กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 114 : กายาทองคํามหาตะวัน
ณ สนามประลองเซียนไท่
ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรง แสงอาทิตย์สาดส่อง
ร้อนแรงจนกิ่งไม้ใบไม้แห้งกลายเป็นสีเหลือง เสียง
ร้องของจั๊กจั่นทำให้ผู้คนรู้สึกร้อนรน
สนามประลองเซียนไท่เปรียบเสมือนดาบเล่มใหญ่
แทงทะลุขึ้นไปสู่ท้องฟั้า การที่จะยืนหยัดบนสนาม
ประลองเซียนไท่นั้น จำเป็นต้องมีความสามารถ
ระดับหนึ่ง
ภายใต้แสงอาทิตย์อันร้อนแรงนี้ บนสนามประลอง
เซียนไท่ สามารถมองเห็นคนสองทั้งสองฝั่ายได้
รางๆ ฝั่ายหนึ่งมีจำนวนคนน้อยร่วมยี่สิบ ซึ่งมีทั้ง
คนชราและหนุ่มสาว ใส่อาภรณ์สีขาวดำ ด้านหลัง
มีสัญลักษณ์หลัวผาน(เข็มทิศ8เหลี่ยม)ปรากฏอยู่
เส้นผมปลิวไสวสัมผัสกับฝุั่นละอองที่ลอยละลิ่ว
ส่วนอีกฝังหนึ่ง มีคนร่วมร้อย ทั้งหมดสวมใส่
อาภรณ์ที่ดูแล้วน่าเกรงขาม ปักลวดลายกระบี่ยาว
ไว้ที่ชุดคลุม เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วดูหนักแน่น
กว่า แน่นอน ศัตรูของเขาที่อยู่ตรงหน้ามี20กว่าคน
แต่ละคนล้วนมีความแข็งแกร่งที่แตกต่างกัน
แน่นอนว่าฝั่ายที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวดำนั้นเป็นผู้
ฝึกตนที่มาจากพรรคจงหยวน มีทั้งผู้อาวุโสและ
เหล่าศิษย์แกนนำรุ่นใหม่ ส่วนอีกฝังนั้นย่อมเป็น
ศิษย์จากนิกายกระบี่สวรรค์
มีการปรากฏตัวของผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 3
ทางฝังของนิกายกระบี่สวรรค์นั้นมี เฟิง ซัวหยา
และ หลาน ฮั้วหยุน พวกเขาต่างประจำอยู่ที่นั่ง
ของตนเอง หนึ่งซ้ายหนึ่งขวา หนึ่งปลดปล่อยแสง
สีทองอร่าม หนึ่งปลดปล่อยกลิ่นอายสีฟั้าอันเย็นยะ
เยือก ทั้งสองต่างมีใบหน้าที่เย็นชาเปรียบดั่งเทพ
เซียนที่อยู่บนสรวงสวรรค์
แน่นอนว่าผู้คนทั้งหมดล้วนรู้จักพวกเขาดี ก่อน
หน้าที่พลังฟั้าดินจะเปลี่ยนไป คนทั้งสองล้วนแต่
เป็นศัตรูที่ต่างชิงดีชิงเด่นกันในทุกๆเรื่อง ไม่มีใคร
ยอมใคร
แต่ว่าในตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองนี้
ต่างต้องร่วมมือกัน
ส่วนผู้ยิ่งใหญ่คนสุดท้าย เป็นผู้ที่มีพลังเทียบเท่า
กับผู้นำนิกายกระบี่สวรรค์ นั่นก็คือ เจียง เซี่ย ผู้
เป็นผู้นำของพรรคจงหยวน
เขาเป็นชายวัยกลางคนที่มีผมยาวสีดำสนิท และ
ให้บรรยากาศเฉกเช่นชายชาตรี ในรอยยิ้มของเขา
นั้นเปรียบได้ดั่งกับเทพเซียนจากสวรรค์
เขาใส่ชุดคลุมสีขาวดำแบบเรียบง่ายดูสะอาด
สะอ้าน ดวงตาทั้งสองข้างมีสีดำสนิทราวกับยาม
ราตรีที่เงียบสงบ ถ้าจะให้กล่าวตามตรงแล้ว เจียง
เซี่ย นั้นดูเป็นคนใจดี ซึ่งแตกต่างกับ เฟิง ซัวหยาที่
ดูเข้าถึงได้ยาก
ยกตัวอย่าง ตอนนี้ เจียง เซี่ย ที่กำลังเผชิญหน้ากับ
พวกเขาทั้งสองด้วยรอยยิ้ม แต่ว่าใบหน้าของเฟิง
ซัวหยา กลับเต็มไปด้วยความเย็นชาดูแล้วไม่
ต้อนรับแขกเสียเท่าไหร่
แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ตรงกลางระหว่างทั้ง
สองฝัง กำลังมีคนสองคนร่วมประลองกันอยู่ ใน
เวลานี้สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีฝั่ายหนึ่ง
กำลังถูกสะกดข่มเอาไว้
ผู้ที่เป็นฝั่ายได้เปรียบนั้น ได้กวาดมือออกไปบน
อากาศ ส่งผลให้ปรากฏเจดีย์สูงใหญ่ขึ้นมา เจดีย์
ได้เปล่งประกายแสงสีทองสว่างสดใส และในทันใด
นั้นเองเจดีย์ก็ถูกย่อส่วนให้เล็กลง เข้าไปในฝั่ามือ
ของเขา ตอนนี้มันมีความสูงเพียงแค่ ครึ่งฉื่อ
คนผู้นั้นสวมใส่ชุดจีนที่ดูสง่างาม และใบหน้าของ
เขาก็มีราศีอย่างมาก แต่ว่าเมื่อเวลาเขายิ้มกลับให้
ความรู้สึกอำมหิตเยือกเย็น ในสายตาของเหล่า
ศิษย์ฝั่ายหญิงต่างๆกลับส่องประกายแห่งความ
หลงใหลขึ้นมา
“ขอบคุณที่ชี้แนะ ”
ถึงแม้จะมีคำพูดนี้ออกมา แต่ว่าเขานั้นกลับดูช่าง
เย่อหยิ่งยิ่งนัก แล้วเขาก็ยิ้มอย่างเยาะเย้ยไปทางฝูง
ชน “ดูเหมือนว่าผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณ
ขั้นที่ 5 ของนิกายกระบี่สวรรค์ นั้นช่างไร้
ความสามารถจริงๆ ”
มันผู้นี้คือ เจียง จุนหลิน นั่นเอง
ผ่านไปเพียงแค่ครึ่งปีจากเมื่อเหตุการณ์ในนครเยว่
อู่
เมื่อเทียบกับวันนั้นแล้ว นิสัยของ เจียง จุนหลิน
ไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย แต่ร่างกายของมันกลับ
กำยำขึ้น สายตาส่องประกายสีทองอันแหลมคมขึ้น
ไม่มีใครหาญกล้าพอสามารถที่จะเผชิญหน้ากับ
สายตานั้นได้ตรงๆ กล่าวได้ว่าในเวลานี้ เจียง จุน
หลิน มีสิ่งที่ เจียง เซี่ย ไม่มี นั่นก็คือความดุดันและ
ห้าวหาญที่เปรียบดั่งทรราชเช่นนี้นั่นเอง
โดยไม่สนใจเหล่าศิษย์ของนิกายกระบี่สวรรค์ เจียง
จุนหลิน กำลังเล่นกับเจดีย์ที่อยู่ภายในมือ พร้อม
หัวเราะแล้วกล่าวว่า “ข้าจำได้ว่าในนิกายกระบี่
สวรรค์มีคนที่ชื่อว่า อู่ อวี้ อยู่ ตอนนั้นเมื่ออยู่ใน
นครเยว่อู่ ข้ากับเขามีความบาดหมางกันนิดหน่อย
ได้ยินมาว่าเขามีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำไม
ไม่ลองให้เขาออกมาสู้กับข้าดูสักหน่อยหล่ะ กล่าว
กันตามตรง สาเหตุที่ข้ามายืนอยู่ที่นี่ก็เป็นเพราะว่า
เขา!”
ตัวมันได้มองหาอู่ อวี้เป็นเวลานาน แต่ทว่ากลับไม่
เจอ
ความจริงเปั้าหมายของเจียง เซี่ย ในการมาที่
นิกายกระบี่สวรรค์นั้นเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว หาก
ไม่ใช่เพราะความต้องการของบุตรชายเขา ทั้งสอง
ฝั่ายคงไม่ได้มาพบกันบนสนามประลองเซียนไท่
แห่งนี้
ดูเหมือนว่าเขาจะทะลวงฝั่าขั้นหลอมรวมลมปราณ
ระดับ 5 ได้แล้ว ตัวมันที่มีความต้องการที่จะ
ครอบครองในรากฐานเซียนแบบพิเศษเป็นอย่างยิ่ง
เหตุเพราะมันไม่เคยแพ้ใครมาก่อน ทำให้หลังจาก
กลับไปถึงพรรคจงหยวนแล้ว ตัวมันจึงพร่ำฝึกฝน
อย่างหนัก เพื่อที่จะได้กลับมาแก้แค้น
“อู่ อวี้ …”
เมื่อพูดถึงชื่อนี้ ใบหน้าเหล่าศิษย์ของนิกายกระบี่
สวรรค์นั้นกลับดูมืดมน
หลาน ฮั้วหยุนพูดขึ้นว่า “ท่านประมุขเจียง
รากฐานเซียนของ เจียง จุนหลิน นั้นช่างไม่เหมือน
ใคร ทำให้พวกเราได้เปิดหูเปิดตายิ่ง แต่บัดนี้มันก็
ล่วงเลยมาจนมืดค่ำแล้ว”
เจียง เซี่ย นั้นได้ยิ้มและลุกขึ้นจากที่นั่งของเขา
จากนั้นก็กล่าวว่า “ความจริงแล้ว พวกเราสมควร
จะกลับได้แล้ว วันนี้ได้ชี้แจงทุกเรื่องไปหมดแล้ว
หวังว่าพวกท่านจะคิดให้รอบคอบ และไม่ปล่อยให้
พวกผู้ฝึกตนนอกรีตกับพวกปีศาจมาหลอกลวง
พวกท่านได้ ”
“ไม่มีปัญหา ท่านประมุขเจียงมาเยือนด้วยตนเอง
เพื่อแสดงความจริงใจ พวกเราจะสงสัยท่านได้
อย่างไร” หลาน ฮั้วหยุน กล่าวตอบ
“ไม่ได้ ถ้ายังไม่เห็นหน้าอู่ อวี้ ยังไงวันนี้ข้าก็ยังไม่
กลับ”ทันใดนั้น เจียงจุนหลิน ก็มองไปที่เหล่าศิษย์
นิกายกระบี่สวรรค์ เพื่อค้นหาอีกครั้ง
ทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นสายตาของ เฟิง
ซัวหยา มันช่างดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นเจียง
จุนหลิน คิดในใจแล้วตะโกนอย่างเสียงดังว่า “ได้
ยินมาว่า เมื่อ3เดือนก่อน มีสาวกสิบกว่าชีวิตได้ตก
ตายไปใน หุบเขาเซียน อู่ อวี้คงไม่ได้รวมอยู่ในนั้น
ใช่ไหม?”
ทุกคนต่างจ้องมองไปทางเจ้านิกาย
จากการแสดงออกเช่นนี้ เจียง จุนหลิน เข้าใจแล้ว
อดที่จะยิ้มขึ้นไม่ได้แล้วพูดว่า “คิดไม่ถึง คิดไม่ถึง
ว่ามันจะตายแบบนี้ ข้าอยากให้มันได้เห็น จริงๆว่า
ข้า เจียง จุนหลินนั้นสูงส่งกว่ามันขนาดไหน”
“ที่เจ้ากล่าวนั้นไม่ผิด” ทันใดนั้นเอง ด้านข้างของ
เฟิง ซัวหยา ได้มีดรุณีในชุดขาวลุกยืนขึ้นมา
ใบหน้าของนางนั้นช่างเย็นชา สามารถเห็น
ร่องรอยแห่งความโกรธซ่อนอยู่ในดวงตาของนาง
“ได้ยินมาว่า เจ้านั้นได้พ่ายแพ้ให้กับอู่ อวี้ ใน
อาณาจักบุรพาเยว่อู่ ดังนั้นจุดประสงค์ของเจ้าใน
วันนี้ก็เพื่อที่จะกลับมาล้างแค้นใช่หรือไม่ ในเมื่ออู่
อวี้ไม่อยู่ ทำไมไม่ให้ข้าประลองกับเจ้าดูหล่ะ ”
แท้จริงแล้วดรุณีนางนั้นก็คือ ซู หยานหลี่
ความจริง เจียง จุนหลิน ต้องการที่จะท้าทายเหล่า
ลูกศิษย์ในขั้นหลอมรวมขั้นที่5ทั้งหมด ตัวมันได้คุย
โวไว้ว่าตนเองนั้นเป็นผู้ไร้พ่าย และเหล่าลูกศิษย์ใน
นิกายต่างก็หมดความมั่นใจไปนานแล้ว แต่ยัง
เชื่อมั่นว่า ซู หยานหลี่ จะสามารถต่อกรกับมันได้
ซึ่งก่อนหน้าที่นางไม่ได้ออกไปร่วมประลอง เป็น
เหตุเพราะเนื่องจากว่าการตายของอู่ อวี้ ทำให้นาง
ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอันใดได้ ฝูงชนจึงไม่อยาก
ไปบังคับนาง
แต่เมื่อเจียง จุนหลุน กล่าวถึงอู่ อวี้ นั่นจึงทำให้
นางโกรธ
“ซู หยานหลี่ ข้ารอเจ้ามานานแล้ว ไม่ใช่ว่าเจ้านั้น
ไม่กล้าที่จะออกมาหรอ” เจียง จุนหลิน จ้องไปที่ซู
หยานหลี่ด้วยสายตาที่ร้อนแรง
ถึงอู่ อวี้จะไม่อยู่ แต่การเอาชนะศิษย์พี่ของเขา นั้น
ก็พอจะทดแทนกันได้
เมื่อสถานการณ์กลายเป็นเช่นนี้ เจียง เซี่ยก็กล่าว
ขอโทษพร้อมรอยยิ้ม “เฮ้อ การต่อสู้ของพวก
ผู้เยาว์ เมื่อตอนที่พวกข้ายังเยาว์วัยอยู่ก็มักจะเป็น
เช่นนี้ พวกเขาทั้งสองคนนั้นถือเป็นความ
ภาคภูมิใจของสวรรค์ ทำไมไม่ลองให้เขาทำ
ความคุ้นเคยแล้วหลังจากนั้นก็แต่งงานกันเสียล่ะ”
เหล่าศิษย์ของพรรคจงหยวนต่างระเบิดเสียงหัวร่อ
ออกมาอย่างสนุกสนาน
“ท่านพ่อ ทำไมท่านถึงได้หยาบคายกับหญิงงาม
เช่นนี้ได้ล่ะ?” เจียง จุนหลิน ยิ้มแล้วหันกลับไป
ตอบ จากนั้นก็มองซู หยานหลี่ด้วยความใคร่
เสน่หา “ความงามของ ซู หยานหลี่นั้นไม่มีใครบน
โลกนี้สามารถเปรียบเทียบได้ มีเพียงข้า เจียง จุน
หลิน เท่านั้นที่คู่ควรกับนาง”
ทุกคนที่รู้จัก เจียง จุนหลินนั้นรู้ว่า ตัวมันนั้นไม่ปฎิ
เสธว่าจะเป็นชายหรือเป็นหญิง
ในสายตาของเฟิง ซัวหยานั้น การที่ พรรคจง
หยวน กล้ากล่าวเช่นนี้ออกมา จุดประสงค์ของ
พวกมันจะต้องไม่ใช่เพียงแค่การมาแสดงความ
จริงใจเป็นแน่แท้
ซู หยานหลี่ นั้นโกรธเป็นอย่างมาก แต่ก็กังวล
มากกว่า นางจึงหันไปมองทางเฟิง ซัวหยา และ
พบว่ายังโชคดีที่ เฟิง ซัวหยา นั้นสามารถยับยั้งชั่ง
ใจเอาไว้ได้ เพราะไม่ว่ายังไงแล้ว อีกฝั่ายก็ยังคงมี
เจียง เซี่ย อยู่ด้วย จึงไม่สามารถทำอันใดผลีผลาม
ได้
“ข้าต้องเอาชนะเจียง จุนหลิน เพื่อที่จะกู้ศักดิ์ศรี
ให้กับนิกายกระบี่สวรรค์กลับมาให้ได้”
ตัวนางรู้ถึงความรับผิดชอบในครานี้ดี
“ได้ยินมาว่าเจ้านั้นรักใคร่ในบุรุษ ฉะนั้นอย่ามาล้อ
ข้าเล่นเลย เรื่องของข้ากับเจ้านั้นไม่มีทางเป็นไปได้
การที่เจ้ากล่าวดูถูกอิสตรีเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่บุรุษ
ควรกระทำ”เมื่อ ซู หยานหลี่ ตอบกลับไป มันได้
ทำให้ใบหน้าของ เจียง จุนหลินหมองคล้ำลง เรื่อง
ที่ตัวมันชอบพอในบุรุษนั้น เมื่อถูกกล่าวออกมาใน
ที่สาธารณะ นั้นทำให้ศิษย์ของนิกายกระบี่สวรรค์
ต่างหัวเราะเยาะเย้ยกันออกมา
ศาตราเต๋าของซู หยานหลี่ “แสงตะวันส่องอำพัน”
สั่นสะท้านอยู่ภายในมือ
“ฮึ่ม!” เจียง จุนหลินไม่พูดอีกต่อไป ศาตราเต๋า
“เจดีย์แห่งแสง”ของตัวมันหมุนควงขึ้นไปบน
ท้องฟั้า ภายใต้การควบคุมของมันนั้น ก็ได้ค่อยๆ
ขยายขนาดขึ้น จนกระทั่งสูงกว่าคนธรรมดาทั่วไป
การต่อสู้ของคนทั้งสองนั้นปะทะกันเหนือน่านฟั้า
อันกว้างใหญ่
เจดีย์แห่งแสงนั้น ไม่ใช้ศาสตราแห่งเต๋าธรรมดา
ทั่วไป เมื่อเทียบกับ บรรทัดทองคำ ของเจียง จุน
หลินก่อนหน้ากลับร้ายกาจยิ่งกว่า มันเป็นสมบัติ
อันล้ำค่าของบิดา เจียง เซี่ย ที่เพิ่งจะมอบให้แก่ตัว
มันเมื่อไม่นานมานี้
“ได้ยินมาว่า รากฐานเซียนของเจ้าคือ หัวใจกระบี่
หยกทองคำ”แววตาของ เจียง จุนหลินเปล่ง
ประกายสีทอง จากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่เลวเลย
มันมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับ “มหาแก่นตะวัน” แต่
ทว่าพลังของมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง!”
มหาแก่นตะวัน คือรากฐานเซียนของ เจียง จุน
หลิน ไม่มีสิ่งใดจะสามารถเทียบเคียงได้
ตูมมม!
ต่อหน้าฝูงชน เจียงจุนหลินได้ใช้ มหาแก่นตะวัน
ขึ้นอีกครา ที่จุดชี่ห่ายของมัน ดูราวกับว่าดวง
อาทิตย์อันร้อนแรงได้ล้อมรอบตัวเขาอยู่ ตอนนี้
ดวงอาทิตย์อันร้อนแรงได้แผดเผาไปในทุกซอกทุก
มุมภายในร่างกายของมัน จากมุมมองของทุกคน
ตอนนี้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผิวหนัง
ของมันถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีทอง จนทำให้
เหมือนกับสวมใส่เกราะสีทองโปร่งใส ส่องประกาย
เจิดจ้า ด้วยแสงที่ส่องสว่างออกมาเช่นนี้ จึงทำให้
เหล่าศิษย์ต่างไม่สามารถมองเห็นได้ถนัดตานัก
ตอนนี้ตัวมันนั้นคล้ายกับดักแด้ ที่ไม่มีอาวุธใด
สามารถทำลายเกราะของเขาได้
เกราะนั้น มันผสานเข้ากับเลือดและเนื้อของมัน
จนได้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
ซึ่งมีบางจุดที่ค่อนข้างจะคล้ายคลึงกับร่างจำแลง
เซียนวานรของอู่ อวี้
“มหาแก่นตะวัน นี้ ทำให้ข้าสามารถใช้ “ร่าง
ทองคำมหาตะวัน” มันยากที่ทำลายได้และปั้องกัน
ความเสียหายทางกายภาพทั้งหมด นี่คือ
ความสามารถพิเศษของรากฐานเซียนอันนี้!” นี่
ไม่เท่ากับว่า เจียง จุนหลินนั้นได้รับการอวยพร
จากสวรรค์เลยหรอ
“มันช่างเหมือนกับเต่าที่อยู่ในกระดอง” ซู หยานห
ลี่นั้นตอบด้วยถ้อยคำที่เย็นชา มันทำให้เจียง จุน
หลินนั้นแทบจนถึงกับอาเจียนเป็นเลือดออกมา ตัว
มันพบว่าตนเองนั้นยากที่จะกำราบผู้หญิงคนนี้
“เดี๋ยวจะได้เห็นดีกัน!”
ทั้งสองคนต่างมีพลังฝึกตนและรากฐานวิญญาณ
เซียนที่มีความคล้ายคลึงกัน จากนั้นพวกเขาทั้ง
สองก็ต่อสู้กันทันที
ซู หยานหลี่ได้เฝั้าดูการต่อสู้มานานแล้ว นางเข้าใจ
วิธีการต่อสู้ของ เจียง จุนหลิน เป็นอย่างดี ซึ่งตัว
มันนั้นได้ฝึกฝนวิชาเต๋า “เคล็ดวิชาประกาศิต
ตะวัน” และใช้วิธีผสานวิชาเต๋าผนวกเข้ากับ
“เจดีย์แห่งแสง” นั่นทำให้เห็นถึงความแตกต่าง
ของรูปแบบวิชาในนิกายกระบี่สวรรค์
มหาสุริยันแผดเผา!
เจียง จุนหลิน ตะโกนออกมาเสียงดัง พร้อมทั้งมือ
หนึ่งได้ขยับมือร่ายเวทย์ ทันใดนั้นพลังศักดิ์สิทธิ์
มหาศาลได้ถูกควบแน่นอยู่ภายในอกของตัวมัน ได้
ทำให้เกิดเปลวไฟขึ้นมาหนึ่งลูก เปลวไฟได้ขยาย
ใหญ่ขึ้นด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นด้วยตา
เปล่า ทันใดนั้น ลูกไฟนั่นก็มีเส้นผ่าศูนย์กลางสูงถึง
6 ฉื่อหรืออาจจะมากกว่า แถมยังมีความร้อนแรง
ราวกับดวงอาทิตย์ก็มิปาน
อานุภาพของลูกไฟลูกนี้ สามารถที่จะทำลายภูเขา
ลูกหนึ่งได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว
“ไป!”
ทันทีที่มันกวาดมือออกไป ลูกไฟก็พุ่งไปข้างหน้า ที่
ใดก็ตามที่ลูกไฟนี้ผ่านไป ที่แห่งนั้นก็จะถูกแผดเผา
จนไหม้เกรียมไปทั้งสิ้น
เหล่าฝูงชนเกิดความโกลาหลขึ้น
ซู หยานหลี่ กำลังเผชิญหน้ากับการโจมตีอันสุด
แสนจะร้ายกาจนี้ แต่สีหน้าของนางยังคงไม่
เปลี่ยนแปลง ดาวยาวในมือของนางเปรียบได้กับ
ดอกไม้ที่กำลังร่ายรำ การลงมือของนางช่าง
รวดเร็วยิ่งนัก
กระบี่ทองกลุ่มดาวม้าบินทะยาน!
อย่างไรก็ตาม นางก็ได้พบว่านางถูกเจดีย์แห่งแสง
กดดันเอาไว้อยู่เหนือหัว เจดีย์นี้ราวกับภูเขาลูก
ยักษ์ที่กำลังกดทับลงมา ซึ่งมันส่งผลให้ทั้ง
ความเร็วในการโจมตีหรือทั้งการเคลื่อนไหวตัวของ
นางถูกจำกัดจนลดลงอย่างเห็นได้ชัด
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ