กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 115 : แสงแห่งรุ่งอรุณสามร้อยกระบี่
ศาสตราเต๋ามีมากมายหลายชนิด โดยทั่วไปแล้ว
ศาสตราเต๋านั้น จะถูกแบ่งหมวดหมู่ออกเป็นอาวุธ
และ เครื่องมือชนิดต่าง ๆ
อย่างเช่น กระบี่ หรือ พลอง ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ใน
หมวดหมู่อาวุธทั้งสิ้น รวมถึงเจดีย์แห่งแสงก็เป็น
หนึ่งในนั้นเช่นกัน
ถ้าอยู่ในหมวดหมู่ประเภทอาวุธ โดยทั่วไป
ความสามารถในการขยายตัว หรือ คุณสมบัติเสริม
จากการโจมตี จะแตกต่างกันออกไปตามประเภท
ของศาสตราเต๋า และ เครื่องมือชนิดต่างๆ
อย่างเช่น เจดีย์แห่งแสง มี ‘วงเวทย์สยบ’ ถูก
ประทับเอาไว้อยู่ ซึ่งการทำงานของ วงเวทสยบ
คือการใช้พลังอำนาจเพื่อสยบศัตรู
ด้วยความที่ ‘วงเวทย์สยบ’ นั้นหาได้ยากยิ่ง ทำให้
เจดีย์แห่งแสง จึงเป็นสิ่งล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งเช่นกัน
ในระหว่างการต่อสู้ ฝั่ายตรงข้ามจะรู้สึกราวกับว่า
มีหุบเขาไท่ซานสะกดข่มลงมาจากด้านบนศีรษะ
ทำให้ศัตรูรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาอย่างยิ่ง และส่งผล
กระทบต่อการต่อสู้อย่างใหญ่หลวง
ในวันนี้ ฝูงชนกำลังส่งเสียงกรีดร้องระงม ซู
หยานหลี่ ได้รับผลกระทบจากอำนาจสะกดข่มเป็น
อย่างมาก แม้แต่ กระบี่ทองกลุ่มดาวม้าบินทะยาน
ก็ไม่สามารถใช้ออกได้ตามปกติ
หาก ซู หยานหลี่ พ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้ เห็นที
ว่า นิกายกระบี่สวรรค์ คงต้องรู้สึกอับอายขายหน้า
เป็นอย่างยิ่ง
ฟึบ!
ในขณะที่ทุกคนกำลังอยู่ในอาการหวาดกลัว ซู
หยานหลี่ ก็ล้วงมือลงไปในถุงจักรวาล พร้อมกับ
หยิบผ้าแพรยาวสีขาวออกมา ผ้าแพรนี้มีสีขาว
บริสุทธิ์ไร้มลทิน มันบินทะยานขึ้นไปราวกับปุยเมฆ
สีขาวบริสุทธิ์ เพียงชั่วพริบตามันก็ไปม้วนพันอยู่
รอบเจดีย์แห่งแสง
นี่ก็เป็นศาสตราเต๋าประเภทหนึ่ง!
“ดึง!”
ผ้าแพรสีขาวบริสุทธิ์ได้มัดพัน เจดีย์แห่งแสง
จากนั้นก็ฉีกกระชากมันออกเป็นชิ้น ๆ !
พลังอำนาจที่สะกดร่างกายของ ซู หยานหลี่ เอาไว้
ได้สลายไปในทันที แต่ในเวลานี้ มหาสุริยันแผด
เผากำลังร่วงตกลงมา ซึ่งมันได้เข้าใกล้ตัวนาง
จนถึงขนาดที่ว่า เพลิงเผาผลาญนั้นแทบจะเผา
ไหม้ระหว่างคิ้วของนาง ทุกคนสามารถมองเห็น
อย่างชัดเจนว่า ตอนนี้ร่างของนางกำลังถูกเปลว
เพลิงกลืนกิน
ตูมมม!
ในช่วงวินาทีนั้น คมกระบี่ก็พุ่งทะยานออกมาจาก
ภายในบอลเพลิงขนาดยักษ์ กระบี่ได้ฟาดฟันฉีก
กระชากบอลเพลิงนี้เป็นชิ้น ๆ ซู หยานหลี่ ก้าว
ถอยหลังไปหลาย 10 ก้าว ด้วยท่วงท่าอันสง่างาม
ราวกลับกระเรียนสวรรค์ที่กำลังหลีกหนีระเบิด
เพลิง รัศมีรอบ ๆ ในตำแหน่งเดิมที่นางเคยอยู่ก่อน
หน้านี้ มันได้ถูกเปลวเพลิงเผาผลาญจนไหม้ดำเป็น
ตอตะโก จนกระทั่งตอนนี้ เปลวเพลิงก็ยังคงม้วน
กวาดผ่านขยายออกไปไม่หยุด
“หืมม?” เจียง จุนหลิน ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ซู
หยานหลี่ จะไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
เห็นได้ชัดว่า ซู หยานหลี่ ไม่ได้กำจัดง่ายๆอย่างที่
คิด
ในยามนี้เหล่าสาวกของทั้งสองฝั่าย กำลังเดือด
ดาล เลือดในกายสูบฉีดพุ่งพล่าน สาวกมากมาย
ของนิกายกระบี่สวรรค์ กำลังส่งเสียงสนับสนุนโห่
ร้องนาม ซู หยานหลี่ ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วย
เปลวเพลิงอันร้อนรุ่ม ราวกับว่าพวกเขาเสียสติ
ด้วยความเดือดพล่านเสียสตินี้ ทำให้แววตาของ
พวกเขา ไม่มีความหวั่นเกรงต่ออำนาจสะกดข่ม
จาก เจียง จุนหลิน แม้แต่น้อย!
ฟึบ!
ซู หยานหลี่ ไม่ได้ทำให้ทุกคนผิดหวัง นาง
เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ร่างของนางได้พุ่งทะลุเข้า
เขม่าควันที่กำลังกระจายเป็นวงรอบออกไป จน
เข้าประชิดตัว เจียง จุนหลิน อย่างฉับพลัน!
เหล่าผู้ฝึกฝนในวิถีแห่งกระบี่ของนิกายกระบี่
สวรรค์ ล้วนเชี่ยวชาญในการต่อสู้ระยะประชิด!
เพียงชั่วพริบตา ซู หยานหลี่ ก็มาปรากฏตัวอยู่
ตรงหน้าของ เจียง จุนหลิน พร้อมกับกระบี่ทองคำ
ในมือ พร้อมกับระเบิดแสงที่พวยพุ่งสว่างเจิดจ้า
เรืองรองไปทั่วนับหมื่นจั้ง
” แสงแห่งรุ่งอรุณสามร้อยกระบี่ ”
นี่คือหนึ่งในเคล็ดวิชาเต๋าที่เยี่ยมยอดที่สุดของ เฟิง
ซัวหยา บัดนี้กระบี่ทั้ง 300 เล่มกำลังรวมตัวอยู่ใน
มือของนาง เคล็ดวิชาเต๋าแสดงผลอย่างเต็มกำลัง
ปราณกระบี่ทะยานขึ้นสู่นภา กระบี่หัวใจหยก
ทองคำ ได้ปลดปล่อยพลังอำนาจของมันออกมาใน
เวลานี้ ท่ามกลางแสงสว่างเรือนรองจากปราณ
กระบี่ ศาสตราเต๋า ‘แสงตะวันส่องอำพัน’ ได้เจาะ
ทะลวงออกไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างของ เจียง
จุนหลิน ได้ถูกกระบี่แสงทองคำกลืนกินอย่าง
สมบูรณ์ พลังอำนาจกระบี่ได้แผ่พุ่งครองฟั้าปก
คลุมปฐพี กระบี่ทองคำจู่โจมอย่างโหมกระหน่ำราว
กับพายุคลั่ง!
ในยามนี้ทั่วทั้งร่างของ ซู หยานหลี่ เปรียบเสมือน
ดังกระบี่ที่ถูกฟาดฟันออกไป
กระบี่หัวใจหยกทองคำ ทำให้ ซู หยานหลี่ ผสาน
หลอมรวมเป็นหนึ่งกับกระบี่ของนาง
ท่ามกลางปราณกระบี่ของ กระบี่หัวใจทองคำ มี
อำนาจในการทะลวงผ่านฉีกกระชากพลังทุก
ประเภท ปราณกระบี่ที่อัดแน่นไปด้วยพลัง
มหาศาล ได้พุ่งถาโถมโจมตีเข้าใส่ร่างกายของ
เจียง จุนหลิน อย่างทะลุทะลวง!
ด้วยพลังอันแข็งแกร่งของรากฐานเซียน ยิ่งส่งผล
ทำให้การโจมตีของ ซู หยานหลี่ ทรงพลังขึ้นเป็น
อย่างมาก
ระหว่างยอดฝีมือในขั้นหลอมรวมลมปราณ ระดับ
ที่ 5 ที่ปลูกรากฐานเซียนแล้ว กับยอดฝีมือในขั้น
หลอมรวมลมปราณ ระดับที่ 5 ที่ยังไม่ได้ทำการ
ปลูกรากฐานเซียน ความแตกต่างของพวกเขานั้น
เรียกได้ว่า ใหญ่หลวงมากเกินไป
อย่างเช่น หนี่ หงอี้ หากนำมาเปรียบเทียบกับ ซู
หยานหลี่ ยังด้อยกว่ามากนัก
ชริ้ง ชริ้ง ชริ้ง!
เหล่าศิษย์ภายในนิกายกระบี่สวรรค์ ต่างถูกบดบัง
การมองเห็นเอาไว้ โดยกระบี่แสงที่ส่องสว่างเจิดจ้า
เรืองรอง
” ศิษย์พี่ซู ท่านต้องชนะ! ”
” เจียง จุนหลิน เจ้ากำแหงมากเกินไปแล้ว เจ้า
จะต้องถูกสังหาร และ เจ้าจะต้องหวาดกลัวจนอึฉี่
เล็ดเรี่ยราด!”
ในยามนี้อารมณ์ของสาวก นิกายกระบี่สวรรค์ ต่าง
เดือดพล่านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“หายไปให้หมด!!!”
ท่ามกลางปราณกระบี่ที่ถาโถมโจมตีเข้ามาอย่างบ้า
คลั่ง เจียง จุนหลิน ก็ตะโกนเสียงดังกึกก้อง ทันใด
นั้นเปลวเพลิงก็ลุกโชติช่วง กลืนกินกระบี่ที่ถูกฟาด
ฟันเข้ามา เกิดเป็นเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นลือ
ลั่น ทุกคนสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ‘ กา
ยาทองคำมหาตะวัน ‘ ทำให้ เจียง จุนหลิน ดูราว
กับอสูรไร้พ่าย เกราะทั่วทั้งร่างกายของมัน ได้
ปลดปล่อยเปลวเพลิงอันไร้สิ้นสุดออกมา เปลว
เพลิงนี้ได้กลืนกินร่างของ ซู หยานหลี่ ซึ่งอยู่ใน
ขอบเขตรัศมีเข้าไป
ตู้ม ตู้ม ตู้ม!
การต่อสู้ในตอนนี้ ทั้งเฉียบคม และ รุนแรง เรียกได้
ว่าหาดูได้ยากเป็นอย่างยิ่ง
” เจียง จุนหลิน น่าหวาดกลัวยิ่งนัก เขามีความ
เชี่ยวชาญในการโจมตีด้วยเคล็ดวิชาเต๋าระยะไกล
และ อ่อนแอในการต่อสู้ระยะประชิด แต่เมื่อเขาได้
ทำการปลูกฝัง ‘กายาทองคำมหาตะวัน’ ทำให้จุด
บอดในเรื่องการต่อสู้ระยะประชิดของเขาได้
หายไป!”
การต่อสู้ครั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่าสำหรับผู้แข็งแกร่ง
แล้ว แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้คิดว่า ซู หยานหลี่
เป็นฝั่ายที่ได้เปรียบแม้แต่น้อย
การต่อสู้ครั้งนี้กินเวลายาวนาน สุดท้าย ซู หยานห
ลี่ ก็ต้องล่าถอย แม้ว่าร่างกายของนางจะไม่ได้รับ
บาดเจ็บ แต่ก็เห็นได้ชัดว่านางเหนื่อยล้าเล็กน้อย
หลังจากต้องต่อสู้อย่างดุเดือด ทำให้พลังศักดิ์สิทธิ์
ของนาง ร่อยหรอลงไปอย่างมาก ซึ่งต่างจาก เจียง
จุนหลิน เพราะตัวมันมี ‘ กายาทองคำมหาตะวัน ‘
ร่างกายของมันในตอนนี้ ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่
น้อย กายเนื้อของมันมีความแข็งแกร่งเป็นอย่าง
มาก นี้ในเวลานี้ตัวมันดูราวกับอสูรร้าย หลังจาก
นั้นมันก็กล่าวกับ ซู หยานหลี่ ด้วยน้ำเสียงเย้ย
หยัน ” ช่างหน้าเวทนาเหลือเกิน ข้าว่าเคล็ดวิชาที่
เจ้าใช้น่าจะเป็นวิชาทำความสะอาดเสียมากกว่า
มันไม่สามารถสร้างบาดแผลให้กับข้าได้แม้แต่รอย
ขีดข่วน! ซู หยานหลี่ เจ้าคงล่วงรู้แล้วว่า หากต่อสู้
กันข้าอีกครั้ง เจ้าจะต้องตาย ในขณะที่ข้าไม่
บาดเจ็บแม้แต่น้อย เมื่อรู้เช่นนี้เจ้ายังอยากจะสู้ต่อ
หรือไม่? ”
สิ่งที่มันกล่าวออกมานั้นล้วนเป็นความจริง
หลังจากการต่อสู้อันยาวนาน ซู หยานหลี่ ต้องทน
ทุกข์ทรมานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ถึงแม้นางจะกล่าวออกไปว่า เจียง จุนหลิน เป็นผู้ที่
หลบซ่อนอยู่แต่ในกระดอง แต่กระนั้น
ความสามารถของมันก็เป็นของจริง
ซู หยานหลี่ ย่อมล่วงรู้อยู่แก่ใจ
” พอเถอะ เจ้าอย่าดื้อดึงจนทำให้ตนเองได้รับ
บาดเจ็บ ” ขณะที่นางจะพุ่งเข้าไปต่อสู้ ทันใดนั้น
เสียงของ เฟิง ซัวหยา ก็ดังก้องเข้ามาในหู
” ท่านอาจารย์ คนผู้นี้มันหยิ่งผยองเกินไป ศิษย์… ”
ภายในหัวใจของ ซู หยานหลี่ ยังคงไม่ยินยอม
นางล่วงรู้ดีว่า เฟิง ซัวหยา ห่วงใยนาง มิฉะนั้น
ด้วยลักษณะนิสัยของเขาแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่
จะยอมรับความพ่ายแพ้เช่นนี้
” ข้ารู้สึกไม่พอใจคนผู้นี้ แต่เป็นเพราะมันได้รับ
รากฐานเซียนชั้นเลิศ หากเจ้าสะกดข่มอารมณ์ของ
ตนเองเอาไว้อีกเล็กน้อย ใช้เวลาอีกซักสองสามปี
เจ้าก็จะสามารถห่างชั้นกับมันไปไกลได้ ” เฟิง
ซัวหยา จ้องมองลึกลงไปบนร่างของ เจียง จุน
หลิน
” ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่การที่ข้าได้พ่ายแพ้แก่มัน
ในวันนี้ ก็ทำให้รู้สึกไม่พอใจเช่นกัน” เมื่อ ซู
หยานหลี่ เห็นว่า เจียง จุนหลิน กำลังหัวเราะ
ออกมาอย่างหยิ่งทะนง มันยิ่งทำให้นางรู้สึกเกลียด
ชังและยิ่งไม่พอใจ
เมื่อ เจียง จุนหลิน แน่ใจว่านางหยุดโจมตีแล้ว มัน
ก็หัวเราะออกมาด้วยเสียงดังก้องกังวาน พร้อมกับ
ก้าวขึ้นมาว่า ” เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็เป็นฝั่ายที่ได้รับ
ชัยชนะ แม้แต่เจ้า ซู หยานหลี่ ก็หาใช่คู่ต่อสู้ของ
ข้า ข้ามั่นใจแล้วว่าภายใน นิกายกระบี่สวรรค์
แห่งนี้ ไม่มีอัจฉริยะคนใดรุ่นเดียวกัน ที่มีพรสวรรค์
เทียบเคียงกับข้าได้ ในวันนี้ภายในดินแดนแห่งนี้
ข้าคืออัจฉริยะอันดับหนึ่ง ”
ถึงแม้ว่า เจียง จุนหลิน จะรู้สึกภาคภูมิใจ แต่
แท้จริงแล้วมันก็ยังไม่เพียงพอที่จะเอามาโอ้อวดได้
มันหันไปมอง เจียง เซี่ย ที่กำลังยิ้มอยู่ เห็นได้ชัด
ว่าผลงานทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเพราะเขา
” เจ้านั่นกำลังทำลายขวัญกำลังใจคนของเรา ไม่มี
หนทางอื่นแล้วหรือไร? ” หลาน ฮั้วหยุน กระซิบ
” ทำอันใดก็ไร้ประโยชน์แล้ว เห็นได้ชัดว่าในยามนี้
เราตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของมัน ถึงแม้เวลาจะผ่าน
ไปหลายร้อยปีแล้วก็ตาม แต่ เจียง เซี่ย ก็ยังคงไม่
เปลี่ยนแปลง มันยังคงทำตัวเป็นพวกลัทธินอกรีต
เช่นเดิม เพื่อหวังจะใช้ทุกวิถีทางในการเอาชนะ
ข้า” เฟิง ซัวหยา ลุกขึ้นยืน พร้อมกับเหลือบไป
มอง ซู หยานหลี่ นางล่วงรู้ดีว่าตนเองควรทำเช่น
ไร นางทะยานมาอยู่ข้างกาย เฟิง ซัวหยา กับ โม่
ซือซู เพื่อเตรียมที่จะออกไปพร้อมกับเขา
” เห็นได้ชัดว่าทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องโปั้ปดมดเท็จ
เจตนาและเปั้าหมายการมาที่แท้จริงของ เจียง
เซี่ย ประการแรกก็คือ เข้ามาตรวจสอบพลังฟั้า
ดินที่อยู่ภายใน นิกายกระบี่สวรรค์ ประการที่สองก็
คือ ต้องการให้เราชะล่าใจ แล้วลดหย่อนการเฝั้า
ระวัง ประการที่สามก็คือ เขาจะให้ เจียง จุนหลิน
สั่นคลอนขวัญกำลังใจเหล่าสาวกในนิกายของเรา
จึงใช้วิธีต่อสู้ระหว่างนิกายมาเป็นข้ออ้าง เพราะ
มันเป็นวิธีที่ดีที่สุด ”
เฟิง ซัวหยา กล่าวกับศิษย์ทั้งสองเล็กน้อย จากนั้น
เขาก็พุ่งทะยานออกไป
“ท่านอาจารย์ มันกล้ามาเหยียบจมูกเราถึงถิ่น อีก
ทั้งยังคิดเหยียดหยามข่มเหงเราเช่นนี้ ภายในจิตใจ
ของข้าไม่อาจยินยอมได้!” โม่ ซือซู กัดฟันแล้ว
กล่าวขึ้น
” แล้วเจ้าจะทำเช่นไรได้? ถึงพลังของเจ้าจะอยู่ใน
ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 6 หรือ เจ้าอาจ
เอาชนะมันได้ก็จริง พวกมันก็ยังคงสรรหาถ้อยคำ
มากล่าวหาเจ้า ทำให้เจ้าดูเลวร้ายอยู่ร่ำไป เพราะ
คนอย่างพวกมัน คือพวกหน้าซื่อใจคด!” ซู
หยานหลี่ กล่าวขึ้นอย่างไม่พอใจ
เพราะก่อนหน้านี้นางเองก็พึ่งจะได้รับ
ประสบการณ์ไปเช่นกัน
ไม่ใช่แค่พวกเขาทั้งสามเท่านั้นที่ไม่พอใจ ขณะที่
โม่ ซือซู กำลังหัวเราะกลบเกลื่อนออกมา ในยาม
นี้ดวงตาของเหล่าสาวกนิกายกระบี่สวรรค์ ได้
กลายเป็นสีแดงก่ำราวโลหิต พวกเขาต่างขบฟัน
แน่น เพราะความอัปยศ แม้แต่ ซู หยานหลี่ ยังไม่
สามารถสะกดข่มจิตใจไม่ให้ขุ่นมัวได้ ส่วนเหล่า
สาวกหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยเลือดร้อน ตอนนี้ภายใน
กายของพวกเขากำลังเดือดพล่าน เพราะความคับ
แค้นใจที่โดนข่มเหงรังแก
“พรรคจงหยวน!”
“เจียง จุนหลิน…”
เหล่าผู้เยาว์ในนิกายต่างกัดฟันแน่น ด้วยความไม่
พอใจ แต่พวกเขากลับไม่สามารถกระทำสิ่งใดได้
เพราะก่อนหน้านี้ศิษย์หลายคนขึ้นไปท้าทาย แต่
พวกเหล่านั้นก็พ่ายแพ้ให้กับ เจียง จุนหลิน
ในตอนนั้นเอง เจียง จุนหลิน ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
พร้อมกับเอ่ยคำอำลา บนในหน้าของมันฉาบด้วย
รอยยิ้มอันปิติยินดี ผู้ที่มีสายตาแหลมคมจะ
สามารถมองเห็นได้ว่า ตอนนี้มันกำลังรู้สึกรื่นรมณ์
อย่างยิ่ง ราวกับว่ามันได้เดินเหยียบหน้าของ เฟิง
ซัวหยา
“ไม่ส่งแขก” เฟิง ซัวหยา กล่าวขึ้นอย่างไม่แยแส
พร้อมกับจ้องมองพวกมันจากไป
จบสิ้นแล้ว
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ถึงปากจะพร่ำว่านี่เป็นการ
ชี้แจง แต่ในความจริงแล้วมันคือการประกาศ
สงครามอย่างเห็นได้ชัด การที่ เจียง เซี่ย เข้ามาใน
อาณาเขตของนิกายสวรรค์ ก็เพื่อจะกลับมา
ตรวจสอบอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่ามันพอใจกับความ
หนาแน่นของกลิ่นอายพลังฟั้าดินภายในเทือก
ครามมาก เมื่อเทียบกับพรรคจงหยวนแล้ว
สถานที่แห่งนี้ดีกว่ามากนัก
ความจริงแล้วพรรคจงหยวนนั้น ไม่ได้เกรียงไกร
เท่า นิกายกระบี่สวรรค์
แต่เวลานี้ถือเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ดีอย่างยิ่งในการ
เหยียบหัว นิกายกระบี่สวรรค์ เพื่อยกตนให้สูงขึ้น!
เมื่อเห็นเช่นนี้ เจียง จุนหลิน ก็หัวเราะออกมาอย่าง
บ้าคลั่ง เป็นการแสดงออกที่ไร้ยางอายอย่างแท้จริง
ราวกับว่าเทือกเขาครามนี้ได้กลายเป็นอาณาเขต
ของพวกมันไปแล้ว
ตูม!
แต่ในขณะนั้น ที่ด้านล่างของสนามประลองเซียน
ไท่ กลับปรากฎเสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้นมา
จากนั้น ในทิศทางที่เหล่าฝูงชนยืนจ้องมองอย่าง
เดือดดาลอยู่นั้น ก็ได้มีเสียงดังขึ้นเพื่อรั้ง เจียง เซี่ย
และคนของพรรคจงหยวน เอาไว้
เฮ้!!!
ท่ามกลางฝูงชนนั้น มีหลายคนที่ตะโกนนามของ
คนสองคนดังแว่วออกมา
ความจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่สามารถมองเห็นสิ่ง
ที่กำลังเกิดขึ้นได้ เพราะถูกสกัดกั้นเอาไว้ด้านนอก
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทำให้เหล่าฝูงชนยิ่งส่ง
เสียงกันออกมาดังลั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ
” ทุกคนหลีกทาง ให้พวกเขาออกไป! ”
“หลีกทาง!!!”
ในเวลานี้ ดูราวกับว่าทั่วทั้งสนามประลองเซียนไท่
กำลังเดือดพล่าน
ผู้คนมากมายต่างร้องตะโกนขึ้น ในที่สุดเส้นทางก็
ถูกเปิดออก พร้อมกับมีร่างของใครบางคนวิ่งขึ้นมา
บนเนินเขา
เมื่อได้ยินเสียงเฮ และ การเคลื่อนไหวดังสนั่นนี้
เฟิง ซัวหยา และ ซู หยานหลี่ ก็หันไปจ้องมองยัง
สถานที่แห่งนั้น
“เงียบ!”
เฟิง ซัวหยา ตะโกนออกคำสั่ง ในที่สุดเสียงของ
เหล่าฝูงชนก็เงียบลง ถึงแม้ทุกคนจะรู้สึกตื่นเต้น
ยินดี แต่ก็พยายามสะกดข่มเอาไว้
บนสนามประลองเซียนไท่ แม้แต่ หลาน ฮั้วหยุน ก็
ลุกขึ้นยืน พร้อมกับจ้องมองไปยังเบื้องล่างด้วย
ความงุนงง
ทันใดนั้น เมื่อ เฟิง ซัวหยา จ้องมองไป ร่างกาย
ของเขาก็ผงะออกไปเล็กน้อย
“อ๊า!!” ซู หยานหลี่ มองลงไปเบื้องล่าง นาง
มองเห็นร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่ง ภายในดวงตาที่จ้อง
มองออกไปนั้น ได้ปรากฏหยาดน้ำตาเอ่อล้นอยู่
ภายใน
” อู่ อวี้? ” โม่ ซือซู แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของ
ตัวเอง เขาขยี้ตาอยู่หลายครั้ง และ ในที่สุดก็พบว่า
ตัวเองไม่ได้เข้าใจผิดไป คน ๆ นั้นก็คือ อู่ อวี้!
“หลาน สุ่ยเยว่!”
หลาน ฮั้วหยุน ,จ้าว ฉางเทียน ,อี้ ชิงเฟิง ต่างร้อง
อุทานขึ้นพร้อมกัน พวกเขาก็เห็นนางเช่นเดียวกัน!
พูดให้ถูกมากกว่านั้น ต้องบอกว่า อู่ อวี้ กำลังอุ้ม
หลาน สุ่ยเยว่ ก้าวเดินขึ้นมาบนสนามประลอง
เซียนไท่
หลังจากได้บ่มเพาะเคล็ดวิชาเต๋า ‘กระบี่หยินหยาง
ก่อกำเนิด’ เสร็จสิ้น ซากโครงกระดูกของผู้อาวุโส
โบราณก็ไม่ทำให้พวกเขาต้องผิดหวัง ภายในห้อง
แคบ ๆ นั้นได้ปรากฏทางเดินซึ่งนำไปสู่ทางออก อู่
อวี้ ได้ขุดผ่านพื้นดินนั้นเป็นระยะประมาณ 10 จั้ง
หรืออาจมากกว่านั้น ในที่สุดพวกเขาก็พบทางออก
ช่องทางเดินนี้ได้นำไปสู่ยอดเขาแห่งหนึ่งใน
เทือกเขาคราม ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากสนามประลอง
เซียนไท่แห่งนี้
ทันทีที่ออกมา เขาก็ได้พบเจอกับโอกาสอันยิ่งใหญ่
อีกครั้ง
พลังศักดิ์สิทธิ์ของ หลาน สุ่ยเยว่ ร่อยหรอจนไม่มี
เหลือ นางเหนื่อยล้าถึงขีดสุด ส่วนตัว อู่ อวี้
เนื่องจากเขามีพลังอำนาจอันไร้สิ้นสุดจากกายเนื้อ
ทำให้เขายังคงความแข็งแกร่ง และ เต็มไปด้วย
ความมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะเมื่อได้ดูดซับกลิ่นอาย
ฟั้าดินอันกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุดนี้ โดยไม่ปล่อยให้มัน
สูญเสียไปแม้แต่น้อย เขาก้าวไปสามก้าวจากบน
สนามประลองเซียนไท่ จากนั้นก็ได้มอบร่างของ
หลาน สุ่ยเยว่ ส่งผ่านไปให้ หลาน ฮั้วหยุน และ
จากนั้นเขาก็ได้เดินไปยังเบื้องหน้าของ เฟิง
ซัวหยา พร้อมคุกเข่าลงด้วยสายตาเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น
และกล่าวขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ ศิษย์กลับมาจาก
ความตายแล้ว”
ช่วงเวลาที่เขาอยู่ด้านล่างนั้น เขาเข้าใจดีว่าศิษย์
ภายในนิกายกระบี่สวรรค์ทั้งหมด ต่างคิดว่าพวก
เขาทั้งสองได้ตกตายลงไปแล้ว
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ