กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1126: สรางความปนปวนในสนามรบ
อู่ อวี้ ให้ หนานซาน หวางเยว่ นำเจดีย์ล่องกำเนิด
ติดตัวไปด้วย โดยมีร่างกลืนสวรรค์อยู่ภายในเจดีย์
เวลาในการยกระดับร่างกายของร่างกลืนสวรรค์ ใช้
เวลาสั้นกว่าการฟืนตัวของกิเลนเงิน
หนานซาน หวางเยว่ ไม่มีข้อคัดค้านใด ๆ สำหรับ
การจัดสรรดังกล่าว เขาทำเพียงแค่หยิบเจดีย์ล่อง
กำเนิดไปและทิ้งหงส์ทมิฬไว้ที่นี่ ตลอดการเดินทาง
ร่างกลืนสวรรค์ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ภายในเจดีย์
ล่องกำเนิด
พวกเขาทั้งสองมุ่งหน้าไปยังเปั้าหมายนั่นก็คือชั้นที่
7 เพื่อสังหารสรรพเทวะวิญญาณทั้งหมด ที่หลบ
ซ่อนตัวอยู่ภายในแสงสว่าง โดยร่างกลืนสวรรค์มี
อาวุธประจำกาย 2 ชิ้นติดตัวมาด้วย ซึ่งเป็นอาวุธ
ระดับศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภา ฉะนั้นการสังหาร
สรรพเทวะวิญญาณจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา หาก
จะไล่ล่าสังหารสรรพเทวะวิญญาณาสักสิบหรือยี่สิบ
ตัว แต่ถ้าต้องการให้ร่างกลืนสวรรค์ยกระดับขึ้นสูง
กว่าสามภัยพิบัติค้นหาเต๋าขั้นที่ 8 แล้วล่ะก็ เขา
อาจจะต้องกลืนกินสรรพเทวะวิญญาณมากกว่า
จำนวนดังกล่าว ถ้าให้กล่าวตามตรงร่างกลืนสวรรค์
เพียงแค่กลืนกินสรรพเทวะวิญญาณก็สามารถ
แข็งแกร่งขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายาม
นัก
ซึ่งแตกต่างจากร่างต้น อู่ อวี้ หลบซ่อนตัวอยู่ภายใน
หงส์ทมิฬ แต่เมื่อเห็นว่าโอรสเล่อแสดงท่าทางหนัก
อกหนักใจวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง เขาก็เริ่มรู้สึก
รำคาญเกียจคร้านเกินกว่าจะมานั่งสนใจ เขาจึงตัด
ปัญหาด้วยการย่อขนาดร่างกายจนเล็กลงแล้ว
ออกไปจากร่างของหงส์ทมิฬ แล้วใช้ร่างเงาจำแลง
ไปปรากฏตัวอยู่ใกล้ ๆ สนามรบ แต่เขาก็ยังไม่ลงมือ
โจมตีอย่างเช่นเคย
” ไฉนเจ้าไม่ฉวยโอกาสนี้ เรียนรู้เคล็ดแปลงกาย 72
รูปแบบอิทธิฤทธิ์ไปซะเลยสิ อย่างฉีเทียนต้าเซิ่นยัง
เรียนรู้จนเข้าใจอย่างลึกซึ้งแตกฉาน ” หมิงซวงกล่าว
ถ้ากล่าวถึงฉีเทียนต้าเซิ่น เขาได้เตรียม 5 เคล็ดวิชา
แปลงกายให้แก่ อู่ อวี้ ทำให้เขาที่อยู่ในโลกโลกีย์ ได้
เรียนรู้ทำความเข้าใจบัญญัติเซียนอย่างน่าเหลือเชื่อ
ทว่ามันเป็นอะไรที่ลึกลับจนยากแท้หยั่งถึง
อย่างเช่น เคล็ดตรึงกายา , เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง ,
เคล็ดก้าวเทวะ , เคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับ แล้วใน
ที่สุดเขาก็สามารถฝึกฝนเคล็ดแปลงกายสุดท้ายได้
แต่เขาไม่รู้ว่าเคล็ดแปลงกายสุดท้ายนี้มันคืออะไรกัน
แน่?
ส่วนหมิงซวงนางได้ฝึกฝนทุกอย่างมาแล้ว นางจึง
คุ้นเคยชำนาญเป็นอย่างดีดั่งสำนวนที่ว่า เกวียนเบา
แถมยังคุ้นทางอีก และถึงแม้ว่าปัจจุบันเขามีโอกาส
ที่จะกลายเป็นเซียนอมตะสูงมาก อาจกล่าวได้ว่า
ยามนี้เขาก้าวเดินอยู่บนมหาวิถีแห่งเซียนแล้วก็ว่าได้
แม้ว่าจะยังไม่ถึงระดับเดียวกับจักรพรรดิโบราณเห
ยียนหวง แต่บางทีเขาต้องฝั่าฟันผ่านพ้นอุปสรรค
ขวากหนามของจักรพรรดิโบราณไปให้ได้เสียก่อน
หรือไม่บางทีจักรพรรดิโบราณอาจจะไม่ได้มีเจตนา
ร้าย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรเขาจะไม่ยอมหยุดเป็นแน่
ส่วนหมิงซวงย่อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขาอย่างเต็มใจ
” เคล็ดแปลงกายนี้ มีชื่อว่า ‘เคล็ดสะบั้นจิต’
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเคล็ดสะบั้นจิต มัน
คือการ ‘การแปรเปลี่ยนจิตวิญญาณ’ หรือ
‘แปรเปลี่ยนจิตเทวะ’ ด้วยการแปรเปลี่ยนแปลงนี้
มันจะช่วยสนับสนุนเจ้าในระหว่างการต่อสู้ เมื่อใดที่
เคล็ดสะบั้นจิตถูกใช้ออก มันจะทำให้จิตเทวะหรือ
จิตวิญญาณของคู่ต่อสู้ถูกสยบยับยั้งอย่างรุนแรง
เสมือนดั่งมีคมมีดกรีดเฉือน โดยไร้ซึ่งการเตือน
ล่วงหน้า เป็นพลังอำนาจที่กระแทกเข้าใส่จิต
วิญญาณของคู่ต่อสู้อย่างฉับพลัน แต่การใช้งานมันก็
มีข้อจำกัดเช่นกัน เนื่องจากเป็นเคล็ดแปลงกายที่กิน
พลังงานเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเจ้าจึงใช้ได้แค่ 2-3 ครั้ง
ต่อวัน”
เคล็ดแปลงกายที่เขาได้ฝึกฝนเรียนรู้ก่อนหน้านี้ก็คือ
เคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่วงเวทย์
หรือการทำลายวงเวทย์ของฝั่ายตรงข้าม แต่สำหรับ
เคล็ดสะบั้นจิต เพียงฟังแค่ชื่อก็ดูเหมือนว่าจะทำให้
อะไร ๆ ชัดเจนมากขึ้น นี่คือการแปรเปลี่ยนจิตเทวะ
มีพลังอำนาจในการสยบยับยั้งจิตวิญญาณของคู่ต่อสู้
ทั้งยังเป็นการเปลี่ยนแปลงที่บังเกิดขึ้นโดยฉับพลัน
เกินกว่าจะคาดคิดได้ แน่นอนว่าสำหรับการต่อสู้
แล้วการโจมตีที่สามารถสร้างผลกระทบให้แก่คู่ต่อสู้
ได้อย่างฉับพลัน ทั้งยังส่งผลต่อจิตเทวะ ถือเป็นสิ่งที่
มีคุณประโยชน์อย่างมหาศาล
และทุกครั้งที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาแปลงกายจะใช้เวลาแค่
เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นสำหรับฉีเทียนต้าเซิ่นก็
เปรียบเสมือนดั่งเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลง มัน
คือการรวมผสานจิตเทวะของตนเองให้สมบูรณ์มาก
ขึ้น เขามีหน้าที่เพียงแค่ขบคิดไตร่ตรองอย่าง
ละเอียดถี่ถ้วนเท่านั้น ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจว่าตนเอง
เรียนรู้เคล็ดแปลงกายวิชาทั้งหมดได้อย่างไร ไม่ว่า
จะเป็นแนวทางการฝึกฝนหรือหลักการของมัน ตัว
เขาไม่ทราบแม้แต่เพียงน้อยนิด แต่เขาก็เข้าใจมันได้
สิ่งเดียวที่เขารู้ก็คือ เคล็ดวิชาแปลงกายคือบัญญัติ
เซียน ซึ่งคล้ายคลึงกับ มหาเคล็ดเทียนเซียน และ
กายาเพชรอมตะ
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เขาดูวิธีใช้งานเคล็ดวิชาแปลง
กายเพียงเท่านั้น แต่เขาไม่รู้ถึงต้นกำเนิดและ
หลักการของการเปลี่ยนแปลง บางทีอาจเป็นเพราะ
ตัวเขายังไม่กลายเป็น เซียนเหริน
จวบจนปัจจุบันโอรสเล่อก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของ อู่
อวี้ เขาไม่ยอมเข้าไปร่วมวงต่อสู้ ด้วยเหตุนี้โอรสเล่อ
จึงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถ้าฝีมือของเขาอยู่สัก
ระดับค้นหาเต๋าขั้นที่ 2 หรือ 3 ปั่านนี้เขาคงกระโดด
เข้าไปร่วมวงต่อสู้เองแล้ว ยกตัวอย่างเช่นยามนี้
โอรสยวี่กับพรรคพวกคนอื่น ๆ ต่างก็ปั้วนเปียน
วนเวียนต่อสู้อยู่ใกล้ ๆ คนยักษ์ทองคำ เหตุผลที่พวก
มันไม่ยอมอยู่ห่างจากตัวของคนยักษ์ทองคำเลย ก็
เพราะกลัวว่าผู้อื่นจะมาแย่งชิงตัดหน้าสังหารคน
ยักษ์ทองคำโดยที่มันไม่ทันได้รู้เนื้อรู้ตัว ทว่าใน
สถานการณ์เช่นนี้ เขากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของ อู่
อวี้ ตัวโอรสเองก็ไม่รู้จะทำยังไงเช่นกัน
หากกำลังถามถึง อู่ อวี้ อยู่ละก็ ยามนี้เขาฝึกฝนเพิ่ม
ความเชี่ยวชาญในการใช้งาน เคล็ดสะบั้นจิต
ส่วนทางด้านของร่างกลืนสวรรค์ก็มาถึงชั้นที่ 7 บัดนี้
ได้เริ่มต่อสู้กลืนกินเหล่าสรรพเทวะวิญญาณแล้ว อู่
อวี้ คิดว่าไม่น่าจะใช้เวลานานนัก ดังนั้นเขาจึงรอให้
ร่างกลืนสวรรค์ กลืนกินสรรพเทวะวิญญาณจน
ยกระดับความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น
เขาหวังว่าคนยักษ์สีทองจะยังคงสามารถต่อสู้ต่อไป
แต่ดูเหมือนว่า เมื่ออยู่ภายใต้การระดมโจมตีของ
ผู้คนนับไม่ถ้วน คนยักษ์ทองคำดูเหมือนจะไม่มีพลัง
ในการต่อสู้กลับ ก่อนหน้านี้ขณะที่พวกมันยังชิงดีชิง
เด่นกันอยู่ จึงทำให้คนยักษ์ทองคำมีโอกาสได้ตอบโต้
สวนกลับมาบ้าง ภาพฉากการฆ่าล้างดังกล่าวทำให้
ผู้คนต่างตื่นตระหนกตกใจ แต่ยามนี้พวกมันหน้ามืด
ตามัวบ้าคลั่งไปเสียแล้ว หลายคนไม่สนใจแม้กระทั่ง
ชีวิตและความตายของตนเอง ส่งผลให้ยามนี้สภาพ
ร่างกายของคนยักษ์ทองคำไม่อาจฟืนฟูจนสมบูรณ์
ได้
” ข้าคงต้องเข้าไปช่วยเหลือพวกมัน ให้หยุดมือจาก
การต่อสู้หน่อยดีกว่ามั้ง ”
ความคิดอันบ้าบิ่นได้ผุดขึ้นมาในหัว อู่ อวี้ ต่อให้ต้อง
มีปัญหาขัดแย้งกับทุกคนในที่นี้ แต่เขาก็หาได้
หวาดกลัวแม้แต่น้อย เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ลงมือ
ทันที ในเมื่อยามนี้คนยักษ์ทองคำไม่สามารถทน
แบกรับการโจมตี จนถึงเวลาที่กิเลนเงินฟืนตัว
กลับมาได้ ดังนั้นเขาจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือมันสัก
หน่อย
ด้วยเหตุนี้เขาจึงสั่งให้หงส์ทมิฬบินห่างออกไปอีก
เพื่อไม่ให้ถูกลูกหลงจากการโจมตีไปด้วย
” อู่ อวี้ เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ ? ” โอรสเล่อถามขึ้น
อย่างร้อนใจ
” เมื่อไหร่เจ้าถึงจะลงมือเสียที ”
เมื่อได้ยินคำถามอันแสนร้อนใจของโอรสเล่อ อู่ อวี้
ก็ทำแค่เพียงยิ้ม ๆ เท่านั้น แต่เขาก็ยังคงสภาพอยู่ใน
ร่างเล็กเช่นเดิม ในมือถือจับจักรพรรดิเสด็จ ใช้เมฆา
ตลบฟั้าขั้นที่ 3 ร่างเงาจำแลง เฝั้ารอจังหวะเวลา
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมก็จะกระโจนเข้าสู่สนามรบ
ทันที แม้แต่กลุ่มยอดฝีมือที่มีพลังมากที่สุด ก็ยังมี
เวลาที่เหนื่อยล้าหมดแรง แม้ยามนี้พวกมันจะยัง
พยายามสาดประเคนโจมตีเข้าใส่คนยักษ์ทองคำ
อย่างบ้าคลั่งดุเดือด มีอันตรายอยู่ทุกหนแห่ง ทว่า
ร่างเงาจำแลง ของ อู่ อวี้ นั้นยอดเยี่ยมทรงพลัง
มากกว่า ทำให้เขาสามารถจำแลงร่างได้อย่าง
สมบูรณ์และต่อเนื่องได้ตลอดเวลา วนเวียนอยู่รอบ
ๆ การโจมตีเหล่านั้น แล้วก็เข้าสู่จุดยุทธศาสตร์
เผชิญหน้ากับคนยักษ์สีทองโดยตรง โดยที่ไม่มีผู้ใด
ล่วงรู้
อย่างไรก็ตามเวลานี้ เขาได้หันหลังกลับมาจ้องมองดู
คนอื่น ๆ ผู้ที่อยู่ไม่ไกลจากเขานักก็คือองค์ชายทมิฬ
เมื่อเห็นมันเขาก็รู้สึกว่าเป็นทิวทัศน์ที่ไม่เจริญหูเจริญ
ตาสักเท่าไหร่ เห็นแล้วไม่สบอารมณ์เสียจริง ๆ
อาวุธที่มันใช้ในยามนี้ก็คือเสาทมิฬ จู่โจมโรมรันเข้า
ใส่คนยักษ์ทมิฬอย่างดุเดือดเลือดพล่าน อู่ อวี้ ไม่
เอื้อนเอ่ยสิ่งใด พุ่งทะยานเข้าไปด้านหลังองค์ชาย
ทมิฬพร้อมกับจักรพรรดิ์เสด็จในมือ
” ผู้ใด! ” องค์ชายทมิฬกำลังจะลงมือโจมตี แต่ทันใด
นั้นมันก็ตระหนักถึงวิกฤติจากด้านหลัง พอหันหลัง
กลับมาก็พบว่าคนผู้นั้นก็คือ อู่ อวี้ จึงยิ่งทำให้มัน
โมโหมากขึ้น
การโจมตีของ อู่ อวี้ ค่อนข้างรุนแรง เขาปรากฏตัว
ขึ้นโดยที่มันไม่มีโอกาสได้ตอบสนองแม้แต่น้อย พลัง
อิทธิฤทธิ์เขตแดนอัคคีตัดสวรรค์ของเนตรเพลิงถูก
ปลดปล่อยออกไปในฉับพลัน ส่งผลให้พลังอำนาจ
ของเขตแดนอัคคีตัดสวรรค์ ห้อมล้อมเผาไหม้องค์
ชายทมิฬทันที
ด้วยเพราะการครอบครองไข่มุกทองคำเหยียนหวง
มันจึงยอมปล่อยวางความแค้นลงไว้ชั่วคราว แม้ว่า
ในคราแรกองค์ชายทมิฬจะรู้ว่า อู่ อวี้ จะต้อง
วนเวียนอยู่ใกล้ ๆ แถวนี้ แต่มันก็ทำเป็นหลับหู
หลับตาไม่สนใจ แต่ว่ายามนี้โจทน์เก่าได้ลงมือโจมตี
มันแล้วไหนเลยจะทนได้ โทสะภายในกายของมัน
พลุ่งพล่านขึ้นมาในทันทีทันใด มันฉีกกระชาก
ทะยานออกมาจากเปลวเพลิง เพื่อไล่ล่า อู่ อวี้
ในขณะที่มันออกมาจากเขตแดนดังกล่าวได้ อู่ อวี้
หายตัวไปนานแล้ว
” อู่ อวี้ เจ้าหายหัวไปไหนแล้ว รีบโผล่ออกมาเดี๋ยวนี้
” องค์ชายทมิฬกรีดร้องคำราม ดึงดูดความสนใจ
ของคนจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดพบเห็น อู่ อวี้
และไม่มีผู้ใดสนใจเขาเช่นกัน พวกมันเพียงแค่หันมา
มององค์ชายทมิฬเพียงชั่วคราว หลังจากนั้นก็หัน
กลับมาปิดล้อมคนยักษ์ทองคำต่อ
” ไอ้ผีบ้านี่ก็อึดเสียเหลือเกิน ข้าไม่เคยพบอะไรที่ฆ่า
ไม่ตายเช่นนี้มาก่อน! ”
เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คิดเช่นเดียวกับองค์ชายทมิฬ
ความแข็งแกร่งกับความยืดหยุ่นคล่องตัวของคน
ยักษ์สีทองนี้น่ากลัวจริง ๆ
หลังจาก อู่ อวี้ หายตัวไปจากเบื้องหน้าขององค์ชาย
ทมิฬ เขาก็มาปรากฏตัวอยู่อีกด้านหนึ่ง ซึ่งยามนี้
เบื้องหน้าของเขาก็คือปีศาจขนาดใหญ่สองตัว ตัว
แรกเป็นอสูรเมฆาแหวกสวรรค์ ซึ่งเป็นรูปลักษณ์
ของพยัคฆ์ขาวที่มีปีกคู่ขนาดใหญ่ ที่บัดนี้กำลังบิน
อยู่บนท้องเวหา ปลดปล่อยพลังอิทธิฤทธิ์ฉีก
กระชากมิติ แต่มันก็ไม่สามารถฉีกร่างยักษ์ทองคำได้
และอีกคนคือมัจฉาหยินหยางแห่งน่านมหาสมุทร
เพลิงผลาญ มีรูปลักษณ์มัจฉาสองหัวตัวเขื่อง ไม่มี
หาง และมีหัวอยู่ทั้งสองด้านของลำตัว ด้านหนึ่ง
ปลดปล่อยคลื่นเปลวเพลิง ส่วนอีกด้านหนึ่ง
ปลอดภัยวารีเยือกแข็ง อัคคีวารีผสาน บังเกิดเป็น
พลังอำนาจอันแสนโกลาหลปันปั่วนยังน่า
สะพรึงกลัวยิ่ง
เมื่อ อู่ อวี้ ปรากฏกายขึ้น เขาก็ปลดปล่อยความ
แข็งแกร่ง พุ่งทะยานเขาหาปีศาจทั้งสองโดยไม่เอื้อน
เอ่ยวาจาใดสักคำ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ใช้วงเวทย์
หลักทั้งสามของจักรพรรดิเสด็จ แต่วงเวทย์รองที่เขา
ปลดปล่อยออกไปนั้น ก็ถือว่าทรงพลังมากเช่นกัน
เมื่อวงเวทย์รองถูกใช้งาน ทันใดนั้นลำแสงสีทองก็
ก่อรูปทะยานขึ้นมาจากปลายหอกของทวนศึก
เสมือนดั่งเกล็ดกิเลนแผ่ขยายพวยพุ่งเข้าปกคลุมร่าง
ของอสูรเมฆาแหวกสวรรค์และมัจฉาหยินหยางทันที
ซึ่งในช่วงเวลานั้น ปีศาจทั้ง 2 กำลังสาดประเคนการ
โจมตีเข้าใส่ยักษ์ทองคำอย่างดุเดือด แต่การโจมตีที่
ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างฉับพลัน ทำให้พวกมันตื่น
ตระหนกหวาดกลัวจนต้องทะยานถอยหลังกลับไป!
หลังจาก อู่ อวี้ ลงมือ เขาก็ใช้เมฆาตลบฟั้าหลบหนี
ออกมาทันที ทำให้พวกมันทั้งสองคิดว่าต่างฝั่ายต่าง
โจมตีใส่กัน บังเกิดเป็นความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นใน
ฉับพลัน พวกมันหยุดมือจากการโจมตีคนยักษ์ แล้ว
ทะยานเข้าประหัตประหารใส่กันทันที ซึ่งช่วงเวลา
ดังกล่าวก็ทำให้คนยักษ์ทองคำได้พักผ่อนบ้าง
เล็กน้อย
อู่ อวี้ มีทั้งความไวและความคล่องตัวสูงมาก ไปมา
ไร้ร่องรอย หลังจากเสร็จไปหนึ่งแล้ว เขาก็ไปจัดการ
คนต่อไปทันที ต่อให้เป็นโอรสยวี่หรือโอรสเซียวเขา
ก็หาได้เกรงใจ เขาพุ่งฝั่าวงล้อมการโจมตีทำการ
ก่อกวนจนทำให้คนทั้งสองต้องยอมแพ้ผละจากตัว
คนยักษ์ทองคำ แล้วเปลี่ยนทิศทางมาจัดการตัวเขา
แทน เมื่อพวกนั้นเริ่มหันมาสนใจเขา เขาก็รีบ
หลบหนีทันที ทำให้ความโกรธแค้นที่มันมีต่อ อู่ อวี้
ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น!
เขาใช้เวลาน้อยกว่าครึ่งชั่วยาม ในการก่อกวนปันหัว
ทุกคนได้เป็นผลสำเร็จ แล้วทุกครั้งเมื่อคนเหล่านั้น
หันมาสนใจ เขาก็จะหลบหนีออกไปราวกับภูตผี
ปล่อยให้คนพวกนั้นมีโทสะจนแทบจะคลั่งตายไป
” อู่ อวี้ เจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรือไร!? ”
” เจ้ามันเสียสติ! ”
ทุกคนกรีดร้องอย่างดุดันก่นด่าด้วยความเกลียดชัง
ส่วนตัวเขากับหัวเราะไปพูดไปอย่างมีความสุขว่า ”
คนเสียสติที่ไหนจะน่ารักน่าชังมากถึงเพียงนี้ พวก
เจ้าเป็นโขยงแต่เล่นปิดล้อมคู่ต่อสู้เพียงคนเดียวมัน
ไม่ดูโหดร้ายเกินไปหน่อยหรือไร สวรรค์จึงบัญชาสั่ง
ให้ข้าต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ จัดการกับกลุ่ม
อันธพาลอย่างพวกเจ้าให้สิ้นซาก ”
เขาดูเหมือนเขากำลังเล่าเรื่องตลกชวนขบขันอยู่ แต่
ช่วงเวลาเช่นนี้ทุกคนไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะหัวเราะ
ออก จุดสำคัญก็คือหากพวกเขาหยุดการโจมตีแม้แต่
เล็กน้อย ด้วยเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจคนยักษ์ทองคำ
ก็จะฟืนฟูสภาพกลับคืนสู่ปกติทันที ด้วยเหตุนี้จึงไม่
มีเวลามากพอที่ทุกคนจะมานั่งสนใจ อู่ อวี้ พวกมัน
ยอมปล่อยวางความแค้นแล้วหันมาสนใจคนยักษ์ต่อ
ด้วยเพราะเกรงว่าหากตนเองละสายตาจากคนยักษ์
ทองคำ แล้วหันมาสนใจ อู่ อวี้ คนอื่น ๆ จะชิงฆ่าคน
ยักษ์ทองคำไปเสียก่อน ซึ่งก็เท่ากับว่าพวกมันได้
สูญเสียครั้งใหญ่
อู่ อวี้ คาดเดาได้อย่างถูกต้องตรงเผง พวกมันมี
ความขัดแย้งกันเองภายใน ด้วยเหตุนี้ถึงได้ตั้งหน้า
ตั้งตาต่อสู้สกัดขัดขวางโอกาสของกันและกัน ทำให้
อู่ อวี้ มีโอกาสลงมือสร้างความปันปั่วนต่อไป เขาใช้
ร่างอวตารนอกวิถีทะยาน พุ่งตรงเข้าไปหาคนยักษ์
ทองคำ และในเวลานี้ทุกคนเห็นว่ามี อู่ อวี้ อยู่ทุก
หนทุกแห่งมันช่างเป็นภาพที่น่าเหลือเชื่อจริง ๆ
” อู่ อวี้ เจ้าคอยมาก่อกวนยั่วโทสะพวกเราเช่นนี้
อย่าคิดว่าพวกเราไม่กล้าลงมือ ช่างรนหาที่ตายยิ่ง
นัก! ”
แต่ละคนตะโกนกรีดร้องใช้คำพูดรุนแรงดุดันอย่าง
ต่อเนื่อง แม้แต่โอรสเซียวก็ยังตะโกนด่าด้วยเช่นกัน
” นั่นแน๊∼ พวกเจ้ากำลังผายลมอะไรกันอยู่มิทราบ
หรือการกระทำของข้าทำให้พวกเจ้าขุ่นเคืองใจ ? ถ้า
มีโทสะนักก็มาตามไล่ล่าข้าสิ อย่ามัวแต่รังแกเจ้าจิ๋ว
ผู้น่าสงสารนั้นเลย จุ๊∼ ๆ ๆ ” อู่ อวี้ พูดจาหยอก
เย้าอย่างสนุกสนาน
โอรสเซียวโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่มันก็ไม่อยาก
เสียเวลามาไล่ล่า นั่นก็เพราะมันตามไม่ทัน อู่ อวี้
นั่นเพราะมันมีโอกาสที่จะได้รับไข่มุกทองคำเหยียน
หวง และใคร่กระหายในราชบัลลังก์เป็นอย่างยิ่ง
แล้วเรื่องที่น่าตลกยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เวลานี้ร่างกลืน
สวรรค์ได้กลับมาจากการไล่ล่าสรรพเทวะวิญญาณ
แล้ว รวมถึงกิเลนเงินก็ฟืนตัวอย่างรวดเร็ว ส่วน
กำลังของคนยักษ์ทองคำก็ไม่ตกลงแม้แต่น้อย
ไม่เพียงแค่ผู้คนด้านในเท่านั้นที่ถูก อู่ อวี้ ล่อหลอก
จนสับสน แม้แต่ผู้คนด้านนอกก็โดนเขาหลอก
เช่นกัน
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร …