กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 116 : วัยหนุมผูเลือดรอน
“ กลับมาก็ดีแล้ว ” ท่าทางของ เฟิง ซัวหยา ยังคง
สงบนิ่งไม่เปลี่ยน เขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอ แต่ใน
ใจก็ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าเขานั้นมีความสุขมาก
เพียงใด
ส่วนอีกด้าน หลาน ฮั้วหยุน ได้ประคอง หลาน สุ่ย
เยว่ หยาดน้ำตาของนางนั้นได้ไหลพรากออกมา
ส่วน หลาน สุ่ยเยว่ ที่ในตอนนี้นางยังคงตื่น
ตระหนกอยู่ แต่เมื่อนางนั้นได้หนีรอดออกมา และ
ได้อยู่กับปั้าของนางอีกครั้ง มันทำให้นางนั้นร้องไห้
ออกมาอย่างช่วยไม่ได้
เฟิง ซัวหยา ได้สั่งให้ อู่ อวี้ ลุกขึ้น
“ ศิษย์น้อง!” ทางด้านข้างนั้นเป็น ซู หยานหลี่
และโม่ ซื่อซู ในเวลานี้ในดวงตาของทั้งสองนั้น
แดงขึ้นมา อู่ อวี้ รู้ดีว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา ศิษย์พี่
ทั้ง 2 ของเขานั้น ต่างเสียใจกับการตายของเขา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซู หยานหลี่ ถึงแม้ว่านางจะ
ไม่ได้แสดงออกมาเท่าใดนัก แต่ในวันนี้เมื่อ อู่ อวี้
ได้กลับมา ใบหน้าของนางนั้นเต็มไปด้วยหยาด
น้ำตา
“ ดีจริงๆที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ ” ซู หยานหลี่ ยิ้มขึ้น
พร้อมกับเช็ดน้ำตาออก การร้องไห้ต่อหน้าอู่ อวี้
นั้น มันทำให้นางรู้สึกอายไม่น้อย
“ ใช่แล้ว ศิษย์น้องผู้ยอดเยี่ยมของข้า ได้ยินมาว่า
เจ้านั้นถูกสังหารด้วยน้ำมือของปีศาจ มันทำให้ข้า
นั้นทุกข์ทรมานอยู่หลายวัน แม้แต่ความงดงาม
ของเหล่าสาวงามทั้งหลาย ก็ไม่สามารถที่จะปลอบ
ประโลมจิตใจของข้าได้ ต่อให้มีหญิงงามเป็นพัน
เป็นหมื่น มันก็ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกับ
เจ้าได้ ” โม่ ซื่อซู โผเข้าไปกอด อู่ อวี้ มันทำให้เขา
คิดว่าศิษย์พี่ของเขาเป็นคนประเภทเดียวกับ เจียง
จุนหลิน
เห็นได้ชัดว่า เขาไม่ใช่เช่นนั้น
เมื่อโดน โม่ ซื่อซู หยอกล้อแบบนี้ มันทำให้
บรรยากาศดีขึ้นไม่น้อย ซึ่งแตกต่างจากฝังของ
หลาน สุ่ยเยว่
อู่ อวี้ เปลี่ยนท่าทีของเขา แล้วหันไปพูดกับ เฟิง
ซัวหยา “ ท่านอาจารย์ เรื่องมีอยู่ว่า ปีศาจวานร
ได้สังหารผู้คนไปมากมาย สุดท้ายเหลือเพียงข้ากับ
หลาน สุ่ยเยว่ พวกเราจึงได้ร่วมมือกันหลอกเจ้า
ปีศาจวานร เพื่อที่จะหาโอกาสกระตุ้นยันต์เพลิง
แดงทะยานฟั้าออกไป แต่กระนั้นก็ยังยากที่จะหนี
พ้นชะตากรรมความตายนี้ได้ ขณะนั้นเอง พวกเรา
ที่อยู่ภายในถ้ำลึกก็สามารถบังเอิญสัมผัสได้ถึง
บางอย่าง และข้าก็ตกลงไปใน ซากอารายธรรม
เซียนโบราณ ข้างในนั้นมีวิชาเต๋าโบราณอยู่ ต่อมา
ข้าได้ฝึกฝนมันจนสำเร็จ และจากนั้นข้าก็สามารถ
ออกมาได้”
เขาเล่าอย่างสั้นๆ เพื่อที่จะให้พวกเขาเข้าใจลำดับ
เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น
“กลายเป็นว่าผ่านไป 3 เดือนถึงจะกลับออกมาได้
” เฟิง ซัวหยาพยักหน้าขึ้น ชีวิตคนนั้นสำคัญที่สุด
ไม่ว่าจะเป็น ซากอารายธรรมเซียนโบราณ หรือว่า
วิชาเต๋าโบราณ นั้นไม่ได้พิเศษพิโสแต่อย่างใด เมื่อ
ตอนยังเป็นหนุ่ม เฟิง ซัวหยาก็เคยมีโอกาสเช่นนี้
เขาหันไปตรวจสอบสภาพของ อู่ อวี้
“ ท่านปั้า เป็น อู่ อวี้ที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ” ทางอีก
ด้าน หลาน สุ่ยเยว่ ได้กล่าวกับ หลาน ฮั้วหยุน
เมื่อมองเข้าไปแล้วไม่หลงเหลือความเกลียดชัง
ภายในดวงตาอีก เหลือเพียงแค่ความอ่อนโยน
เท่านั้น
เพราะการตาย ซือตู่ หมิงหลาง หลาน ฮั้วหยุน จึง
อยากจะสังหาร อู่ อวี้ ให้สิ้น แต่เมื่อได้ยิน หลาน
สุ่ยเยว่ กล่าวออกมาเช่นนี้แล้ว นางก็ถึงกับสะดุ้ง
ขึ้นมา แม้จะไม่แสดงท่าทีอะไรออกมา แต่การ
เปลี่ยนแปลงที่น้อยนิด ก็เพียงพอที่จะทำให้เข้าใจ
ความหมายได้แล้ว
นางนั้นเป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างแกนนภา อู่ อวี้นั้นไม่
สามารถต่อต้านนางได้แม้แต่น้อย
การกลับมาของพวกเขาทำให้บรรยากาศภายใน
นิกายกระบี่สวรรค์มีความสุขไม่น้อย หลังจากนี้
พวกเขาก็คืออนาคตของนิกาย
ทางด้านของพรรคจงหยวน ก่อนหน้านี้นั้นทั้ง
หัวเราะเยาะเย้ย แต่ตอนนี้พวกมันทำได้เพียงหุบ
ปาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใบหน้าของ เจียง จุนหลิน
กลับปรากฏความประหลาดใจขึ้น
“ อาจารย์ ทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ” ในเวลา
นี้ อู่ อวี้ เพิ่งจะสังเกตเห็น เจียง จุนหลิน และที่อยู่
ด้านหลังของมัน เป็นผู้แข็งแกร่งคนหนึ่ง อู่ อวี้
พอจะเดาได้ว่านั่นเป็นใคร
มันก็คือ เจียง เซี่ย
เฟิง ซัวหยา ไม่ตอบ แต่ว่า โม่ ซื่อซู ยิ้มอย่างดูถูก
แล้วพูดว่า “ พวกมันวางแผนมา สร้างความ
อัปยศให้พวกเรา ”
วางแผน ?
อู่ อวี้เข้าใจแล้ว
“ สร้างความอัปยศสินะ ”
ด้วยกลุ่มคนเพียงแค่นั้น ไม่สามารถจะมาสร้าง
ความอัปยศอันใดให้พวกเรา นิกายกระบี่สวรรค์ได้
ซู หยานหลี่ได้กล่าวว่า “รากฐานเซียนของ เจียง
จุนหลิน นั้นมีชื่อว่า “มหาแก่นตะวัน” ที่สามารถ
ใช้ “กายาทองคำมหาตะวัน” ออกมาได้ ซึ่งทำให้
การโจมตีกายภาพไม่สามารถทำอะไรมันได้ แถม
ตอนนี้ยังอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 5
กล่าวได้ว่ามันนั้นไร้พ่ายต่อผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน
ตัวข้าเองก็ไม่ใช่คู่มือของมันเช่นกัน ”
ด้วยเหตุนั้นเอง จึงทำให้ เจียง จุนหลิน สามารถ
หยิ่งยโสเช่นนี้ได้
“อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 5 แถมยัง
เพาะปลูกรากฐานเซียนลงไปแล้ว?” สายตาของอู่
อวี้นั้น มองไปที่ เจียง จุนหลิน ด้วยสายตาที่
ร้อนแรงดั่งกับเปลวเพลิง
ราวกับว่าทุกคนนั้นได้หายไปหมด หลงเหลือเพียง
การดำรงอยู่ของพวกเขา 2 คนเท่านั้น
“ ศิษย์พี่หญิง ท่านเองพ่ายแพ้หรือ ? ” ภายในใจ
ของอู่ อวี้ ซู หยานหลี่ เปรียบเสมือนกับเปั้าหมาย
ของเขาอย่างหนึ่ง
ถึงคนอื่นจะมองว่า เจียง จุนหลิน เป็นผู้ไร้พ่าย แต่
สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว เขาไม่เห็นว่าตัวมันจะเป็นผู้ไร้
พ่ายแต่อย่างใด เพราะเขาได้เคยเอาชนะมาแล้ว
ครึ่งหนึ่ง
“ กระดองเต่าบนร่างของมัน ไม่สามารถรั้งได้ไว้
เป็นเวลานาน ” โม่ ซื่อซู อธิบาย
เจียง จุนหลิน จ้องมองไปที่ อู่ อวี้ โดยไม่ละสายตา
เกรงว่าภาพที่มันพ่ายแพ้ให้กับ อู่ อวี้ ยังคง
วนเวียนอยู่ภายในจิตใจของมัน
ในเวลานี่ทุกๆคนค่อยๆ หันความสนใจมาที่พวก
เขา ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็ทอดถอนหายใจออกมาแล้ว
กล่าวว่า “ ได้ยินมาว่าตอนอยู่ที่อาณาจักรบูรพา
เยว่อู่ มีคนอยู่คนหนึ่ง ถูกข้าตีจนต้องวิ่งหนีหางจุก
ตูด แต่ในวันนี้มันกลับใส่กระดองเต่า แล้วมาท้า
ทายข้าถึงประตู ข้า อู่ อวี้ ก็ออกมาแล้วนี่ไง ฉะนั้น
ทำไมเจ้าไม่รีบใส่กระดองเต่าแล้วไสหัวออกมาเสีย
ล่ะ? ”
คำพูดของเขามันสามารถทำให้คนๆหนึ่งโกรธจน
แทบคลั่งได้ ฉะนั้นไม่ต้องกล่าวถึง เจียง จุนหลิง
เมื่อคนในพรรคจงหยวนได้ฟัง ก็เกิดความโกลาหล
ทันที
การที่พ่ายแพ้ให้กับ อู่ อวี้ นั้นเป็นเหมือนแผลที่
ยังคงมีเลือดสดไหลออกมา
มันที่เหมือนจะเพิ่งฟืนตัวมาได้นิดหน่อย ตอนนี้
กลับเสมือนถูก อู่ อวี้ เอามีดมากรีดซ้ำ ตอนนี้ใน
สายตาของมันมีแต่การแก้แค้นเพียงอย่างเดียว
เท่านั้น
ว้าว!
เมื่อ อู่ อวี้กลับมา และกล่าวออกมาเช่นนี้ ทำให้
ความเงียบสงบบน สนามประลองเซียนไท่ ถูก
ทำลาย ทุกคนต่างช่วยกันตะโกนออกมา ซึ่งการ
ตะโกนนี้ไม่ได้เป็นตะโกนเรียกชื่อของ อู่ อวี้ แต่
อย่างใด กลับตะโกนออกมาว่า “ กระดองเต่า ” มี
เพียงแค่ 3 คำนี้เท่านั้น มันทำให้ความเย่อหยิ่งของ
เจียง จุนหลิน ถูกบดขยี้ไปโดยสิ้นเชิง
มีคำกล่าวที่ว่า วัยหนุ่มเลือดร้อน ซึ่ง เจียง จุน
หลิน ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
ที่แห่งนี้ต่างได้รวบรวมเหล่าผู้คนมามากมาย ซึ่ง
มันไม่สำคัญแม้แต่น้อยว่าใครจะมีอายุเท่าไหร่หรือ
ศักดิ์ฐานะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่ใครบ้างที่จะชื่นชอบ
การถูกฉีกหน้าต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้ ?
อู่ อวี้เป็นคนหยาบคาย พูดตรงๆ ไม่มีปิดบัง ด้วย
เหตุนี้เอง มันจึงทำให้เลือดในกายของเหล่าศิษย์
ต่างพากันเดือดพล่านจนห้ามไม่อยู่ ตอนนี้บน
สนามประลองเซียนไท่ มีแต่เสียงเชียร์ให้แก่ อู่ อวี้
เพื่อผลักดันให้เขาก้าวออกไปประลอง และภายใต้
สายตาของทุกคน เจียง จุนหลิน ได้ค่อยๆก้าว
ขึ้นมาทีละก้าว ตอนนี้ในดวงตาของมันนั้นเต็มไป
ด้วยเปลวไฟ พร้อมที่จะแผดเผาอู่ อวี้
“ จัดการมันเลย!”
“ อู่ อวี้ ระเบิดกระดองไอ้ลูกเต่านี่ให้เละไปเลย ”
“นำเลือดของมันมาล้างชโลมสนามประลองเซียน
ไท่แห่งนี้ให้ได้ ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ฝูงชนตะโกนออกมา มันเหมือนมีไฟ
สุมอยู่ในอก
มันทำให้ เจียง จุนหลิน โกรธจนแทบคลั่งเนื่องจาก
ความอัปยศอดสูในวันนี้
ด้วยความโกรธที่ราวกับจะทะยานขึ้นสู่สวรรค์
เช่นนี้ ก็ทำให้ได้รู้เลยว่า เจียง จุนหลิน นั้นเย่อหยิ่ง
ถึงเพียงใด
การประลองของศิษย์ทั้ง 2 ฝั่ายกำลังจะระอุขึ้น!
อู่ อวี้ ได้จ้องไปที่ เจียง จุนหลิน แล้วยิ้มขึ้นกล่าว
ว่า “ เจียง จุนหลิน!ตอนที่อยู่ในนครหลวงเย่วอู่
เจ้าได้กลายเป็นเต่าหัวหดจนข้าแทบจะทนดูไม่ไหว
แต่กลับถ่อมาวางกล้ามถึง นิกายกระบี่สวรรค์ แถม
ยังเอื้อนเอ่ยวาจาอย่างการหาญกล้าจะมาท้า
ประลองกับข้าอีก อย่ามาพูดพล่อยๆหน่อยเลยจะ
ดีกว่า!”
ใบหน้าของ หลาน ฮั้วหยุน กระตุกขึ้น ในครั้งนี้
นางตระหนักได้แล้วว่า อู่ อวี้ แตกต่างกับศิษย์คน
อื่นๆ เขาเป็นคนกล้าหาญ ซึ่งคำพูดของเขาเช่นนี้
มันถึงกับทำให้นางลอบถอนหายใจออก
“ อู่ อวี้ ระวังคำพูดของเจ้าซะ ยังไงก็ตามศิษย์
แห่งพรรคจงหยวนก็เป็นสหายเต๋าที่ร่วมเดินบน
เส้นทางแห่งความถูกต้อง ” นางอดไม่ได้ที่จะต้อง
เตือนเขา
“ ขอรับ ท่านผู้อาวุโสสูงสุด ”
อู่ อวี้ หยิบพลองพิชิตมารออกมา ปักลงไปบนพื้น
ด้วยแรงนั้น มันทำให้พื้นดินสั่นไหว
“ อู่ อวี้!” เจียง จุนหลินกำลังกัดฟัน ตอนนี้เขา
กำลังถูกความโกรธเข้าครอบงำ เขาไม่สามารถ
อดทนได้อีกต่อไป
“ช้าก่อน ” ทันใดนั้นอู่ อวี้โบกสะบัดมือ ทำให้เจียง
จุนหลินต้องหยุดแล้ยเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าไม่กล้า?”
“ใครว่าข้าไม่กล้า แต่อยู่ดีๆเจ้าก็ดุ่มๆมาขอท้า
ประลองกับข้า แล้วทำไมข้าต้องเข้าร่วมการต่อสู้นี้
ด้วย นอกเสียจากจะมีรางวัลติดปลายนวมกัน
เล็กน้อย”
ช่วงนี้ อู่ อวี้ ค่อนข้างที่จะขัดสน จึงทำให้คิด
แผนการเช่นนี้ขึ้นมาได้
“เจ้าต้องการจะเดิมพัน?” ตอนนี้แววตาของ เจียง
จุนหลิน เกิดความลังเลขึ้น เพราะในเวลานี้ อู่ อวี้
ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหลังจากตอนที่เจอกัน
ใน นครหลวงเย่วอู่ แถมเขายังดูมีความเชื่อมั่น
อย่างมากอีกด้วย มันจึงทำให้ในใจของเจียง จุน
หลินนั้นเกิดความกลัวขึ้น กลัวว่าจะพ่ายแพ้ให้กับ
อู่ อวี้ อีกครั้ง
“ในที่แห่งนี้มีผู้อาวุโสอยู่มากมาย ทำไมเราไม่มา
เดิมพันกันหน่อยหล่ะ เดินพันติดปลายนวมสักนิดๆ
หน่อยๆ เอาเป็นแค่ เม็ดยาหลอมรวมลมปราณ 30
เม็ด ก็แล้วกัน เจ้าตกลงหรือไม่?” อู่ อวี้ กล่าว
ออกมาว่าเป็นการเดิมพันเล็กๆน้อยๆ แต่เมื่อเขา
กล่าวถึงเม็ดยาหลอมรวมลมปราณถึง 30 เม็ด มัน
จึงทำให้เจียง จุนหลิน ต้องขมวดคิ้วขึ้น
เม็ดยาหลอมรวมลมปราณ 30 เม็ด เป็นการเดิม
พันที่สูงยิ่ง
ผู้อาวุโสในนิกายกระบี่สวรรค์อดไม่ได้ที่จะกังวลขึ้น
พวกเขานั้นรู้ว่า อู่ อวี้ อยู่ในระดับหลอมรวม
ลมปราณขั้นที่ 3 แต่ว่าเขาต้องมาเผชิญหน้ากับคน
ที่ ซู หยานหลี่ ยังไม่สามารถเอาชนะได้
แต่ทว่าเหล่าลูกศิษย์กลับไม่สนใจและตะโกนขึ้น
“เจ้าไม่กล้าหรอเจ้าลูกเต่า”
“เจ้าลูกเต่า ไม่กล้าเดิมพันหรอก”
คำพูดเหล่านี้มันกระตุ้นเจียง จุนหลิน แม้ว่ามันไม่
กล้าที่จะเดิมพัน แต่มันก็ยังคิดที่จะจัดการ อู่ อวี้
มันจึงหัวเราะขึ้นแล้วพูดว่า “ข้ากล้าที่จะเดิมพัน
อย่างแน่นอน ในถุงจักรวาลนี้มีเม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณอยู่ 30 เม็ด แล้วเจ้าหล่ะอู่ อวี้ มี
หรือไม่?”
แน่นอนว่าอู่ อวี้ไม่มี
เขายิ้มขึ้นแล้วตะโกนไปทางฝูงชน “พี่น้อง
ทั้งหลาย ข้าอยากจะขอยืมเม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณจากพวกท่าน 30 เม็ด ถ้าหากว่าข้าแพ้
ข้าย่อมชดใช้ให้กับคนที่ข้ายืมไปอย่างแน่นอน”
มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเกียรติของนิกาย ใครห
ล่ะที่จะไม่ให้ยืม
“ข้าให้เจ้า 3 เม็ด”
“ข้าให้เจ้ายืม 2 เม็ด”
“ข้าให้เจ้า1เม็ด ไม่ต้องคืนข้า”
“ศิษย์น้องข้าช่วยเจ้า 10 เม็ด” โม่ ซื่อซู ยิ้มขึ้น
เม็ดยาจำนวนมากเช่นนี้ อู่ อวี้ ต้องใช้เวลาถึง50ปี
กว่าจะได้มา จากอู่ อวี้จึงหันไปกล่าวกับเจียง จุน
หลิน “ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น ถ้าหากข้าแพ้ ข้าจะ
มอบมันให้เจ้า เอาหล่ะ ตอนนี้เจ้าพร้อมที่จะแพ้แก่
ข้าอีกครั้งหรือยัง?”
เจียง จุนหลิน รอคอยเวลานี้มานาน
การเอาชนะอู่ อวี้ เป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะกู้ชื่อเสียง
ของมันกลับมาได้ มิฉะนั้นมันจะถูกหัวเราะเยาะ
เย้ยจากทั้ง 2 นิกาย ในวันข้างหน้ามันจะไม่
สามารถออกไปเผชิญหน้ากับใครได้อีก
“เจดีย์แห่งแสง !”
ทันใดนั้นปรากฏเจดีย์แห่งแสงขึ้นในมือซ้ายของ
เขา มันส่องประกายและขยายขนาดใหญ่ขึ้น
“กายาทองคำมหาตะวัน”
เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ร่างกายเรืองรองไปด้วย
แสงสีทอง
“แน่นอนว่าเป็นเพราะความมหัศจรรย์ของ
รากฐานเซียน”
อู่ อวี้เข้าใจแล้ว ไม่แปลกใจที่ซู หยานหลี่ ไม่
สามารถเอาชนะเขาได้ ตอนนี้เขารู้แล้วว่า เจียง
จุนหลิน นั้นเป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ
แสงสีทองปกคลุมไปทั่วร่างของมัน มันเหมือนกับ
มนุษย์ทองคำ
แต่อู่ อวี้ ก็ไม่ได้สนใจ
ร่างจำแลงเซียนวานร!
ร่างกายของเขาขยายขนาดขึ้น จนดูสูงส่งยิ่งกว่า
เจียง จุนหลิน
เส้นขนสีทองปลิวไสว แววตาอันดุร้าย ฟันอัน
แหลมคม เมื่อผนวกเข้าด้วยกัน เขาจึงเปรียบดั่ง
อสุรกาย
ตึ่ง!
พลองพิชิตมารถูกดึงขึ้นมาจากพื้นดิน
ตูมมมม
เขาก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว มันทำให้พื้นดินที่อยู่
ใต้เท้าแตกเป็นเสี่ยงๆ อำนาจพลังของ พลอง
พิชิตมาร ที่ปลดปล่อยนั้นได้พุ่งทะยานขึ้นสูงจนไป
ถึงสวรรค์!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ