี้ ถือจับพิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิงด้วยมือ
ทั้งสองข้างด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนซาบซึ้ง ศาสตรา
ชิ้นนี้มันได้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของเขา เขาได้
หยิบจับใช้สอยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมันมาเป็น
เวลานานทีเดียว แน่นอนว่าย่อมมีความผูกพันเป็น
ธรรมดา
“ ขอบคุณเจ้ามาก จะเรียกว่าคืนให้ข้าได้อย่างไร ใน
เมื่อสิ่งนี้มันเป็นของเจ้า ” องค์หญิงโย่วเสี่ยเมื่อสั่น
ไหวขณะเอื้อมมือไปจับพิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิง
เวลานี้นางต้องการครอบครองศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณชั้นเลิศ อีกทั้งจอมจักรพรรดิหมิงไห่ยังเคย
ใช้งานศาสตราชิ้นนี้มาก่อน
“ ตอนนี้ก็เหลืออีกแค่สิ่งเดียว ที่ข้าได้ให้สัญญากับ
เจ้าไว้ แล้วข้าจะทำมันให้ได้ในครั้งต่อไป ”
อู่ อวี้ เคยบอกว่าจะคืนอิสรภาพให้กับนาง
“ ไม่จำเป็น มันหาใช่เรื่องสำคัญอันใด ข้าไม่เชื่อว่า
เจ้าจะยอมปล่อยให้ข้าตายง่าย ๆ แล้วข้าก็เชื่อว่าเจ้า
จะไม่มีวันตายอย่างแน่นอน ”
สายตาขององค์หญิงโย่วเสี่ยที่จ้องมอง อู่ อวี้ นั้น
เปียมล้นไปด้วยความเชื่อมั่นจริงใจ จริง ๆ นางรู้สึก
ชอบพอในตัว อู่ อวี้ เป็นอย่างมาก แต่พอคิดว่า
ตนเองไม่คู่ควรและเขาก็มีคนรักอยู่แล้วนางจึงเลือก
ที่จะล่าถอยออกมา
“ อืม ”
เพราะ อู่ อวี้ ทำให้นางล่วงรู้ถึงสถานการณ์ปัจจุบัน
ว่า นับจากที่ไข่มุกทองคำเหยียนหวงปรากฏตัว จน
หนีขึ้นมาบนชั้น 6 ของเจดีย์ ยามนี้มันก็ยังไม่
ปรากฏออกมาอีกเลย และปัจจุบันยังคงมีหลายคน
ที่หลบซ่อนเร้นกายอยู่ในความมืด รวมถึง
สถานการณ์ของชั้นนี้ยังคงเป็นปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความมืดมิดที่แผ่ปกคลุมอยู่ทั่ว
ทุกอณูบนเจดีย์ชั้นที่ 6 นี้ จะมีสิ่งที่แข็งแกร่งแอบ
ซ่อนอยู่
“เจ้าคิดว่าไข่มุกทองคำเหยียนหวงจะอยู่ชั้นที่ 6 แห่ง
นี้จริง ๆ หรือ?”
อู่ อวี้ ส่ายศีรษะแล้วตอบกลับไปว่า ” ข้าเองก็ไม่
แน่ใจ คงได้แค่คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นไปได้เท่านั้น
ข้าตัดสินใจว่าจะลองขึ้นไปดูชั้นที่ 7 ชั้นที่ 8 ดูก่อน
ว่ากันว่าชั้นที่ 9 ยังไม่มีผู้ใดสามารถขึ้นไปถึง จึงไม่มี
ผู้ใดรู้ว่าหากไปถึงชั้นนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? ”
“นับตั้งแต่ชั้นที่ 7 ขึ้นไป จะต้องพบเจอกับผู้ที่มีฝีมือ
อยู่ในระดับค้นหาเต๋าขั้นที่ 7 เป็นอย่างน้อย ถึงแม้
จะมีจำนวนไม่มาก แต่ถ้าให้ข้าพาคนกลุ่มนี้ขึ้นไป
ด้วย คงยากที่จะรับมือหรือต้านรับไหว เจ้าแน่ใจ
แล้วใช่หรือไม่ว่าจะขึ้นไปชั้นที่ 7 จริงๆ ? ชั้นที่ 9 ยัง
ไม่มีผู้ใดสามารถขึ้นไปถึงได้ อันที่จริงข้าว่ามันเป็น
เรื่องเป็นไปไม่ได้เลยต่างหาก ”
ราชาเงาเดียวดายไม่รู้ว่า อู่ อวี้ จะขึ้นไปไกลมากแค่
ไหน
ไม่แปลกที่เขาจะคิดเช่นนั้น เพราะหากมองภาพรวม
ถ้า อู่ อวี้ ต้องการขึ้นไปถึงวันที่ 9 ก็นับเป็นเรื่องเพ้อ
ฝันสิ้นดี
ในระหว่างที่คนอื่น ๆ ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ภายใน
ชั้นที่ 6 อู่ อวี้ ก็คิดจะขึ้นไปยังชั้นที่ 9 ชั้น ซึ่งที่ไม่มี
ผู้ใดสามารถขึ้นไปได้
ตั้งแต่เริ่มต้นการแข่งขัน ทุกคนต่างรีบร้อนพยายาม
ขึ้นไปสู่ชั้นที่สูงที่สุด ด้วยเพราะรู้สึกว่าไข่มุกทองคำ
เหยียนหวงมันน่าจะอยู่ชั้นสูง ๆ แต่กลับกลายเป็น
ว่าไข่มุกทองคำเหยียนหวงกลับปรากฏออกมาให้
เห็นในทุก ๆ ชั้น และไม่มีผู้ใดสนใจที่จะขึ้นไปถึงชั้น
ที่ 9 เลย ทว่าสำหรับ อู่ อวี้ กลับคิดต่างออกไป
ระหว่างที่ผู้คนกำลังงมโข่งไม่ต่างจากแมลงวันหัว
ขาดอยู่ในชั้นที่ 6 เขาก็มีความคิดว่าจะต้อง
ตะเกียกตะกายขึ้นไปยังชั้นที่ 9 ให้ได้
แม้แต่ราชาเงาเดียวดายก็ยังไม่กล้าขึ้นไป
อีกทั้งเขายังรู้สึกว่าไข่มุกทองคำเหยียนหวง น่าจะ
ยังคงอยู่ในชั้นที่ 6
ดังนั้นแม้ว่าพวกเขาจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง แต่
กลับกลายเป็นว่าทั้งสองกลุ่มยังต้องแยกทางกันอยู่ดี
สิ่งนี้ทำให้องค์หญิงโย่วเสี่ยค่อนข้างลังเล ถึงแม้นาง
จะรู้ว่า อู่ อวี้ สามารถติดต่อกับนางได้ทุกเมื่อ จวบ
จนปัจจุบันทำให้นางรู้สึกว่าไม่อยากลบวงเวทพันธะ
โลหิตควบคุมวิญญาณออกแล้ว เพราะมัน
เปรียบเสมือนสายใยที่เชื่อมโยงระหว่างเขากับนาง
เข้าด้วยกัน
” ตกลงเจ้าจะขึ้นชั้นที่ 7 ใช่หรือไม่? ” โอรสเล่อไต่
ถามเขาอยากรู้การตัดสินใจของ อู่ อวี้
“ ถูกต้อง”
“ เป็นไปได้หรือไม่ว่าไข่มุกยังอยู่ในชั้นที่ 6 ? ”
“ จากประสบการณ์ครั้งก่อน ๆ ทุกครั้งที่มันปรากฏ
ตัวขึ้นจะเกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่มาก แล้วถ้ามัน
อยู่ในชั้นที่ 6 จริง กว่าเราจะตามขึ้นมาก็ถือว่าสาย
เกินไปแล้ว หม่อมฉันว่าพวกเราไปวัดดวงอีกสามชั้น
ที่เหลือดีกว่า โดยเฉพาะชั้นที่ 9 บางทีคิดว่าการที่จะ
ได้ครอบครองไขว่คว้าไข่มุกทองคำเหยียนหวง มัน
อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ? ถ้าจำไม่ผิดจักรพรรดิ
โบราณเคยกล่าวเอาไว้ว่า คนผู้นั้นจะต้อง
ครอบครองไข่มุกทองคำเหยียนหวงอย่างแท้จริง
โดยจักรพรรดิเน้นย้ำคำว่า ‘แท้จริง’ ”
“ก็ฟังดูเข้าท่า” โอรสเล่อยังคงเชื่อมั่นในตัว อู่ อวี้ ใน
เมื่อเขามีเหตุผลในใจ โอรสเล่อก็ไม่มีความคิดเห็นใด
ๆ
ระหว่างที่นาวามังกรเกราะเต่ากำลังทะยานขึ้นสู่
ฟากฟั้า ทุกคนก็นั่งอยู่ภายในอย่างเงียบ ๆ ปัญหาที่
ใหญ่ที่สุดของชั้นนี้ก็คือความมืดมิดที่กระจายปก
คลุมไปทั่วทุกแห่งหน จนไม่สามารถมองเห็นสิ่งใด ๆ
ได้เลย อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ กับ ราชาเงาเดียวดาย
รู้อยู่แล้วว่าหากขึ้นไป มีลมพายุกรรโชกรุนแรงอยู่
ท่ามกลางความมืดมิด ซึ่งเปียมไปด้วยปราณหยินอัน
หนาวเย็นสุดขั้ว จนสามารถฉีกกระชากผู้คนเป็นชิ้น
ๆ ได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังไม่มีสถานที่ใดให้หลบซ่อน
ตัว กระทำได้เพียงฝืนทนขึ้นไปอย่างต่อเนื่องเท่านั้น
ซึ่งถือเป็นเรื่องยากลำบากยิ่ง นอกจากนี้พายุน้ำแข็ง
อันหนาวเหน็บ ยังอยู่ภายในความมืดมิดซึ่งไม่
สามารถมองเห็นสิ่งใดได้
นาวามังกรเกราะเต่าเคลื่อนตัวขึ้นไปอย่างเงียบ ๆ
โดยไร้ซึ่งสุรเสียงใด ๆ ทุกอย่างในสถานที่แห่งนี้ก็จะ
เงียบสนิทราวกับความตาย ท่ามกลางความเงียบงัน
มืดมิดประดุจดั่งขุมมฤตยู จนเขาไม่สามารถบอกได้
ว่าพวกเขากำลังเคลื่อนตัวขึ้นหรือลงกันแน่ เสมือน
ดั่งนาวาที่เคลื่อนตัวอยู่ในมหาสมุทรอันมืดมิด
ภายในมังกรเกราะเต่าก็เงียบสนิทไม่แพ้กัน พวกเขา
ทั้ง 4 ยืนเบียดชิดกันด้วยความกังวลอยู่ไม่น้อย ด้วย
เพราะต่างคิดว่าถึงแม้ อู่ อวี้ จะมีความคืบหน้าขึ้น
ไปอย่างมาก แต่การจะขึ้นไปสู่ชั้นที่เจ็ดไม่ใช่เรื่อง
ง่ายดายเลย
แต่แล้ว อู่ อวี้ ก็ไม่คาดคิดว่า เมื่อเขาเตรียมพร้อมจะ
สู้กับพายุแห่งความหนาวเย็น นาวามังกรเกราะเต่า
ถูกสกัดด้วยบางสิ่งอย่างฉับพลัน เวลานี้ลมพายุถา
โถมเข้าใส่นาวามังกรเกราะเต่าอย่างต่อเนื่อง ราวกับ
ว่านาวาเคลื่อนตัวเข้าชนกับกำแพงเหล็กกล้าอย่าง
รุนแรง จนบังเกิดเสียงดังกึกก้อง ในเวลานี้ภายใน
มังกรเกราะเต่ากำลังเกิดการสั่นสะเทือนอย่าง
รุนแรง ราวกับว่าบนฟากฟั้ามีกำแพงขนาดใหญ่
ขวางกั้นอยู่ และนาวามังกรเกราะเต่ากำลังพุ่งเข้าไป
อัดกระแทกอย่างแรง
ถึงแม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกแปลก
ใจเล็กน้อย เนื่องจากไม่มีทางที่เขาจะมาหยุดยังอยู่
ที่นี่ได้ ดังนั้นเขาจึงออกมาจากตราจักรพรรดิ และ
พบว่าบริเวณโดยรอบสว่างขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อย ๆ
สายตาของเขาก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ แต่แสงที่ส่อง
สว่างนี้ก็ไม่ได้ใหญ่โต มันกินอาณาเขตทรงกลมเป็น
หย่อม ๆ ซึ่งในเวลานี้ อู่ อวี้ ยืนอยู่ในจุดสูงสุดของ
พื้นที่ทรงกลม
กำแพงที่เขารู้สึกว่านาวามังกรเกราะเต่าเพิ่งพุ่งชน
ไปหมาด ๆ นั้น แท้จริงแล้วมันถึงด้านบนสุดของ
พื้นที่ทรงกลม
ผนังของพื้นที่ทรงกลมนี้มืดมิดจริง ๆ ซึ่งมีแสงสลัว
ส่องสว่างให้เห็นอย่างบางเบาเท่านั้น และด้วยแสง
อันบางเบาดังกล่าวทำให้สามารถมองเห็นพื้นที่ทรง
กลมได้อย่างชัดเจน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของ
อู่ อวี้ ทำให้เขาตระหนักได้ในทันทีว่าเวลานี้เขา
อาจจะติดอยู่ในค่ายกลบางชนิดก็เป็นได้
หลังจากตระหนักได้ถึงเหตุผลดังกล่าว เขาก็เริ่ม
กวาดตามองหาจุดหลัก ๆ ทันใดนั้น เขาก็ไปพบเห็น
เสาสีดำทมิฬอยู่ท่ามกลางพื้นที่ทรงกลม เสาต้นนี้มี
ความสูงประมาณหนึ่งจั้ง กว้างประมาณหนึ่งฉือ ไร้
ซึ่งลวดลายใด ๆ มันหลอมรวมไปกับความมืดมิด
อย่างสมบูรณ์
เมื่อเห็นเสานี้ อู่ อวี้ รู้ว่าพื้นที่ทรงกลมขนาดใหญ่นี้
จะต้องเกี่ยวข้องกับเสาสีดำดังกล่าวเป็นแน่
หลังจากได้เห็นการเชื่อมโยงของเสาต้นนี้ อู่ อวี้ ก็
เข้าใจได้ทันทีว่าเขากำลังถูกขังอยู่ในอาณาเขตของ
เสาสีดำต้นนี้
พื้นที่ข้างในนี้ดูค่อนข้างเหมือนกันหมด
ทั้งรอบเสาดังกล่าวยังมีม่านทรงกลมปั้องกันอยู่อีก
ชั้น ซึ่งเหมือนกับผนังด้านนอก ดูแล้วเหมือนว่า อู่
อวี้ จะไม่สามารถฝั่าทะลวงเข้าไปหาเสานั้นได้อย่าง
ง่ายดาย
เขาไม่รีบร้อน เพราะจริง ๆ แล้วเขาอยากจะรู้ว่า
ยามนี้มีใครกำลังซุ่มโจมตีอยู่ที่นี่บ้าง และใครที่สกัด
กั้นเขาเอาไว้ในพื้นที่ทรงกลมนี้
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงใครบางคน
พูดขึ้น ” มีใครบางคนติดกับดัก! น่าจะเป็นชาวเห
ยียนหวง! ”
“ไปดูสิ มันเป็นใครกันแน่?”
ผู้เปิดเผยตัวอยู่ในด้านนอกยานนี้มีเพียง อู่ อวี้ กับ
นาวามังกรเกราะเต่าเท่านั้น ตอนนี้เขาได้ยินเสียง
ผู้คนพูดคุยกันอยู่นอกพื้นที่ทรงกลม ฟังจากน้ำเสียง
ที่แตกต่าง อู่ อวี้ คาดเดาว่าน่าจะมีอยู่กับราว ๆ
หลายสิบคน ยืนล้อมรอบอยู่ด้านนอกกำแพง พวก
มันกำลังจ้องมองดู อู่ อวี้ ราวกับจ้องมองเหยื่อที่มา
ติดกับ
เมื่อมองแว๊บแรก อู่ อวี้ ก็เห็นว่าเกือบทั้งหมดล้วน
เป็นปีศาจ ถึงแม้จะมีปีศาจอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็
ยังมีผู้ฝึกตนนอกรีตปะปนอยู่กับพวกมัน เมื่อมอง
จากสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น อู่ อวี้ รู้ทันทีว่า
เสาสีดำต้นนี้น่าจะเป็นศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภา
” อู่ อวี้!”
ทันทีที่เขาได้ยินเสียงกรีดร้องก็เงยหน้าขึ้นมองแล้วก็
พบว่า กลุ่มนี้เป็นกลุ่มของหนานกงเหว่ย
แต่กลุ่มทวีปปีศาจทายาททักษิณเหล่านี้ แม้ว่าจะมี
จำนวนมากอยู่กันหลายสิบคนนี้ก็จริง แต่หาได้มี
ยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งแม้แต่คนเดียว
พวกมันราวกำลังล่าสัตว์อยู่ก็มิปาน