กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 111 : 120,000 ป กอน
” ปล่อยมันไป?” ผู้อาวุโสเซินถู ทวนคำพูดเพื่อให้
แน่ใจ เนื่องจากอีกฝั่ายเป็นถึงคนของจิ่วเซียน อีก
ทั้งมันยังเป็นต้นเหตุการนองเลือดครั้งนี้ แต่เจ้า
นิกายกลับบอกให้ปล่อยปีศาจตนนี้ไป!
” ใช่! ” เฟิง ซัวหยา พยักหน้าเพื่อยืนยัน
เมื่อได้ยินคำยืนยันเช่นนั้น หลาน ฮั้วหยุน กัดริม
ฝีปากของตัวเองอย่างไม่พอใจ
” ตกลง ” ผู้อาวุโสเซินถู คลายเส้นใยของคันเบ็ด
อสูรออก สีหน้าของปีศาจวานรในยามนี้ แสดงถึง
ความลิงโลด เมื่อรู้ว่าตนจะได้รับอิสรภาพ
” ขอขอบคุณพวกท่านทั้ง 3 หลังจากที่ข้ากลับไป
ข้าจะไปบอกกล่าวเรื่องนี้แก่ จิ่วเซียน โน้มน้าวใจ
ของจิ่วเซียน ช่วยเหลือพวกท่านทั้ง 3 ผ่านภัย
พิบัติครั้งนี้”
ปีศาจวานรฉีกยิ้ม มันมองไปรอบ ๆ ก่อนจะเดิน
ออกไปอย่างรวดเร็ว
ฉั๊วะ! ฉั๊วะ! ฉั๊วะ!
ทันใดนั้นเอง กระบี่สีทองก็ปรากฏขึ้นอยู่ในมือ เฟิง
ซัวหยา เพียงชั่วพริบตา เขาก็ไปปรากฏตัวอยู่
เบื้องหลังของปีศาจวานร จากนั้นเขาก็ใช้กระบี่สี
ทองที่ถืออยู่ในมือ ฟาดฟันเข้าใส่ปีศาจวานร
“อั่ก … ”
จากนั้นปีศาจวานร ก็ไม่ค่อย ๆ ร่วงลงสู่พื้นดิน
อย่างแผ่วเบา
“เจ้า!”
เฟิง ซัวหยา แสดงท่าทางไร้ซึ่งความแยแส
ขณะที่ในมือของเขายังคงถือกระบี่!
ชริ้ง ชริ้ง ชริ้ง!
สิ่งที่เห็นบัดนี้คือเงากระบี่นับหมื่น ได้พุ่งเสียบไปยัง
บนร่างของปีศาจวานร ทำให้ร่างกายของมันได้ถูก
แยกออกเป็นหมื่น ๆ ชิ้นในชั่วพริบตา
ปีศาจวานรในเวลานี้ ตายจนไม่สามารถตายได้
มากกว่านี้แล้ว
หึ
เมื่อ เฟิง ซัวหยา หันหลังกลับมา ร่างกาย และ
ใบหน้า ของเขาเปรอะเปือนไปด้วยโลหิต
ทุกสรรพสิ่งสงบเงียบดั่งความตาย
“ท่าน … ถ้าใช้วิธีนี้ ปีศาจจิ้งจอกพันปี จะต้องเข้า
ร่วมกับกองกำลังทั้งสามแน่ ท่านกำลังสร้างปัญหา
ให้เรา …” หลาน ฮั้วหยุน ได้มองถึงสถานการณ์
โดยรวมของนิกาย ถึงแม้ว่า หลาน สุ่ยเยว่ จะตก
ตายไป แต่นางก็จำต้องสะกดข่มอารมณ์ตนเองไว้
แต่ เฟิง ซัวหยา ไม่สามารถสะกดข่มอารมณ์ของ
ตนเองเอาไว้ได้
” หากปีศาจจิ้งจอกไม่คิดเข้าร่วม มีหรือปีศาจวานร
จะได้ใจเหิมเกริมเช่นนี้ อย่าทำเป็นไร้เดียงสาไป
หน่อยเลย เราจะต้องเตรียมพร้อมรับมือทำ
สงครามกับ 3 ฝั่าย”
เฟิง ซัวหยา ถือกระบี่ยาวพร้อมที่จะเดินทาง
ออกไป
บางทีอาจเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของพลังฟั้า
ดิน จึงทำให้มีผู้คนมากมายริษยาเทือกเขาคราม
คงถึงเวลาที่โลหิตจะต้องไหลลงสู่แม่น้ำอย่างไม่
อาจหลีกเลี่ยง
ตั้งแต่สมัยโบราณปีศาจล้วนเจ้าเล่ห์ บัดนี้เป็น
เพราะ นิกายกระบี่สวรรค์ กลายเป็นชิ้นเนื้อก้อนโต
แม้แต่ผู้ที่อยู่ในเส้นทางแห่งความถูกต้องอย่าง
พรรคจงหยวน ยังจ้องมองด้วยสายตาริษยา โดยที่
ไม่ต้องกล่าวถึงพวกปีศาจ หรือ พวกนอกรีต
” ปั่าวประกาศออกไป ยามเที่ยงของวันนี้ปีศาจทุก
ตนที่อยู่ในเจดีย์ผนึกอสูร จงนำพวกมันไปที่ ‘แท่น
บูชาเซียน’ และตัดหัวพวกมันต่อหน้าฝูงชน เพื่อ
เหล่าสาวกที่ต้องตกตายลงไป ภายใน หุบเขา
โชคชะตาเซียน ถือเป็นการส่งดวงวิญญาณของ
ผู้ตายไปสู่สรวงสวรรค์! ”
คำปั่าวประกาศนี้ ได้ม้วนกวาดผ่านราวกับคลื่น
พายุไปทั่วทั้งหุบเขาคราม
แน่นอนว่าการตกตายไปของเหล่าสาวก ได้ทำให้ผู้
ที่มีความเกี่ยวข้องต้องร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวด
อย่างเช่น ซู หยานหลี่
ลึกลงไปด้านล่าง มีบางอย่างกำลังร่วงตกลงมา
อย่างรวดเร็ว!
อู่ อวี้ กับ หลาน สุ่ยเยว่ แท้จริงแล้วกำลังร่วงตก
ลงไปในโพรงอันไร้สิ้นสุด หากยังปล่อยให้เป็นแบบ
นี้ต่อไป คาดว่าพวกเขาจะต้องร่วงอัดกระแทกพื้น
จนตกตายไปเป็นแน่แท้
อู่ อวี้ ค้นพบว่ารอบตัว เต็มไปด้วยก้อนศิลาสีดำ
สนิท บรรยากาศเงียบสงบราวกับความตาย หลุม
ลึกที่พวกเขาทั้งสองร่วงลงมานี้ นี้มีขนาดไม่กว้าง
นัก ขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ 5 จั้ง
แต่ตัวเขากับ หลาน สุ่ยเยว่ ที่ได้ถูกพลังลึกลับ
บางอย่างดึงดูดลงไป ทำให้ไม่สามารถเข้าไปใกล้
กับกำแพงศิลา หรือปีนกลับขึ้นไป ทำได้เพียงร่วง
ลงต่อไปเท่านั้น
หลาน สุ่ยเยว่ คิดว่าตนเองนั้นตกตายลงไปแล้ว
อีกทั้งนางยังคิดว่าได้ตกลงมาในนรก นางจึงส่ง
เสียงกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่งไม่ยอมหยุด
” หมิงซวง เกิดอะไรขึ้นน่ะ? ” อู่ อวี้ จดจำได้ว่า
ก่อนหน้านี้หมิงซวงเคยตักเตือนเขาไว้ จึงทำให้เกิด
สถานการณ์เช่นในตอนนี้ขึ้น
” นี่เจ้าแสดงท่าทีเช่นนี้ เวลาพูดคุยกับท่านย่าของ
เจ้าเช่นนั้นรึ ?” ในยามนี้ หมิงซวง กำลังลอยหน้า
ลอยตาพูดคุยกับเขา เมื่อเห็น อู่ อวี้ แสดงท่าทาง
ท่าทางอึดอัดใจ ทันใดนั้นนางก็หัวเราะออกมา
อย่างร่าเริง
” เอาล่ะ ๆ ข้าขอโทษ บอกข้ามาทีว่าเกิดอะไรขึ้น
” ในสถานการณ์ตื่นเต้นเช่นนี้ อู่ อวี้ จำเป็นต้อง
นุ่มนวล และ ใจเย็นกับนาง ในความเป็นจริงแล้ว
อู่ อวี้ ควรต้องขอบใจนาง ถ้าไม่ใช่เพราะนาง เกรง
ว่าตัวเขาอาจจะต้องถูกปีศาจวานรสังหารไปแล้ว
” เอาล่ะ ๆ ข้าไม่หยอกเย้าเจ้าแล้ว ข้าพบว่าบน
กำแพงหินมีร่องรอยของเคล็ดวิชาเต๋าเล็กน้อยที่อยู่
ในยุคของข้า ข้าคิดว่าสถานที่แห่งนี้ต้องปิดบังซ่อน
เร้นอะไรบางอย่าง แต่ข้าก็ไม่คิดว่าจะมีมันอยู่จริงๆ
”
” แต่อายุท่าน 120,000 ปีแล้วมิใช่หรือ ? ”
หมิงซวง กล่าวกลับตนเอง ว่าสิ่งที่พบเห็นสิ่งที่มี
อายุอยู่ในยุคของนาง
” ใครจะไปรู้ … บางทีมันอาจจะนานมากกว่านั้นก็
ได้ อีกอย่างตอนนี้ข้าจะสามารถทำอะไรได้ เพราะ
ความทรงจำที่เหลืออยู่มันมีแค่เพียงน้อยนิดเท่านั้น
” นางกล่าวอย่างไม่แยแส
” ตอนนี้ข้าตกมาที่ไหน? แล้วข้าควรทำอย่างไรดี ?
” อู่ อวี้ รู้สึกกังวลใจที่ตกลงมาในนี้ แม้ไม่ตายก็
เหมือนกับตาย
” ข้าจะไปรู้ได้ยังไงเล่า ? ” หมิงซวง กล่าวพร้อมกับ
ถลึงตาโตใส่ ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของนาง
และ ไม่สลักสำคัญอะไร ท่าทางของนางในตอนนี้
ช่างดูน่าหมั่นไส้ยิ่งนัก
“อืม … ” อู่ อวี้ รู้ว่าไม่มีทางทำอะไรนางได้
“เลิกร้องได้แล้ว!” หลาน สุ่ยเยว่ แผดเสียงตะโกน
อย่างมีโทสะ ในที่สุดนางก็ตื่นจากห้วงนิทรา แต่
ใบหน้าของนางก็ยังคงซีดเผือดอ่อนแรง แต่ถึง
อย่างไรนางก็ยังคงกอดรัดแขนของ อู่ อวี้ เอาไว้
แน่น พร้อมกับร่ำไห้แล้วกล่าวว่า ” อู่ อวี้ข้าตาย
แล้วใช่หรือไม่ ? ”
” ใช่แล้ว … ถูกต้อง ” อู่ อวี้ รู้สึกขี้เกียจอย่างยิ่งที่
จะต้องคอยแลคนโง่เง่าเสียสติเช่นนาง เขา
พยายามมองผนังหินที่อยู่โดยรอบ เมื่อพอเขาก้ม
ลงมองดูยังด้านล่าง ก็พบว่าเหมือนมันมีพลังดึงดูด
บางอย่างที่ยิ่งใหญ่มหาศาล
“ฮือ ๆ ๆ ” หลาน สุ่ยเยว่ ร่ำไห้ออกมาอย่างน่า
สังเวช
โชคยังดีที่ พลองพิชิตมาร ยังคงติดอยู่กับร่างของ
เขา อู่ อวี้ ได้กัดฟันเอาไว้แน่น เนื่องจากในยามนี้
ด้วยสถานการณ์หลายๆอย่าง ทำให้การจะหยิบ
พลองพิชิตมาร ออกมาแล้วนำมาคั่นระหว่าง
กำแพงนั้นจึงยากลำบากยิ่ง แน่นอนว่าธรรมชาติ
ของผู้ที่ร่วงตกลงมาจากที่สูงย่อมจะต้องเอี้ยวตัวไป
มาเพื่อจะเบี่ยงวิถี และด้วยสถานการณ์ถือว่ามี
อัตราการรอดต่ำอย่างมาก แต่ชั่วขณะนั้นเขาก็คิด
ขึ้นมาได้หนึ่งวิธีคือการมุ่งหน้าไปตรงๆ ตราบใดที่
ปลดปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์ไว้ด้านหน้าเพื่อเป็นโล่
เมื่อพุ่งลงสู่พื้นอย่างถูกจังหวะ ร่างของเขาก็ดีด
กระเด็นไปอีกทิศทางในทันทีเพื่อชะลอแรง
กระแทก!
ปัง!
ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็กระแทกพลองพิชิตมารเข้าใส่
ผนังหิน!
ปังปังปัง!
จากแรงกระแทกของพลองพิชิตมาร ส่งผลให้บน
ผนังหินที่อยู่โดยรอบเกิดเป็นรูโบ๋ขนาดใหญ่ แต่
โชคยังดีที่ความเร็วนั้นลดตัวลงอย่างมาก
ไม่เช่นนั้นเห็นทีเขาคงร่วงตกมาตาย
หลาน สุ่ยเยว่ รู้สึกลังเลใจที่จะปล่อยเขาไป
เนื่องจากเขาเป็นคนที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้
ใจจริงแล้ว อู่ อวี้ อยากให้นางแยกจากเขาไป เสีย
ให้รู้แล้วรู้รอด แต่พอนึกถึงไหวพริบตอนที่นางจุด
ยันต์เพลิงแดงทะยานฟั้า เมื่อเขาไตร่ตรองดูก็คิดว่า
หากนำความสามารถของเขา และ นางมารวมกัน
น่าจะมีโอกาสหาหนทางหลบหนีได้มากกว่า แม้ว่า
เขาจะต้องคอยช่วยชีวิตนาง
ถึงแม้พวกเขายังคงร่วงลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่
ความเร็วในการร่วงลงนั้น ไม่ได้น่าสะพรึงกลัว
เหมือนเช่นก่อนหน้านี้ ยิ่งดิ่งลงลึกมาเท่าไหร่
ความเร็วก็ยิ่งช้าลงมากขึ้นเท่านั้น มันเริ่มช้าลงช้า
ลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งร่างของ อู่ อวี้ ก็หยุดลอย
คว้างอยู่กลางอากาศ เมื่อเขามองลงไปด้านล่าง ก็
เห็นเพียงแสงเลือนลางที่ส่องขึ้นมา ทำให้เขาไม่
สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน เขาไม่รู้
ว่าเบื้องล่างนั้นมีพื้นดินหรือไม่ หรือว่าจุดสิ้นสุด
ของมันอยู่ที่ใด
อู่ อวี้ เงยหน้าขึ้นไปมองอีกครั้ง เขาร่วงตกลงมา
อย่างยาวนาน หากต้องการปีนกลับขึ้นไป เกรงว่า
อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน หรือ อาจมากกว่านั้น
หลังจากขบคิดถึงเรื่องนี้ อู่ อวี้ ได้ตัดสินใจค้นหา
ต่อไป เพื่อจะมีทางออกหรือวิธีอื่น ๆ อีก
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าไม่มีพลองพิชิตมารค้ำยัน
พวกเขาเอาไว้แล้วล่ะก็ ตัวของเขา และ หลาน สุ่ย
เยว่ คงได้ร่วงตกลงไป อัดกระแทกกับพื้นกลาย
เป็นก้อนเนื้อแหลกเหลวไปแล้ว
“พวกเราอยู่ที่ไหน?” หลาน สุ่ยเยว่ มองไปรอบ ๆ
ในเวลานี้ อู่ อวี้ ได้ดึงพลองพิชิตมารออก ทำให้
พวกเขาทั้งสองร่วงตกลงสู่พื้นดินอีกครา หนึ่ง
สัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาที่ทำการนำ
พลองพิชิตมาร มาค่อยๆชะลอความเร็วและไป
อย่างช้าๆด้วยความระมัดระวังนั้น ในที่สุดพวกเขา
ก็พบห้องลับเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง ใต้พื้นปฐพีลึกนี้ ไม่มี
ช่องทางใดให้พวกเขาออกไปได้เลย ทางออกเดียว
ของพวกเขาก็คือ จุดที่พวกเขาร่วงตกลงมาจาก
ด้านบน
ตูม!
ขณะที่ อู่ อวี้ ร่วงลงมา สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น นั่น
คือ ช่องทางยืดยาวไร้สิ้นสุดด้านบนศีรษะของเขา
ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง กับก้อนศิลาจำนวนนับไม่
ถ้วน ศิลาทั้งหมดได้ผสานหลอมรวมกันในชั่ว
พริบตา ทันใดนั้นโพลงด้านบนของ อู่ อวี้ ได้ปิดตัว
ลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมันปิดตัวลงอย่าง
สมบูรณ์
พวกเขาที่ยืนอยู่ภายในห้องเล็ก ๆ ในใต้ดินลึกนั้น
ได้พยายามร้องเรียกขอความช่วยเหลือ โดยหวังว่า
จะมีใครสักคนมาได้ยิน แต่มันก็ไร้วี่แวว หากพวก
เขาไม่ได้อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณ แต่เป็นเพียง
แค่สามัญชนธรรมดาทั่วไป คงขาดอากาศหายใจ
ไปแล้ว ถ้าต้องมาอยู่ภายในห้องลับเล็ก ๆ แห่งนี้
ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่มีอาหารหรือเม็ดยาในการ
บำรุง เกรงว่าอีกไม่นานพลังศักดิ์สิทธิ์ในร่างกาย
ของพวกเขาคงจะเหือดหายไปในเร็ววัน ซึ่งหาก
เป็นเช่นนั้นพวกเขาก็จะต้องตายในสถานที่แห่งนี้
“ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ข้าคงไม่รีบลงมา รู้งี้ข้าปีน
ออกไปก่อนก็คงดี… ” เมื่อจ้องมองศิลาที่ปิดทึบอยู่
นี้ อู่ อวี้ ก็รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง
ใบหน้าอันงดงามของ หลาน สุ่ยเยว่ เต็มไปด้วย
คราบสกปรก นางจ้องมองไปยังห้องเล็ก ๆ ที่ปิด
ตายนี้ ในเวลานี้นางได้แสดงท่าทางมึนงงออกมา
บางส่วน
“อู่ อวี้ ข้า… ยังไม่อยากตาย… ” ในที่สุดนางก็
กลับมาเป็นปกติ
อู่ อวี้ ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะมาหยอกล้อกับนาง
เขาทำเพียงแค่พยักหน้า
“สถานที่แห่งนี้ควรจะอยู่ลึกลงไปใต้พื้นปฐพี ใน
ห้องแคบ ๆ นี้ ไม่มีทางให้เราออกไปไหนได้ เจ้ารู้
ได้อย่างไรว่าเราโจมตีเข้าใส่ก้อนหินนั่น แล้วเราจะ
ร่วงตกมายังที่แห่งนี้?” นางหันไปมอง อู่ อวี้ แล้ว
ถามขึ้น
“โชคดี”
“ถึงแม้เราจะไม่ถูกปีศาจสังหาร แต่เรากลับต้องมา
ตกตาย เพราะติดอยู่ในชั้นใต้ดินลึกเช่นนี้งั้นรึ?”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ภายในดวงตาของ หลาน สุ่ย
เยว่ ก็เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ถึงแม้นางจะเคยเข่น
ฆ่าสังหารผู้คน แต่นางก็ถูกเลี้ยงดูประคบประหงม
มาตั้งแต่เกิด ไม่ได้ออกไปพบเจอโลกภายนอก เมื่อ
ต้องประจัญหน้ากับปีศาจ หรือติดอยู่ด้านล่างใต้
ดินลึกเช่นนี้ แทบจะทำให้จิตใจของนางพังทลาย
ลงอย่างสมบูรณ์
“ก็อาจจะ”
อู่ อวี้ ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน บางทีอาจจะแค่ยืดเวลา
ตายออกไปเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เขาจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ
โพลงที่พวกเขาร่วงลงมานั้น น่าจะมีความเก่าแก่
หลายแสนปี บางทีอาจจะมีวิธีทำให้พวกเขามีชีวิต
รอดออกไปได้ และเวลาต่อมาเขาสังเกตเห็นว่า มี
แสงสว่างส่องออกมาจากรอบ ๆ บริเวณนี้ ดังนั้น
เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรวจสอบบริเวณรอบ ๆ นี้
ดู
แหล่งที่มาของแสง!
ใจกลางของห้องเล็กนี้ มีแท่งเสาสูง 3 ฉือตั้ง
ตระหง่านอยู่ บนพื้นผิวของเสานี้เต็มไปด้วยฝุั่นปก
คลุม อีกทั้งยังมีอาสนะรองนั่งอยู่เบื้องหน้า ไม่อาจ
ล่วงรู้ได้ว่าอาสนะรองนั่งผืนนี้ทำมาจากวัสดุอะไร
มันถูกเก็บรักษาผ่านคืนวันมาเนิ่นนานหลายปี อีก
ทั้งด้านบนของอาสนะรองนั่งนี้ ยังมีโครงกระดูก
เก่าแก่นั่งอยู่
ใช่แล้ว มันคือโครงกระดูก!
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า คนผู้นี้ได้ตกตายไปอยู่ใน
สถานที่แห่งนี้
นอกจากนี้ กำแพงหินที่รายล้อมอยู่ภายในห้องนี้
ยังมีความเรียบเนียนเป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าห้องนี้
ถูกฟันโดยคมกระบี่
“อ๊า!” หลาน สุ่ยเยว่ ตกใจผงะเมื่อเห็นโครงกระดูก
นี้
“นี่คืออะไรกัน?”
อู่ อวี้ ยืนอยู่เบื้องหน้าโครงกระดูก พร้อมกับจ้อง
มองไปยังสถานที่ซึ่งเป็นแหล่งต้นตอของแสง โครง
กระดูกอยู่มาเนิ่นนานหลายปีผ่านคืนวันอันไร้
สิ้นสุด ถึงแม้ด้านบนจะปกคลุมไปด้วยฝุั่นหนา
เตอะ แต่สิ่งนี้ก็ดูราวกับผลึกศิลา ซึ่งส่องสว่างไป
ทั่วทั้งห้องนี้
มันดูคล้ายคลึงกับกระบี่หัวใจหยกทองคำ แต่อยู่ใน
รูปแบบของผลึกศิลารูปกระบี่ ซึ่งตั้งอยู่เหนือ
ตำแหน่งของกระดูกเชิงกราน เนื่องจากมีฝุั่นปก
คลุมหนามากเกินไป ทำให้เป็นเรื่องอยากที่จะ
ทราบได้อย่างแน่ชัดว่ามันคืออะไรกันแน่
เมื่อ หลาน สุ่ยเยว่ เห็นสิ่งนี้ นางก็ยืนมองอยู่ครู่
หนึ่ง พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “แปลกประหลาดเสีย
จริง มันดูคล้ายกับรากฐานเซียน? หรือนี่จะเป็น
รากฐานเซียนของบุคคลผู้นี้? ข้าไม่เห็นเคยได้ยิน
เลยว่าเมื่อตายไปแล้ว รากฐานเซียนจะยังคงอยู่
ดังนั้นสิ่งนี้อาจเป็นรากฐานเซียนที่เขาทิ้งไว้
เบื้องหลัง? ช่างน่าตลกเสียจริง รากฐานเซียนดำรง
อยู่มาได้เนิ่นนานแค่ไหนกัน ไม่น่าจะเป็นไปได้…”
มองดูจากลักษณะของมัน อาจดูคล้ายกับรากฐาน
เซียนมาก อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถระบุได้อย่าง
แน่ชัดว่ารากฐานเซียนนี้ เป็นรากฐานเซียนชนิด
ไหน
หากดูตามเหตุผลแล้ว มันได้ดำรงอยู่มาเนิ่นนาน
เกินไป ถึงแม้จะเป็นรากฐานเซียนชนิดผลึกศิลา
แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่มาเนิ่นนานขนาดนี้…
ดังนั้น หลาน สุ่ยเยว่ จึงได้แสดงท่าทีสับสนอยู่บ้าง
“ช่างมันเถอะ ถึงไม่รู้เป็นอะไรเดี๋ยวลองดูก็รู้” นาง
กำลังยื่นมือออกไป
อู่ อวี้ ก็จับมือของนางไว้ แล้วก็กระชากกลับมา
“เจ้าจะทำอะไร?” หลาน สุ่ยเยว่ ดึงมือของนาง
กลับมา พร้อมกับแสดงท่าทีหวงเนื้อหวงตัว
เล็กน้อยให้ นางไม่ต้องการให้ อู่ อวี้ สัมผัสกับ
ร่างกายของตน
“มันไม่ใช่ของเจ้า อย่ามายุ่ง”
ตั้งแต่เขามายังสถานที่แห่งนี้ เขาได้คาดเดาไว้บ้าง
แล้ว ในสถานที่แห่งนี้ อาจจะมีอะไรบางที่คนรุ่น
ก่อนได้เหลือทิ้งเอาไว้ให้? เห็นได้ชัดว่า ถ้าสิ่งที่อยู่
เบื้องหน้าของเขา เป็นอย่างที่คิดไว้ แล้วเขาจะ
ปล่อยให้ หลาน สุ่ยเยว่ เอามันไปได้อย่างไร?
“เจ้า!”
“ถอยไป”
อู่ อวี้ เอื้อมมือออกไป จากนั้นก็คว้าสิ่งของพิสดาร
นี้เอาไว้
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ