กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 113 : พรรคจงหยวนมาเยือน
การบ่มเพาะวิชา “กระบี่หยินหยางก่อกำเนิด”
จะต้องมีพลังศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 2 ชนิด หนึ่งส่องสว่าง
หนึ่งมืดมิด หนึ่งแข็งหนึ่งอ่อน หนึ่งหยินหนึ่งหยาง
นี่คือโครงสร้างพื้นฐานของวิชาเต๋า
นี่คือบทนำของเคล็ดวิชาเต๋าชนิดนี้
ซึ่งการที่จะมีพลังศักดิ์สิทธิ์แบบคู่หยินหยางเช่นนี้
น้อยคนนักที่จะมี เพราะมันจะขึ้นออยู่กับวิถีแห่ง
การบ่มเพาะขั้นหลอมรวมลมปราณที่คนผู้นั้นใช้
ฝึกฝนด้วย
ปัจจุบันวิถีบ่มเพาะขั้นหลอมรวมลมปราณที่ทำให้
ได้มาซึ่งพลังศักดิ์สิทธิ์แบบคู่นั้น คาดว่าได้สูญ
หายไปหมดสิ้นแล้ว
แต่ว่าวิธีการบ่มเพาะเช่นนี้ กลับปรากฏอยู่ในมหา
เคล็ดวิถีเทียนเซียนของอู่ อวี้
มหาเคล็ดวิถีเทียนเซียน พลังศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นทั้ง
เป็นหยินและหยาง ส่งเสริมกันและกัน ซึ่งได้
กลายเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์แบบคู่
ด้านกายเนื้อ อู่ อวี้มีกายาเพชรอมตะ วัชระแก่น
แท้ธรรมสูตร
ด้านพลังศักดิ์สิทธิ์ที่มีธาตุหยินหยางอยู่ในตัวของ
อู่ อวี้ เช่นนี้ ทำให้เขาสามารถทำความเข้าใจ
เกี่ยวกับเส้นทางของ หยินหยาง ได้เป็นอย่างดี
และด้วยการที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์ที่เหมาะสม ทำให้
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ฝึกฝนในวิถีแห่งกระบี่ แต่ก็ใช่
ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ ถึงพลังอำนาจจะไม่ได้
แข็งแกร่ง เพียงแค่สามารถออกไปจากที่แห่งนี้ได้
ก็เพียงพอแล้ว
ตรงกันข้าม หลาน สุ่ยเยว่แม้ว่าจะฝึกฝนในวิถี
กระบี่ แต่ว่าไม่มีพลังศักดิ์สิทธิ์แบบคู่ ถึงจะแสดง
ให้นางดูเท่าไหร่ ก็จะไม่มีวันที่จะฝึกสำเร็จ
วิธีการบ่มเพาะของหลาน สุ่ยเยว่ เป็นที่รู้จักกันดี
ในนิกายกระบี่สวรรค์มีชื่อว่า “ประกาศิตเบิก
สวรรค์” เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ในวิถีแห่งกระบี่ที่
แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
อู่ อวี้กล่าวว่า“ข้าต้องการฝึกฝน ‘กระบี่หยินหยาง
ก่อกำเนิด’”
“เจ้า? ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ได้ฝึกฝนในวิถีของกระบี่หรอก
รึ?”หลาน สุ่ยเยว่พิจารณาแล้ว นางคิดว่ายังไงอู่
อวี้ก็ไม่มีทางที่จะฝึกสำเร็จ
“ถ้าหากฝึกฝนวิชาแห่งเต๋าโบราณนี้ ก็จะมีโอกาส
ที่จะออกไปจากที่นี่ได้ เป็นเจ้า เจ้าจะไม่ลองดูหรอ?
”
“เช่นนั้นข้าก็จะลองดูเหมือนกัน” หลาน สุ่ยเยว่ก็มี
ความกระตือรือร้นที่จะลองฝึกฝนดู
อู่ อวี้รู้ว่าหลาน สุ่ยเยว่ไม่สามารถฝึกฝนได้
เพราะว่านางไม่เข้าใจกระทั่งพลังศักดิ์สิทธิ์แบบคู่
ฉะนั้นเขาจึงไม่ได้ให้ความสนใจนางอีก
ศาสตราเต๋าของหลาน สุ่ยเยว่คือ ‘กระบี่คู่วารี
พิสุทธิ์’ ซึ่งเป็นกระบี่คู่ ทำให้เขายืมของนางมา1
เล่ม แล้วเริ่มฝึกวิชา ‘กระบี่หยินหยางก่อกำเนิด’
กระบี่ยาวถือว่าเป็นเจ้าแห่งกระบี่ เป็นการรวบรวม
ความสามารถของอาวุธหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน
ซึ่งเหมาะสมกับสภาวะจิตใจของอู่ อวี้ที่สุด
แน่นอนว่าในตอนนี้พลองทองพิชิตมารนั้นเป็น
ศาสตราเต๋าที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาใช้กระบี่ได้ไม่ดีเท่ากับ
คนอื่น เขาเริ่มต้นฝึกฝนกระบี่ตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้
เขาสามารถใช้งานกระบี่ได้อย่างคล่องแคล่ว
“ในใต้หล้าล้วนแต่แบ่งแยกเป็นหยินและหยาง….”
“ผู้ตระหนักรู้ย่อมสัมผัส ผู้ไม่ตระหนักย่อมไม่เห็น
แม้นจักรพรรดิผู้เพียบพร้อมจักมีหยินหยาง 5
องค์ประกอบ หยินหยางก็มิบริสุทธิ์ดั่ง ผู้ที่จะถือ
กำเนิดออกมา!”
“อดีต-อนาคต หนุนหยินนำหยาง ผสานห้า
องค์ประกอบ, หยินหยางสมดุล อนาคตสู่อดีต อดีต
สู่อนาคต วัฏจักรวนเวียน จริงแท้เที่ยงเท็จ จริงคือ
เท็จ เท็จคือจริง วงจรหยินหยางพานสู่หนทางนิ
รันดร์”
ที่จริงการกล่าวออกมาปากเปล่ามันง่ายดาย แต่
ด้วยความลึกลับของมันทำให้ยากที่จะเข้าใจได้
กว่าอู่ อวี้จะสามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงนั้น
ใช้เวลานานมาก
และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘กระบี่หยินหยางก่อกำเนิด’
คือวิชาเต๋าโบราณ เพราะมันแตกต่างจากวิชาเต๋า
ในปัจจุบันอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามในแง่ของพลัง
แล้ว เกรงว่ายามนี้ อู่ อวี้ ที่อยู่ในขั้นหลอมรวม
ลมปราณ ระดับที่ 3 เมื่อได้ใช้เคล็ดวิชาเต๋าโบราณ
นี้ ก็น่าจะมีพลังเหนือกว่า เคล็ดวิชาเก้ามังกรพัน
เสา เสียอีก
ที่สำคัญ เมื่อวันใดที่เขาสามารถไปถึงขั้นสร้างแกน
นภาแล้ว เคล็ดวิชาเก้ามังกรพันเสา จะถือได้ว่า
เป็นแค่วิชาสามัญทั่วไปเท่านั้น เมื่ออยู่ในขั้นสร้าง
แกนนภาแล้ว การจะกลับมาใช้วิชาเคล็ดวิชาเก้า
มังกรพันเสาอีกครั้ง ก็จะรู้สึกเหมือนผู้แข็งแกร่งใช้
กระบี่ไม้ฟันคน ฉะนั้น อู่ อวี้ ก็ควรจะเปลี่ยนให้
กลายเป็นกระบี่เหล็กเสียแต่เนิ่นๆ
ด้วยความลึกลับของวิชาเต๋าโบราณนี้ ทำให้ถึงแม้
ตอนนี้มันอาจเป็นแค่กระบี่ไม้หนึ่งเล่ม แต่ใน
อนาคตยามเมื่ออู่ อวี้แข็งแกร่งขึ้นมันจะถูก
เปลี่ยนเป็นกระบี่เหล็กแทน
วิชาเต๋านี้ไม่มีลำดับขั้น เพราะว่าลำดับขั้นของมัน
ขึ้นอยู่กับผู้ฝึกตน
อย่างไรก็ตาม วิชาเต๋านี้ขั้นพื้นฐานได้ขาดหายไป
แน่นอนว่ามันจึงทำให้เคล็ดวิชานี้มีข้อจำกัด
บางอย่างอยู่
ยิ่ง อู่ อวี้ ขบคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่ง
ค้นพบความลึกลับของ ‘กระบี่หยินหยาง
ก่อกำเนิด’ด้วยเหตุบางอย่างมันมีพลังงานฟั้าดิน
หมุนเวียนอยู่ เมื่อเวลาฝึกฝนก็มักจะรู้สึกถึงความ
ว่างเปล่าไม่มีที่สิ้นสุด ถึงแม้ว่าวิชาเต๋าในปัจจุบัน
จะมีพลังอำนาจแข็งแกร่ง แต่กลับมีความลึกลับ
ซับซ้อนไม่เท่าวิชาเต๋านี้
เขามีลางสังหรณ์ว่า แม้เขาจะฝึกฝนวิชานี้สำเร็จ
แต่ในอนาคตยังคงมีสิ่งที่เขาต้องทำอีกมาก
พลังศักดิ์สิทธิ์ของอู่ อวี้แบ่งออกเป็นหยินและหยาง
ดังนั้นเขาและหลาน สุ่ยเยว่ จึงร่วมฝึกฝนด้วยกัน
แท้จริงแล้วอู่ อวี้เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับ ธาตุห
ยิน หยาง มาก่อน แต่ หลาน สุ่ยเยว่ กลับไม่
สามารถทำได้แม้กระทั่งเริ่มต้นความเข้าใจเสียด้วย
ซ้ำ นางรู้สึกได้ว่าในสมองของนางมีแต่ความว่าง
เปล่าและยากที่จะเข้าใจได้
“หยินหยางแบ่งแยก แนวตั้งและแนวนอน สมัย
โบราณและสมัยใหม่”
ในห้องเล็กๆแห่งนี้ อู่ อวี้กำลังฝึกฝนอย่างตั้งใจ
“เจ้า!”
สิบวันได้ผ่านไปแล้ว หลาน สุ่ยเยว่ยังคงจ้องมอง
ไปที่อู่ อวี้ ซึ่งนางยังไม่เข้าใจสิ่งใดเลยสักนิดเดียว
“ทั้งๆที่ข้าฝึกฝนในวิถีกระบี่แท้ๆ แล้วเหตุใดจึงไม่
สามารถทำได้เหมือนเขา” หลาน สุ่ยเยว่กล่าวด้วย
ความหงุดหงิด
หลังจากที่ฝึกฝนเป็นเวลา10วัน นางมองเห็นอู่ อวี้
เข้าสู่ภวังค์อย่างสิ้นเชิง ตอนนี้นางนั้นได้ถอดใจใน
การฝึกแล้ว นางนั่งอยู่ในมุมห้องอย่างเบื่อหน่าย
แต่ในความเป็นจริงแล้วนางนั้นได้ฝากความหวัง
ทั้งหมดไว้กับอู่ อวี้
“หวังว่านี่จะเป็นเพียงหนทางเดียวในการมีชีวิต
รอด” หลาน สุ่ยเยว่ เฝั้าภาวนา
หลังจากนั้นเป็นต้นมา อู่ อวี้แทบจะไม่ได้ลืมตา
ขึ้นมาอีกเลย เขาจมอยู่กับภวังค์ในการฝึกฝนเคล็ด
วิชาเต๋าโบราณนี้ หลาน สุ่ยเยว่ อ้างว้างเป็นอย่าง
มาก นางอยากจะพูดคุยกับเขาหลายครั้งแต่ก็กลัว
ว่าจะไปรบกวนสมาธิของเขา
“เจ้าคือความหวังสุดท้าย ยังไงเจ้าก็จะต้องฝึกให้
สำเร็จ ”
อยู่ภายในภูเขาแห่งนี้นางไม่รู้วันรู้คืน รอแล้วรออีก
รอจนกระทั่งหลับไป
ด้วยเหตุว่าที่นี่ไม่มีกลิ่นอายพลังฟั้าดิน จึงทำให้
นางเสียพลังงานศักดิ์สิทธิ์ไปเรื่อยๆ หากเป็นเช่นนี้
ต่อไปบางทีนางอาจจะไม่สามารถรอดออกไปได้
“อู่ อวี้…”
ในช่วงเวลาที่สติกำลังพร่ามัวอยู่นั้น อู่ อวี้ก็ยังคง
ตั้งใจฝึกฝนอยู่
นางเริ่มที่จะตกตะลึงไปกับบุรุษผู้นี้
และนางก็เริ่มได้เห็นช่องว่างระหว่างเขาและตัว
นางเองมากขึ้นไปเรื่อยๆ
“ถ้าหากว่าข้าสามารถมีชีวิตรอดออกไปได้
ประสบการณ์นี้ก็นับเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดใน
ชีวิต”
“บางทีมันไม่ได้สมบูรณ์แบบ ไม่ได้สวยหรู ก่อน
หน้านี้เขาไม่ได้อยู่ในสายตาของข้าแม้แต่น้อย แต่
ตอนนี้ข้ากลับมองเขาต่างออกไปบ้างแล้ว”
เมื่อมองไปที่ใบหน้าอันจริงจังของเขา หลาน สุ่ย
เยว่ไม่สามารถจะยิ้มออกมาได้ นางรู้สึกว่ามีคำอยู่
สองคำปรากฏขึ้นมาในจิตใจของนาง นั่นก็คือ
เติบโต
1เดือน 2เดือน
3เดือนค่อยๆผ่านไป
แน่นอนว่าพวกเขาไม่รู้ว่าผ่านไปกี่วันแล้ว อาจจะ
เป็นไม่กี่สิบวันหรืออาจจะเป็น1ปี
หลาน สุ่ยเยว่เอนกายพิงไปกับก้อนหิน นางคิดว่า
พลังศักดิ์สิทธิ์ของนางนั้นมีมากกว่าอู่ อวี้ แต่ว่า
นางไม่สามารถอยู่รอดได้ถ้าหากว่าไม่มีอู่ อวี้
ตอนนี้สติของนางนั้นเริ่มพร่ามัวแล้ว
แม้แต่อู่ อวี้ที่อยู่ข้างหน้ายังมองเห็นเป็นหลายคน
“นี่ข้าจะตายแล้วหรือ…”
หลาน สุ่ยเยว่ อดที่จะคิดเช่นนั้นไม่ได้
นี่เป็นช่วงเวลาที่นางอ่อนแอมากที่สุด
นางรู้สึกว่าโลกในสายตาของนางตอนนี้เริ่มที่จะ
กลายเป็นภาพลวงตา ภาพ อู่ อวี้ ที่กำลังยืนอยู่ใน
ที่เดิมและจ้องมองไปยังกระบี่ได้หายไปตั้งแต่
เมื่อไหร่
“คิดไม่ถึงเลยว่า นี่ข้ากำลังจะตาย”
หลาน สุ่ยเยว่ยิ้มขึ้นอย่างขมขื่น
สติของนางตอนนี้เริ่มพร่ามัวและร่างกายก็ยิ่ง
อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ
โลกทั้งโลก เริ่มอยู่ห่างไกล
ทันใดนั้นโลกทั้งใบก็เกิดเสียงดังขึ้น “ปังงงงง”
“ลาก่อน”นางรู้สึกว่านี่อาจจะเป็นสัญญาณเมื่อ
ความตายมาเยือน
ทันใดนั้น นางรู้สึกเหมือนว่าร่างกายของนางนั้นถูก
ยกขึ้น
“ตายแล้วหรือยัง?” อู่ อวี้ ได้เอ่ยถามนางขึ้น
“ดูเหมือนว่าข้าจะตายแล้ว” หลาน สุ่ยเยว่ตอบ
อย่างแผ่วเบา
“ดี งั้นหลังจากออกไปได้แล้ว ข้าค่อยฝังเจ้า”
ตึกตึก
หลังจากนั้น มีเพียงเสียงก้าวเท้าดังขึ้นสะท้อนอยู่
ภายในหู
ถึงแม้ว่านี่จะเป็นเวลากลางวัน แต่ทั้งเทือกเขา
ครามกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เศร้าสร้อย
ในอดีตมักจะมีนกกระเรียนสวรรค์และปักษาเมฆา
สวรรค์เคยโบยบินอยู่ แต่ตอนนี้มันมีจำนวนไม่มาก
แล้ว
ณ ตอนนี้เหล่าศิษย์ผู้ซื่อสัตย์ บ้างก็ให้อาหาร
กระเรียนสวรรค์ บ้างก็ทำการปลูกพืชพรรณ
วิญญาณเซียน
ถึงแม้ว่าที่นี่จะมีกลิ่นอายวิญญาณเอ่อล้นออกมา
แต่ว่าที่เทือกเขาครามแห่งนี้ ดูเหมือนจะถูกปก
คลุมไปด้วยหมอกควัน ใบหน้าของเหล่าสาวกแต่
ละคนนั้นมีแต่อารมณ์โศกเศร้าและวิตกกังวล
เมื่อ3เดือนก่อน มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นที่หุบเขา
โชคชะตาเซียน ซึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งนิกายกระบี่
สวรรค์ คนนับไม่ท้วนต่างพากันวิ่งแตกฮือออกมา
แท้จริงแล้วก็คือปิศาจที่มีอายุกว่าเก้าร้อยปี ซึ่ง
แอบซ่อนอยู่ในหุบเขาโชคชะตาเซียน ส่งผลให้มี
ศิษย์มากมายหลายสิบชีวิตรวมไปถึงอู่ อวี้และ
หลาน สุ่ยเยว่ถูกฆ่าตาย
บุคคลเหล่านั้นถือได้ว่าเป็นแกนนำของนิกายกระบี่
สวรรค์ในอนาคต
ปีศาจวานรตนนั้นเกือบจะทำลายรากฐานของ
นิกายกระบี่สวรรค์ มันทำในสิ่งที่ปีศาจตนอื่นไม่
กล้าที่จะทำ
ถึงแม้ว่าปีศาจวานรตนนั้นจะถูกสังหารในท้ายที่สุด
และมีการตัดหัวปีศาจทุกตนในเจดีย์ผนึกปีศาจเพื่อ
เป็นการเซ่นสังเวยแก่เหล่าศิษย์ในนิกาย แต่ว่า
พายุนี้ยังไม่ได้สงบลงแต่อย่างใด
ประการแรกนั้น เหล่าศิษย์ต่างโกรธแค้นกันอย่าง
มาก และต้องการจะฆ่าล้างปีศาจ
แต่ว่าพวกเขาได้ถูกขัดขวางเอาไว้โดยการเรียก
ศิษย์นิกายกระบี่สวรรค์ทั้งหมดที่ออกไปทำหน้าที่ผู้
พิทักษ์ให้กลับมายัง นิกายกระบี่สวรรค์
สงครามที่หุบเขาโชคชะตาเซียนนั้นเป็นเพียงแค่
จุดเริ่มต้นเท่านั้น
หลังจากนั้นก็มีข่าวลือได้แพร่ออกไป
ว่ากันว่า ศัตรูของ นิกายกระบี่สวรรค์ ณ ขณะนี้ ก็
คือ พรรคจงหยวน และ ปีศาจเจ็ดทะเลแดง ที่
สมคบคิดร่วมกัน เพื่อตั้งใจที่จะแบ่งทรัพยากรและ
เทือกเขาครามที่เป็นของ นิกายกระบี่สวรรค์
แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มีข่าวลือว่าปีศาจอายุ
หนึ่งพันปีตนหนึ่งได้ นำทัพปีศาจมากมายมหาศาล
เข้าร่วมกองกำลังไตรภาคี เพื่อปิดล้อมนิกายกระบี่
สวรรค์ไว้พร้อมกลืนกินได้ทุกเมื่อ
ข่าวลือนี้ไม่สามารถมีใครมายืนยันได้ แต่ก็สามารถ
ก็ให้เกิดความโกลาหลและความหวาดกลัวไปทั่ว
ทั้งนิกายกระบี่สวรรค์ได้ และนี่คือสาเหตุที่ทำให้
ศิษย์ในนิกายได้หลบหนีออกไป
และถึงแม้จะไม่มีสงครามเกิดขึ้น สิ่งนี้ก็ได้ทำให้
จิตใจของพวกเขาต่างก็หวาดกลัว
แต่เดิมนิกายกระบี่สวรรค์มีแต่ความมั่งคั่งและ
รุ่งเรือง แต่เมื่อมองมาในทุกวันนี้ กลับให้ความรู้สึก
ที่รกร้าง
ทว่าในวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
ในวันนี้ ผู้นำพรรคจงหยวน เจียงเซี่ย ได้มายัง
นิกายกระบี่สวรรค์ เพื่อชี้แจงแก่ เฟิง ซัวหยา
โดยตรงว่าพรรคจงหยวนไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับ
ปีศาจเจ็ดทะเลแดง และพวกปีศาจแต่อย่างใด
ซึ่งข่าวลือเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นพวกนอกรีตและ
เหล่าปีศาจที่กระจายข่าวลือไปทั้งสิ้น
“โชคดีที่มันเป็นข่าวเท็จ ไม่เช่นนั้นการรับมือกับ
กองกำลังไตรภาคีทั้ง 3 เช่นนี้ เกรงว่านิกายกระบี่
สวรรค์ของข้าจะต้องสิ้นชื่อภายในเร็ววันอย่าง
แน่นอน”
ณ เทือกเขาคราม เหล่าศิษย์ก็เริ่มจับกลุ่มคุยกัน
“ใช่แล้ว โชคยังดีที่พรรคจงหยวนยังคงอยู่ฝั่าย
เรา”
“พวกเราผู้ฝึกตนนั้นเป็นผู้ที่เดินทางในสายแห่ง
คุณธรรม ถ้าหากว่าไปเข้าร่วมกับพวกปีศาจหรือ
ว่าผู้ฝึกตนนอกรีตแล้ว นั่นก็ช่างเป็นเรื่องที่ไร้
ยางอายยิ่งนัก”
“กล่าวได้ว่าประมุขเจียง ได้นำกลุ่มชนรุ่นใหม่ของ
พรรคจงหยวน มาแลกเปลี่ยนวิชากับศิษย์ของ
พวกเรานิกายกระบี่สวรรค์ เจ้าไม่ลองไปดูหน่อย
หรอ?”
“และบุตรชายของประมุขเจียง เจียงจุนหลิน เองก็
มาด้วยเช่นกัน”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ