กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1115: หินวิญญาณ
เมื่อ อู่ อวี้ ขึ้นมาบนชั้น 8 แล้วเห็นว่ามีผู้อาวุโสอยู่
เป็นจำนวนมาก เขาจึงไม่อยากทำตัวโดดเด่นมาก
เกินไป หรือจะให้พูดอีกนัยหนึ่งก็ยามนี้ศัตรูมีมาก
เกินไป ดังนั้นเมื่อโอรสยวี่เอ่ยปากถามช่วงนี้ เขาจึง
ยิ้มให้ทุกคนอย่างเป็นมิตรแล้วกล่าวว่า ” กำลังถาม
ถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับมหาตะวันในครั้งสุดท้ายใช่
หรือไม่? ที่หม่อมฉันรอดตายมาได้เพราะมี
ความสามารถในการหลบหนีเป็นเลิศ นับว่าโชคดี
เป็นอย่างมากที่หม่อมฉันหนีรอดมาได้ ไม่เช่นนั้นคง
เน่าตายอยู่ที่นั่นแล้ว หลังจากผ่านเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ในครั้งนั้น ทำให้หม่อมฉันฉุกคิดได้ว่าบางทีหม่อมชั้น
อาจจะยังห่างชั้นกับพระองค์อยู่หลายขุม ในตอนนั้น
หม่อมฉันเร่งรีบฝืนตัวเองมากเกินไป สุดท้ายแล้ว
หม่อมฉันก็ไม่สามารถไขว่คว้ามันไว้ได้ ส่วนเหตุผล
ว่าเพราะเหตุใดหม่อมชั้นสูงขึ้นมาบนชั้นนี้ได้ มัน
เป็นความลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ของหม่อมฉันพ่ะย่ะค่ะ
”
ถ้อยคำที่ อู่ อวี้ เปล่าออกมาทั้งหมดนั้นดูอ่อนน้อม
ซื่อสัตย์จริงใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งคำตอบนี้เป็นเสมือน
ดั่งการทำให้ความเกลียดชังที่โอรสยวี่มีต่อตัวเขา
ลดลง บางทีโอรสยวี่อาจจะคาดหวังว่า อู่ อวี้ จะ
ตอบโต้กลับมาอย่างรุนแรง แต่เขากับเลือกใช้วิธีทำ
ให้ตนเองปลอดภัย
การได้เห็น อู่ อวี้ ปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ทำให้เขารู้สึก
ราวกับว่าได้เห็นคนที่ตกตายไปแล้วมาปรากฏตัวอยู่
ตรงหน้า มันจึงทำให้เขาตื่นตระหนกตกใจเป็นอย่าง
มาก บอกตามตรงว่าทุกวันนี้เขาได้ลืมเรื่องของโอรส
เล่อไปหมดสิ้นแล้ว แต่พอได้เห็น อู่ อวี้ มันก็ทำให้
ความรู้สึกไม่สบายใจกลับมาอีกครั้ง
” ที่นี่คือเจดีย์วิญญาณบรรพกาลชั้นที่ 8 ไม่ใช่
สถานที่ที่เจ้าควรอยู่ จงออกไปซะ ” โอรสยวี่สงบ
จิตใจลงเล็กน้อย พยายามสะกดข่มยับยั้งอารมณ์
ของตนเองเป็นอย่างมาก
เมื่อครั้งที่ อู่ อวี้ จัดการกับวิหคเพลิงตัวนั้น โอรสยวี่
รู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก กลัวว่าเขาจะประสบ
ความสำเร็จ แล้วในเวลานี้ อู่ อวี้ ก็ปรากฏตัวอีกครั้ง
โอรสยวี่คิดว่าเขาคือศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับ
ตนเอง
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนที่ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ใน
ความมืด แล้วดูเหมือนว่าพวกมันเองก็คิด
เช่นเดียวกับโอรสยวี่ พวกมันหวาดกลัว อู่ อวี้ เป็น
ความหวาดกลัวที่สงสัยกังขาใน ‘ความยุติธรรม’
ของจักรพรรดิโบราณ หลายครั้งหลายทางที่ อู่ อวี้
การผ่านพบโชควาสนาราวกับหล่นทับ ความโชคดี
จนเกินควรของเขาทำให้อดไม่ได้ที่คนอื่น ๆ จะคิด
ว่าทุกอย่างถูกจัดฉากและถูกกำหนดมาไว้แล้ว
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็ขึ้นมา แต่แน่นอนว่าพวกมันไม่
สามารถเมินเฉยต่อการปรากฏตัวของเขาได้ เขามอง
ไปที่สรรพเทวะวิญญาณลูกเล็ก ๆ บนพื้น เขารู้ว่าถ้า
อยู่ที่นี่โอรสยวี่ไม่สามารถทำอะไรเขาได้ ดังนั้นเขา
จึงไม่ต้องกลัวอะไร และพยายามโน้มน้าวจิตใจของ
ทุกคนที่นี่ให้โอนเอียงผ่อนปรน
” โอรสยวี่กล่าวหนักเกินไป การแข่งขันแย่งชิงไข่มุก
ทองคำเหยียนหวงเป็นการแข่งขันที่บริสุทธิ์ยุติธรรม
หม่อมฉันขึ้นมาที่นี่ด้วยตนเอง และยืนยันที่จะอยู่ที่นี่
ต่อไปจนกว่าหม่อมฉันจะพอใจ อีกทั้งมันยังไม่ได้มี
ผลประโยชน์อันใดเกี่ยวเนื่องกับพระโอรส อย่าบอก
นะว่าโอรสยวี่หวาดกลัวหม่อมฉัน? ” อู่ อวี้ ยังคงยิ้ม
การที่เขามุ่งเปั้ามายังโอรสยวี่ เนื่องจากผู้ที่กดดัน
ตนเองเป็นคนแรกก็คือโอรสยวี่
อู่ อวี้ สามารถมองสถานการณ์ทุกอย่างออกมาได้
อย่างชัดเจน เขารู้ว่าคนกลุ่มนี้กำลังหาวิธีขึ้นสู่ชั้นที่
9 ดังนั้นพวกมันจึงกวาดตามองหาหนทางไปทั่วทุกที่
” ช่างโอหังยิ่งนัก เจ้ากล้าพูดจาเหิมเกริมกับข้าเยี่ยง
นี้เชียวหรือ? ” โอรสยวี่จ้องมองเขาด้วยสายตาเย็น
ชา มีลมพายุอันเชี่ยวกรากซ่อนเร้นอยู่ภายในดวงตา
ของเขา
” ในเมื่อโอรสยวี่คิดว่าข้าไม่ใช่เปั้าหมาย เช่นนั้นก็ไม่
ต้องสนใจหม่อมฉัน แน่นอนว่าข้าก็จะไม่ไปยุ่ง
วุ่นวายกับพระองค์เช่นกัน ” อู่ อวี้ กล่าวเช่นนี้
เพราะขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับเขา อู่ อวี้ คิดว่า
ตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่เช่นกัน เขาเหลือบตา
มองคนอื่น ๆ เล็กน้อย ศึกษากำแพงที่ปิดล้อม
โดยรอบไม่ว่าจะเป็นบนพื้นหรือเพดาน เขาพยายาม
กวาดตามองไปทั่วทุกอย่างละเอียด
ด้วยเหตุนี้เขาจึงถอยออกมาจากฝังของโอรสยวี่ทันที
บางทีโอรสยวี่อาจจะคิดว่าบนชั้นที่ 8 แห่งนี้ ตนเอง
ไม่สามารถทำอะไรกับ อู่ อวี้ ได้จริง ๆ ถ้าตัวเขายัง
หาเรื่องไม่เลิกรา เกรงว่า อู่ อวี้ จะทำให้ตนเองต้อง
อับอาย นอกจากนี้ท่ามกลางเหล่ายอดฝีมือจำนวน
มาก เขาก็ไม่ได้ถือว่าโดดเด่นอันใด ดังนั้นยาม
โอรสยวี่จึงทำได้เพียงละวางไม่ถือสา แล้วพูดขึ้นว่า ”
ในเมื่อเจ้าไม่มีเจตนาแอบแฝงก็ดีแล้ว แต่ข้าอยากจะ
เตือนเจ้าเอาไว้อย่าง ห้ามสร้างปัญหาบนชั้นนี้
เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นสรรพเทวะวิญญาณที่นี่จะตื่น
ขึ้นมา แล้วคนแรกที่จะตายก็คือเจ้า โชควาสนาของ
เจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ ถ้าหากเจ้าเกิดตายขึ้นมา ก็ถือว่าเจ้า
แส่หาเรื่องเอง ”
หลังจากกล่าวจบเขาก็ไม่สนใจ อู่ อวี้ อีกต่อไป ส่วน
อู่ อวี้ ก็เกียจคร้านจะพูดอะไรให้มากความ เขาเองก็
อยากรู้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเช่นไรเหมือนดั่งคนอื่น ๆ
เสวียนจินซื่อ , จอมกระบี่ลมโชย , มู่หยุนซี ฯลฯ
บางคนอยู่ที่บริเวณขอบกำแพงอันห่างไกล ส่วนคน
อื่น ๆ ยึดเกาะอยู่บนเพดาน แต่คนส่วนใหญ่อยู่
กลางห้องโถง อู่ อวี้ ก้าวไปข้างหน้าแล้วพบว่ามีหิน
ก้อนใหญ่อยู่ หินก้อนนี้เป็นสีดำสนิท หากมองผิว
เผินจะดูเหมือนว่ามันเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา ๆ
แต่บนหินก้อนนั้นมีอักษรทองคำสลักไว้ว่า ‘หิน
วิญญาณ’
นี่คือสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในสถานที่แห่งนี้ เขารู้ว่าทุก
คนที่เพิ่งเข้ามาบนชั้นนี้ต้องเห็นหินก้อนนี้อย่าง
เด่นชัด แต่หลังจากอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน เกรงว่าพวก
เขาก็ไม่ได้ความคืบหน้าอะไร ส่วนหินวิญญาณก็
ยังคงตั้งอยู่ที่นี่เช่นเดิม ดูจากสถานการณ์แล้วพวก
มันคงใช้เวลาหลายสิบวัน แต่ก็ยังไม่ทราบว่าหิน
วิญญาณก้อนนี้มีไว้เพื่ออะไร
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงไม่รีบร้อน
ลูกปัดทองคำขนาดเล็กเมื่ออยู่ใกล้กับเห็นวิญญาณ
ขนาดใหญ่เช่นนี้ ยิ่งทำให้มันดูเล็กจิ๋วหลิวเข้าไปใหญ่
อู่ อวี้ เคลื่อนตัวอย่างแผ่วเบา เพียงชั่วพริบตาเขาก็
มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าก้อนศิลาก้อนดังกล่าว
ที่นี่มีคนอยู่สองคนคือมู่หยุนซี กับ หลานฉีหลิวเมิ่ง
ทั้งสองล้วนเป็นผู้ใหญ่ที่เหยียบย่างเข้าสู่วัยกลางคน
ให้ความรู้สึกสุขุมเยือกเย็น ฝั่ายชายดูหล่อเหลาเป็น
อย่างมาก ส่วนฝั่ายหญิงให้ความรู้สึกอ่อนโยนราว
กับเทพธิดา คนทั้งสองยืนอยู่เคียงข้างกัน เมื่อ อู่ อวี้
เข้ามา ทั้งสามยืนล้อมหินวิญญาณเป็นรูปทรง
สามเหลี่ยม พวกเขากำลังใจจดใจจ่อเพ่งสมาธิอยู่กับ
หินวิญญาณอย่างเต็มที่ ราวกับว่าพวกเขาจะได้เห็น
บางสิ่งบางอย่างในก้อนหินนั้น
“อู่ อวี้ เจ้าเห็นอะไรเป็นพิเศษบนหินวิญญาณก้อนนี้
บ้างหรือไม่ ? ” หลานฉีหลิวเมิ่ง สุภาพมาก เขาเป็น
คนเปิดปากพูดกับ อู่ อวี้ ก่อน ในระหว่างที่เขากล่าว
ออกไปนั้นก็ยังคงจ้องมอง อู่ อวี้ อย่างไม่วางตา ราว
กับกำลังพูดคุยกับมิตรสหายตามปกติ
“เจ้าลองแตะมันดูบ้างหรือยัง?” อู่ อวี้ ไต่ถาม
“ ลองแล้ว…พวกเราเคยลองมาทุกวิถีทางแล้ว
รวมถึงการโจมตีอัดกระแทกพลังเข้าใส่อย่างรุนแรง
แต่มันจะทำให้อสูรเหล่านี้ตื่นขึ้นมา ดังนั้นพวกเรา
จึงต้องใช้วิธีที่อ่อนโยนแล้วเงียบสงบยิ่งกว่า ”
หลานฉีหลิวเมิ่งกล่าว
หลังจากนั้น มู่หยุนซี แห่งอาณาจักรเซียนเหินเมฆา
ก็พยักหน้าแล้วกล่าวเสริมขึ้นว่า ” อันที่จริงแล้ว
นับตั้งแต่ผู้คนขึ้นมาถึงชั้นนี้ ก็พยายามใช้ทุกวิถีทาง
ที่พอจะคิดได้ลองทดสอบดูหมดแล้ว แต่ก็ไม่พบ
อะไร บางทีอาจจะมีคนที่รู้ แล้วไม่ยอมพูดอะไรก็ได้
”
ถึงแม้ว่าโอรสยวี่จะมุ่งเปั้าไปที่ อู่ อวี้ แต่ยอดฝีมือ
เหล่านี้ก็อยู่ฝังตรงข้ามกับชาวเหยียนหวง ซึ่งถือว่ามี
ความขัดแย้งกับ โอรสยวี่ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้รับ
การต้อนรับเป็นพิเศษในที่แห่งนี้ หากมีข้อพิพาท
เกิดขึ้น เขาก็อาจจะถูกจัดการเอาก็ได้
อู่ อวี้ ใช้เนตรเพลิงลองตรวจสอบหินวิญญาณก้อนนี้
หลังจากนั้นเขาก็ลองเอื้อมนิ้วมือไปแตะลงบนก้อน
หินอย่างแผ่วเบา หลังจากวิเคราะห์อยู่นานสองนาน
เขาก็กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าตึงเครียดขึ้น ” ข้าตรวจสอบ
ทั่วทุกจุดแล้ว แต่ยังไม่เห็นตรงไหนผิดสังเกตเลย
แม้แต่น้อย มันไม่ใช่สมบัติ อีกทั้งยังไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ แม้แต่เศษเล็ก ๆ ก็ตาม ”
หลานฉีหลิวเมิ่งยิ้มแล้วเอ่ยว่า ” เจ้ากล่าวถูกต้อง ไม่
สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ และยังไม่สามารถขยับ
เขยื้อนหรือทำลายมันได้อีกด้วย ต่อมาเราก็พบว่า
แม้แต่เศษฝุั่นที่จับเกาะอยู่บนหินวิญญาณก้อนนี้ก็ยัง
ไม่ขยับเขยื้อนปลิวไปไหนได้ด้วยซ้ำ คงต้องพูดว่าไม่
สามารถทำอะไรกับมันได้เลยน่าจะเหมาะสมกว่า ”
อู่ อวี้ พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ ดังนั้นเห็นวิญญาณ
ก้อนนี้น่าจะเป็นช่องทางนำไปสู่ชั้นที่ 9 อีกทั้งยังเป็น
กุญแจสำคัญที่จะได้ไข่มุกทองคำเหยียนหวง แต่มัน
ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ยังฟันธงไม่ได้อย่าง
ชัดเจน ”
มู่หยุนซี ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ ถูกต้อง… ข้าคิดมานาน
กว่า 20 วันแล้ว จนถึงปั่านนี้ก็ยังไม่ได้อะไรจากหิน
วิญญาณก้อนนี้เลย ถ้ายังไม่มีความคืบหน้า ข้าคง
จะต้องไปดูที่อื่น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการหาเส้นทาง
อื่นคงเป็นเรื่องยาก ”
อู่ อวี้ กวาดตามองดูหินวิญญาณอีกครั้งแล้วกล่าวว่า
” หากทำแค่เพียงจ้องมองแล้วศึกษาก็คงจะเป็นไป
ไม่ได้ เราคงจะต้องเปลี่ยนความคิด บางทีมันอาจจะ
เชื่อมต่อกับสิ่งอื่น แต่มันเล็กมากเสียจนมองไม่เห็น
”
หลานฉีหลิวเมิ่งยิ้มแล้วกล่าวว่า “ ความคิดของเจ้า
น่าสนใจ อาจจะมีบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหินวิญญาณ
ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาไม่เห็นความผิดปกติกับเห็น
วิญญาณก้อนนี้ คงต้องเริ่มศึกษาใหม่ แล้วมอง
ภาพรวมของมันใหม่อีกครั้ง บางทีพวกเขาอาจจะ
คิดเช่นนี้ได้แล้วเหมือนกัน แต่ก็ไม่เอื้อนเอ่ยออกมา
ไม่มีผู้ใดเปิดเผยจริงใจเช่นเจ้า ”
ทั้งสามคนแอบพูดคุยกันอย่างลับ ๆ ส่วนคนอื่นก็
กำลังค้นหาตำแหน่งอื่น ๆ ไม่อาจรู้ได้ว่าพวกเขา
กำลังพูดอะไรกัน
” เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปหาเบาะแสอื่นดู ”
หลานฉีหลิวเมิ่ง กล้วแล้วจากไป
ส่วน อู่ อวี้ กำลังยืนเผชิญหน้ากับมู่หยุนซี
” อู่ อวี้ เจ้ามั่นใจว่าเจ้าจะได้รับไข่มุกทองคำเหยียน
หวงหรือไม่?” อยู่ ๆ มู่หยุนซีโพล่งถามขึ้น นางเงย
หน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนอบอุ่นราวกับ
สายวารี ทำให้ อู่ อวี้ หวนนึกถึงมารดาตอนที่ตนเอง
ยังเยาว์วัย แต่มารดาของเขาก็รีบด่วนลาจากโลกนี้
ไปเร็วเสียเหลือเกิน ดังนั้นเขาจึงไม่มีความทรงจำ
เกี่ยวกับมารดาของตนเองมากนัก ทำให้เขา
ประทับใจในสตรีนางนี้ขึ้นมาบ้าง
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงชอบลั่วผิน
มิใช่ หนานกง เหว่ย
” พูดตามตรงข้าเองก็สับสนเช่นกัน ยังไม่สามารถ
ตอบคำถามปริศนาข้อนี้ได้ เราไม่รู้ว่าจักรพรรดิ
โบราณกำลังคิดอะไรอยู่ ไม่รู้ว่าปกติเทพเซียนเขาคิด
กันอย่างไร ” อู่ อวี้ รำพึง
” ถ้าเจ้าได้รับไข่มุกทองคำเหยียนหวง จะถือว่ามัน
เป็นของเจ้าหรือโอรสเล่อ? ” มู่หยุนซีมองจ้องตาของ
เขาแล้วถามขึ้น
นี่คำถามที่ตอบได้ยากยิ่ง แต่ อู่ อวี้ ได้พูดคุยหารือ
เรื่องนี้กับโอรสเล่อมาบ้างแล้ว ๆ เขาก็กล่าวว่า ”
แน่นอนว่าต้องเป็นโอรสเล่อ เมื่อถึงตอนนั้นเขาจะ
กลายเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่ ตัวข้าในฐานะราช
อารักษ์เล่อ หากสามารถแย่งชิงไข่มุกมาได้สำเร็จ ก็
จะถือเป็นความสำเร็จของโอรสเล่อด้วย เฉกเช่นดั่ง
ราชอารักษ์คนอื่น ๆ ”
มู่หยุนซีประหลาดใจเล็กน้อยจึงกล่าวว่า ” เจ้าน่า
สงสารยิ่งนัก ต้องลงทุนลงแรงแบกรับภาระอย่าง
หนักหนา อีกทั้งผลกำไรที่ควรจะได้รับกลับตกเป็น
ของผู้อื่น มันช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ”
อู่ อวี้ ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า ” ท่านผู้อาวุโสโปรด
มั่นใจได้ ภายในไข่มุกทองคำเหยียนหวงมีทรัพย์
สมบัติอยู่มากมาย พระองค์จะต้องแบ่งปันให้กับข้า
บ้างอยู่แล้วก็น้อย ”
” แล้วถ้าหากเขาไม่มอบให้เจ้าเล่า? ”
” เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะมันคือรางวัลที่ข้าควรจะ
ได้รับ โดยปกติแล้วพระองค์หาใช่คนที่มีจิตใจคับ
แคบ ” อู่ อวี้ เห็นนางไม่ได้เจตนาร้ายตั้งแต่แรก
ดังนั้นเขาจึงพูดคุยกับน้องอย่างผ่อนคลาย จริง ๆ
แล้วก็รู้อยู่แก่ใจว่านางมันหมายถึงสิ่งใด
มู่ยุ่นซียิ้มเล็กน้อยพร้อมกล่าวว่า ” แต่ข้าไม่คิด
เช่นนั้น ถ้าข้าเป็นโอรสเล่อก็คงจะหวาดกลัวเจ้าไม่
น้อย ที่มีอัจฉริยะมากความสามารถอยู่ข้างกาย
เช่นนี้ ความสามารถอันแสนโดดเด่นของเจ้า ทำให้
ข้าดูต่ำต้อยไม่ต่างจากเศษสวะ ข้าคงทั้งหวาดกลัว
และริษยามาก ๆ ถ้าวันหนึ่งหากข้ากลายเป็น
จักรพรรดิโบราณเหยียนหวง กลายเป็นเทพเซียน
สิ่งแรกที่ข้าจะทำคือกำจัดเจ้า ”
นางพูดเบา ๆ
ทุกสิ่งที่นางกล่าว อู่ อวี้ ล้วนครุ่นคิดมาเป็นอย่างดี
แล้ว แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่กลัวว่าเหตุการณ์เช่นนั้นจะ
เกิดขึ้น เพราะเขารู้สึกว่าโอรสเล่อไม่มีทางแข็งแกร่ง
ไปกว่าตนเองได้ นับเป็นความมั่นใจเต็มเปียม ต่อให้
จักรพรรดิโบราณเป็นคนลงมือช่วยเหลือโอรสเล่อ
ด้วยตนเอง ก็ไม่มีทางที่จะทำให้โอรสเล่อแข็งแกร่ง
ไปกว่าตัวเขาได้
สิ่งเดียวที่ อู่ อวี้ กลัวก็คือจักรพรรดิโบราณ
“ ขอบคุณแม่นางที่เตือน ข้าจะจดจำเรื่องนี้ไว้อย่าง
ดี แล้วจะเตรียมตัวให้พร้อมก่อนสถานการณ์นั้นจะ
เกิดขึ้น ” อู่ อวี้ พยักหน้า