กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 112 : กระบี่หยินหยางกอกําเนิด
เขายื่นมือไปคว้าจับผลึกก้อนเอาไว้ในมือ จากนั้นก็
สลัดปัดฝุั่นอันหนาเตอะที่อยู่บนก้อนผลึกนั้นออก
ฉับพลันก้อนผลิตก็ส่องแสงสว่างขึ้น เขายังไม่ค่อย
แน่ใจนะว่าผลึกก้อนนี้จะใช่รากฐานเซียนหรือไม่
ฟึบ!
เมื่อเขาหยิบก้อนผลึกออกมาจากโครงกระดูก
ฉับพลันโครงกระดูกก็สูญสลายกลายเป็นผุยผงลง
ในพริบตา โดยที่เขายังไม่ได้ไปแตะต้องสัมผัสมัน
แล้วเศษฝุั่นละอองก็ฟุั้งกระจายร่วงลงสู่พื้นดิน
ส่วน หลาน สุ่ยเย่ว เมื่อนางเห็นภาพนั้นนางก็ตื่น
ตนกตกใจอย่างยิ่ง
” หมิงซวง สิ่งนี้ใช่รากฐานเซียนหรือไม่ ? ” อู่ อวี้
กระซิบถาม
” เจ้าเด็กโง่ ข้าบอกเจ้าตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้ว ว่าให้
เรียกชื่อข้าว่าเช่นไร ? ข้าพึ่งช่วยชีวิตเจ้ามาหยก ๆ
แท้ ๆ แต่เจ้ากลับมาตอบแทนผู้มีพระคุณเช่นนี้งั้น
รึ ? ” หมิงซวง กล่าวขึ้นด้วยดวงตาเจิดจ้าส่อง
ประกาย
“… หญิงงามซึ่งหาที่เปรียบมิได้ เอาล่ะ… ตกลงมัน
ใช่รากฐานเซียนหรือไม่ ? ” เมื่อได้เห็น อู่ อวี้ เอื้อน
เอ่ยคำนี้ออกมาอย่างยากลำบาก ทำให้ หมิงซวง
รู้สึกสนุกไม่น้อยที่ได้หยอกเย้าเขา
” สาวน้อยผู้นี้กำลังรู้สึกอารมณ์ไม่ดี แล้วข้าก็คร้าน
เกินกว่าจะมาต่อล้อต่อเถียงกับเจ้า อย่ารบกวนข้า
อีก ข้าจะไปนอนแล้ว” หลังจาก หมิงซวง กล่าว
จบ นางก็หายไปจริง ๆ
” อืม … เยี่ยมมาก ”
ถ้าให้กล่าวตามจริงแล้ว อู่ อวี้ ร้องขอความ
ช่วยเหลือจากนางเพียงแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น มันเป็น
เพียงคำถามแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ อีกทั้งยังดูเหมือน
นางเองก็ไม่แยแส หรือ ใส่ใจจะตอบคำถามของ
เขาสักเท่าไหร่นัก เมื่อจบการสนทนา อู่ อวี้ ก็เก็บ
ก้อนผลึกเก็บใส่ลงไปในถุงจักรวาล จากนั้นเขาก็
เริ่มครุ่นคิด เกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ รวมถึงหนทางที่
จะออกจากที่นี่
หลาน สุ่ยเยว่ จ้องมองเขาแล้วก็ไต่ถามขึ้นด้วย
ความโกรธว่า ” ถ้าให้ว่ากันตามจริง ข้าก็ต้องมี
ส่วนร่วม หรือ ได้ส่วนแบ่งในสมบัติชิ้นนี้ด้วย เจ้า
คงคิดจะฮุบมันไว้เพียงผู้เดียวใช่หรือไม่ ?”
ถึงแม้นางจะไม่คิดว่าของสิ่งนี้จะเป็น รากฐาน
เซียน แต่ของสิ่งนี้ก็ยังคงถูกเก็บรักษา อยู่ใน
สถานที่แห่งนี้ได้จนถึงปัจจุบัน ฉะนั้นมันจึงไม่
ถูกต้องที่ อู่ อวี้ จะฮุบของสิ่งนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว …
” ถ้าพูดขึ้นมาอีกครั้ง ข้าจะตัดลิ้นเจ้า”
สตรีผู้นี้มักคอยสร้างปัญหาวุ่นวายมากมาย อีกทั้ง
นางยังคิดจะเข่นฆ่าเขาให้ตกตายไป ถึงแม้ว่า
เรื่องราวทุกอย่างจะผ่านไปแล้ว แต่ อู่ อวี้ ก็ยังคง
เกลียดชังในตัวนาง และ ถึงแม้ว่าชายหญิงนั้นไม่
ควรอยู่ร่วมห้องเดียวกัน ซ้ำร้ายอีกฝั่ายยังมีเสน่ห์
งดงามอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับ อู่ อวี้ ไม่เคยมี
ความคิดเกินเลยกับนางแม้แต่น้อยนิด
ถ้าเขามีความสัมพันธ์ขึ้นมากับนางจริง ๆ เขาคง
ไม่สามารถสลัดนางได้หลุด ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ หากจะให้อารมณ์พาไปมัน
ย่อมไม่ใช่เรื่องดี
“เจ้า ! คอยดูเถอะหากข้ามีโอกาสเมื่อไหร่ ข้าจะทำ
ให้เจ้าร้องขอความเมตตา ” หลาน สุ่ยเยว่ หาย
ใจฟืดฟาดด้วยความโกรธเกรี้ยว
อู่ อวี้ ไม่แยแสนางแต่ประการใด จากนั้นเขาก็เดิน
ตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนไปรอบ ๆ ก็พบว่า
ภายในห้องนี้นอกจากโครงกระดูกแล้วก็ไม่มีสิ่งอื่น
จะว่าไปตรงใจกลางห้องนั้นมีศิลาก้อนใหญ่ตั้งอยู่
แต่มันก็เป็นเพียงแค่ก้อนศิลาธรรมดา ไม่มีอะไร
พิเศษแม้แต่น้อย
อู่ อวี้ พยายามเคาะรอบ ๆ ก้อนศิลาก้อนนี้ ไม่เว้น
แม้แต่ด้านบน หรือ ด้านล่าง และ ข้อสรุปที่เขาได้
ก็คือ ทั่วทั้งก้อนศิลาล้วนแข็งแกร่งทนทานเป็น
อย่างยิ่ง
” ให้กล่าวอีกนัยหนึ่ง พอข้าร่วงลงมาในโพรงลึก
แห่งนี้ ช่องทางออกที่อยู่เหนือศีรษะก็ถูกปิดลง ดู
เหมือนว่าในตอนนี้จะไม่มีช่องทางอื่นที่จะออกไป
ได้ ?”
เรื่องนี้ทำให้เขาวิตกกังวลมากทีเดียว
หลังจากสถานการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้น การที่เขาต้อง
ถูกขังอยู่ในโพรงลึกชั้นใต้ดินเช่นนี้ เรียกได้ว่าเป็น
เรื่องที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง
” หลังจากที่ตกลงมาในโพรงนี้แล้ว แต่โพรงกลับ
สามารถปิดได้เองเช่นนี้ มันน่าเหลือเชื่อเกินไป
เป็นฝีมือของผู้ใดกันถึงสามารถทำเช่นนี้ได้?”
แม้จะไร้หนทาง แต่ อู่ อวี้ ก็ยังคงสงบไม่ร้อนรน
ส่วนอีกด้านหนึ่ง หลาน สุ่ยเยว่ ยังคงมองไปรอบ
ๆ เพื่อค้นหาเส้นทางเป็นไปได้ที่จะพาออกจากที่นี่
หลังจากนั้นไม่นานนางก็ได้ค้นพบความจริง ว่าไม่
มีหนทางใดที่จะออกไปได้ หลาน สุ่ยเยว่ ทรุดตัว
ลงนั่งบนพื้นแล้วร้องไห้โฮออกมา ด้วยความเสียใจ
หมดหวัง
” ไม่คาดคิดเลยว่าคนอย่างข้า หลาน สุ่ยเยว่ จะถูก
ขังตายอยู่ในสถานที่แห่งนี้! ข้า … ”
นางยังคงร่ำไห้ออกมา อย่างน่าเวทนาสงสาร
“หุบปาก!”
อู่ อวี้ ตะคอกใส่นางด้วยเสียงอันดัง นั่นเป็น
เพราะว่าเขารู้สึกโมโหอย่างยิ่ง อีกทั้งเขายังอยาก
ให้นางหยุดร่ำไห้เสียที หลังจากโดนตะคอกเช่นนี้
นางก็ซุกตัวหมอบอยู่ในมุม กอดขาร่ำไห้ราวกับ
ความตายกำลังอยู่ตรงหน้า อันที่จริงแล้วเวลานี้
นางไม่น่าจะมีความคิดที่จะแข่งขันท้าทายกับ อู่
อวี้ อีก
ถึงแม้ในยามนี้ อู่ อวี้ ยังไม่พบเจอหนทาง
แต่เขาก็ยังคิดว่าจะต้องมีบางอย่าง ที่เขาสามารถ
พบเจอ หรือ เปิดมันออก เขาก็จะสามารถออกไป
จากที่นี่ได้
ดังนั้นเขาจึงเริ่มค้นหา และ ตรวจสอบ โดยไม่ให้
พลาดแม้แต่ชุ่นเดียว ( ชุ่น : ตารางนิ้ว ) เขาใช้วิธี
กระจายพลังศักดิ์สิทธิ์ออกไปตรวจสอบทุกซอกทุก
มุมของพื้นที่ ไม่เว้นแม้แต่สถานที่แปลก ๆ หรือ
ซอกที่ถูกมองข้าม
” ถ้าเจ้าไม่อยากตายอยู่ที่นี่ ก็ลุกขึ้นมาช่วยกันหา!
”
ในความเป็นจริงแล้ว หลาน สุ่ยเยว่ ไม่ใช่คน
เลวร้ายอะไร การที่นางเป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ความ
หยิ่งทะนงในตนเองมากเกินไป และ ในยามนี้ชีวิต
ของพวกเขา กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ความเป็น
และ ความตาย เมื่อได้ยินคำสั่งของ อู่ อวี้ นางจึง
เข้ามาช่วยเหลืออย่างว่าง่าย พยายามทำทุก
วิถีทางที่อาจเป็นไปได้ เพื่อค้นหาทางออกจากที่นี่
เมื่อชายหญิงต้องมาอยู่ร่วมกัน ภายในโพรงใต้ดิน
อันเงียบสงบ ความเงียบสงบนี้เรียกได้ว่า มันเงียบ
จนสามารถได้ยินเสียงการเต้นของหัวใจของทั้ง
สอง และ เสียงลมหายใจของคนทั้งสองเลยก็ว่าได้
ซึ่งขณะนี้กล่าวได้ว่าพวกเขาแทบจะได้กลิ่นลม
หายใจของอีกฝั่ายกันเลยทีเดียว
อู่ อวี้ รู้สึกดีใจ ที่สามารถดึงนางออกมาจากความ
สิ้นหวังได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็คงไม่
อาจมีชีวิตรอดอยู่ในสถานที่แห่งนี้ได้ เนื่องจาก
สถานที่แห่งนี้มันช่างเงียบเหงาโดดเดี่ยวน่า
สะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
” บางทีทั้งศิษย์พี่ และ อาจารย์ คงกำลังเศร้าโศก
เสียใจเพราะคิดว่าข้าได้ตกตายไปแล้ว ”
” ข้าต้องออกไปให้ได้ ”
อู่ อวี้ เป็นผู้ที่มีนิสัยใจคอเด็ดเดี่ยว ไม่ย่อหย่อน
ยอมแพ้กับสิ่งใดง่าย ๆ
” ท่านปั้า … ฮือฮือ… ” หลังจากค้นหาอยู่ประมาณ
2-3 วัน ตรวจค้นทุกชุ่นของพื้นที่ แต่กลับไม่พบ
เจอสิ่งใดแม้แต่น้อย หลาน สุ่ยเยว่ เอ่ยเรียก หลาน
ฮั้วหยุน ด้วยเสียงสั่นเทา นางทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
พร้อมกับร่ำไห้ออกมาอีกครั้ง
อู่ อวี้ กัดฟันแน่น จากนั้นก็กลับมาค้นหาอย่าง
รอบคอบอีกครั้ง
” อู่ อวี้ ก่อนหน้านี้เจ้ากลั่นแกล้ง สร้างความอัปยศ
ให้แก่ข้า ต่อมาข้าก็บังคับให้เจ้าคุกเข่า หลังจาก
นั้นก็มีข้อพิพาทมากมายเกิดขึ้น ภายในใจของข้า
คิดแต่จะฆ่าเจ้าให้ตกตายไป แต่หลังจากที่ข้าได้พบ
พานกับประสบการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมา ข้าคิด
ว่าต่อจากนี้ ข้าคงจะไม่เกลียดชังเจ้าอีกต่อไปแล้ว
” อยู่ ๆ หลาน สุ่ยเยว่ ก็กล่าวขึ้นมาขณะหันมอง
ไปทาง อู่ อวี้
“ตกลง” อู่ อวี้ พยักหน้า หากสามารถแก้ปัญหา
ความขัดแย้งระหว่างเขากับนางลงได้ ย่อมเป็นสิ่ง
ที่ดี ส่วนตัวเขาเองก็ไม่ปรารถนาที่จะติดแหง็กอยู่
ในสถานที่แห่งนี้ และเขายังไม่อยากต่อสู้กับนาง
หลังจากที่ออกไปได้
แต่ถึง หลาน สุ่ยเยว่ จะกล่าวเช่นนั้น นางก็อด
ไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงเหตุการณ์ ตอนที่นางโดนจูบ
อย่างปั่าเถื่อนทารุณ ถึงแม้มันจะทำให้นางรู้สึก
เสียใจ แต่ลึกๆแล้วนางเองก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
นางได้แหงนมอง อู่ อวี้ ที่เปียมด้วยความมุ่งมั่น
แม้ อู่ อวี้ จะไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา แต่สายตา
ของเขายังคงแสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยว แทน
คำกล่าวได้เป็นอย่างดี
” เจ้ามองข้าทำไม ? ” ในยามนี้ชายหญิงอยู่ร่วมกัน
เพียงลำพัง การที่นางได้หันมาจ้องมองเขา นั้นไม่
สามารถหลบเลี่ยงสายตาของ อู่ อวี้ ไปได้
” ผู้ใดกันที่จ้องมองเจ้า ไร้ยางอายสิ้นดี ” หลาน
สุ่ยเยว่ รีบโต้ตอบกลับทันที นางนั่งซุกตัวอยู่ในมุม
อาภรณ์ที่นางสวมใส่เปรอะเปือนไปด้วยสิ่งสกปรก
แต่ใบหน้าละเอียดอ่อนของนางยังคงงดงามโดด
เด่น สว่างสดใสแม้ว่าจะเปรอะเปือนโคลนตม
มากมายเพียงใด
” เจ้าเขยิบไปให้ไกลอีกหน่อยได้ไหม ข้าจะเปลี่ยน
เสื้อผ้า แล้วเจ้าก็อย่าหันมามองล่ะ ” หลาน สุ่ยเยว่
กล่าว
” ได้ ข้าไม่มองเจ้าหรอก ”
อู่ อวี้ ไม่ได้สนใจเนื้อหนัง หรือ ร่างกายของนาง
เขารู้ว่าหากเขาสามารถผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ เมื่อ
ออกไปแล้ว หลาน สุ่ยเยว่ จำต้องเปลี่ยนแปลง
ความรู้สึกที่มีต่อเขาในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน แต่
กระนั้นตัวของ อู่ อวี้ เองกลับไม่รู้สึกชอบพอนาง
แม้แต่น้อย ถึงแม้จะอยู่ในโพรงใต้ดินกันเพียงลำพัง
สองต่อสอง แต่เขาก็ไม่คิดแตะต้องนางแม้แต่ปลาย
เล็บ
ครืดดดด∼ ครืดดดดด!
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น มันคือเสียงของผนังหิน
ที่กำลังเคลื่อนตัว เนื่องจากว่า อู่ อวี้ เผลอไปชน
มันเข้า
“พวกเราต้องตายแน่” หลาน สุ่ยเยว่ พูดในแง่ร้าย
อยู่เสมอ
“เจ้าหยุดพูดสักหน่อยจะได้มั้ย!”
ยิ่งนางทำตัวจิตตกมองในแง่ร้ายมากเท่าไหร่ อู่ อวี้
ก็รู้สึกหงุดหงิดใจมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากเขาไม่
สามารถค้นหากลไกทางออกได้ ทำให้โทสะของเขา
ในตอนนี้พุ่งทะยานขึ้นไปจนถึงขีดสุด ด้วยความ
โกรธเกรี้ยว เขานำพลองพิชิตมารออกมาพร้อมกับ
ฟาดทุบเข้าใส่ผนังกำแพงไม่ยั้ง
“ในเมื่อไม่มีทางออก ข้า อู่ อวี้ ผู้นี้ก็จะแหวกเบิก
ทางออกด้วยตนเอง!”
ตูมตูมตูม!!!
ในตอนนี้กำแพงศิลาถูกฟาดจนแตกละเอียด
หลาน สุ่ยเยว่ กรีดร้องออกมาด้วยความตื่น
ตระหนก นางรีบหลบซ่อนตัวเข้าไปในมุมหนึ่งทันที
พร้อมกับจ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยความประหลาดใจ
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง กำแพงศิลาที่อยู่โดยรอบก็
ถูก อู่ อวี้ ทุบฟาดบดขยี้จนแหลกเละ เหล่าเศษ
ก้อนศิลาต่างกลิ้งตกเกลื่อนกลาดอยู่บนเท้าของเขา
“ข้าพบแล้ว!”
กำแพงศิลาทั้ง 3 ด้าน เป็นเพียงแค่ก้อนศิลา
ธรรมดาสามัญเท่านั้น ซึ่งด้วยพลังทำลายล้างของ
พลองพิชิตมาร ตามหลักแล้ว หาก อู่ อวี้ ยังคงทุบ
ทำลายกำแพงศิลาต่อไปเรื่อยๆ ก็เป็นไปได้ว่าเขา
จะค้นพบทางออก
อย่างไรก็ตาม ลึกลงไปภายใต้พื้นปฐพีนี้ คาดว่า
พวกเขาอาจจะต้องตกตายในระหว่างทางเป็นแน่
แท้
อย่างไรก็ตาม มีกำแพงศิลาอยู่ด้านหนึ่ง อู่ อวี้ ทุบ
ทำลายมันได้เพียงแค่พื้นผิวเท่านั้น แต่กำแพงศิลา
สีดำซึ่งอยู่ด้านในชั้นหินนี้ยังคงเรียบเนียนไร้ริ้วรอย
ราวกับว่านี่คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่
เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ!
หลังจากการค้นพบสิ่งนี้ อู่ อวี้ รู้สึกราวกับว่าเขาได้
พบเจอแสงสว่างแห่งความหวังท่ามกลางความมืด
มิด ฉับพลันเขาก็ทุบทำลายชั้นหินที่อยู่โดยรอบ
อย่างบ้าคลั่ง เมื่อชั้นหินถูกทำลายจนสิ้น ศิลาที่อยู่
เบื้องหลังก็เผยออก มันคือศิลาจารึกนั่นเอง มันถูก
กลบฝังอยู่ด้านล่างพื้นปฐพีนี้ เป็นศิลาที่ถูกเคลือบ
ด้วยชั้นหินธรรมดาสามัญ
มันคือศิลาจารึกสีดำททิฬ!
มันถูกฝังอยู่ภายใต้พื้นปฐพีลึกนี้ มิอาจล่วงรู้ได้เลย
ว่ามันอยู่มาเนิ่นนานเพียงใด!
“อ๊า!!” หลังจาก หลาน สุ่ยเยว่ พบเห็นมัน ก็
แสดงออกราวกับว่านางได้ฟืนคืนมาจากความตาย
อย่างไรก็ตามเมื่อไล่อ่านมันอยู่ชั่วครู่ นางก็กล่าว
ขึ้นด้วยท่าทางราวกับว่าได้สูญเสียจิตวิญญาณของ
ตนเองว่า “ก็แค่เพียงศิลาจารึกธรรมดา ไม่ใช่วิธี
นำพาไปสู่ทางออก อย่างไรเราก็ยังต้องตายอยู่ที่นี่
เช่นเดิม …”
ใช่ แท้จริงแล้ว มันคือศิลาจารึก
ศิลาจารึกนี้ ไม่ได้ช่วยให้พวกเขาออกไปได้
แต่สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว สิ่งนี้แตกต่างไปจากศิลา
ธรรมดาสามัญ เพราะมันคือความหวังในการมี
ชีวิตรอดของเขา เขาปัดฝุั่นหนาเตอะซึ่งเกาะอยู่
บนศิลา และได้พบอักษรที่ถูกสลักไว้บนศิลานี้
อักษนับหมื่นคำนี้ เรียงกันหนาแน่นแกะสลักไปทั่ว
ทั้งแผ่นศิลา
หลาน สุ่ยเยว่ เงยหน้าขึ้นมอง แล้วกล่าวขึ้นด้วย
ความประหลาดใจว่า “มันดูคล้ายคลึงกับอักษร
โบราณ ถึงแม้แตกต่างกันเล็กน้อย แต่โดยทั่วไป
แล้วข้าก็พอเข้าใจอยู่ อักษรเหล่านี้มีความเก่าแก่
โบราณอย่างน้อย ‘หนึ่งยุคสมัย’ นั่นคือมันได้ดำรง
อยู่มาประมาณ 120,000 ปีที่ผ่านมา เท่ากับว่า
โครงกระดูกมนุษย์นั้นมีความเก่าแก่โบราณ
มากกว่า … “ในตอนนี้นางแสดงท่าทางตกตะลึง
เป็นอย่างยิ่ง
“ข้าเข้าใจ มันอาจจะเป็น ‘ซากอารยธรรมเซียน
โบราณ’ ! ” หลาน สุ่ยเยว่ กล่าว
” อะไรคือ ‘ซากอารยธรรมเซียนโบราณ’?”
“เจ้านี่โง่จริง ๆ ดินแดนเทพตงเสิ้งของเรา ดำรงอยู่
มาเนิ่นนานหลายปี มีผู้ฝึกตนมากมายนับไม่ถ้วน
ดังนั้นเป็นไปได้ว่าสถานที่แห่งนี้ อาจเคยเป็นถ้ำ
เซียนที่เขาเคยใช้ฝึกตนมาก่อน หลักจากผ่านไป
หลายปี ชีพจรวิญญาณอาจทำให้พลังฟั้าดินเกิด
การเปลี่ยนแปลง บางทีครั้งหนึ่งสถานที่แห่งนี้อาจ
เคยอุดมไปด้วยพลังฟั้าดิน เขาอาจเป็นผู้ดำรงอยู่
ใน ‘ยุคสมัยก่อน’ เป็นผู้ฝึกตนในวิถีแห่งเต๋า
โบราณ” หลาน สุ่ยเยว่ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ
บนโลกอันกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุดนี้ อาจจะเป็นความ
จริงว่ามีถ้ำเซียนอยู่มากมาย แต่มันก็เป็นสิ่งที่ยาก
จะค้นหาได้ ภายในเทือกเขาครามแห่งนี้ อาจมีถ้ำ
เซียนอยู่มากมาย เช่นสถานที่แห่งนี้ คาดว่ากระทั่ง
เฟิง ซัวหยา ก็อาจจะไม่ทราบถึงการดำรงอยู่ของ
มัน
“ข้อความเขียนว่าอะไร?” หลาน สุ่ยเยว่ ถามขึ้น
ด้วยความสงสัย นางจึงเบียดเข้ามาดูอยู่ข้างกาย
ของ อู่ อวี้ กลิ่นหอมรัญจวนจากสตรีลอยแตะจมูก
ของเขา อย่างไรก็ตามเขาเคยถูกปีศาจจิ้งจอก
ล่อลวงมาก่อนจึงค่อนข้างจะมีภูมิต้านทานที่ดี
ถึงแม้ตอนนี้เขาจะจ้องมอง หลาน สุ่ยเยว่ ด้วย
สายตาที่แปรเปลี่ยนไปบางส่วน
“สหายเต๋าเคียงคู่มีได้แค่คนเดียวเท่านั้น ข้าจะมา
ว่อกแว่กเพราะนางไม่ได้” อู่ อวี้ กำลังค้นหาผู้ที่จะ
ก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งการฝึกตนกับเขาอย่าง
แท้จริง เคียงข้างไปด้วยกันตราบชั่วนิรันดร์ เขา
ตระหนักดีว่า หลาน ซุ่ยเยว่ ไม่ใช่คน ๆ นั้น
“ถอยไป ใครบอกให้เจ้าดู?” อู่ อวี้ เหลือบมองนาง
โทสะของ หลาน สุ่ยเยว่ พุ่งทะยานขึ้นมาทันที
นางกล่าวด้วยความโกรธว่า “อู่ อวี้ เจ้าจะมาก
เกินไปแล้ว!”
“แล้วยังไง เจ้าจะหาเรื่องข้างั้นหรือ?”
เมื่อ หลาน สุ่ยเยว่ เห็นเขาแสดงท่าทางจริงจัง
เช่นนี้ ภายในจิตใจของนางยังคงหวาดกลัวเขาอยู่
ซึ่งมันทำให้ความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้แก่ อู่ อวี้ ได้จาง
หายไปทันที นางกล่าวขึ้นด้วยโทสะว่า “ถ้าเรา
ออกไปจากที่นี่ได้ เจ้ากับข้าได้เห็นดีกันแน่”
ถือเป็นเรื่องดี ที่ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสอง
ได้กลับเป็นเช่นในอดีตอีกครั้ง
อู่ อวี้ เบื่อหน่าย และ เกียจคร้านที่จะสนใจในตัว
นาง หลังจากนั้นเขาก็จมอยู่ในห้วงภวังค์ของอักษร
ที่ถูกสลักไว้บนศิลา
” แท้จริงแล้ว อักษรเหล่านี้คือเคล็ดวิชาเต๋า ”
หลังจาก อู่ อวี้ ได้ศึกษาอย่างผิวเผิน แต่มันก็ทำให้
เขารู้สึกประหลาดใจไม่น้อยเลยทีเดียว
” เคล็ดวิชาโบราณ ? ” หลาน สุ่ยเยว่ แอบลอบ
มองอยู่ด้านหลัง จากนั้นนางก็ร้องตะโกนขึ้น
อู่ อวี้ จ้องมองไปที่นาง
นางกล่าวว่า ” หากข้าจำไม่ผิด ระดับความ
แข็งแกร่งของเคล็ดวิชาเต๋าโบราณ ดูเหมือนว่าจะ
ไร้ซึ่งขีดจำกัดและไม่มีลำดับขั้นมาเป็นกฎเกณฑ์
เคล็ดวิชาเต๋าโบราณบางวิชามีความแข็งแกร่งมาก
ผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณล้วนสามารถ
ฝึกฝนได้ ไม่เหมือนดั่งเช่นตอนนี้ พวกเราทำได้แค่
ฝึกฝนบ่มเพาะเคล็ดวิชาเต๋าระดับสามัญเท่านั้น
และ ‘เคล็ดวิชาเต๋าของขั้นสร้างแกนนภา’ ก็มีเพียง
แค่ระดับของท่านปั้าและท่านเจ้านิกายเท่านั้นถึง
จะฝึกได้ ”
อู่ อวี้ ไม่เคยล่วงรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน
เขาพยามศึกษาอย่างรอบคอบ
“กระบี่หยินหยางก่อกำเนิด”
มันคือชื่อของเคล็ดวิชาเต๋า
” มันคือเคล็ดวิชาฝึกตนในวิถีแห่งกระบี่ ”
เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ในช่วงเวลาอับจนหนทาง
เช่นนี้ เขากลับพบเจอเคล็ดกระบี่ มันคือเคล็ดวิชา
ฝึกตนในวิถีแห่งกระบี่
ซากโครงกระดูกนั้น คงจะเป็นผู้ฝึกตนในวิถีแห่ง
กระบี่มาก่อน
เคล็ดวิชาเต๋าประเภทกระบี่ ถือได้ว่าเป็นประเภทที่
อู่ อวี้ ไม่ถนัดอย่างมากทีเดียว
” บางที ถ้าฝึกฝนจนบรรลุเคล็ดวิชาเต๋า อาจจะ
สามารถออกไปจากที่นี่ได้ ?” เขาคิดว่าถ้าบรรพ
บุรุษได้ส่งเขาเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ คงไม่ปล่อย
ให้เขานอนตายอยู่ที่นี่เป็นแน่
” เดี๋ยวนะ… หยินหยางงั้นเหรอ?”
ดูเหมือนว่าเขาจะพบจุดเชื่อมโยงแล้ว
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ