กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1144: วิหารจิตเทวะ
อู่ อวี้ ไม่เคยคิดว่าจะได้พบกับเฟิงซัวหยาเช่นนี้ อาจารย์ของเขายังคง
เหมือนเดิม ซึ่งท าให้ อู่ อวี้ รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเขาขมวดคิ้วแล้วเขาว่า “ ถ้า
เป็นร่างแยก แสดงว่าสิ่งที่จักรพรรดิโบราณพูดเป็นความจริง ดังนั้นเขาคงไม่
คิดจะตามเข้ามา แต่ถ้าทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องเท็จ เท่ากับว่าอาจารย์ของข้า
ไม่ใช่ร่างแยกของเขา อีกทั้งจักรพรรดิโบราณคงไม่อาจมาที่นี่ได้ เจ้าไม่ต้อง
กังวลไป ”
“ ข้าคิดว่าถึงเขาจะเป็นเทพเซียน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมาโลกอื่น นอกจากนี้เขา
ยังพูดอีกว่ากฎระเบียบของเทพเซียนนั้นเข้มงวดมาก ข้าเคยได้ยินมาว่าการที่
เทพเซียนมายังโลกที่ 2 จะต้องผ่านกระบวนการที่เข้มงวด ” หมิงซวงพยัก
หน้า
“ เราไม่อาจรู้ได้ว่าเทพเซียนมีขอบเขตข้อจ ากัดมากแค่ไหน เราท าได้เพียง
ป้องกัน แล้วอยู่ในสถานที่ที่เราคิดว่าปลอดภัยเท่านั้น ”
เขาพุ่งเข้าสู่พิภพปีศาจบรรพกาลอย่างรวดเร็วนี้ ยิ่งยามนี้ อู่ อวี้ แข็งแกร่งกว่า
แต่ก่อนมาก ดังนั้นระดับความเร็วของเขาจึงเพิ่มขึ้น และไม่ต้องห่วงกังวล
อะไรมาก
ซึ่งพวกเขาไม่ได้รับผลกระทบจากช่วงเวลาแห่งการฆ่าของพิภพปีศาจบรรพ
กาล
” ที่ส าคัญพวกเทพปีศาจในพิภพปีศาจบรรพกาล จะต้องไม่ยอมให้จักรพรรดิ
โบราณลอบเข้ามาใช่หรือไม่? ” หมิงซวงวิเคราะห์
ไม่ว่าอย่างไร อู่ อวี้ ก็ยังคงส่งพวกเขาไปที่ฐานทัพใหม่ ซึ่ง หนานซาน หวาง
เยว่ ได้จัดเตรียมสถานที่ไว้อย่างแน่นหนามิดชิด อีกทั้งสถานที่แห่งนี้อยู่ใต้ก้น
เหวลึกยิ่งท าให้หาได้ยากเข้าไปอีก นอกจากนี้ภายในถ ้ายังมีทรัพยากร
มากมาย ซึ่งสมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งของที่อยู่ภายในไข่มุกทองค าเหยียนหวง ที่
สามารถน ามาใช้จัดวางวงเวทย์มายา
จริงแล้ว อู่ อวี้ ควรตรวจสมบัติภายในไข่มุกดู เพราะนอกจากศาสตราวิถีแท้
วิญญาณนภาจ านวนมากแล้ว ยังมีสมบัตินานานับการเยอะแยะมากมาย
ทว่า อู่ อวี้ ไม่มีอารมณ์ที่จะสนใจสมบัติเหล่านี้
ในเวลานี้คนส าคัญที่สุดในชีวิตของเขาล้วนรวมตัวกันอยู่ที่นี่ไม่ว่าจะเป็น
หนานซาน หวางเยว่ , เย่ซีซี , อู่หยู , เฟิงซัวหยา รวมถึงก าลังเสริมหลัก ๆ
อย่างร่างกลืนสวรรค์ , กิเลนเงิน, หงส์ทมิฬ
ทั้งหมดล้อมวงนั่งฟังร่างต้นของ อู่ อวี้ เล่าเรื่องราวที่ได้พูดคุยกับจักรพรรดิ
โบราณมาในวันนี้ให้ หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี ฟัง
โดยเฉพาะเย่ซีซี อู่ อวี้ ได้เล่าให้นางฟังเรื่องที่จักรพรรดิโบราณได้กล่าวถึงนาง
จักรพรรดิโบราณบอกว่าเขาแค่ท าตามหน้าที่เท่านั้นหาได้ท าอันใดผิด หากเย่
ซีซีอยากจะแก้แค้นให้มาหาเขาได้ตลอดเวลา อู่ อวี้ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใน
เรื่องนี้
” เขาพูดเช่นนั้นหรือ … แต่ข้าจะไม่สังหารบิดาของท่าน … ” หลังจากได้ยิน
เช่นนั้น เย่ซีซี ก็ไม่อาจทนแบกรับความอัดอั้นในใจไว้ได้และร ่าไห้ออกมา
” เด็กน้อยอย่าคิดมากเกินไป ประการแรกเราจะต้องกลายเป็นเทพเซียนให้ได้
ก่อน เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าค่อยแก้แค้นดีมั้ย? ประการที่สองเรายังไม่อาจรู้ได้ว่า
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ? ” หนานซาน หวางเยว่ กล่าว
เย่ซีซี กล่าวว่า ” ไหนเลยท่านถึงพูดเช่นนั้น ก็เขารู้เรื่องของเราตั้งหลายอย่าง
ทั้งยังพาพี่สาวอู่หยูมาหาพี่อวี้อีก แล้วก็ยังกล่าวถึงท่านแม่ซูซ่างเซียนของ
พี่อวี้ ว่าเมื่อใดที่เขากลายเป็นเทพเซียนให้ไปหาท่านที่วิมานสวรรค์ซูหยี่
ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์แล้วไม่ใช่หรือว่าสิ่งที่เขากล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็น
ความจริง นอกจากนี้เขายังสื่อสารกับพลองทองสมปรารถนาได้อีก แล้วมัน
จะกลายเป็นเรื่องเท็จได้อย่างไร? ”
อู่ อวี้ มองไปที่หนานซานหวางเยว่แล้วเขาว่า ” เจ้าเองคิดว่ามันผิดปกติ
หรือไม่? ”
หนานซาน หวางเยว่ ก้มศีรษะ แล้วส่ายหัว ” เปล่าเลย แต่เป็นเพราะข้าโตมา
ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความโกหกหลอกลวง เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ข้า
จะท าก็คือไม่ไว้ใจไว้ก่อน ไม่ว่าจักรพรรดิโบราณจะมีหลักฐานดูสมจริงมาก
แค่ไหน แต่ข้าคิดว่าเขาเป็นถึงเทพเซียน ทุกอย่างอาจอยู่ภายใต้การควบคุม
ของเขา รวมถึงสองคนนี้ เจ้าแน่ใจแล้วใช่หรือไม่ว่าเขาคือพี่สาวกับอาจารย์
เจ้าจริง ๆ ? ไม่ใช่จักรพรรดิโบราณแอบสวมร่างมา? ”
หนานซาน หวางเยว่ วิเคราะห์ปัญหาได้เฉียบคมมาก
แต่หลังจากได้ยินสิ่งที่ หนานซาน หวางเยว่ กล่าว อู่หยูกับเฟิงซัวหยาต่างก็
งวยงงเป็นอย่างมาก ทั้งคู่ได้แต่หันมอง อู่ อวี้ เท่านั้นโดยไม่รู้ว่าจะพูดอันใด
” ข้าแน่ใจ เพราะทดสอบมาหลายครั้งแล้ว ไม่พบอะไรผิดปกติเลย… ” เมื่อ
หนานซาน หวางเยว่ ทักท้วงมาเช่นนั้น อู่ อวี้ ก็รู้สึกเป็นห่วงในกรณีนี้เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้เขาจึงพยายามตรวจสอบมาจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้วจริง ๆ และทุก
ครั้งก็ยังคงปกติ ซึ่งเขาก็รู้นิสัยใจคอของอู่หยูกับเฟิงซัวหยาดีที่สุด ดังนั้นเขา
จึงมั่นใจว่าไม่น่าจะมีข้อผิดพลาดใด ๆ อีกต่อไป แต่สิ่งที่ หนานซาน หวางเยว่
ทักท้วงมาฟังดูก็มีเหตุผล เราจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเทพเซียนมีวิชาใดบ้าง?
” พี่หนานซานคิดมากเกินไป พี่สงสัยเช่นนี้ เดี๋ยวพี่สาวอู่หยูกับท่านลุงเฟิงจะ
โกรธเสียใจเอานะ ”
หนานซาน หวางเยว่ ทอดถอนถอนหายใจ แล้วกล่าวด้วยอาการปวดเศียร
เวียนเกล้าอย่างที่สุดว่า ” ช่างเถอะ ๆ ถือเสียว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน ข้าเอง
กล่าวลอย ๆ หาได้มีหลักฐานยืนยันมาพูดอะไรมากเลย แค่คิดว่าจะต้อง
ต่อต้านกับเทพเซียน ข้าก็ปวดหัวตึ๊บแล้ว เพราะข้าไม่รู้ว่าเขามีความสามารถ
อะไร หรือท าอะไรได้บ้าง บางทีเขาอาจจะน่ากลัวกว่าที่เราคิด หรือไม่บางที
อาจจะก าลังรอให้พวกเราแข็งแกร่งมากกว่านี้ จากที่เห็นยังไม่มีอะไรชัดเจน
สักอย่าง ลองคิดดูโอกาสที่เขาจะเป็นบิดาของเจ้าจริงอยู่ที่ 9 ใน 10 ส่วน แต่
ก็ยังเหลืออีก 1 ส่วนอาจจะเป็นไปไม่ได้ แต่ที่แน่ ๆ เจ้าที่ย้อนกลับไปที่นั่นคน
เดียวจะไม่เป็นอะไรเช่นนั้นหรือ? แต่ระหว่างที่เจ้าอยู่ที่นั่นก็ไม่ต้องกังวลเรื่อง
ทางนี้ ”
อู่ อวี้ ก็คิดเช่นเดียวกับ หนานซาน หวางเยว่
หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี มีความคิดกันคนละทาง
เขารู้ว่าความหมายของ หนานซาน หวางเยว่ นั้นคืออะไร
” แต่ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ต้องระวังตัวไว้ แม้สถานการณ์ในตอนนี้ มันดีกว่าที่
เราคิดไว้ให้มาก ๆ ถึงอาจจะยังไม่ทราบเป้าหมายที่แท้จริงของเขา แต่อยู่ที่นี่
ก็น่าจะปลอดภัยกว่า เนื่องจากสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับประตูพิภพปีศาจบรรพกาล
ดังนั้นต่อให้เขารู้ แต่ก็มีโอกาสน้อยมากที่จะท าอะไรเราได้อยู่ดี”
” พรุ่งนี้เจ้าจะขึ้นครองบัลลังก์ใช่หรือไม่? ” หนานซาน หวางเยว่ ถาม
อู่ อวี้ กล่าวว่า ” ข้าต้องกลับแล้ว ลั่วผินยังไม่ได้กลับไปที่วังมังกรสี่สมุทรเลย
”
หนานซาน หวางเยว่ พยักหน้ารับทราบแต่ก็ไม่พูดอะไรมาก อู่ อวี้ รู้ว่า หนาน
ซาน หวางเยว่ สงสัยอะไรบ้าง ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
เพราะถ้าจักรพรรดิโบราณเป็นคนต ่าช้าจริง ๆ หนานซาน หวางเยว่ ก็เป็นอีก
หนึ่งในเป้าหมายด้วยเช่นกัน
” หรือจะให้ข้ากลับไปด้วย หลังจากทั้งหมด ข้าอาจเป็นคนที่เขาชักใยอยู่? ”
เฟิงซัวหยาคิดชั่วครู่แล้วถาม อู่ อวี้
อู่ อวี้ ใช้เนตรเพลิงตรวจสอบเขาซ ้าแล้วซ ้าอีก พลังฝีมือของเขาอยู่แค่ระดับ
ต าหนักม่วงทะเลมรกตเท่านั้น ย่อมไม่มีอันตรายหรือภัยคุกคามใด ๆ ฉะนั้น
เขาจึงยืนยันว่าให้เฟิงซัวหยาอยู่ที่นี่
” ถ้าจักรพรรดิโบราณไม่ใช่บิดาของข้า ท่านก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขา ถ้าไป
อยู่ที่นั่น ท่านจะเป็นอันตรายเปล่า ๆ ” อู่ อวี้ กล่าว
” อวี้เอ๋อเราไม่อยากสร้างปัญหาให้แก่เจ้า เจ้าคือคนที่ก าลังจะกลายเป็นเซียน
อมตะ อย่าให้เรามาคอยถ่วงแข้งถ่วงขาเจ้าเลย … ” อู่หยูกล่าวอย่างเป็นห่วง
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” อย่าคิดเช่นนั้น เรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับท่าน
พี่ ข้าแค่อยากให้ท่านปลอดภัย ถ้าจักรพรรดิโบราณมีเจตนาร้ายจริง ๆ ท่านก็
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อยู่แล้ว ”
อู่ อวี้ คิดว่าถ้าคนทั้งสองอยู่ในโลกนี้ก็ยังสามารถฝึกฝนบ าเพ็ญตนได้อย่าง
สบาย โดยเฉพาะที่นี่มีพลังฟ้าดินหนาแน่นกว่านครเทวะมาก คาดว่าใช้เวลา
ไม่นานพลังฝีมือของพวกเขา จะต้องคืบหน้าอย่างใหญ่หลวงแน่นอน
” ขึ้นชื่อว่าเทพเซียน เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเขาจะคิดหรือจะท าอะไร
ได้บ้าง ข้าไม่รู้ว่าท าไมข้าถึงรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีเช่นนี้ แต่ข้าก็ไม่สามารถพูดอะไร
ได้เพราะไม่มีหลักฐานใด ๆ ยืนยันเลย อีกอย่างข้าไม่ใช่เทพเซียนข้าจึงไม่
เข้าใจ … ” หนานซาน หวางเยว่ มองอู่ อวี้ ได้แต่ส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา
แล้วก็ยิ้ม
” อย่าเพิ่งมองโลกในแง่ร้ายเกินไป ตราบใดที่ยังไม่ตายก็ไม่มีผู้ใดมาขวางทาง
ของเราได้ ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ตาม ” อู่ อวี้ ยังคงเชื่อมั่นมาก
แม้ว่ายามนี้พวกเขาไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ในอนาคตเขาก็ไม่หวาดกลัว
หนานซาน หวางเยว่ แค่พูดคุยทักท้วงไปตามประสบการณ์ ส่วนทางด้าน
ของเย่ซีซีก็เชื่อในหลักฐาน เพราะหลักฐานก็คือ อู่ อวี้
อู่ อวี้ ก าลังจะกลับไปขึ้นบัลลังก์ในวันพรุ่งนี้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะลั่ว
ผินยังไม่ได้กลับไปที่วังสี่สมุทร หลังจากเขากลับไปหานางแล้ว อย่างน้อย ๆ
ก็ยังมีร่างกลืนสวรรค์อยู่กับคนอื่น ๆ ในพิภพปีศาจบรรพกาล ยิ่งมีคนจ านวน
น้อยเท่าไหร่ โอกาสที่จะตกอยู่ในอันตรายก็น้อยลงไปด้วย?
คืนนี้ยังพอมีเวลา เขาอยากจะกลับไปหาลั่วผินอีกครั้ง
ในไข่มุกทองค าเหยียนหวง มีศาสตราวิถีแท้วิญญาณนภา ซึ่งมีวงเวทย์
ประทับมากกว่า 500,000 วง ชื่อว่า ‘วิหารจิตเทวะ’ รูปร่างของมันเป็นวิหาร
ต าหนัก อู่ อวี้ บอกให้ หนานซาน หวางเยว่ ท าพันธสัญญากับ ‘วิหารจิตเทวะ’
เพื่อให้พวกเขาพักอาศัยอยู่ในนั้นชั่วคราว ภายในศาสตราวิถีแท้วิญญาณ
นภา ‘วิหารจิตเทวะ’ มีพื้นที่กว้างขวางเป็นอย่างมาก เสมือนเมืองย่อม ๆ เลย
ทีเดียว เมื่อเขาเปิดประตูเข้ามาก็สามารถเข้าสู่ด้านในได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้
ยังมี ‘เวทย์เคล็ดมายา’ ซึ่งแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่ หนานซาน หวางเยว่ จัดวางไว้
มาก
ร่างต้นของ อู่ อวี้ กลับไปที่นครเทวะเพียงคนเดียวเท่านั้น โดยทิ้งให้ร่างกลืน
สวรรค์อยู่ที่นี่ สามารถพูดคุยปรับความเข้าใจกับ อู่หยู และ เฟิงซัวหยา ได้
ตลอดเวลา เพื่อช่วยไม่ให้พวกเขาเบื่อหน่ายตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ฉะนั้น อู่ อวี้
จึงแนะน าให้พวกเขาฝึกฝนปฏิบัติระหว่างที่รอคอยอยู่ที่นี่ไปพลาง ๆ ภายใน
ไข่มุกทองค าเหยียนหวงมีทรัพย์สมบัติอยู่มากมาย ถึงแม้ว่าพื้นฐานฝึกตน
ของอู่หยูจะยังไม่ค่อยสูงเท่าใดนัก แต่ อู่ อวี้ ก็มั่นใจว่าหากอยู่ในพิภพปีศาจ
บรรพกาลแห่งนี้ นางจะต้องขึ้นสู่ระดับก่อร่างก าเนิดจิตเทวะเป็นแน่
อู่ อวี้ ร่างต้นใช้เมฆาตลบฟ้ากระโดดอยู่ภายในพิภพปีศาจบรรพกาลอย่าง
ต่อเนื่อง เมื่อเขาอยู่ห่างจาก ‘วิหารจิตเทวะ’ เขาเปิดประตูพิภพปีศาจบรรพ
กาลกลับสู่นครเทวะ
ด้วยวิหารจิตเทวะเขาสามารถถ่ายโอนผู้คนจ านวนมากมาที่พิภพปีศาจบรรพ
กาลได้ แต่ที่นี่ก็ยังถือว่าอันตรายอยู่ ดังนั้นจึงพักพิงได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น
เมื่อกลับมาถึงบรรยากาศภายในนครเทวะก็ยังคงคึกคักมีชีวิตชีวา ภายใน
โลกของผู้ฝึกตนไม่จ าเป็นต้องหลับนอน ดังนั้นทุกคนจึงเฝ้ารอพิธีครั้งใหญ่ใน
วันพรุ่งนี้
หลังจากพาทั้งสองคนไปอยู่ที่พิภพปีศาจบรรพกาล เมื่อ อู่ อวี้ กลับมานครเท
วะท าให้เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เท่ากับว่ายามนี้คนที่เขาเป็นห่วงมากที่สุด
ภายในชมพูทวีปโลกธาตุเหลือเพียงแค่ลั่วผินเท่านั้น แต่โชคดีที่นางยังมีวังสี่
สมุทร
นอกจากนี้ก็ยังมี หนานกง เหว่ย อีกคนหนึ่ง
ส่วนคนอื่น ๆ อย่างเช่นองค์หญิงโย่วเสี่ย, ซูหยานหลี่ ฯลฯ หรือจอมจักรพรรดิ
แห่งนครจักรพรรดิเพลิง จักรพรรดิโบราณหาได้สนใจคนกลุ่มนี้ไม่
แต่พอนึกถึงหนานกง เหว่ย อู่ อวี้ ก็นึกถึงค าพูดของลั่วผิน เมื่อคิดถึงเรื่องราว
ทั้งหมดขึ้นในวันนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า ” นางจดจ าสิ่งที่เกิดขึ้นในทวีป
แห่งทวยเทพตงเสิ้งได้จริงหรือ? หรือจริง ๆ แล้วนางไม่เคยลืมเลือนมันเลย ”
หมิงซวงเบะปากแล้วกล่าวว่า ” มันก็แหงแซะอยู่แล้วล่ะ นางไม่ได้สูญเสีย
ความทรงจ าไปหรอก ไม่เช่นนั้นตอนอยู่ที่เจดีย์วิญญาณบรรพกาล นางคงไม่
ท าท่าเข้าด้ายเข้าเข็มหร๊อกก∼ ”
” แต่ … ”
ตอนนี้เขาหนักใจกับปัญหาที่ต้องพบเจอมากพอแล้ว เมื่อนึกถึง หนานกง
เหว่ย อย่างไม่ได้ตั้งใจ ยิ่งท าให้เขาหนักใจมากขึ้นกว่าเก่า
ปัจจุบันต าหนักโอรสเล่อเงียบเชียบเป็นอย่างมาก
ราตรีนั้น อู่ อวี้ แอบย่องไปหาลั่วผิน เพราะเขาอยากพูดคุยกับนาง เรื่องที่เขา
ได้คุยกับจักรพรรดิโบราณในวันนี้ เขารู้มุมมองของ หนานซาน หวางเยว่ กับ
เย่ซีซี แล้ว ซึ่งเขาอยากรู้ว่าลั่วผินจะมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องของ หนาน
กง เหว่ย และ จักรพรรดิโบราณ
เขามุ่งหน้าไปยังนครหมื่นทวีปท่ามกลางสายวาโยโชยเอื่อยยามราตรี
ทันใดนั้นข้าได้รับข้อความจากยันต์สื่อสาร ซึ่งกลายเป็นว่ามันถูกส่งมาจาก
หนานกง เหว่ย เป็นยันต์สื่อสารที่เขาลืมไปแล้วว่าเคยทิ้งไว้ให้กับนาง
ประเด็นคือในข้อความเก่าว่า ” อยากเจอเจ้า ข้ารออยู่ที่ ป่ายวี่จวิน ”
ป่ายวี่จวินเป็นป่าในนครเทวะ ภายในนี้มีวิญญาณเซียนอยู่เป็นจ านวนมาก
เนื่องจากนครเทวะเต็มไปด้วยพลังฟ้าดิน ฉะนั้นผู้ฝึกตนจ านวนมากจึงไป
ฝึกฝนกันอยู่ในป่าป่ายวี่จวิน บ้างใช้เป็นสถานที่ไตร่ตรองเคล็ดวิชาเต๋าแล
พลังอิทธิฤทธิ์ นับเป็นสถานที่สะอาดสะอ้านบริสุทธิ์ภายในนครเทวะเลยก็ว่า
ได้
อู่ อวี้ ยังไม่เคยไปที่นั่น แต่ก็รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน
ถึงนางจะบอกรวม ๆ ว่าไปเจอกันที่ป่ายวี่จวินไม่ได้ระบุต าแหน่ง
เฉพาะเจาะจง
แต่เขาควรจะไปดีหรือไม่?
ตอนแรกเขาตั้งใจจะไปหาลั่วผิน แต่ได้รับยันสื่อสารจาก หนานกง เหว่ย
เสียก่อน การที่นางส่งสารนัดพบมาให้เขาเยี่ยงนี้มันหมายความว่าอย่างไร?
” ช่างเถอะ ก็แค่ไปดูนิดหน่อยคงใช้เวลาไม่นาน ”
จากนั้นเขาเปลี่ยนทิศทางกลับไปยังป่ายวี่จวิน
——————-